รุ่งอรุณของวันใหม่ยังไม่ทันสว่างเต็มที่ แสงสีเทาอมม่วงของท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขาเพิ่งจะทอดลงมาแตะยอดไม้ใหญ่ในหุบเขาสิบหมื่นดารา สายลมยามเช้าพัดรำเพยหอบกลิ่นดินชื้นและเกสรดอกไม้ป่ามาปะทะกับละอองน้ำจากม่านวารีคลั่งที่ยังคงไหลเซาะสม่ำเสมอ บรรยากาศดูสงบเงียบอย่างหลอกลวง
จ้าวหานนั่งอยู่หน้าปากถ้ำั้แ่ก่อนฟ้าสาง เขากำลังเคี้ยวกระดูกสัตว์อสูรแห้งชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ เสียง กร้วมๆ ดังก้องออกมาทุกครั้งที่ฟันเหล็กไหลบดย่อยมวลสารเข้มข้น เตาปฏิกรณ์ชีวภาพในจุดตันเถียนหมุนวนด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แผ่ความอุ่นแ่เบาออกมาจากบริเวณหน้าท้องราวกับเตาหลอมขนาดเล็กที่ไม่เคยดับ
[เ้านายครับ ตรวจพบสัญญาณความร้อนจำนวนมากที่ระยะสองกิโลเมตร กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเป็ระเบียบ ประเมินจำนวนเบื้องต้นไม่ต่ำกว่าสามสิบราย และมีพลังงานปราณระดับสูงรวมกันอย่างน้อยห้าจุด!] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังขึ้นในระบบประสาทด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความกังวล แต่ชัดเจนว่าตื่นตัวสูง
จ้าวหานกลืนชิ้นกระดูกสุดท้ายลงคอ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เสียงข้อกระดูกลั่น กรอบแกรบ ทั่วร่าง ราวกับเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังอุ่นเครื่อง เขาหันกลับเข้าไปในถ้ำ
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งตื่นอยู่แล้ว ดวงตาที่แดงก่ำบ่งบอกว่านางไม่ได้หลับตลอดคืน เธอกำลังพยุงมู่เฉิงให้นั่งพิงผนังหินอย่างสบาย ชายวัยกลางคนอาการดีขึ้นแต่ยังเคลื่อนไหวได้ไม่ดีนัก
"มาแล้ว?" มู่รุ่ยเสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
"สามสิบคนขึ้นไป พร้อมยอดฝีมือหลายคน" จ้าวหานยืนยันสั้นๆ พลางกดรอยสักมิติที่แขนขวา แสงสีฟ้าวาบออกมาสั้นๆ ปืนมหาประลัยดำทมิฬปรากฏขึ้นในอ้อมแขนด้วยน้ำหนักที่เขาคุ้นชินแล้ว เข็มนาโนพุ่งเข้าเชื่อมต่อกับไหล่ขวาและกระดูกสันหลังส่วนบนอย่างรวดเร็ว ไม่มีเสียงร้องใดๆ เพราะกายาเหล็กไหลขั้นกลางดูดซับแรงเจาะได้เหมือนหลอดฉีดยาแทงเข้าผ้าเนื้อบาง
"ท่านจะสู้กับทั้งหมดเพียงลำพังหรือคะ?" มู่รุ่ยเสวี่ยถามทั้งที่รู้คำตอบ
"ไม่หมด..." จ้าวหานส่ายหน้า "แค่ทำให้พวกมันรู้ว่าราคาของการเข้าถึงแม่นางมู่นั้นแพงเกินกว่าที่ใครจะยอมจ่าย นั่นก็พอแล้ว"
เขาหันไปมองมู่เฉิงโดยตรง "ท่านลุงมู่เฉิง กองคุ้มกันจากนครธรณีสามจะมาถึงเมื่อไหร่?"
"รุ่งสายไม่เกินบ่ายต้นครับ" ชายวัยกลางคนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "ข้าขอโทษด้วย คุณชายจ้าว ที่ปล่อยให้ท่านต้องรับภาระทั้งหมดนี้"
"ไม่ต้องขอโทษ" จ้าวหานส่ายหัวเบาๆ "ข้ารับปากแม่นางมู่ไว้แล้ว ข้าก็แค่ทำตามสัญญา" เขาหันไปมองนาง "ท่านกับท่านลุงอยู่ในนี้ อย่าออกมาไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร"
มู่รุ่ยเสวี่ยพยักหน้า แล้วก็เอ่ยสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ "คุณชายจ้าว... ระวังตัวด้วยนะคะ"
จ้าวหานหยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไปโดยไม่ตอบ แต่มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ม่านน้ำตกจะกลืนร่างของเขาหายไป
ลานดินหน้าม่านวารีคลั่งในยามรุ่งอรุณดูกว้างขวางและเปิดโล่งกว่าปกติ ซากราชันย์ตะกวดาที่นอนแข็งทื่ออยู่กลางลานยังคงส่งกลิ่นคาวจางๆ รอยหลุมและพื้นดินไหม้เกรียมจากการต่อสู้เมื่อวานยังปรากฏอยู่ทั่วบริเวณ
จ้าวหานเดินออกมายืนตรงกลางลานอย่างไม่ซ่อนตัว ปืนมหาประลัยดำทมิฬพิงไว้บนไหล่ซ้ายอย่างสบายๆ ราวกับไม้เท้า สายตาสีดำขลับจับจ้องไปยังทิศทางที่ป่าทึบสิ้นสุดลง
เขารอเพียงสองนาทีก็ได้ยินเสียงที่รอคอย
ฝรัดๆๆ!
เสียงกิ่งไม้แตกหักและพุ่มไม้ถูกผลักออกดังขึ้นพร้อมกัน ทหารในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มปักตราตระกูลมู่สี่เหลี่ยมสีทองบนหน้าอกเดินออกมาจากป่าทีละคนสองคน รวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบในพื้นที่ว่างระหว่างขอบป่ากับลาน พลังปราณหลายสิบลำไหลเวียนอยู่ในอากาศราวกับกระแสน้ำที่มองไม่เห็น
ตามหลังทหารออกมาคือชายอายุสี่สิบต้นๆ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหลี่ยมมุมและคมเข้มด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตที่หนักหน่วง ชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมใส่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดีปักลวดลายัเงินละเอียดยิบ พลังปราณระดับทองคำเขียวขั้นปลายแผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างไม่ปิดบัง กดทับอากาศรอบด้านให้หนักแน่นจนแม้แต่ใบไม้บนต้นไม้ใกล้ๆ ก็สั่นไหว
มู่ฉางหยวน ผู้าุโอันดับสองของสมาคมการค้าตระกูลมู่ ชายที่เติบโตมาข้างกายมู่รุ่ยเสวี่ย พี่ชายที่นางเคยเชื่อใจที่สุด
เขาหยุดเมื่อเห็นจ้าวหาน สายตาของมู่ฉางหยวนเลื่อนลงไปที่ซากตะกวดา แล้วก็กลับขึ้นมาที่ชายหนุ่มเป็ครั้งที่สอง
"เด็กหนุ่มคนนี้สังหารราชันย์วารีาได้?" เขาถามไปยังคนข้างกายด้วยเสียงต่ำ
ชายร่างเล็กผมขาวที่ยืนข้างหน้าพยักหน้า "ใช่ครับท่านผู้าุโ ตามรายงานจากหน่วยสอดแนมที่ส่งกลับมาเมื่อเช้า เขายังสยบหน่วยสอดแนมสี่คนของเราได้ก่อนหน้านั้นด้วย โดยใช้อาวุธประหลาดที่ไม่ทราบที่มา"
มู่ฉางหยวนไม่พูดอะไรอีก เขาก้าวเดินออกมาข้างหน้าคนเดียว ทหารสามสิบกว่าคนที่ตามมาต่างหยุดยืนรออยู่หลังเส้นแบ่งที่ไม่มีอยู่จริงแต่ทุกคนรู้ว่าคือเขตของผู้นำ
"เ้าคือผู้คุ้มกันของรุ่ยเสวี่ยใช่ไหม?" มู่ฉางหยวนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ใช่" จ้าวหานตอบสั้น
"ข้าไม่ได้มาเป็ศัตรูกับเ้า..." ชายวัยสี่สิบส่ายหัวเบาๆ น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความอ่อนโยนแบบที่ฝึกมาอย่างดี "รุ่ยเสวี่ยคือน้องสาวของข้า ข้าแค่้ารับตัวนางกลับไปในที่ปลอดภัย สถานการณ์ในหุบเขาตอนนี้อันตรายมาก เ้าก็เห็นแล้วว่ามีโจรูเาดักซุ่มอยู่"
[เ้านายครับ คลื่นสัญญาณสรีรวิทยาของเป้าหมายบ่งบอกว่าเขากำลังโกหกทุกคำ] ศูนย์รายงานเ็า
จ้าวหานยิ้มที่มุมปาก "ท่านผู้าุโมู่... ท่านรู้เื่โจรูเาพวกนั้นดีนักเลยนะ"
มู่ฉางหยวนไม่กระพริบตา "ข้าได้รับรายงานมา ข้าเป็ห่วงน้องสาว"
"แต่ท่านรู้เส้นทางที่แน่นอนของขบวนรถม้าที่น้องสาวใช้ รู้ตำแหน่งค่ายสาขาที่เธอจะแวะพัก และรู้ล่วงหน้าว่าจะมาถึงที่ไหนเมื่อไหร่..." จ้าวหานพูดช้าๆ ทุกคำชัดถ้อยชัดคำ "ความห่วงใยของท่านช่างแม่นยำยิ่งนัก"
ความนิ่งเงียบของมู่ฉางหยวนยาวขึ้นสักครู่ แล้วมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่เย็นกว่าลมยามรุ่งสาง
"เ้าฉลาดเกินวัย..." เขาพูดพลางปล่อยพลังปราณทองคำเขียวออกมาเต็มที่โดยไม่ปิดบังอีกต่อไป คลื่นพลังงานสีเหลืองอมทองกดทับอากาศรอบด้านจนใบไม้ร่วงหล่นพร้อมกันเป็ฝน "แต่ฉลาดเกินไปในสถานที่ผิดและเวลาผิด เ้าไม่ควรเลือกเป็ศัตรูกับตระกูลมู่"
"ข้าไม่ได้เป็ศัตรูกับตระกูลมู่" จ้าวหานส่ายหน้าเบาๆ "ข้าเป็ศัตรูกับคนที่ทรยศแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ย ซึ่งบังเอิญเป็คนละคนกับตระกูล"
มู่ฉางหยวนหุบปาก แล้วก็ตวาดขึ้นสั้นๆ "จับตัวมันมา!"
ฟรึ้ดดดด!
ทหารหกคนพุ่งออกมาจากแนวหน้าพร้อมกัน พลังปราณห่อหุ้มอาวุธของแต่ละคนส่องประกายต่างสีต่างระดับ บางคนชักกระบี่ บางคนถือหอกยาว ทุกคนเป็ระดับก่อตั้งปราณขั้นแปดและเก้า การเคลื่อนที่ของพวกเขาประสานกันอย่างชำนาญบ่งบอกถึงการฝึกร่วมกันมาอย่างยาวนาน
จ้าวหานไม่ขยับจากจุดที่ยืน
เขาเพียงแค่ย่อตัวลงเล็กน้อย กายาเหล็กไหลขั้นกลางสั่งการให้ทุกเส้นใยกล้ามเนื้อเกร็งตัวพร้อมกันในพริบตา ิัสีดำมันวาวเปลี่ยนเป็สีเทาเข้มวาวแผดขึ้นเล็กน้อยเมื่อโลหะชีวภาพในเซลล์เริ่มทำงานเต็มพิกัด
ทหารคนแรกพุ่งถึงตัวและฟาดกระบี่ลงมาที่หัวไหล่ซ้ายด้วยความเร็วสูงสุด
เคร้งงงง!
เสียงโลหะกระทบกับิัเหล็กไหลดังกังวานสนั่นราวกับฆ้องใบใหญ่โดนตี กระบี่ระดับปฐีชั้นต้นรอยร้าวปรากฏบนคมทันทีที่ัักับความหนาแน่นของกายาขั้นกลาง ทหารคนนั้นรู้สึกถึงแรงสะท้อนกลับวิ่งปรี๊ดขึ้นมาตามแขนจนข้อมือจาบัน
จ้าวหานหมุนตัวด้วยความเร็วที่ขัดกับน้ำหนักมวลสารในร่างกาย คว้าข้อมือของทหารคนนั้นไว้ได้และใช้แรงโยนเขาออกไปทางข้างหน้า
ตูมมมม!
ร่างของทหารกระแทกเข้ากับสองคนที่วิ่งตามมาข้างหลัง ทั้งสามกองระเนระนาดอยู่กับพื้น
สองคนที่เหลือแยกออกไปคนละข้างพยายามโอบล้อม
จ้าวหานก้าวครึ่งก้าวไปทางซ้าย ปล่อยให้หอกจากทางขวาปักพื้นดินที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ แล้วใช้ศอกซ้ายทิ่มเข้าที่กระดูกซี่โครงของทหารคนที่วิ่งมาทางซ้ายพอดี
ปร้าดดด!
เสียงกระดูกหักดังออกมาชัดเจน ทหารคนนั้นกระอักปล่อยกระบี่หลุดมือก่อนจะทรุดลงไป จ้าวหานไม่หยุด เขาหมุนตัวอีกครั้งคว้าหอกที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วเหวี่ยงกลับอย่างเบาๆ
ปัง!
ด้ามหอกกระทบเข้าที่หน้าผากของทหารคนสุดท้ายในกลุ่มแรก ไม่มีความตั้งใจจะฆ่า แต่แรงกระแทกจากหอกที่ถูกโยนด้วยกำมือเหล็กไหลก็มากพอให้คนนั้นสลบคาที่
หกวินาที หกคน ล้มไม่มีใครลุกได้
มู่ฉางหยวนจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่เย็นลงแต่ไม่ใ "ส่งชุดที่สองไป"
คราวนี้เป็นักรบในชุดสีดำสิบสองคนที่ออกมาแทน ระดับทองคำเขียวขั้นต้นถึงกลางทั้งหมด ทุกคนมีร่องรอยของการผ่านศึกปรากฏบนร่างกาย นี่ไม่ใช่ทหารทั่วไปแต่เป็นักสังหารมืออาชีพที่มู่ฉางหยวนเตรียมมาโดยเฉพาะ
[เ้านายครับ คราวนี้หนักขึ้นมาก ถ้าใช้แค่กายา รับได้แต่จะเสียเวลา แนะนำให้ใช้ระดับ 1 โหมดแสงกระจายต่ำเพื่อรีเซ็ตสนามรบครับ!]
จ้าวหานประเมินระยะห่างจากม่านวารีคลั่งและตำแหน่งของมู่ฉางหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลัง สิบเมตรจากปากถ้ำ กว้างพอ
"ศูนย์... โหลดระดับ 1 กระจายแสงแบบพัดครึ่งวงกลม ไม่ต้องรวมศูนย์ความร้อน ข้า้าแรงดันอากาศมากกว่าความร้อน"
[รับทราบ! Pressure-Wave Mode กำลังโหลด... บาเรีย Blue Ripple กาง!]
วิ้งงงงง!
แสงสีฟ้าสั่นะเืพุ่งออกมาจากตัวจ้าวหานเป็วงรัศมีหนึ่งเมตร นักสังหารสิบสองคนหยุดชะงักเพียงวินาทีเดียวก่อนจะพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
จ้าวหานเหนี่ยวไกในทิศทางระหว่างพื้นดินกับแนวหน้าของฝูง
เปรี้ยงงงงงง!
ลำแสงสีฟ้ากว้างพุ่งออกจากปากกระบอกปืนที่แยกออกเป็สี่แฉกเล็กน้อย แต่แทนที่จะรวมพลังเป็ลำเดียวมันกลับกระจายออกเป็คลื่นความดันอากาศที่แผ่สูงขึ้นจากพื้นเหมือนกำแพงล่องหนสูงสองเมตร
บูมมมมมม!
แรงดันอากาศที่ถูกบีบอัดด้วยพลังงานปรมาณูซัดทะลวงเข้าใส่แนวหน้าของกลุ่มนักสังหาร บาเรียลมปราณของพวกเขารับแรงกระแทกได้เพียงครึ่งวินาที ก่อนที่คลื่นความดันจะทะลุผ่านและโยนร่างทั้งสิบสองให้ลอยกระเด็นขึ้นไปในอากาศ
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
เสียงร่างตกลงบนพื้นดินดังต่อเนื่องกัน บางคนกระแทกต้นไม้ บางคนตกลงบนซากตะกวดา แต่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่แม้จะเ็ปจนร้องโหยหวน
จ้าวหานส่ายหน้าเบาๆ เขารู้สึกถึงมวลสารที่ถูกดึงออกไปจากแขนซ้ายเพียงเล็กน้อย น้อยกว่าที่คาดมาก
[การโจมตีนี้ใช้มวลสารเพียง 0.002 กรัมครับเ้านาย! เตาปฏิกรณ์ชีวภาพเติมเต็มแล้วภายในสองวินาที ประสิทธิภาพการรบเชิงเศรษฐกิจยอดเยี่ยมมาก!]
มู่ฉางหยวนยืนนิ่งสักครู่ สายตาของเขาไม่แสดงความใอีกต่อไป มีแต่การคำนวณที่เ็าดุจน้ำแข็ง
"น่าสนใจ..." เขาพึมพำ ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าด้วยตัวเองในครั้งแรก "อาวุธนั้นไม่ได้ใช้พลังปราณ... แต่มันส่งพลังออกมาในรูปแบบที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
"ท่านผู้าุโจะลองเองเลยไหม?" จ้าวหานถาม
"ข้าคิดว่าต้องเป็แบบนั้น" มู่ฉางหยวนเปิดมือออก กระบี่สีเงินยาวสามฟุตถูกดึงออกมาจากมิติเก็บของส่วนตัว พลังปราณสีเหลืองทองที่เข้มข้นกว่าทหารทุกคนที่ส่งมาก่อนหน้านี้ลอยรวมตัวอยู่รอบใบกระบี่ทำให้มันดูสว่างวาวราวกับดาวเคราะห์น้อยที่ขูดเข้ากับบรรยากาศ
ระดับทองคำเขียวขั้นปลาย ยิ่งกว่าผู้าุโชิงเฟิงที่จ้าวหานเจอมาก่อน
[เ้านายครับ เป้าหมายหลักนี้พลังงานหนาแน่นกว่าทุกคนที่ผ่านมาในหุบเขา ถ้าจะเอาจริงแนะนำระดับ 2 โหมดเจาะเกราะ แต่ถ้ายังอยากเก็บไว้ก่อน กายาขั้นกลางของคุณก็รับมือระดับนี้ได้ครับ แค่อย่าประมาท!]
มู่ฉางหยวนไม่รีรอ เขาพุ่งเข้าหาจ้าวหานด้วยวิชาตัวเบาที่ทำให้ร่างของเขาเหมือนหมอกลมที่เคลื่อนที่โดยไม่ทิ้งร่องรอย ฝีเท้าไม่ทิ้งเสียงบนพื้นดิน กระบี่เงินในมือวาดเป็ส่วนโค้งสีเหลืองทองพุ่งเข้าตัดที่ลำคอด้านขวาของจ้าวหานพร้อมกับเสียง...
ซวบบบบ!
จ้าวหานก้าวข้างหน้าออกไปครึ่งก้าว คมกระบี่ผ่านไปเฉียดิัเพียงมิลลิเมตร เขาไม่ได้ใช้ปืน แต่ยกแขนขวาขึ้นปัดกระบี่ออกไปด้วยท่อนแขน
เคลั้งงง!
ประกายไฟแลบพุ่งออกมาจากจุดที่กระบี่กระทบกับิัเหล็กไหล มู่ฉางหยวนรู้สึกถึงแรงสะท้อนแต่ไม่ปล่อยมือ เขาหมุนข้อมือเปลี่ยนทิศทางกระบี่อย่างชำนาญและแทงตรงเข้าที่หน้าท้อง
ตึงงง!
อีกครั้ง คมกระบี่ระดับปฐีพิเศษไม่สามารถทะลุผ่านกายาเหล็กไหลขั้นกลางได้ แต่คราวนี้ความแรงของแรงกดดันทำให้จ้าวหานถูกดันถอยหลังไปครึ่งก้าว
"หนักกว่าที่คิด..." จ้าวหานพึมพำในใจด้วยความยอมรับ
มู่ฉางหยวนไม่หยุด เขาพุ่งทะยานขึ้นเหนือหัวของจ้าวหานและฟาดกระบี่ลงมาจาก้าด้วยพลังปราณเต็มพิกัด
ฟ้าถล่ม!
ประกายแสงสีทองะเิออกจากกระบี่ราวกับสายฟ้าจำลอง
จ้าวหานกระทืบเท้าลงบนพื้นดิน เสียง ตูมมม! ดังออกมาพร้อมรอยหลุมลึกหนึ่งฟุตใต้รองเท้า เขาส่งพลังกระแทกขึ้นผ่านขาและสะโพกกลับไปยังกระดูกสันหลัง แล้วใช้พลังงานนั้นดีดตัวออกข้างซ้ายอย่างรวดเร็ว
กระบี่ทองฟาดลงบนพื้นดินที่เขายืนอยู่เมื่อครู่
คร้ามมมมม!
พื้นดินแตกร้าวออกไปเป็รัศมีสองเมตร หินและดินกระเด็นพุ่งออกไปทุกทิศ นี่คืออานุภาพของระดับทองคำเขียวขั้นปลายที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ยั้ง
จ้าวหานหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะเขากำลังประเมิน มู่ฉางหยวนนั้นแตกต่างจากทุกคนที่เคยเจอมา ไม่ใช่แค่กำลังที่สูงกว่า แต่วิชากระบี่ของเขาสมบูรณ์แบบในเชิงเทคนิค ทุกท่าเชื่อมต่อกันอย่างไม่มีช่องว่าง
"เ้าแข็งแกร่งมากสำหรับวัยนี้..." มู่ฉางหยวนพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ยังคงเ็าแต่เจือไปด้วยความประหลาดใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "แต่ข้าก็ไม่ถึงกับยอมแพ้ต่อเด็กที่ไม่มีแม้แต่รากิญญา"
"ท่านไม่เข้าใจ..." จ้าวหานยกปืนมหาประลัยขึ้นมาชี้ตรง "ปราณฟ้าดินของท่านก็คือมวลสาร... และมวลสารก็คือพลังงาน สองสิ่งนี้ต่างกันแค่รูปแบบ ไม่ใช่สาระสำคัญ"
เขาไม่รอให้มู่ฉางหยวนตอบ
"ศูนย์... ระดับ 2 โหมดเจาะเกราะ เล็งไปที่กระบี่ ไม่ใช่คน"
[รับทราบครับเ้านาย! กำลังดูดมวลสารจากเตาปฏิกรณ์... บาเรีย Solar Flare Dome กาง!]
วิ้งงงงงง!
แสงสีทองสว่างะเิออกมาจากตัวจ้าวหานเป็โดมครึ่งทรงกลม ร้อนแรงจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็ระลอกคลื่น ทหารที่เหลืออยู่ถอยหลังออกห่างโดยสัญชาตญาณ
ปากกระบอกปืนแยกออกเป็สี่แฉกเต็มที่ แกนกลางปรากฏเป็จุดสีม่วงเข้มขนาดเท่าหัวเข็มที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานจนบิดเบี้ยวแสงรอบข้าง
มู่ฉางหยวนััได้ถึงอันตรายในระดับที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน สัญชาตญาณของนักรบชั้นสูงกระตุ้นให้ร่างกายเขาโยนตัวออกข้างโดยไม่ต้องคิด
ซวบบบบบ!
เปรี้ยงงงง!
ลำแสงม่วงเข้มขนาดเท่าเส้นด้ายพุ่งออกจากปากกระบอกปืนด้วยความเร็วที่สายตาไม่อาจติดตาม มันพุ่งตรงเข้าใส่กระบี่เงินในมือมู่ฉางหยวนที่ยังคงยกอยู่ครึ่งท่า
ป้านงงงง!
กระบี่เงินที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าพันปีะเิออกเป็สองชิ้นที่จุดกึ่งกลางลำ ความร้อนจากพลังงานนิวเคลียร์รวมศูนย์หลอมละลายโลหะบริเวณรอยแตกจนกลายเป็ของเหลวสีแดงร้อนกระเซ็นออกมาและตกลงบนพื้นดินทิ้งรอยไหม้ไว้
มู่ฉางหยวนยืนถือกระบี่หักครึ่งในมือ หยดโลหะร้อนสาดขึ้นมาโดนแขนเสื้อเผาไหม้เป็รูเล็กๆ สองสามจุด เขาปล่อยซากกระบี่หลุดมือ สายตาที่เคยเ็าเริ่มมีประกายอื่นเจือปน
ความหวาดกลัว
"ข้าบอกแล้วว่าไม่้าฆ่าท่าน..." จ้าวหานลดปืนลง ตัวปืนระบายไอร้อนออกมาจางๆ "ถ้า้า ข้าจะเล็งที่อื่น ไม่ใช่กระบี่"
ความเงียบที่ตึงเครียดปกคลุมลานหน้าม่านน้ำตกอยู่ครู่หนึ่ง ทหารที่ยังยืนอยู่ต่างมองดูผู้าุโของตนด้วยความไม่แน่ใจ ไม่มีใครกล้าขยับ
มู่ฉางหยวนมองดูมือของตัวเองที่ยังถือชิ้นกระบี่หักอยู่ เขาพิจารณาอยู่นานพอสมควรก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมันลงบนพื้น
"เ้า้าอะไร?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเมื่อกี้โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่การยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็การยอมรับว่าการต่อสู้ต่อไปนั้นไม่มีประโยชน์
"ข้า้าให้ท่านกลับไป" จ้าวหานตอบตรงๆ "กองคุ้มกันจากนครธรณีสามกำลังจะมาถึงก่อนบ่าย เมื่อถึงตอนนั้น แม้ท่านจะมีกำลังมากกว่านี้สองเท่า ท่านก็จะไม่ได้ตัวแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ยไป ข้าแค่้าให้ท่านรู้ล่วงหน้าเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง"
มู่ฉางหยวนจ้องหน้าเขาอยู่นาน แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ เป็เสียงที่ฟังดูขมขื่นกว่าตลกขบขัน "เด็กหนุ่ม... รุ่ยเสวี่ยโชคดีที่ได้ผู้คุ้มกันอย่างเ้า"
เขาหันหลังและเดินกลับไปยังแนวทหาร "ถอย"
คำสั่งสั้นๆ ออกมา แล้วกองกำลังสามสิบกว่าคนก็ค่อยๆ ถอยร่นกลับเข้าสู่ป่า มู่ฉางหยวนเดินตามไปโดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว
จ้าวหานยืนดูจนเงียบสนิท แล้วจึงถอนหายใจยาวออกมา
[ข้อมูลหลังการต่อสู้ครับเ้านาย: มวลสารที่ใช้ไปทั้งหมด 0.045 กรัม เตาปฏิกรณ์เติมเต็มแล้ว 78 เปอร์เซ็นต์ กายาเหล็กไหลไม่มีความเสียหาย มีแต่รอยขีดข่วนตื้นๆ บริเวณลำคอด้านขวาจากกระบี่ในท่าแรก สมานตัวเองแล้วครับ!]
"ดี..." จ้าวหานพึมพำ แล้วเดินกลับเข้าถ้ำ
มู่รุ่ยเสวี่ยยืนรออยู่หน้าปากถ้ำด้านใน เธอได้ยินเสียงะเิและการปะทะตลอด่เวลาที่ผ่านมา แต่ยึดคำสั่งของจ้าวหานไม่ออกมา เมื่อเห็นชายหนุ่มฝ่าม่านน้ำตกกลับเข้ามาอย่างปกติไม่มีาแ นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"มู่ฉางหยวนล่ะคะ?"
"ถอยไปแล้ว" จ้าวหานตอบ ก่อนจะเดินตรงไปยังหีบสมบัติ "ข้าไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับมาหรือเปล่า แต่ถ้ากองคุ้มกันจากนครธรณีสามมาถึงก่อน เื่นี้ก็จบ"
"ท่านไม่ได้รับาเ็เลยหรือคะ?" นางถามด้วยเสียงที่ซ่อนความห่วงใยไว้ไม่มิด
"มีรอยขีดข่วนนิดหน่อย" จ้าวหานตอบเรียบๆ ก่อนจะเปิดหีบขึ้น "แต่ตอนนี้ข้า้าอาหารมากกว่าการปฐมพยาบาล เตาปฏิกรณ์มันทำงานหนักต้องเติมมวลสาร"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองดูชายหนุ่มที่เพิ่งจะสยบกองกำลังสามสิบคนรวมถึงผู้าุโระดับทองคำเขียวขั้นปลาย แล้วกำลังหยิบเนื้อแห้งขึ้นมากัดกินอย่างสบายใจ เธอนึกไม่ออกว่าจะรู้สึกอย่างไรกับภาพนี้ ระหว่างความยำเกรงกับความอยากหัวเราะ
ในที่สุดเธอก็นั่งลงข้างๆ มู่เฉิงและหัวเราะเบาๆ
"ขอบคุณมากนะคะ คุณชายจ้าว..."
เสียงม่านวารีคลั่งยังคงไหลสม่ำเสมอเป็ฉากหลังที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหมือนโลกไม่รู้ว่าเพิ่งมีพายุสั้นๆ พัดผ่านไปเมื่อกี้