หลังจากซ่อมแซมสนามประลองกันจนเรียบร้อยดี
การประลองในสายล่างก็กลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างไม่มีสะดุด แม้จะช้ากว่าเวลากำหนดไปนิดหน่อย แต่ก็ยังถือว่าไหลลื่นดีอยู่
คู่แรกคือโหวหวังกับจู่หม่าเหริน
พูดตรง ๆ ว่าคู่นี้เสียเวลาเล่า ผมเลยจะขอข้ามละกัน..
มันเป็นยังไงน่ะเหรอ.. ก็แบบ.. ผมไม่ทันได้กะพริบตาเลยด้วยซ้ำ หมอนั่นจัดการอีกฝ่ายได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แถมยังไม่ต้องเหนื่อยเรียกเปลวนิพพานออกมาด้วยซ้ำ
แค่ใช้วิชากระบองตระกูลตัวเองธรรมดา ๆ ก็สามารถเก็บชัยชนะมาได้
เพราะแบบนี้ไงผมถึงอยากจะข้าม..
เอาเป็นมาที่คู่สุดท้ายของสายล่างกันดีกว่า
คิมบีโฮจะได้เจอกับเฟิงป๋ายหยุ่น..
และใช่ครับ..
คู่นี้แหละที่ผมนั่งยันนอนยันว่าเดือดแน่นอน แม้เฟิงป๋ายหยุ่นจะสะบักสะบอมกว่า เพราะถูกตงเสวี่ยซานเล่นงานมาเมื่อวาน
แต่ทั้งคู่มีพลังอยู่ในระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางเหมือนกัน ย่อมเป็นอะไรที่น่าดูอยู่
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก อยากกล่าวอะไรต่อกัน เชิญตามสบาย..”
ฮูจินพูดแค่นั้นแล้วก็ยืนกอดอกนิ่ง
เฟิงป๋ายหยุ่นเป็นฝ่ายเปิดก่อน น้ำเสียงของเขานิ่งและดูสุภาพ
“ตัวแทนตระกูลเฟิง.. เฟิงป๋ายหยุ่น ขอได้โปรดสหายยุทธ์ออมมือด้วย”
น้ำเสียงของหมอนี่ฟังดูก็เหมือนจะปกติดี..
แต่ผมที่นั่งอยู่ข้างสนามสังเกตได้ชัดเลยว่าเขายังมีอาการบาดเจ็บ แค่ดูที่มือซ้ายที่แอบกดตรงหน้าท้องนั่นก็รู้แล้วว่าแผลเก่ายังไม่ทันหายดีด้วยซ้ำ
และแน่นอน..
คิมบีโฮที่อยู่ในสนามย่อมเห็นได้ชัดกว่าผม
หมอนั่นเหลือบตามองนิดเดียวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายยังไม่เต็มร้อย
“ข้าว่าเจ้ายอมแพ้ไปเสียเถิด..
จะล้มอยู่รอมร่อเสียเวลาข้าชักดาบ..
เจ้าควรนำเวลาที่มีไปใช้รักษาร่างกายของเจ้าเสีย
ข้ามิใช่พวกใจบุญ.. หากเกิดอะไรขึ้น..
เจ้าคงรู้ดี..
ว่าเป็นเพราะเจ้ามิใช่ข้า...”
น้ำเสียงของคิมบีโฮมันก็ยังคงเย็นชาเหมือนเดิม
แต่มันก็พูดถูก..
ถ้าเฟิงป๋ายหยุ่นดึงดันจะลงสู้ทั้งที่ยังไม่หายดี ต่อให้แพ้ก็ไม่มีใครโทษใครได้นอกจากเจ้าตัว
“ขอบคุณสหายยุทธ์ที่เป็นห่วง..
แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจักลงประลองแข่งขัน”
ฟังประโยคนั้นแล้ว ผมก็เหมือนจะเข้าใจเฟิงป๋ายหยุ่นอยู่ลึก ๆ
เมื่อวาน.. มันเพิ่งถูกตงเสวี่ยซานเล่นงานมายับเยินทั้งร่างกายและชื่อเสียง
หากว่ามันไม่ขึ้นประลอง แต่พูดยอมแพ้ออกมาง่าย ๆ
ชื่อเสียงของมันก็จะยิ่งยับเยินกู่ไม่กลับ
พวกนายก็รู้.. ว่าไอ้พวกผู้ชมบนอัฒจันทร์ขี้นินทาขนาดไหน..
“เช่นนั้นเจ้าคงไม่ว่ากันหากข้าทำให้เจ้าต้องเจ็บเพิ่มหรือสร้างแผลใหม่ให้แก่เจ้า”
คิมบีโฮพูดเสียงเรียบ มือซ้ายก็ยื่นไปจับฝักดาบด้วยท่าทีที่ไม่ต่างกับคำประกาศศึก
“ไม่ว่ากัน...
ข้าถือว่าข้าเตรียมใจมาพร้อมแล้ว...”
คำตอบของเฟิงป๋ายหยุ่นมากับรอยยิ้มบาง ๆ และในวินาทีนั้น เขาก็เรียกดาบของตนออกมาจากห้วงมิติแบบไม่ลังเล
นั่นแหละคือการตอบรับที่แท้จริงระหว่างจอมยุทธ์
ไม่ต้องส่งเสียงดัง ไม่ต้องเอะอะ แค่ท่าทางกับแววตา มันก็รู้กันแล้ว ว่าพร้อมแลกทุกอย่างเพื่อกอบกู้ชื่อเสียง..
“หากพวกเจ้าพร้อมแล้ว..
เริ่มการประลองได้!!”
เหมือนตาแก่ฮูจินจะเห็นว่าพวกมันสองคนพร้อมแล้ว เขาจึงไม่รอช้า เอ่ยประกาศเริ่มศึกในทันที
และทันใดนั้น..
ความเงียบก็ถูกฉีกด้วยเสียงโลหะ
คิมบีโฮดีดดาบออกจากฝักด้วยนิ้วโป้งซ้ายจนตัวดาบยาวเด้งออกจากฝัก ก่อนจะคว้าด้ามดาบด้วยมือขวาและออกตัววิ่งเข้าใส่เฟิงป๋ายหยุ่นในทันที
ดวงตาของหมอนั่นว่างเปล่าแบบที่ไร้ความลังเลใด ๆ และแรงอาฆาตที่มันปล่อยออกมาก็ชัดเจนพอจะทำให้แม้แต่คนดูที่อยู่แถวหลังสุดยังสัมผัสได้
แล้วดาบก็ฟันออกไปตามที่มันถนัด ไม่มีอ้อมค้อม ไม่ลีลา ตรงเข้าใส่ในจังหวะที่ศัตรูอยู่ในระยะ
เคล้ง...!
เสียงโลหะกระทบดังก้อง ผมมองเห็นเฟิงป๋ายหยุ่นรับดาบของคิมบีโฮได้อย่างแม่นยำ
แต่เรื่องกำลังแขนของคิมบีโฮก็รู้ ๆ กันอยู่
น่าจะรุนแรงไม่แพ้แรงแขนของโหวหวังเลย
ผลของแรงปะทะนั่นถึงกับทำให้ตัวของเฟิงป๋ายหยุ่นถลาออกมาสองสามก้าว
แต่ถ้าหากคิดว่าเฟิงป๋ายหยุ่นจะเสียท่า..
เปล่าเลย..
หมอนั่นอาศัยจังหวะนั้นกับแรงส่งที่เกิดจากการปะทะดาบ เปลี่ยนเป็นแรงส่ง หมุนตัวครึ่งรอบกวาดปลายดาบวาดสวนไปที่บริเวณช่วงอกของไอ้คนคางบุ๋มแบบไม่ลังเล
ตุ๊บ..!
ตอนแรกผมก็คิดว่าคิมบีโฮมันจะยกดาบของมันขึ้นมาต้านรับ แต่เหมือนผมจะคิดผิดถนัด
หมอนั่นเล่นยกฝักดาบของมันขึ้นมา และอาศัยความแม่นยำของมันกะจังหวะได้อย่างลงตัว ทำให้ดาบของเฟิงป๋ายหยุ่นสอดเข้าไปในฝักแบบแทบจะทันที
ตอนแรกผมก็คิดว่าดาบของป๋ายหยุ่นมันจะติดกับส่วนกลางของฝักดาบของบีโฮ
แต่เปล่าเลย
อยู่ ๆ ฝักดาบของบีโฮก็เหมือนจะขยายตัวสอดรับสิ่งที่สอดเข้ามาพร้อมปรับรูปร่างให้มีขนาดเท่ากันกับดาบของคู่ต่อสู้ราวกับถูกสร้างขึ้นมาจากช่างคนเดียวกัน
ดูท่า..
ดาบและฝักดาบของคิมบีโฮนี่ไม่ใช่เล่น ๆ เลย
แต่เฟิงป๋ายหยุ่นก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
มันใช้เท้าซ้ายถีบเข้าที่ข้อมือขวาของคิมบีโฮที่กำลังง้างดาบทาจิฟาดเข้าไปอย่างแม่นยำ
แรงถีบนั้นช่วยให้เฟิงป๋ายหยุ่นสามารถกันดาบของคิมบีโฮได้ พร้อมกับดึงดาบหวังให้หลุดออกจากฝักของอีกฝ่ายด้วย
แต่เหมือนแรงแขนนั้นจะไม่เท่าแรงกดจากนิ้วขอไอ้คนคางบุ๋ม
เพราะดาบกลับไม่สามารถหลุดออกจากฝักได้ มีแต่ตัวของเฟิงป๋ายหยุ่นเท่านั้นที่ปรี่ตัวถอยออกมา
เฟิงป๋ายหยุ่นที่สามารถถอยออกมาและตั้งหลักได้ มันก็ทำท่าเหมือนกับกำลังคว้าอะไรสักอย่างในอากาศ
ให้ผมเดา.. มันคงจะใช้จิตเรียกดาบของตนให้กลับมา
ทว่า..
สิ่งที่มันคว้าได้.. กลับเป็นความว่างเปล่า
แววตาตกตะลึงของเฟิงป๋ายหยุ่นในตอนนั้น บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องมีคำพูดเลยสักคำ
“ไม่ต้องแปลกใจ..
ฝักดาบข้านั้นถูกตีขึ้นมาจากช่างยอดฝีมือ การที่ดาบเจ้าฝังตัวอยู่ในฝักดาบของข้า..
ก็อย่าได้หวังว่าจะสามารถเรียกกลับไปได้”
คำพูดของคิมบีโฮฟังดูนิ่ง เฉยชา แต่ในหูผมมันเหมือนประกาศชัยชนะกลาย ๆ ไปแล้ว
และก็เหมือนมันมีสิทธิ์จะพูดแบบนั้นด้วย เพราะตอนนี้มือขวาของไอ้คางบุ๋มคนนั้นคือดาบคู่ใจ ส่วนมือซ้ายคือดาบของศัตรูที่ยังถูกปอกดาบของตัวเองสวมทับไว้อยู่
คนหนึ่งมีอาวุธกับอีกคนที่ไม่มี พร้อมกับระยะห้าก้าวที่เพียงก้าวยาวเข้าไปใกล้เฟิงป๋ายหยุ่น ดาบยาวของหมอนั่นก็สามารถจ้วงแทงได้อย่างง่ายดาย
มันชัดเจนมากว่าบีโฮกำลังจะจบเรื่องนี้ในกระบวนถัดไป
คิมบีโฮเลือกใช้ดาบที่มีปอกฟาดลงมาในแนวดิ่งแบบไม่ลังเล และก็ใช่ว่าเฟิงป๋ายหยุ่นจะยอมให้โดนง่าย ๆ
หมอนั่นยกมือขวารวบจับฝักดาบเอาไว้ทันควัน แล้วใช้รักแร้หนีบฝักนั้นไว้แน่นปานคนยึดสมบัติชาติไว้ไม่ให้หลุดมือ
ไม่เพียงเท่านั้น..
เขายังพยายามกระชากดาบออกจากฝัก หวังจะดึงดาบของตัวเองให้พ้นจากพันธนาการ
คงคิดว่าเมื่อทำได้เมื่อไหร่..
เขาก็จะสามารถใช้จิตเรียกดาบคืนมาได้ทันที
แต่คิมบีโฮก็คือคิมบีโฮ หมอนั่นไม่มีทางยอมปล่อยให้จังหวะแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน ดาบคู่ใจในมือขวาถูกสะบัดเป็นแนวขวางทันที โดยไม่คิดรอให้ศัตรูได้ตั้งหลักเลย
ตุ๊บ..!!
เฟิงป๋ายหยุ่นลอยหวือไปไกลจากแรงฟาดของคิมบีโฮ ร่างแทบหมุนคว้างไปพร้อมแรงลมตีกลับ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่าคือไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผลใด ๆ ปรากฏออกมาจากตัวของเขาเลยสักนิด
ผมที่ดูอยู่ก็เดาไม่ผิด.. บีโฮมันยังคงใช้ 'สันดาบ' ฟาดใส่คนอื่น ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แล้วเฟิงป๋ายหยุ่นเองก็คงรู้จุดนี้ดีอยู่แก่ใจ ว่าคิมบีโฮไม่มีวันหันคมใส่คนที่ยังมีแผลอย่างมัน
แล้วนอกจากจะไม่โดนคมดาบ เขายังได้ของแถมกลับมาอีก..
นั่นคือดาบของมันพร้อมกับฝักดาบของคิมบีโฮ
คราวนี้แหละ..
ก็กลับมาเหมือนตอนแรกอีกครั้ง
เฟิงป๋ายหยุ่นรีบดึงดาบของตนเองออกจากฝักทันที แล้วเจ้าหมอนั่นก็โยนฝักดาบคืนให้คิมบีโฮอย่างสุภาพ
“นี่ของเจ้า.. สหายยุทธ์..”
คิมบีโฮเพียงยกดาบขึ้นรับ ทำให้ดาบและฝักดาบก็เข้าคู่กันได้อย่างพอดิบพอดี ราวกับทุกอย่างถูกออกแบบไว้ตั้งแต่แรก
สายตาของเจ้าหมอนั่นพลันเหลือบไปทางเฟิงป๋ายหยุ่น แววตานิ่งสนิทแต่มีบางอย่างซ่อนอยู่
“เจ้ารู้ว่าอย่างไร.. ข้าก็จะไม่หันคมดาบใส่เจ้า..
เจ้าจึงกล้าหยิบความใจดีของข้าเพื่อนำดาบคืนไป?!”
คำถามที่พูดออกมาราบเรียบเหมือนแค่หยอกเล่น
แต่ถ้าเป็นผม.. ผมไม่กล้าเสี่ยงหรอกนะที่จะเอาความใจดีของคิมบีโฮมาเดิมพันอะไรสักอย่าง
เฟิงป๋ายหยุ่นกลับยิ้มตอบอย่างใจเย็น
“แน่นอนอยู่แล้วสหายยุทธ์..
หากเจ้าไม่ใจดี..
ป่านนี้คู่ต่อสู้ในรอบก่อน ๆ ของเจ้าคงปางตายกันทุกผู้คน”
คำพูดของเขาฟังแล้วเหมือนชื่นชม แต่ในแววตานั้นกลับมีความคมซ่อนไว้เช่นกัน
“ดี..
เช่นนั้นก็ดี...”
คิมบีโฮพูดแค่นั้นก่อนเปลี่ยนท่าจับดาบ
มือของคนจับดาบที่อยู่ในฝักแน่นขึ้นพร้อมออกวิ่งในทันที
“เช่นนั้นดาบข้าก็จักได้ดื่มเลือดเจ้าเป็นคนแรกในงานประลองนี้!!”
น้ำเสียงของมันเย็นเฉียบจนผมยังรู้สึกเสียววาบที่ต้นคอ
มันไม่ใช่คำขู่ธรรมดา แต่มันคือคำสั่งจากดาบที่หิวกระหายเลือด
และเฟิงป๋ายหยุ่นเองก็รับรู้ชัดเช่นกัน
เฟิงป๋ายหยุ่นเห็นคิมบีโฮพุ่งเข้ามาอีกครั้ง..
คราวนี้มันไม่รอให้ดาบของอีกฝ่ายฟันใกล้ตัวอีกต่อไป
กลายเป็นว่าหมอนั่นเลือกจังหวะที่พอดิบพอดีแล้วเบี่ยงตัวหลบคมดาบไปอย่างเฉียดฉิว
แล้วในจังหวะที่หมุนตัวกลับมา ดาบในมือเขาก็พุ่งออกอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงตะโกน
“ดาบลมโชยตระกูลเฟิง!!”
คลื่นปราณวายุถูกสะบั้นออกจากคมดาบ..
เกิดเป็นกระแสปราณกรรโชกพุ่งใส่แผ่นหลังของคิมบีโฮแบบไม่ให้ทันตั้งตัว
แต่คิมบีโฮ.. เจ้านั่นไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน..
มันหมุนตัวกลับมาอย่างแม่นยำ ดาบกลับฝังอยู่ในฝัก มือซ้ายจับฝัก มือขวาทาบบนด้ามทับดาบเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
จนเมื่อวิชาเชี่ยวกรากนั่นจวนจะถึง ดาบที่ฝั่งอยู่ในฝักพลันถูกชักออกมาด้วยความรวดเร็วเสียยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
แค่ฟึ่บเดียวของการชักดาบ คลื่นวายุที่เฟิงป๋ายหยุ่นสร้างไว้ก็แตกกระจายเหมือนกระดาษบาง ๆ ที่โดนฉีก
ผมนั่งดูยังอ้าปากค้าง ไม่ใช่เพราะมันชักดาบเร็วอย่างเดียว แต่เพราะมันไม่ได้ใช้วิชาอะไรเสริมเลย
มีแค่แรงกายกับพลังปราณเท่านั้นที่เคลือบฉาบอยู่บนดาบ ไม่มีปราณธาตุ ไม่มีเทคนิคซับซ้อน
นั่นแหละครับ..
ถึงกับทำให้เฟิงป๋ายหยุ่นที่เป็นคนปล่อยวิชาถึงกับตะลึงนิ่งไปชั่วขณะ
เพราะมันคือการบอกว่า 'ระดับพื้นฐานของคิมบีโฮ ก็เพียงพอจะทำลายสิ่งที่เฟิงป๋ายหยุ่นภูมิใจได้แล้ว'
เห็นเจ้าคางบุ๋มมันสลายคลื่นวายุของเฟิงป๋ายหยุ่นราวกับปัดยุง ผมยังไม่ทันได้อ้าปากชมด้วยซ้ำ!!
ป๋ายหยุ่นก็ถอยฉากไปตั้งหลักทันทีด้วยการกระโดดถอยหลังหลบออกไปตั้งระยะเพิ่มอีกหลายก้าว
พร้อมกับที่จิตปราณเริ่มหมุนวนรอบตัว
“ห้วงจิตแห่งวาโยตระกูลเฟิง!!”
ว่าแล้วสายลมเล็ก ๆ สี่ลูกก็เริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเฟิงป๋ายหยุ่น
แม้ลมพวกนั้นจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ฝุ่นผงรอบตัวหมอนั่นนี่แหละที่ฟ้องชัด
ราวกับมีพายุจิ๋วหมุนวนปกป้องนายของมันอยู่
แล้วเจ้าหมอนั่นก็ยังมีหน้าหันไปพูดกับคิมบีโฮอีก
“นี่สหายยุทธ์.. เจ้ากำลังดูถูกตัวข้าแล้วกระมัง..
ไฉนเจ้าถึงไม่ใช้วิชาของเจ้าออกมาสักกระบวนเลย...”
“ข้าจำเป็นต้องใช้วิชากับไอ้คนไม่สมประกอบเช่นเจ้าด้วยหรือ?
แค่ดาบของข้าที่เจ้ารับไปก็คงทำให้เจ้าสะเทือนไม่น้อยแล้วกระมัง..”
เสียงมันเอ่ยชัดถ้อยชัดคำตอนที่มือวางพาดบนด้ามดาบ ผมนั่งฟังแล้วได้แต่ลอบถอนหายใจ เหมือนกำลังจะได้เห็นอะไรที่ไม่เข้าข่ายคำว่า 'เมตตา' สักเท่าไร
“หากอยากให้ข้าประลองกับเจ้าอย่างเท่าเทียม..
คราหลังก็อย่าทำให้ตนเองต้องมีแผลก่อนมาลงประลองกับข้า!!”
สิ้นคำร่างของคิมบีโฮ.. หมอนั่นก็พุ่งเข้าใส่ทันทีด้วยแววตานิ่งเรียบแต่แฝงจิตสังหารชัดเจน
บีโฮมันเหลือบตามองกลุ่มวายุที่หมุนวนรอบตัวเฟิงป๋ายหยุ่นอย่างไม่สะทกสะท้าน ริมฝีปากยังแสยะยิ้มด้วยซ้ำ
“ข้าจะแสดงให้เห็นว่าคนไม่เต็มร้อยเช่นเจ้า..
เพียงแค่ดาบของข้ากับพลังปราณก็สามารถยัดเยียดความปราชัยให้เจ้าได้..
รับมือ!!”
คนคางบุ๋มมันสับขาเข้าหาป๋ายหยุ่นอย่างแม่นยำ ตบเท้าลงบนพื้นหนึ่งที แล้วชักดาบออกวาดฟันโค้งใส่วายุลูกแรกแบบไร้ความลังเล
เปรี้ยง!
วายุแตกสลายไปในพริบตา
ก่อนที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ วินาทีถัดมา ดาบของคิมบีโฮก็เปลี่ยนท่าจากฟันลงกลายเป็นสับเฉียงขึ้นอีกครั้ง
วายุลูกที่สองโดนซัดหายวับไปในแนวเดียวกัน
ทว่าจุดที่มันฟันออกไปก็ยังเป็นส่วนของร่างกายของเฟิงป๋าย..
เห็นเจ้าคางบุ๋มฟันแค่สองครั้งก็รื้อวายุของตัวเองพังราบเป็นหน้ากลอง เฟิงป๋ายหยุ่นไม่เพียงไม่ตกใจ แต่มันกลับยิ้ม..
ยิ้มแบบคนที่รู้ว่าตัวเองวางกับดักไว้ก่อนแล้ว
“ผสาน!!”
คำเดียวหลุดจากปากพร้อมมือของคนที่ตบเข้าหากัน!
คลื่นลมสองลูกสุดท้ายก็พุ่งเข้าชนกันกลางอากาศ ก่อนแรงอัดมหาศาลจะปะทุใส่คิมบีโฮเต็มแรง
แรงปะทะระหว่างวิชาธาตุกลับกลายเนื้อถึงกับทำให้คิมบีโฮกระเด็นตัวครูดไถไปกับพื้นกว่าหลายเมตร
เสียง 'วิ้ง' ดังแหลมก้องไปทั่วสนามจากดาบและด้ามดาบที่ถูกปักลงกับพื้น ทำให้ตัวของบีโฮหยุดเคลื่อนไหวในจังหวะต่อมา
ผมดูจากสายตาว่างเปล่ากับท่าทางโงนเงนก็รู้ว่าเจ้าตัวโดนไปเต็ม ๆ ถึงขั้นมึน โลกตรงหน้ามันคงหมุนติ้ว ๆ เหมือนอยู่เครื่องซักผ้าเลยล่ะ
เฟิงป๋ายหยุ่นเห็นโอกาสก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตามเข้าไปหวังจบเกมในทันที
แต่..
พอวิ่งได้แค่สามสี่ก้าว ใบหน้าของมันก็เบี้ยวไปพร้อมกับการก้าวเท้าที่ชะงักลง
ผมมองไปตามตัวก็ได้เห็นรอยแดงคล้ำซึมออกมาจนเลอะเสื้อเป็นดวงที่ค่อย ๆ ขยายกว้าง
ดูเหมือนจากการปะทะหนัก ๆ มาหลายครั้งจะทำให้แผลเก่ามันปริแน่นอน
'เพราะรับดาบนั้นแน่ ๆ เลย'
ผมเดาได้ไม่ยาก เพราะตอนที่คิมบีโฮสวนคืนเมื่อครู่นั้น มันไม่ได้เบามือเลย
ถึงอย่างนั้นเฟิงป๋ายหยุ่นก็ยังกัดฟันวิ่งต่อ.. ทั้งที่ความเร็วของตัวเองตอนนี้ลดลงฮวบฮาบ เหมือนคนลากขาข้างหนึ่งไปแท้ ๆ
ผลคือจากที่ควรจะเป็นจังหวะที่เฟิงป๋ายหยุ่นสมควรจะได้เปรียบ..
กลับกลายเป็นโอกาสทองของคิมบีโฮซะเอง..
หมอนั่นลุกขึ้นยืนได้ก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงตัว
แม้จะลุกมาในสภาพคล้ายคนเพิ่งออกจากร้านเหล้าก็ตามที คล้ายว่าแรงเหวี่ยงของวิชาเมื่อครู่จะมีผลต่อเจ้าคางบุ๋มไม่มากก็น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น.. ร่างของมันก็ยังสามารถจับภาพเงาเลือนรางที่กำลังพุ่งเข้ามาได้อยู่บ้าง
และแน่นอน..
ดาบในมือมันก็ฟันออกไปตามสัญชาตญาณทันที
เคร้ง..!
เสียงกระทบดังก้องกลางสนาม
แม้ครานี้แรงปะทะของสองดาบจะไม่แม่นนัก แต่แรงฟันก็ยังมากพอจะบีบบังคับให้เฟิงป๋ายหยุ่นต้องยกดาบขึ้นมาปัดป้อง
สำหรับจอมยุทธ์ที่ฝึกดาบจนกระดูกจำลำดับการเคลื่อนไหวได้..
แค่ฟันถูกครั้งเดียวมันก็สามารถเดาจังหวะต่อไปได้แล้ว
ถึงท่าทางของบีโฮมันจะยังดูเป๋ ๆ ไม่ได้เฉียบคม น่าจะยังรู้สึกมึนงงอยู่
แต่แรงของมันยังคงหนักแน่นพอจะทำให้เฟิงป๋ายหยุ่นสะท้านไปถึงแผลที่กำลังปริ
หมอนั่นกัดฟันแน่นไม่ให้ตัวเองร้อง แม้จะรู้ว่าทุกดาบที่รับเข้าไปเหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำแผลเดิมทีละนิด
ผมมองแล้วได้แต่ถอนหายใจ..
ดาบของคิมบีโฮไม่เฉียบ แต่มันไม่ต้องเฉียบเลยด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ร่างของเฟิงป๋ายหยุ่นเองต่างหากที่เริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว
เลือดเริ่มซึมออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งรับ ยิ่งเจ็บ ยิ่งอ่อนแรง
และในขณะที่ป๋ายหยุ่นกำลังถดถอย..
อาการมึนของคิมบีโฮก็ค่อย ๆ หายไป
ไม่ต้องเป็นเซียนคำนวณก็พอจะเดาได้ว่า ถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้ ต่อให้ตั้งใจจะให้เสมอกัน ผลสุดท้ายก็คงกลายเป็นอีกฝ่ายได้เปรียบจนตีตั๋วเข้ารอบแทน
แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเล่าไป เฟิงป๋ายหยุ่นมันย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
หมอนั่นกัดฟันแน่นเหวี่ยงดาบปาดในแนวระนาบเป็นวงกว้างก่อนจะถอยหลบฉากออกมา
สายตาหมายมุ่งมองไปทางคิมบีโฮก่อนที่จะทำในสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ควรทำ
“ห้วงจิตแห่งวาโยตระกูลเฟิง!!”
เฟิงป๋ายหยุ่นกัดฟันประกาศวิชาเดิมออกมาอีกครั้ง
มันคงหวังจะใช้ไม้ตายที่เคยได้ผล เอาความได้เปรียบที่เคยมีมากำไว้ในมืออีกหน
แต่คราวนี้..
วายุที่หมอนั่นเรียกออกมากลับมีแค่สามลูกเท่านั้น..
จำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด..
แถมยังดูเบาบางกว่าคราวก่อนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เป็นเพียงสายลมเอื่อยที่ดูไม่อันตราย
ก็แน่นอน..
ร่างแบบนั้นจะเอาแรงจากไหนมารวบรวมจิตให้ครบเหมือนเดิมได้อีก
“พลาดแล้วที่เจ้ากล้าใช้วิชาเดิมอุบายเก่ากับข้า!!
แถมครานี้ยังด้อยลงอีก!”
เสียงคิมบีโฮตะโกนลั่นสนาม!
ผมนั่งดูจากขอบสนามก็พอเดาได้ว่า เจ้าคางบุ๋มคนนี้เริ่มคืนสติมากขึ้นแล้ว
ถึงตัวของมันยังดูเหมือนโงนเงนอยู่เล็กน้อยก็ตามที
แต่ตากลับจับภาพวายุสามลูกของเฟิงป๋ายหยุ่นได้ครบถ้วน
อาจเป็นเพราะเคยโดนมากับตัว..
มันเลยพอจะรู้ว่าเจ้าวิชานี่ทำงานยังไง คราวนี้เลยไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคิบบีโฮอีก
ด้านเฟิงป๋ายหยุ่นเหมือนจะถูกบีบจากทุกทิศทาง
เจ้าหมอนั่นจึงคล้ายดูรน..
“ผสาน!!”
มันตะโกนสั่งออกมาอย่างไม่รอช้า หวังจะใช้กลยุทธ์เดิมอีกรอบ
ปราณวิชาวายุทั้งสามลูกต่างพุ่งเข้าหากัน เป็นแบบเดียวกับคราวก่อน จุดหมายคือคิมบีโฮ
ทว่า..
เมื่อปราณวิชาวายุชนกันในครานี้..
กลับแตกกระเจิงสลายหายไป
พร้อมตัวของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ทรุดตัวลงพ่นก้อนเลือดคำใหญ่ออกจากปาก