กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_34_พลองพิชิตมาร

    ทุกเล่มล้วนเป็นกระบี่!

    เป็นที่แน่ชัดว่าทั้ง โม่ ซือซู และ ซู หยานหลี่ ย่อมเคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกับเขาในวันนี้ ฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงคอยชี้แนะ อู่ อวี้ อยู่ข้าง ๆ ต้องรู้ว่า ศาสตราทั้งหมดเหล่านี้เป็นของ เฟิง ซัวหยา บางทีหนึ่งในกระบี่ทั้งหมดเหล่านี้ อาจจะมีกระบี่ล้ำค่าหลบซ่อนอยู่ก็เป็นได้

    " อู่ อวี้ ศาสตราทั้ง 81 เล่ม ซึ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าในเวลานี้ ล้วนเป็นกระบี่ชั้นเลิศทั้งสิ้น เจ้าสามารถเลือกสรรพวกมันมาเป็นอาวุธคู่กายได้เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนย่อมดีสำหรับเจ้า หากเจ้าได้มันไป แม้แต่เหล่าศิษย์พี่ของเจ้ายังต้องริษยา เพราะเพียงแค่ศาสตราแห่งเต๋าธรรมดาๆ ภายในทั้ง 81 เล่มนี้ ก็ยังมีคุณภาพที่ดีกว่า กระบี่ดึงอัสนี ของซือตู๋ หมิงหลาง แต่เจ้ามีโอกาสเลือกได้เพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ส่วนเจ้าจะเลือกชิ้นไหนนั้น ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้าแล้ว " ทันใดนั้นที่ เฟิง ซัวหยา ก็ควบคุมศาสตราเต๋าทั้งหมด ให้ไปปรากฏอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้

    " มีผู้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่จะสามารถควบคุมศาสตราแห่งเต๋าได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ เพราะคนผู้นั้นจะมีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถควบคุมศาสตราได้ การควบคุมศาสตรานั้นถูกเรียกว่า 'กระบี่จักรพรรดิ ' ซือตู๋ หมิงหลางเองก็เช่นเดียวกัน ระดับพลังของมันจะต้องเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณก่อน จึงจะสามารถควบคุมกระบี่ดึงอัสนีได้ แต่สำนวนที่ว่า เพราะได้อาจารย์ดีศิษย์เลยแข็งแกร่ง จึงทำให้มันสามารถควบคุมกระบี่ได้ครั้งละหลายสิบเล่ม ซึ่งหลังจากบรรลุสู่ระดับสร้างแกนนภาแล้ว ก็จะสามารถใช้วิชา ' กระบี่บินจักรพรรดิ ' ที่ทั่วทั้งในนิกายกระบี่สวรรค์นี้ มีแค่ท่านเจ้านิกาย กับ ผู้พิทักษ์สูงสุดเท่านั้น ที่จะสามารถใช้วิชากระบี่บินจักรพรรดินี้ได้... "

    ส่วนกระบี่ที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เพื่อให้ อู่ อวี้ เลือกมันไปเป็นอาวุธคู่กาย มันมีชื่อเรียกว่าวิชา 'กระบี่จักรพรรดิ' ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาเต๋า

    การที่ เฟิง ซัวหยา เอาอาวุธออกมาให้ อู่ อวี้ เลือกเองนั้น ยังมีจุดประสงค์เพื่อดูความสามารถที่ซุกซ่อนอยู่ของอู่ อวี้ เขามีความคิดว่าหาปลามาให้กิน หรือ จะสู้สอนวิธีจับปลา[1](#_ftn1) เขาปรารถนาให้ศิษย์รู้จักพึ่งพาตนเอง ไม่มัวแต่พึ่งพาตัวของเขา อีกทั้งยังอยากให้ลูกศิษย์มีประสบการณ์ไร้สิ้นสุด เพื่อให้ศิษย์ได้รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเอง

    "อู่ อวี้! "

    ซู หยานหลี่ กระตุ้นเตือนให้เขารีบเลือกศาสตราคู่กาย

    " โอ๊ะ ..."

    ความสุขที่เขาได้รับมานั้น มันช่างกะทันหันเร่งด่วนเกินไป อู่ อวี้ เลยยังคงอยู่ในอาการมึนงง ปัจจุบันดวงตาของเขากำลังสาดมองไปยังศาสตรา ซึ่งกำลังลอยคว้างอยู่ตรงหน้าของเขา ท้ายที่สุดแล้วเล่มไหนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา? เขาได้ฟังสิ่งที่ โม่ ซือซู กล่าว เนื่องจากตัวเขาฝึกเคล็ดวิชากายาเพชรอมตะ ฉะนั้นศาสตราธาตุทอง และ ธาตุไฟ ย่อมเหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง ฉะนั้นแล้วเขาจึงมุ่งเน้นไปยังทั้งสองธาตุนี้

    " กระบี่เพลิงฟ้า, กระบี่แก่นเพลิงม่วง, กระบี่หนักสังหาร "

    ศาสตราเกือบทุกเล่มถูกสลักชื่อไว้ที่ด้ามจับ ดวงตาของ อู่ อวี้ แพรวพราวจ้องมองดูศาสตรา หลังจากเขาพยายามมองพวกมันอยู่ประมาณ 2 - 3 รอบ เขาก็สรุปได้ว่ามันช่างเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง ที่จะเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งออกมา เนื่องจากว่าเขาสนใจอยู่หลายเล่มทีเดียว มันจึงทำให้เขาสองจิตสองใจ

    " ควรเลือกเล่มไหนดี ถึงจะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของข้า? "

    ในตอนนี้ อู่ อวี้ พยายามเลือกเฟ้นจนหัวแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เขาก็ยังลังเลใจอยู่

    "อู่ อวี้ " เฟิง ซัวหยา ชักเริ่มไม่พอใจ เพราะ อู่ อวี้ ใช้เวลาเลือกเป็นเวลานานมากแล้ว ศิษย์ 4 คนแรกของเขาสามารถเลือกศาสตราได้อย่างเด็ดเดี่ยวรวดเร็ว แต่สำหรับ อู่ อวี้ แล้วแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง มันดูสองจิตสองใจ และ ไม่มีเล่มไหนที่มันปรารถนาอย่างจริงจัง ซึ่งสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว มันหมายถึงว่า ไม่มีศาสตราชิ้นไหนที่เหมาะสม และ เป็นตัวสะท้อนความสามารถของมัน ซึ่งสิ่งที่มันกำลังกระทำอยู่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่อัจฉริยะผู้มากไปด้วยพรสวรรค์ควรมี

    ในตอนนี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าเขากำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างที่สุด!

    เขามองไปที่ศาสตรากระบี่มากมาย ที่กำลังลอยคว้างอยู่ ท่าทางของมันแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคง และ ไม่สามารถเลือกสรรได้ แต่ถ้าเป็น ซู หยานหลี่ นางคงสามารถเลือกเฟ้นศาสตราที่เหมาะสมแก่นางได้ทันที ถ้ารู้ว่าชิ้นไหนคือศาสตราที่เหมาะสมมากที่สุด เขาจะไม่แสดงท่าทีลังเลเช่นนี้

    " เจ้าเลือกศาสตราได้หรือยัง " เฟิง ซัวหยา กระตุ้นเตือน

    เนื่องจากถูก เฟิง ซัวหยา กดดัน อู่ อวี้ จึงตัดสินใจจะเดินเข้าไปแล้วเลือกแบบสุ่ม ๆ มา 1 เล่ม เขาพบว่าตนเองไม่รู้สึกตื่นเต้นดีใจเลยแม้แต่น้อย

    " มันเป็นถึงศาสตราเต๋า แต่ทำไมข้ากลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย ไฉนข้าถึงไม่ยินดีเหมือนเมื่อครั้งที่ได้กระบี่ปราบมาร? "

    อู่ อวี้ รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง

    เขาก้าวขาออกไปตรงกระบี่เล่มหนึ่ง เขามองไปที่กระบี่เล่มนั้นด้วยความรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีความรู้สึกถึงประสบผลสำเร็จใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

    "อู่ อวี้? " เฟิง ซัวหยา คิดว่าท่าทางของเขาดูแปลก ๆ ไปเล็กน้อย

    " เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า? " เมื่อได้ยินดังนั้น อู่ อวี้ จึงก้าวถอยหลังออกไปหลายก้าว ออกห่างจากศาสตราจำนวนมาก จากนั้นก็แหงนหน้ามองไปยัง เฟิง ซัวหยา ความอดทนของ เฟิง ซัวหยา นั้นมีเพียงแค่น้อยนิด ในที่สุดเขากล่าวขึ้นว่า " ช่างเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ศาสตราทั้ง 81 นี้ เกือบจะครอบคลุมคุณสมบัติทั้งหมด แต่กลับไม่มีเล่มไหนคู่ควรกับเจ้า? "

    ในความเป็นจริงแล้ว เฟิง ซัวหยา รู้ดีว่ามีกระบี่หนึ่ง หรือ สองเล่มที่เหมาะสมกับ อู่ อวี้ แต่มันกลับตัดสินใจถอยออกมา และไม่เลือกที่จะหยิบศาสตราทั้งสองชิ้นนั้น

    อย่างไรก็ตาม เฟิง ซัวหยา ได้ตักเตือน อู่ อวี้ ไปประโยคหนึ่ง

    เขาไม่เคยคาดคิดเรื่องนี้ ท่ามกลางศาสตราจำนวนมากมาย จะไม่มีเล่มไหนเหมาะสมกับเขาแม้แต่น้อย แม้เขาจะพยายามไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่มีภาพของศาสตราชิ้นไหนปรากฏขึ้นภายในจิตใจของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ท่ามกลางศาสตราเต๋ามากมาย มีชิ้นหนึ่งที่กำลังดิ้นรนต่อสู้

    ฉับพลัน อู่ อวี้ ก็ปรากฏเขาเข้ามาอยู่ในห้วงแห่งภวังค์!

    เสายักษ์อันยิ่งใหญ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับว่ามันจะสยบสวรรค์ และ ปฐพี!

    มันคือ พลองทองสมปรารถนา!

    เมื่อมองลึกเข้าไป จะเห็นหัวใจของวานรถูกยึดติดเอาไว้ ตรงส่วนกลางของมันเป็นสีดำ ส่วนปลายทั้งสองข้างเป็นสีทอง หากคาดเดาไม่ผิดมันคือ พลองทองสมปรารถนา

    เมื่อเขากลายร่างเป็นเซียนวานรจำแลง ขณะต่อสู้กับ ซือตู๋ หมิงหลาง ในยามนั้นเขาได้กุมกระบี่ปราบมารไว้ในมือ อู่ อวี้รู้สึกว่าเขาไม่สามารถใช้งานมันได้ดั่งใจนึก อย่างไรก็ตามในตอนนี้เขาได้ตระหนักแล้วว่า กระบี่ที่เขาเคยฝึกฝนมานับ ทศวรรษนั้น มันคือศาสตราเต๋าที่ไม่เหมาะสำหรับตัวเขา!

    ศาสตรากระบี่ทั้ง 81 เล่มนั้น ไม่ใช่ว่ามันหาได้มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตัวเขา แต่… ศาสตราประเภทกระบี่ นั้นไม่เหมาะสมสำหรับ อู่ อวี้ แม้เขารู้ดีว่าศาสตราชนิดนี้จะอยู่คู่กับเขาไปตราบชั่วชีวิต ในเวลานี้จิตวิญญาณของเขาได้ร้องเตือนบอกว่า เขาไม่สามารถเลือกกระบี่ได้

    เขาเหมาะกับศาสตราเต๋าประเภทพลอง เช่นเดียวกับพลองยักษ์ที่ตั้งตระหง่านสูงขึ้นทะยานไปถึงสรวงสวรรค์ นั่นคือศาสตราที่เหมาะสมสำหรับ อู่ อวี้ กระบี่นั้นมีความคล่องตัวผันแปรได้ไม่จำกัด แต่สำหรับพลองนั้นมันมีปณิธานเพียงหนึ่ง อย่างไรก็ตามมันก็คือสิ่งที่หัวใจของ อู่ อวี้ ปรารถนา ทั้งเรียบง่าย ดุดัน และ เที่ยงตรง สิ่งที่เขาต้องทำในการใช้งานมัน คือการฟาด และ ทะลวงแทงออกไปเท่านั้น ซึ่งหัวใจของ อู่ อวี้ ได้ร้องเตือนบอกกล่าวว่ามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะมาเป็นศาสตราเต๋าให้กับตัวเขาได้

    ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นอาจกล่าวได้ว่า เป็นศาสตราเต๋าที่ค่อนข้างแข็งทื่อ ไม่มีความสามารถในการสังหาร หากเปรียบเทียบกับดาบ หรือ หอก ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่เลือกมันมาเป็นศาสตราเต๋าประจำกายชิ้นแรก แต่ อู่ อวี้ นั้นแตกต่างออกไป นับตั้งแต่พลองทองได้ปรากฏขึ้นภายในจิตใจของเขา มันก็เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับ อู่ อวี้ ราวกับว่ามันคือส่วนหนึ่งในร่างกายของเขาตั้งแต่กำเนิด!

    ความคิดนี้ปรากฏขึ้นในใจ ทางเลือกนั้นมีอยู่ในใจของเขาอยู่แล้ว มันเป็นทางเลือกที่มั่นคงแน่วแน่

    เขาจะเลือกพลอง มันคือศาสตราที่เรียบง่าย ดุดัน และ เที่ยงตรง

    เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในความรู้สึกขัดข้องใจของ เฟิง ซัวหยา ฉะนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า " ท่านอาจารย์ ศาสตราทั้ง 81 เล่มนี้ ไม่มีเล่มไหนคู่ควรกับข้า "

    นับว่าเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ เรียก เฟิง ซัวหยา ว่าอาจารย์ แน่นอนว่าด้วยศักดิ์ฐานะของ อู่ อวี้ ในยามนี้ ตัวมันนั้นมีสิทธิ์

    " หืม " เฟิง ซัวหยา เริ่มสนใจมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะอดทนกับ อู่ อวี้ เป็นพิเศษ แต่เขาไม่สามารถทนต่อความธรรมดาสามัญของอู่ อวี้ ได้ แต่กระนั้นเรื่องที่ อู่ อวี้ จะกล่าวอยู่ตอนนี้ค่อนข้างจะพิเศษอยู่ไม่น้อย เขาจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็ว " ศาสตราวุธ หรือ กระบี่ แบบใดที่เจ้านั้นปรารถนา ตราบเท่าที่ข้าสามารถหาได้ ข้าจะนำมันมามอบให้แก่เจ้า "

    เฟิง ซัวหยา มั่นใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ ได้ ปรารถนานั้นจะเป็นอะไร ตัวเขาสามารถไขว่คว้าหามันได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่แห่งหนใด

    อู่ อวี้ กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า " สิ่งที่ศิษย์ปรารถนานั้น เป็นอะไรที่เรียบง่ายยิ่งนัก มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้า มันเป็นทั้งธาตุทอง และ ธาตุไฟ มันมีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกัน สิ่งสำคัญที่สุดมันไม่ใช่กระบี่ยาว แต่มันคือ … พลอง "

    " พลอง? "

    เมื่อได้ยินคำกล่าวสองคำสุดท้ายของเขา ทุกผู้คนต่างรู้สึกราวกับว่ากำลังสำลักอาจมเข้าไป นี่คือนิกายกระบี่สวรรค์ เกียรติสูงสุดของท่านเจ้านิกาย เต๋ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเหล่าศิษย์ทั้งหมดต่างสืบทอด และ เทิดทูนเคารพบูชา แต่เจ้าศิษย์ผู้นี้กลับเรียกร้องขอ พลอง เป็นศาสตราเต๋าชิ้นแรก...

    "ข้าหูฝาดไปใช่หรือไม่? " โม่ ซือซู แทบจะสำลักน้ำลายของตน

    ซู หยานหลี่เม้มริมฝีปากของนาง เห็นได้ชัดว่านางเป็นห่วง อู่ อวี้ นางรู้จักลักษณะนิสัยของอาจารย์เฟิง ซัวหยา ถ้าอู่ อวี้ ต้องการพลองจริงแล้วล่ะก็ ก็เท่ากับว่า... มันปฏิเสธมรดกที่ท่านอาจารย์เฟิง ซัวหยา วางไว้ตรงหน้า

    โชคดีที่ เฟิง ซัวหยา มั่นคงไม่ว่อกแว่กต่อสิ่งใดง่ายดาย แถมวันนี้อารมณ์ของเขายังถือได้ว่าดีอีกด้วย ทำให้ เฟิง ซัวหยาอดที่จะยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาก็กล่าวว่า "เจ้าต้องการพลองเป็นศาสตราเต๋า ใช่สิ่งที่วานรใช้หรือไม่? "

    เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็นึกขึ้นมาได้ ถึงวิชาจำแลงร่างเซียนวานรที่แปลกประหลาดของ อู่ อวี้ มันคือร่างของลิงสีทอง ถึงแม้ว่านี่จะเป็นความสามารถพิเศษของ อู่ อวี้ แต่มันก็ควรจะเหมาะสมกับกระบี่หนัก หรือ กระบี่ใหญ่

    อู่ อวี้ รู้ดีว่านี่เป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่มันหาได้หวั่นเกรงไม่ เนื่องจากว่าจิตใจของมันในตอนนี้มั่นคง และ เด็ดเดี่ยวมากพอ มันแสดงสีหน้าเด็ดเดี่ยวออกมา พร้อมกับกล่าวออกไปว่า "ท่านอาจารย์ ศิษย์ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ศาสตราที่ศิษย์ต้องการเพียงหนึ่งเดียวคือพลอง การเปลี่ยนแปลงร่างกายของศิษย์ในวันนี้ มีนามว่าร่างจำแลงเซียนวานร จากภายในสายโลหิตของศิษย์ ลึกลงไปจนถึงระดับวิญญาณ มันทำให้ศิษย์รับรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งว่า ศาสตราเต๋าเพียงหนึ่งเดียวที่เหมาะสมสำหรับช่วงชีวิตของข้าคือพลอง ศิษย์ทราบดีสถานที่แห่งนี้คือนิกายกระบี่สวรรค์ และ ท่านอาจารย์ยังมีมรดกกระบี่มากมายที่จะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์อย่างข้า หากศิษย์โง่เขลาตัดสินใจเลือกเส้นทางอื่น ศิษย์ก็ไม่อาจรับมรดกของท่านได้ แต่ศิษย์คิดว่านี่คือชะตากรรม ศิษย์ไม่อาจปฏิเสธมันได้!”

    อู่ อวี้ กล่าวออกไปด้วยท่าทางจริงใจเด็ดเดี่ยว

    กล่าวได้ว่า เฟิง ซัวหยาคือผู้เชี่ยวชาญในวิถีแห่งกระบี่ ไม่เพียงแต่เขาจะสามารถบรรลุในเคล็ดวิชาเต๋า แต่เขายังสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งกระบี่ เพราะตัวเขานั้นคือกระบี่! เขาได้รับ อู่ อวี้ มาเป็นศิษย์ เพื่อสืบสานมรดกของตน อย่างไรก็ตามถ้า อู่ อวี้ ตัดสินใจเลือกเส้นทางอื่น มรดกที่ เฟิง ซัวหยา จะมอบให้เขานั้น อาจไม่มากเท่าที่ควร

    เฟิง ซัวหยา เป็นผู้ที่หยิ่งทะนงและยึดมั่นในศักดิ์ศรี แน่นอนว่าการที่ อู่ อวี้ เลือกเดินในเส้นทางนี้เขาย่อมไม่พอใจอย่างยิ่ง

    แต่เมื่อ อู่ อวี้ เอ่ยมาเช่นนี้ ย่อมเป็นโชคชะตาของเขา

    เฟิง ซัวหยา เชื่อว่านี่คือโชคชะตา ด้วยลักษณะนิสัยของเขา ย่อมไม่ปรารถนาให้อู่ อวี้ ก้าวเดินไปบนเส้นทางสามัญ มรดกของเขาต่างถูกสืบทอดไปโดยศิษย์ทั้ง 4 อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังนับว่าเป็นผู้มีหน่วยก้านดีไม่น้อย มันจึงทำให้เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย เท่ากับว่าเส้นทางการฝึกตนต่อจากนี้ อู่ อวี้ จะเป็นผู้กำหนดเส้นทางเลือกเดินด้วยตนเอง

    "ศิษย์ข้า ในเมื่อเจ้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ข้าในฐานะผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ขอยอมรับในการตัดสินใจของเจ้า! " หลังจากเฟิง ซัวหยาใคร่ครวญครุ่นคิดอย่างหนัก ด้วยลักษณะนิสัยของเขาแล้ว ถึงแม้ว่าการตัดสินใจของ อู่ อวี้ จะทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเท่าใดนัก แต่เขาก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ตัวของอู่ อวี้ มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเลือก และ กำหนดเส้นทางเดินของตนเอง ส่วนความรู้สึกเศร้าหมองนี้ เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวในจิตใจของเขาเท่านั้น

    ด้วยการตัดสินใจในครั้งนี้ นอกจากผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คนที่เข้าใจ เหล่าศิษย์ส่วนใหญ่ต่างคิดว่า อู่ อวี้ โง่เขลายิ่งนัก แค่เพียงเริ่มต้น มันได้ตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านเจ้านิกายเฟิง ซัวหยา จะมอบให้มันให้อนาคต ทั้งประสบการณ์ เคล็ดวิชาเต๋า และ ทุกอย่างทั้งหมด ที่อยู่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ผิดแผกอย่างยิ่ง

    เมื่อได้ยินเฟิง ซัวหยา กล่าวออกมาเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างที่สุด เพราะเขารู้ดีว่าในตอนนี้ตนได้มีอาจารย์ที่ประเสริฐมาอยู่ข้างกายเสียแล้ว เพราะขนาดเรื่องพื้นฐานที่เป็นจุดเริ่มต้นต่ำสุด เขายังไม่มาก้าวก่ายหรือแทรกแซงแม้แต่น้อย

    อู่ อวี้ เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การที่เขาเลือกเดินในเส้นทางนี้ ได้สร้างความหดหู่ใจให้แก่ท่านบรรพชนเช่นไร เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขานั้นอยู่ในพระราชวัง เขานั้นต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่อยู่ในวัง ท่านคือผู้เมตตาคอยพร่ำวิธีการปกครองอาณาจักรให้แก่เขา แต่ อู่ อวี้ นั้นกลับปรารถนาใคร่รู้ในเรื่องการค้า ซึ่งเหตุการณ์ในตอนนี้ ก็เป็นเช่นเดียวเสมือนเมื่อครั้งอดีต

    " แต่ ข้าไม่มีศาสตราประเภทนี้ ใครก็ตามที่มีมัน พวกเจ้าสามารถนำมันมาแลกเปลี่ยนกับศาสตราเต๋าของข้าได้" เฟิง ซัวหยา กวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับว่าเขาได้กวาดมองผ่านเข้าไปถึงจิตใจของผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์

    "ข้ามี ท่านเจ้านิกาย! " ทันใดนั้นเองท่านผู้เฒ่ามู่เกอก็กระโจนออกมาจากฝูงชน ท่านผู้เฒ่าคุกเข่าลงอยู่เบื้องด้านหน้าเจ้านิกาย พร้อมกับกล่าวว่า "ท่านเจ้านิกาย ข้ามี 'พลองพิชิตมาร' ข้าเก็บซ่อนมันไว้ภายใน 'เทือกเขามู่ฮวน' ของข้า ทั่วทั้งตัวพลองเป็นทองคำบริสุทธิ์ ถูกสร้างขึ้นมาจาก 'หัวใจทองคำ ' 3,000 จิน มี 'เพลิงผนึกทะยานฟ้า ' เพียงพอให้ อู่ อวี้ ใช้ไปอีกนับทศวรรษ ''

    " ไปนำมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” เฟิง ซัวหยาโบกสะบัดมือ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ศาสตราเต๋าชิ้นนี้ไม่มีประโยชน์อันใดกับ ผู้เฒ่ามู่เกอ ดังนั้นการมอบให้แก่ อู่ อวี้ ในยามนี้ ถือเป็นความชอบอย่างใหญ่หลวง

    ผู้เฒ่ามู่เกอกระโดดขึ้นไป บนศีรษะของ ‘ปักษาเมฆาสวรรค์’ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ความเร็วของมันเรียกได้ว่าน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ปักษาเมฆาสวรรค์เป็นหนึ่งในสัตว์วิญญาณ ว่ากันว่ามันเป็นลูกหลานของสัตว์เซียน แต่ปักษาเมฆาสวรรค์นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า และ รวดเร็วกว่ามาก

    ผ่านไปไม่นานนัก ผู้เฒ่ามู่เกอก็บินกลับมาอย่างรวดเร็ว ในมือของเขาได้ถือพลองไว้หนึ่งเล่ม คาดคะเนด้วยสายตามันมีความหนาประมาณ 3 ฉือ ยาวประมาณ 7 ฉือ เมื่อวางตั้งไว้บนพื้นดินมันมีความสูงมากกว่าอู่ อวี้ 1 ฉือ ถ้า อู่ อวี้ ได้เปลี่ยนเข้าสู่ร่างจำแลงเซียนวานร คาดว่า ‘พลองพิชิตมาร’ ขนาดของมันอยู่ประมาณแค่หว่างคิ้วของเขา

    "มู่เกอ เจ้าเลือกกระบี่ไปเล่มหนึ่ง" เฟิง ซัวหยา รับพลองพิชิตมารมา จากนั้นก็ลองทดสอบควงใช้มือควงสองสามรอบ พร้อมกับแสดงสีหน้าพึงพอใจ

    "เจ้านิกาย ข้ามิอาจรับได้ ข้าเพียงแค่มอบพลองพิชิตมารให้เท่านั้น เนื่องจากหากมันยังอยู่กับข้า ข้าก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์อันใดจากมันได้ ฉะนั้นข้าจึงมอบมันให้แก่ อู่ อวี้ " ท่านผู้เฒ่ามู่เกอกล่าวอย่างเคารพ

    "เหลวไหลยิ่งนัก ข้าได้ส่งมอบมันเป็นของกำนัลให้กับศิษย์ของข้า หรือ เจ้าคิดว่ามันไม่มีค่าเพียงพอสำหรับเจ้า? จงรีบไปเลือกมันซะ มู่เกอเจ้าอย่าได้กล่าวเหลวไหลกับข้าเช่นนี้อีก"

    ในยามนี้สายตาของ อู่ อวี้ กำลังจับจ้องไปที่พลองพิชิตมารอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับแสดงท่าทางตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด หาได้สนใจสิ่งที่ผู้คนรอบข้างกำลังกล่าวกันไม่

    ...............................................................................................

    เชิงอรรถ

    1.หาปลามาให้กิน หรือ จะสู้สอนวิธีจับปลาให้ 授人以鱼不如授人以渔 ความหมายก็คือ การหาปลามาให้ก็จะกินอิ่มเพียงแค่มื้อเดียว แต่สอนวิธีจับปลาเขาจะอิ่มไปตลอดชีวิต

    ---------------------------------------------------------------

    [1](#_ftnref1)

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน