นาฟก้าวเท้าข้ามซากหินและเศษต้นไม้ที่กระจัดกระจายไปทั่วบรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านเสียงดังสะท้อนและเสียงฝีเท้าของเขาเท่านั้นที่ทำให้โลกนี้ยังดูมีชีวิต
ทุกๆ ก้าวที่เหยียบย่ำไป นาฟพบกับภาพความสูญเสียของธรรมชาติที่พังยับเยิน
นาฟสูดลมหายใจลึกความรู้สึกทั้งเศร้าและมุ่งมั่นถาโถมเข้ามาในใจ
ความสูญเสียที่เห็นทำให้เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ที่จะต้องฟื้นฟูโลกนี้เขารู้ว่าภารกิจของเขาไม่ได้จบลงเพียงแค่รอดชีวิตแต่ต้องสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ให้กับผู้คนที่เหลืออยู่
นาฟยังไปปรากฏตัวอยู่อีกหลายพื้นที่ ท่ามกลางซากปรักหักพังของภัยพิบัติครั้งใหญ่เขามองเห็น สัตว์ป่าใหญ่น้อยที่ยังคงรอดชีวิตอยู่
สายตาของสัตว์เหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังที่ผสมปนเปกัน
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกใหม่นาฟเชื่อว่าแม้จะมีความสูญเสียมากมายแต่ความหวังยังคงเป็นพลังที่สามารถฟื้นฟูโลกนี้ให้กลับมาเป็นที่พักพิงสำหรับทุกคนได้
ในใจชายหนุ่มมีภาพของโลกใหม่ที่เขาปรารถนาเขามองเห็นท้องฟ้าสดใส ป่าไม้เขียวขจี และเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
นาฟรู้ว่าต้องใช้เวลาและความพยายามมากมายแต่เขามั่นใจว่าด้วยความมุ่งมั่น โลกใหม่ที่สดใสจะกลายเป็นความจริงในไม่ช้า
"ข้าจะสร้างโลกใหม่นี้ด้วยมือของข้าเอง!" นาฟกล่าวกับตัวเองด้วยความมุ่งมั่น พร้อมกับก้าวเดินต่อไป
ชายหนุ่มปรากฏตัวอีกครั้ง ณสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปราะบางที่สุดของโลกใบนี้ ดูแล้วยังหลงเหลือร่องรอยการฉีกขาดของมิติที่เบาบางอยู่เลย
“เจ้าอีกานั้น ใช้ช่องทางนี้ส่งสัญญาณออกไปหมายความว่ามันสามารถแยกจิตวิญญาณออกมาได้ตั้งแต่แรกแล้วคงขาดแต่กายเนื้อที่ยังติดอยู่ในม่านปราการสินะถึงได้ล่อลวงให้ผู้คนเข้ามาปลดปล่อยมัน
“สักวันหนึ่งข้าจะจับแกกลับเข้ามาอีกครั้ง!
ไม่นานนาฟก็ไปปรากฏตัวที่เกาะกลางทะเลสาบแล้ว
เหม่อมองทะเลสาบที่ตอนนี้กลับมาสงบอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือทะเลสาบอันกว้างใหญ่ผิวน้ำที่สงบแต่เต็มไปด้วยละอองควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของลาวา
ไม่นานนาฟก็เดินลัดเลาะมาจนถึงหุบเขาใจกลางเกาะก้าวเดินไปถึงหน้าปากถ้ำที่มีม่านปราการสีขาวบดบังอยู่
นาฟผายมือออกช้าๆ ม่านปราการตรงหน้าค่อยๆ จางหายไป ชายหนุ่มกลับเข้าถ้ำด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นสายตาของเขาจับจ้องไปยังอนาคตที่สดใสและเต็มไปด้วยความหวัง
ผ่านไปอีกหลายวันนาฟได้เรียนรู้อีกหลายสิ่ง รับรู้ว่าถ้ำแห่งนี้เป็นมิติทับซ้อนอยู่ในโลกมิติอีกชั้นและ มิติแห่งเวลาที่ไม่เท่ากัน คืออยู่ในโลกมิติ 3 วัน เท่ากับโลกภายนอก 1 วัน
นาฟยังคงคร่ำเคร่งกับการได้ศึกษาตำราโบราณอย่างตั้งอกตั้งใจ แทบจะลืมเลือนสิ่งรอบข้างไปทั้งสิ้น ผ่านเวลาไปไม่รู้กี่คืนแล้ว
จิตวิญญาณสาวก็ปรากฏตัวเข้ามาพูดคุยบ่อยขึ้นบางครั้งก็ถือโอกาสชี้แนะเรื่องราวเก่าๆ และความรู้จากในอดีตจนนาฟได้รับรู้ว่านางมีชื่อเรียกว่า “จาชา” แต่นางให้นาฟเรียกแค่พี่สาวก็พอ
บางวันนาฟก็ใช้ชีวิตกับเจ้างูน้อยหลากสีเฝ้าดูพฤติกรรมของมันเพราะจากที่ศึกษาในตำราโบราณไม่เคยปรากฏสัตว์แปลงลักษณะนี้มาก่อน ตัวเจ้างูน้อยก็เริ่มคุ้นเคยกับนาฟมากขึ้นบางครั้งก็ยอมให้นาฟได้สัมผัสแตะต้องตัว
“เจ้าคงแอบเข้ามาอยู่ในบัตรมิติของข้าตั้งแต่ตอนที่ไปทำลายฐานของพวกเชคาล ล่ะสิ!
เจ้างูน้อยไม่สามารถพูดได้ทำแค่ลอยตัวหมุนวนไปมา
“เจ้ามีชื่อเรียกหรือไม่!
เจ้างูน้อยหยุดอยู่กับที่ทันใดหันมาจ้องมองมนุษย์เบื้องหน้า
ถ้าเพ่งมองให้ดีเจ้างูน้อยตัวนี้มีผิวที่เงาวาววับ ส่องแสงระยิบระยับส่งสีสันที่สวยงามออกมาตลอด
“ถ้าอย่างนั้นข้าเรียกเจ้าว่า“เจ้ารุ้ง!” ได้หรือไม่
เจ้างูที่รู้สึกเบิกบานใจถึงกับลอยวนไปมา ราวกับเต้นระบำรอบตัวมนุษย์เบื้องหน้า
นาฟยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาตำราโบราณจนวันหนึ่ง ชายหนุ่มได้มายืนอยู่เบื้องหน้าต้นไม้พลังที่ให้ผลสีม่วงนาฟยืนมองอยู่สักพัก อยู่ๆ วิญญาณสาว จาชาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ
“ข้าเห็นด้วยนะที่เจ้าจะทดลองกับ “ผลสีม่วง! ผู้ใช้พลังทั่วไปต้องถึงระดับ 5ก่อนถึงสามารถใช้ผลพลังสีนี้ได้ แต่สำหรับเจ้า เป็นข้อยกเว้น!
นาฟเองก็เข้าใจในเรื่องนี้จากตำราที่กล่าวไว้ ผู้ใช้พลังสายพิเศษ ถ้าจะยกระดับพลังของตัวเองจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มากกว่าปกติหลายเท่านัก
จาชาหันมากล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าจำเป็นต้องรีบยกระดับตัวเองให้เร็วที่สุด โลกมิติใบนี้ขาดซึ่งผู้ดูแลพลังชีวิตจะค่อยๆ สูญสิ้นไปทีละน้อย ไม่นานก็จะถึงวันสูญสลาย
ตัวเจ้านั้นยังมีขั้นพลังที่น้อยอยู่ไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างสมบูรณ์ จนถึงวันที่เจ้ามีพลังมากเพียงพอโลกใบนี้จึงจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์แบบเอง
“เข้าใจแล้วพี่สาว!
นาฟเข้าใจทุกอย่างรอช้าไม่ได้ ถ้ายังมีพลังไม่มากพอคงทำอะไรมากไม่ได้
อยู่ๆนาฟก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่งจึงเอ่ยถาม “พี่สาวตอนที่ข้าเข้ามาโลกมิติแห่งนี้ ข้าได้พบกับสหายนามว่า “อิงอิง”นางเข้ามาที่นี่เพื่อสืบหา ปู่ทวดของนาง ไม่ทราบว่า...?
“ใช่แล้ว! นางมีสายเลือดเดียวกับนายท่านแต่นายท่านได้ตัดขาดออกจากราชวงศ์อาณานิคมนานมากแล้วนายท่านไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบบางอย่างของอาณานิคมเช่นเรื่องกันคัดเลือกคนเป็นพลเมือง
ท่านมองว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน
นาฟได้ฟังถึงตอนนี้ยิ่งให้ความเคารพท่านผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นี้เป็นอย่างมากเพราะแนวคิดเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้องมานานแล้ว