บทที่ 3
นี่คือความรู้สึกที่คุ้นเคยั้แ่เล็กจนโต ทุกครั้งที่เธอร้องให้ เธอเสียใจ เธอเจ็บ หรือว่าเหงา ทุกเหตุการณ์ทุกอารมณ์และความรู้สึก จะมีทรงกลดอยู่เคียงข้างเสมอ เขาจะคอยปลอบหาบางสิ่งมาทดแทน เบี่ยงเบนประเด็น ให้เธอลืมเหตุการณ์ตรงนั้น ทำให้เธอมีความสุขความรู้สึกนี้ ฝังแน่นลึกอยู่ในใจเธอ เขาคือคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
เมื่อเงาร่างที่คุ้นเคยก้าวมายืนอยู่ตรงหน้า กับรอยยิ้มที่แสนจะอบอุ่น ออมสินรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ทรงกลดยกมือลูบผมออมสินเบาๆอย่างปลอบประโลมพร้อมทั้งยิ้มบางๆ “งัยว่ะคนเก่งทำมัยขี้แยอย่างนี้เสียหล่ะ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เป็ห่วงได้งัย” แค่นี้พอเพียงแค่นี้ ทำนบน้ำตาก็พังทลาย
ออมสินโผเข้าหาทรงกรดกำปั้นน้อยๆทั้งสองทุบหน้าอกเด็กหนุ่มอย่างอัดอั้นตันใจ”ทำไมเพิ่งมา ฮือ ฮือ”ทั้งร่างเธอสั่นสะท้าน เสียงสะอึกสะอื้น ทรงกลดยกมือสองข้างโอบกอดออมสินไว้ เธอปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นณ.เวลานี้ สำหรับเธอแล้วทุกสิ่งทุกอย่างได้หยุดนิ่ง โลกนี้ได้หยุดหมุนไปแล้ว
ยังคงอยู่สภาพนี้สักพักใหญ่ทรงกลดจับสองไหล่ออมสินดันออกเบาๆอย่างนุ่มนวลยกมือซ้ายใช้หลังนิ้วชี้ปาดเช็ดน้ำตาให้ “ไม่เป็ไรแล้วนะ ชั้นมาแล้วไม่มีใครหรือว่าอะไรมาทำร้ายแกได้แล้ว” ออมสินพยักหน้าหงึกๆ ยังคงสะอื้นอยู่ในลำคอ
“แสดงซีรี่ย์กันจบหรือยังไอเด็กเวร เสียเวลาพี่หว่ะ ถอยไปซะ” เสียงของหนุ่มจากัวร์ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
เมื่อเรียกสติกลับมาได้ออมสินก็ปรากฏแววกังวลขึ้นมาแทนที่ ใช่สิ เธอลืมไปว่า คนพวกนี้มันชั่วร้ายทำร้ายคนได้ทั้งรอยยิ้ม ทุกคนดูโเี้ โดยเฉพาะหนุ่มจากัวร์คนนั้นเื่นี้ไม่ควรให้ทรงกลดเข้ามายุ่ง เธอยอมเสียใจยอมเจ็บตัวเองเสียดีกว่าให้ทรงกรดต้องเดือดร้อน นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมคิดถึงแต่ตัวเองแล้วทรงกลดหล่ะความกังวลในแววตาส่งตรงมองประสานกับสายตาทรงกรดที่มองเธอโดยไม่สนใจอะไรเลยเขายิ้มแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสนจะปกติ”ไม่เป็ไรแก แค่นี้ชั้นเอาอยู่”
“เฮ๊ย! ไอเด็กเวร สนใจกันหน่อยเว๊ยไม่เคยตายหรืองัยวะ” หนุ่มจากัวร์เริ่มโมโหแล้ว
“พี่ครับผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งตอนที่กำลังเคลียกับเพื่อน”ทรงกลดหันหน้าไปมองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ “แกไม่เป็ไรนะเออนี่ เก็บแว่นให้ชั้นก่อน สั่งอีเบย์หลายวันแล้ว เพิ่งได้มา กะจะเอามาอวดซะหน่อย”พูดจบก็ล้วงแว่นตาสีบอร์นเงินยี่ห้อcartier ยื่นให้ “ฝากแป๊บเดียว เดี๋ยวขอคืนอย่าโด้นะเว๊ย”
ทุกครั้งที่ทรงกรดมีของดีๆมาอวดออมสินมักจะมึนเอาไปเป็ของตัวเองไม่สนใจว่าทรงกลดจะคิดยังงัย ทรงกรดก็ไม่เคยโกรธต่อว่าหรือแย่งกลับคืน จนกลายเป็ความเคยชินของทั้งสอง และครั้งนี้ออมสินยิ้มเห็นลักยิ้มตรงแก้มบุ๋มดูน่ารักใสซื่อ นี่แหล่ะ รอยยิ้มแบบนี้สีหน้าแบบนี้ ลาก่อน CARTIER ของฉันทรงกลดส่ายหัวช้าๆอย่างระอาและยอมรับชะตา ช่างเหอะ ให้ออมสินอารมณ์ดีจิตใจปกติไม่กังวล เลิกจิตตกก็พอแล้ว เฮ๊ย! เพื่อนนะเว๊ยคิดอะไรอยู่วะนี่
ในเวลาเดียวกันเหล่าชายฉกรรจ์ลูกน้องหนุ่มจากัวร์ที่ถือปืนจ้องสองหมวดหนุ่มอยู่นั้น ต่างพยักหน้าให้กันสองคนผละออกมายืนรายล้อมทรงกลดและ3สาวไว้ ออมสินผละจากอ้อมกอดทรงกลดแต่มือทั้งสองยังคงกุมมือขวาทรงกรดไว้แน่น
“จุ๊จุ๊ จุ๊ เด็กนะเว๊ย อย่ารุนแรงกับน้องเค้า”เสียงห้ามปราม ฟังดูแล้วเป็การหยอกเย้ามากกว่า
“คนนี้แฟนตัวจริงเหรอน่าเสียดายจัง เดี๋ยวมันต้องแขนขาหักนอนกระอักเืตรงนี้”หนุ่มจากัวร์กล่าวยิ้มๆ”หรือน้องคนสวยจะไปกับพี่ดีดี เด็กคนนี้ พี่จะยอมปล่อยไป”
“พี่รู้มั๊ยชีวิตนี้ผมเกลียดอะไรที่สุด” ทรงกลดกล่าวเสียงเรียบๆ
“หนึ่งคุกคามเพื่อนผม” เห็นเพียงเงาร่างทรงกลดหายวับหนุ่มจากัวร์ยกมือขวาค้างทำท่าเหมือนจะบังหูตัวเองแค่พริบตาเขากลับตบใส่บั๊งหูตัวเองอย่างแรง “เพี๊ยะ” ถึงกับตาลอยส่ายหัวโงนเงนมือขวาตกห้อยรุ่งริ่ง คาดว่ามือคงหักเสียแล้ว ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วมากความรู้สึกของหนุ่มจากัวร์คือเห็นเงาไหววูบที่หูข้างขวาจึงยกมือขึ้นป้องตามสัญชาตญานเหมือนมือปะทะอะไรสักอย่างที่หนักมากกระแทกใส่จนมือหักแล้วยังกระทบตบใส่หูขวาตัวเองอย่างจังหนุ่มจากัวร์หน้าซีดเผือดเหมือนพบเจอบางสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต มองเด็กหนุ่มตรงหน้าเหมือนมองเห็นมัจจุราช
“สองโดนข่มขู่”ทรงกรดซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิมกล่าวขึ้นอีกครั้งไม่ทันจบเสียง ร่างของหนุ่มจากัวร์ลอยละลิ่วถอยหลังตัวงอเหมือนกุ้งกระแทกใส่กำแพงรั้ววิทยาลัยอย่างจัง “โครม!”ฝุ่นเศษอิฐกำแพงกระจายฟุ้ง หนุ่มจากัวร์นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
ทั่วบริเวณเงียบกริบหิมะเริ่มโปรยปรายเหมือนมาขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ผ่านพ้นไป สายตาทุกคู่ บ้างใบ้างสงสัย คิดสะระตะ หรือหน้าวิทยาลัยจะมีเทพใดปกป้องอยู่เกิดอะไรขึ้นออกรูปนี้ได้งัย ์ลงโทษเขาเหรอฯลฯ
“อย่ามาให้เห็นหน้าอีก” ทรงกลดกล่าวช้าๆ เนิบๆแต่ทำเอาอันธพาลทั้งกลุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสี ทั้งหมดรีบวิ่งไปประคองลูกพี่ที่นอนหมดสภาพพวกมันช่วยกันหิ้วปีก สีหน้าทุกคนส่อแววประหวั่นพรั่นพรึง มองทรงกลดเหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่างทั้งกลุ่มสาวเท้าอย่างรวดเร็วตรงไปที่รถจากัวร์ที่จอดอยู่ ต่างคิดถึงเหตุการณ์หนึ่ง
ย้อนไปเมื่อสองปีที่แล้วฟิลิปปินส์ ในป่ารกครึ้มเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มวลไม้นานาชนิดอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข
“ปัง”สิ้นเสียงปืนดังลั่นสนั่นป่า ฝูงนกใบินหนีขึ้นท้องฟ้าแยกกันคนละทิศละทาง “นายน้อยเต็มหน้าอกเลยฝีมือพัฒนาขึ้นอีกแล้ว” ชายวัยยี่สิบแปดปีเคราครึ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงประจบชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ เขาคือนายน้อยแห่งอัลฟาโอ เ้าของธุรกิจโลจิสติคอันดับต้นๆของโลกนามเขาคือ โอลิเวอร์ ใช่แล้ว เขาก็คือหนุ่มจากัวร์นั่นเอง
“ใกล้ค่ำแล้วพอแค่นี้หว่ะวันนี้ ไอเรืองเอ็งไปลากเหยื่อกลับแค๊มป์ด้วย” “ครับ นายน้อย” ไอเรืองชายร่างเล็กวัยยี่สิบสี่ปี รับคำกระโจนวิ่งจากไปสักครู่ก็ลากหมีใหญ่ตัวหนึ่งกลับมา หมีใหญ่น้ำหนักกว่าสี่ร้อยกิโลกรัมกลับถูกไอเรืองลากกลับมาอย่างสบายๆไม่เปลืองเรี่ยวแรงใดๆ
“นายน้อยคืนนี้มีอาหารมื้อใหญ่กินได้ถึงเช้าเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ลูกน้องอีกคนพูดขึ้นอย่างอารมณดี
พื้นที่โล่งกลางป่าทึบเต๊นท์สนามตั้งเรียงรายเป็รูปวงกลมรัศมีราวสิบห้าเมตร ตรงกลางมีกองไฟกองใหญ่ระหว่างเต็นท์มีกรงใส่สัตว์นานาชนิด รถจิ๊ฟ โฟร์วีนสี่คันจอดเรียงรายเป็ระเบียบมอเตอร์ไซค์ สิบกว่าคันจอดเรียงอยู่ด้านตรงข้าม กรงสัตว์สิบกว่าชนิดวางกระจายไปทั่วอุปกรณ์แสงสว่าง เครื่องมือสื่อสารสุดไฮเทคเวรยามอาวุธครบมือยืนระวังอยู่โดยรอบ นับดูแล้วสมาชิคน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน
“โอลิเวอร์แผนจะลงทุน เอมกาโปรเจคนายดูหรือยัง รีบหน่อยเว๊ย” ชายร่างท้วมวัยสามสิบสองปีนั่งบนเก้าอี้สนามกล่าว คลึงแก้วไวน์ในมือวนรอบๆท่าทางอารมณ์ดีสุดๆ
“เฮ๊ยวันนี้ไม่คุยเื่งาน” โอลิเวอร์กล่าว มือลูบ AS50 สไนเปอร์โปรดด้วยความทะนุถนอม บนโต๊ะตัวยาวจัดวางด้วยอาวุธปืนนานาชนิดกว่าสิบชนิดมองดูแล้วไปทำาย่อยๆกับใครได้เลย
แคว๊ก! แคว๊ก! กรี๊ซซซ! โฮก! เสียงสัตว์นานาชนิดร้องแตกตื่นอยู่รอบข้าง
“ไปดูหน่อยซิพวกมันร้องอะไรกัน”
“นายน้อยลูกเสือดาวหลุด”
“ก็ไปจับกลับมาสิว่ะไอพวกโง่”
“นายน้อยไอโปฮอคหาย”
“นายน้อยมาทางนี้หน่อย”เสียงะโดังระงมวุ่นวายไปหมด โอลิเวอร์รีบวิ่งไปตามเสียงลูกน้อง
ห่างออกไปนอกค่ายประมาณห้าสิบเมตรโอลิเวอร์และเหล่าสมุนรวมกลุ่มกัน มองดูเงาร่างสีดำของคนตัวเล็กๆที่ยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งเมเปิ้ลใหญ่สูง6เมตรเบื้องหน้าทั้งสองฝ่ายห่างกันแค่สามสิบเมตรเท่านั้นใต้กิ่งมีเงาร่างหนึ่งผูกติดห้อยหัวส่งเสียงครางเบาๆ “นายน้อย ช่วย...ด้วยยย” นั่นคือหนุ่มโปฮอคที่หายไป
“ไปเอาไรเฟิลกูมา”โอลิเวอร์หันไปกระซิบกับสมุน “ครับนายน้อย” สักครู่เดียวไรเฟิลกระบอกโปรดก็มาอยู่ในมือโอลิเวอร์ เขามองดูเงาที่แน่นิ่งยกปืนขึ้นประทับเล็งยังบรรจง “ปัง” หัวทั้งหัวแตกกระจายด้วยอานุภาพปืนล้มช้างกระบอกนี้“ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูคิดว่าผีที่ไหน ไปลากมันมา”
“นายน้อยโปฮอค นายน้อยยิงโปฮอค”
“อะไรว่ะ แล้วที่ห้อยอยู่ข้างล่างหล่ะ” โอลิเวอร์ประหลาดใจ คิ้วย่นเข้าหากัน
“หายไปแล้วนายน้อย”ลูกน้องสองคนแบกร่างโปฮอคที่ไร้หัวมาวางตรงหน้าแผลที่ลำคอฉีกขาดเหวอะหวะด้วยแรงะุปืนสภาพน่าสยดสยองนัก
“ นายน้อย คนเราหายไปสาม”
“อะไรอีกว่ะ”คราวนี้โอลิเวอร์ตกตะลึงจริงๆ สมุนคนนึงวิ่งหน้าตาตื่นมา “นายน้อยแค๊มป์เกิดเื่แล้ว” ไม่ทันสิ้นเสียง โอลิเวอร์โยนไรเฟิลให้ลูกน้องคนหนึ่งตัวเองรีบวิ่งตะบึงกลับแค๊มป์ทันที
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเต็นท์ทั้งห้าหลัง รถจิ๊ฟทุกคันไฟไหม้ กรงสัตว์กลิ้งคว่ำเปิดอ้า สัตว์น้อยใหญ่ตื่นใวิ่งกระจายกันไปทั่วเห็นพวกพ้องยืนล้อมใครคนหนึ่งไว้ โอลิเวอร์และพวกวิ่งมาสมทบ
ข้างกองไฟกลางแค๊มป์ปรากฎชายร่างเล็กนั่งทับชายร่างท้วมที่นอนสลบไสล มือเขาถือมีดเช็ดคราบเืกับเสื้อแจ๊คเก๊ตราคาแพงของชายร่างท้วม เขาสวมชุดหนังแนบเนื้อสีดำทั้งร่างใส่แว่นตาดำ เฮดโฟนครอบหู สวมแมสเหล็กสีดำปิดบังจมูกกับปากไว้ไม่สามารถเห็นเค้าหน้าได้ ส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเคาดเดาไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่เขาไม่สนใจอะไรรอบข้างเลย ท่าทางเอื่อยเฉื่อยเคลื่อนไหวเชื่องช้า
“ไม่มีใครสอนเหรอว่าอย่าทำร้ายชีวิตสัตว์ อย่าทำลายธรรมชาติ” หนุ่มนิรนามกล่าว
“เมิงเป็ใครกล้ามากที่มายุ่งกับกู”โอลิเวอร์สบถออกมาด้วยความโกรธ “เฮ๊ย แผลละร้อยคอยส์*เว้ยจัดให้กูหน่อย”
“ได้เลยนายน้อย”เหล่าสมุนเริ่มฮึกเหิมสี่สิบกว่าต่อหนึ่งพวกมากขนาดนี้ กลัวก็บ้าแล้ว
ห้าคนแรกล้อมกรอบเข้าหาพลันปรากฏลมแรงกรรโชก กองไฟไหวพลิ้ววูบนึงชายทั้ง5เข่าอ่อนร่วงลงกับพื้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ กับพบว่า เข่าทั้งสองข้างของทั้งหมดได้หักไปเสียแล้ว ทุกคนนอนร้องครวญครางโอดโอย หนุ่มนิรนามยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเล่นมีดสั้นในมือส่องมีดเล็งล้อกับแสงไฟเบื้องหน้าเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“แกเป็ใครกันแน่”โอลิเวอร์และพวกใสุดขีด ถามเสียงสั่น
“ในป่านี้จะมีใครเล่าถ้าไม่ใช่ปีศาจ” หนุ่มนิรนามกล่าว สายตาคมกล้าส่องประกายวูบมองมา โอลิเวอร์ถึงกับลืมตัวถอยหลังไปสามก้าว
“พวกมึงจะรอให้พ่อมาตัดริบบิ้นหรืองัยลุยสิโว๊ย”สิ้นเสียงโอลิเวอร์ เหล่าสมุนสามสิบกว่าชีวิตก็กรูกันเข้าหาหนุ่มนิรนามทันที
ฟุบ!เสียงกองไฟะเิเถ้าถ่านเศษไม้กระจัดกระจาย กลายเป็ฝุ่นสีขาวกระจายไปทั่วเกิดเป็ความชุลมุน วุ่นวาย โกลาหล พลั๊ก! กร๊อบบ! ปึก! โอย! อ๊าค! ปัง ปัง ปัง พรืดดดด! ช่วยด้วย! ในกลุ่มหมอกสีขาวทึบเสียงร้องระงมดังไปทั่ว ผสมปนเปกับเสียงปืนเสียงกระดูกหัก
เมื่อฝุ่นขาวจางลงร่างชายนิรนามเดินออกมา ช้าๆ ตรงมาที่โอลิเวอร์ “แก แกจะทำอะไร”ตอนนี้โอลิเวอร์จิตหลุดเสียแล้ว เขาตัวสั่นเทา ก้าวถอยหลัง เท้าช่างหนักอึ้งนัก
“อย่ามาให้เห็นหน้าอีก”หนุ่มนิรนามกล่าวพร้อมกับเสียงทึบดังที่ท้ายทอย สติสัมปชัญญะโอลิเวอร์ก็ดับวูบลง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้“นายน้อย นายน้อย” โอลิเวอร์มีสติกลับคืนมา ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนกับสนามรบยังงัยอย่างงั้น ยานพาหนะทุกคันกลายเป็เศษเหล็กไฟยังคงติดไหม้เป็จุดๆกระจายไปทั่ว เหล่าลูกน้องบ้างก็นั่งพิงต้นไม้นอนร้องโอดโอย บางคนดิ้นทุรนทุรายอย่างเ็ป อีกกว่าครึ่งนอนแน่นิ่งพวกมันคงจากโลกนี้ไปแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่แขนขาหัก ก็มีาแฉกรรจ์าเ็กันทุกคน
“นายน้อยดีจัง นายน้อยฟื้นแล้ว” ชายคนหนึ่งะโขึ้นด้วยความดีใจ
“เวลาใหนแล้วเรือง”โอลิเวอร์เอ่ยถามพร้อมกับสะบัดหัวด้วยความมึนงง
“สองวันแล้วนายน้อย”ไอเรืองกล่าว มองเ้านายด้วยสายตากังวล โอมายก๊อดนี่เขาสลบไปถึง2วันเลยเหรอ โอลิเวอร์ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเหลียวมองไปรอบๆความรู้สึกเย็นยะเยียบเสียดเข้าไปถึงกระดูกมันคือวันที่โอลิเวอร์จดจำไม่มีวันลืมวันที่มัจจุราชได้มาเยือนและเฉียดผ่านไป
นับแต่นั้นมาโอลิเวอร์ก็ตระเวนเรียนศิลปะป้องกันตัวทั่วโลกอย่างบ้าคลั่ง หวังจะลบปมในใจครั้งนั้นให้หายไปแต่วันนี้ ปมใหม่อีกปมกลับมาขมวดเพิ่ม
“จบเื่แล้วกลับบ้านกันเถอะ”ทรงกลดมองหน้าออมสิน กล่าวยิ้มๆ คว้ามือออมสิน เธอเดินตามอย่างง งง ส่วนเพื่อนสาวอีกสองคนต่างหันมามองหน้ากัน
“อ้าวลืมกันซะงั้น”
คอยส์* สกุลเงินสากลที่ใช้อยู่ในขณะนี้ 1 คอยส์ = 45 บาท