The Possible Man

    ตอนที่ 80 : คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต

    “แล้วทำไมอยู่ดีๆ ดอกเตอร์ถึงได้อยากมาดูพระอาทิตย์ตกดินบนสะพานข้ามแม่น้ำเหรอครับ” เดวิดถามขึ้นด้วยความสนใจ ขณะที่หินกำลังเดินขึ้นไปบนสะพาน
    “นี่แหละที่ทำให้แกกับฉันต่างกันยังไงล่ะ”
    “….” เดวิดเงียบรอฟังสิ่งที่หินจะเอ่ยต่อ
    “AI แบบแกแม้จะเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนขนาดไหน แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ง่าย พวกแกถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายบางอย่างและพวกแกก็แค่ทำตามเป้าหมายที่ถูกมอบให้สำเร็จเท่านั้น”
    หินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขาครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะเอ่ยต่อออกมา
    “แต่มนุษย์นั้นแม้จะดูเรียบง่ายแต่กลับซับซ้อนมากนัก มนุษย์เกิดมาโดยที่ไม่ได้มีใครกำหนดเป้าหมายให้ พวกเราต้องค้นหาเป้าหมายของตัวเราเอง บางครั้งเราก็เห็นเป้าหมายของเราชัดเจน บางครั้งเราก็สับสนในเป้าหมายของตัวเอง บางครั้งเราก็ทำตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งเอาไว้ แต่บางครั้งเรากลับทำตามอารมณ์แม้มันจะไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม”
    หินอธิบายขึ้น
    ด้วยความเป็นปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเดวิดก็เข้าใจในสิ่งที่หินพูดในทันที
    “สิ่งที่ดอกเตอร์จะบอกผมก็คือ บางครั้งมนุษย์ก็ทำตามอารมณ์โดยไม่มีเหตุผล ใช่ไหมครับ” เดวิดถามขึ้น
    “ใช่”
    “แล้วทำไมดอกเตอร์ต้องเกริ่นซะยืดยาวเลยล่ะครับ แค่พูดประโยคท้ายประโยคเดียวผมก็เข้าใจแล้ว”
    “....” หิน
    ‘ไอ้ AI เนรคุณ นี่ฉันอุตส่าห์อธิบายให้แกได้เห็นภาพนะเดวิด’ หินคิดขึ้นด้วยความคับแค้นใจ
    “ได้ฉันจะแสดงตัวอย่างให้ดู ว่ามนุษย์นั้นชอบทำตามอารมณ์มากกว่าเหตุผลยังไง” หินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเรียบราบที่ดูจะเรียบราบเป็นพิเศษ ก่อนจะสั่งขึ้นมา
    “เดวิด เปิดโหมดทรมานตัวเอง”
    “ดะ เดี๋ยวครับดอกเตอร์ ผมทำอะไรผิดดดดดดด!”
    “หึ!” หินแค่นเสียงขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะปรับอารมณ์ให้กลับมาเหมือนเดิมและเดินขึ้นไปตามทางเดินบนสะพาน
    ในขณะที่หินกำลังเดินไปตามทางบนสะพานอยู่นั้น หินก็ได้มองเห็นชายคนหนึ่งกำลังถอดรองเท้าและปีนขึ้นไปนั่งบนราวสะพาน
    “ผู้ชายคนนั้นจะทำอะไร ขึ้นไปนั่งแบบนั้นมันอันตรายนะ” หินพูดขึ้น
    แต่ในขณะนั้นหินก็เห็นว่าชายคนนั้นได้หยิบกระเป๋าตังของตัวเองขึ้นมาวางข้างๆ พร้อมกันนั้นเขาก็เห็นชายคนนั้นยกโทรศัพท์ขึ้นมา
    การที่หินได้เป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเขาแค่เก่งอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะเขามีทักษะการคิด วิเคราะห์และสังเกตที่สูงมาก แค่หินเห็นในสิ่งที่ชายคนนี้ทำเขาก็รู้ในทันทีว่าต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ
    ‘หรือว่าชายคนนี้คิดจะ….’ หินคิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
    เมื่อเห็นชายคนนั้นกดโทรสายออกไปหินก็รีบให้เดวิดดักสายโทรออกของชายคนนั้นให้ปลายทางที่โทรออกกลายเป็นโทรเข้ามาหาเขาแทน
    “มีคนฆ่าตัวตายที่สะพานข้ามแม่น้ำ….” ยังไม่ทันที่หินจะได้เอ่ยอะไรขึ้น ชายคนนั้นก็ตัดสายทิ้งทันที
    หินจึงรู้ในทันทีว่าชายคนนี้คิดจะฆ่าตัวตายและเขาคิดว่าชายคนนี้จะทำมันจริงๆ เพราะถ้าหากชายคนนี้คิดจะเรียกร้องอะไรบางอย่างจากสังคมหรือต้องการเรียกร้องความสนใจ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องตัดสายทิ้งในทันที
    แต่ที่ชายคนนี้ตัดสายทิ้งในทันทีเพราะเขาไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรหรือต้องการฟังความโน้มน้าวจากใคร เขาเพียงแค่โทรมาเพื่อแจ้งเหตุเท่านั้น
    หินจึงไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มที่กำลังจะทำการอาตวินิบาตกรรมในทันที
    อาจจะเป็นเพราะชายคนนี้กำลังเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เลยทำให้เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ได้มีชายคนหนึ่งได้วิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความรวดเร็ว
    และในขณะที่ชายคนนี้กำลังจะทิ้งตัวลงไปนั้นหินก็ได้มาอยู่ข้างๆ เขาแล้ว
    “บางครั้งโลกมันก็โหดร้ายกับเราแบบนี้แหละ คุณว่าไหม? ” หินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
    ในโลกของหินนั้นการฆ่าตัวตายแทบจะไม่มีอีกแล้ว แต่มันก็ยังมีหลักการที่เอาไว้โน้มน้าวจิตใจของคนอยู่ในคลังข้อมูลอยู่บ้าง ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเจอคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายก็คือ การแผ่ความรู้สึกบวกออกไป
    โดยปกติแล้วคนที่คิดจะฆ่าตัวตายนั้นเป็นเพราะเขามีความรู้สึกลบอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หมดหวังหรือเสียใจ ถ้าหากว่าเราเข้าไปหาเขาด้วยความรู้สึกที่ลบเช่นกัน มันจะยิ่งทำให้ความรู้สึกของเหยื่อนั้นยิ่งทวีความรู้สึกลบขึ้นไปอีกและนั่นอาจจะทำให้เหยื่อตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ทันที
    ดังนั้นเราจึงต้องเข้าไปหาเหยื่อด้วยความรู้สึกบวก มันจะทำให้ความรู้สึกลบในตัวเหยื่อบรรเทาลงไปบ้าง นอกไปจากนั้นมันยังทำให้บรรยากาศที่พวกเขาจะพูดคุยกันนั้นผ่อนคลายมากขึ้นอีกด้วย
    เนวินที่กำลังจะโดดลงไปนั้นชะงักในทันที ก่อนจะหันมามองต้นเสียงที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่ ก่อนที่เขาจะพบว่า คนที่เอ่ยประโยคนี้ เป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ชายหนุ่มคนที่ว่ากำลังยิ้มขึ้นมาบางๆ ซึ่งมันไม่ดูจะไม่เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
    เนวินเองก็ไม่ต้องการให้ใครมาเห็นเขาโดดสะพานฆ่าตัวตายจึงรีบทำท่าทีเป็นปกติเหมือนว่าเขาแค่มานั่งรับลมชมพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น
    “คุณหมายถึงอะไรเหรอ? ” เนวินถามขึ้นมา
    “ผมก็หมายความอย่างที่ผมพูดนั่นแหละ บางครั้งโลกมันก็โหดร้ายกับเราเหลือเกิน จริงไหมล่ะ? ” หินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ แม้จะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ขยับเข้าใกล้เนวินไปมากกว่านี้ เพราะนั่นมันอาจจะทำให้เนวินรู้สึกว่าเขาถูกคุกคาม
    เนวินมองหินด้วยความสงสัย คงไม่ใช่ว่าชายคนนี้รู้ว่าเราจะทำอะไรหรอกใช่ไหม?
    “แล้วทำไมอยู่ดีๆ คุณถึงพูดแบบนี้ล่ะ? ” เนวินแกล้งถามออกไป
    “ก็เพราะบางครั้งโลกมันก็ร้ายกับเรามากซะจน บางครั้งก็ทำให้เราคิดว่าการไม่มีชีวิตอยู่บนโลกมันคงจะดีซะกว่า”
    “......” ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของเนวิน มีเพียงแววตาที่หม่นหมองลงเท่านั้น ใช่ เนวินรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของชายแปลกหน้าคนนี้
    หลักการข้อต่อไป ระบุเอาไว้ว่า คนที่คิดฆ่าตัวตายนั้นไม่ได้ต้องการความเห็นอกเห็นใจหรือความสงสารจากใคร แต่เขาต้องการคนที่เข้าใจเขา การเข้าหาแบบคนที่มีหัวอกเดียวกัน มันจะทำให้การพูดโน้มน้าวนั้นเป็นไปด้วยความง่ายขึ้น
    หินละสายตาจากเนวิน ก่อนที่จะหันไปมองดวงตะวันที่กำลังเลื่อนลับขอบฟ้านั้น
    “ครั้งหนึ่งผมก็เคยคิดฆ่าตัวตายนะ คุณเชื่อไหม? ” หินเอ่ยขึ้น
    หินไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย ในความทรงจำเก่าของหินนั้น ในวันที่พ่อแม่ของหินเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่นั้น มันทำให้หินไม่เหลือคนในครอบครัวอีกแล้ว มันทำให้หินคิดจะฆ่าตัวตายตามพ่อแม่ไปแล้วด้วยซ้ำ
    แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ได้ทิ้งความคิดนี้ไปเพราะเขายังเหลือแฟนสาวของเขาอีกคน ที่คอยเป็นกำลังใจให้เขาอยู่
    เพียงแต่ว่า ในวันที่เขารู้ว่าแฟนของเขาและเพื่อนที่สนิทกับเขาที่สุดได้หักหลังเขา หินในตอนนั้นมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายอย่างแรงกล้า แต่มันดันเกิดเรื่องที่หินดันหัวใจวายตายซะก่อนจนดอกเตอร์บลูได้มาอยู่ในร่างแทน
    หินก็ไม่รู้จะเรียกว่า มันเป็นโชคชะตาได้หรือไม่ เพราะขนาดหินเองก็ยังหมดคำพูดกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ จะเรียกโชคดีก็ไม่ได้ จะเรียกโชคร้ายก็ไม่เชิง แต่ก็อย่างที่ว่าสิ่งที่หินพูดไปเขาไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย ครั้งหนึ่งหินคนก่อนก็เคยคิดจะฆ่าตัวตายจริงๆ ถึงแม้เขาจะทำมันไม่สำเร็จเพราะเขาดันตายก่อนก็ตาม….
    “....” เนวินก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม แต่ทว่าเขาเองกลับสนใจในสิ่งที่หินบอกเขาเช่นกัน
    หินไม่ได้สนใจท่าทีของเนวินว่าจะแสดงออกยังไง เพราะเขารู้ว่าตอนนี้เขาทำให้เนวินสนใจเขาได้สำเร็จแล้วและเขาก็รู้ว่าเนวินกำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูด
    “ในชีวิตของผมมีไม่กี่คนที่สำคัญ มีพ่อ มีแม่ เพื่อนสนิทคนหนึ่งและแฟนสาวสุดสวยของผม” หินเอ่ยขึ้น
    “ในช่วงเวลาที่ผมกำลังคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผม คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? ”
    “พ่อ แม่ ของผมท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เพื่อนสนิทที่ผมไว้ใจที่สุดกับแฟนของผมก็ได้หักหลังผม ทั้งคู่แอบคบกันโดยที่ผมไม่รู้แม้แต่น้อย” หินเอ่ยขึ้นด้วยความขมขื่น
    “ตอนนั้นผมไม่เหลือใครเลย ผมแทบจะไม่มีเหตุผลในการใช้ชีวิตต่อไป”
    “แล้วอะไรทำให้คุณเปลี่ยนใจ? ” เนวินถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
    “ก็ตอนนั้นผมดันคิดขึ้นมาได้นะสิ ว่า ถ้าหากว่าช่วงเวลาที่ผมกำลังเผชิญอยู่นั้น มันคือช่วงที่ต่ำที่สุดในชีวิตของผมแล้ว ถ้าผมยอมแพ้ไปในตอนนั้น แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าจุดที่สูงที่สุดในชีวิตของผมมันจะอยู่ที่ตรงไหน”
    “คุณลองคิดดูสิ ถ้าหากว่านี่คือช่วงเวลาที่แย่ที่สุดที่เราจะได้พบเจอในชีวิต นั่นหมายความว่าหลังจากนี้ก็จะมีแต่เรื่องที่ดีกว่านี้ หรือเรื่องที่ไม่ได้แย่ไปมากกว่านี้แล้ว ถ้ายอมแพ้ไปในตอนนั้นเราจะไม่เสียใจแย่เลยเหรอ”
    “ขงเบ้งเคยกล่าวเอาไว้ว่า ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ผมว่ามันเป็นคำพูดที่ดีมากเลยนะ ถ้าหากเราถูกฟ้าลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ เราจะไม่สู้สักหน่อยเหรอ ยอมแพ้ไปง่ายๆ ชีวิตมันก็หมดสนุกพอดีสิ”
    “หึ! เมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้แหละ” เนวินแค่นเสียงเอ่ยขึ้น เขาก็เคยคิดบวกแบบนี้มาก่อน แต่ในท้ายที่สุดเวลามันก็ทำให้เขาได้เห็นแล้วว่า มันไม่จริงเลย คำพูดนี้มันก็แค่คำพูดของคนที่มานะพยายามจนสำเร็จเท่านั้นแหละ แล้วคนที่ล้มเหลวล่ะ?
    คำพูดที่เนวินเอ่ยออกมาทำให้หินพอจะวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง หินพอจะเดาได้ในทันทีว่าเนวินเป็นคนแบบไหน
    “ถ้าคุณไม่เชื่อว่า ลิขิตฟ้าจะสู้มานะคนได้ งั้นคุณเชื่อไหมว่า คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต? ” หินเอ่ยขึ้นก่อนหันไปมองเนวิน
    “คุณพูดอะไรของคุณ?” เนวินถามขึ้นด้วยความสงสัย
    “ก็คุณบอกว่าคุณไม่เชื่อว่าความมานะของตนเองจะสู้ลิขิตฟ้าได้ งั้นแสดงว่า คุณต้องเชื่อในสิ่งที่ฟ้าลิขิต ไม่ใช่เหรอ? ”
    หลักการสำคัญในการโน้มน้าวคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย ต้องใช้เรื่องความเชื่อและเหตุผลมาโน้มน้าว เพราะเราไม่รู้ว่าเหยื่อนั้นพบเจอเหตุการณ์ใดๆ มาก่อน เราจึงไม่ควรพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเหยื่อขึ้นมาเด็ดขาด
    ตัวอย่างเช่น คำพูดที่ว่า จะฆ่าตัวตาย ไม่คิดถึงคนที่ให้กำเนิดเรามาเหรอ พ่อกับแม่จะเสียใจขนาดไหน ถ้าหากพ่อกับแม่ของเขาไม่เคยญาติดีหรือรักเหยื่ออยู่แล้ว คำพูดแบบนี้ก็อาจทำให้เหยื่อตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ในทันที
    ดังนั้น ผู้โน้มน้าวจะต้องใช้เรื่องความเชื่อและเหตุผล มาโน้มน้าวเหยื่อเพื่อที่จะให้เขามีจุดมุ่งหมายที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
    คำถามที่หินถามนั้น มันจะเป็นตัวเปิดเผยออกมาว่า เหยื่อนั้นเชื่อในเรื่องความเชื่อ หรือเชื่อในความเป็นเหตุเป็นผล ถ้าหากเหยื่อเชื่อในเรื่องความเชื่อเขาก็สามารถใช้เรื่องโชคชะตาโน้มน้าวได้ แต่ถ้าหากเหยื่อเชื่อในความเป็นเหตุเป็นผล เขาก็ยังสามารถใช้เรื่องความมานะความพยายามในการโน้มน้าวได้
    "...." เนวินไม่ได้ตอบปฏิเสธออกมา
    ใช่แล้วในตอนนี้นั้นเนวินได้เชื่อแล้วว่า เขาถูกฟ้าลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ เพราะต่อให้เขาพยายามมากเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จเลย
    “คุณไม่คิดหน่อยเหรอ ว่าบางทีฟ้าอาจจะลิขิตให้ผมมาเจอคุณ ตอนนี้ เวลานี้ เพื่อห้ามไม่ให้คุณฆ่าตัวตายก็ได้” หินเอ่ยขึ้น
    ทันทีที่เนวินได้ยินสิ่งที่หินพูด เขาก็มีท่าทีตกใจในทันที
    “คุณรู้เหรอ!” เนวินเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
    หินไม่ได้ตอบคำถามแต่กลับยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ยถามออกมาแทน
    “คุณพอจะบอกผมได้ไหม อะไรที่ทำให้คนดีๆ แบบคุณตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย? ”
    ---------------------------------------------------------------------------------
    หลักการผมคิดเองเออเองนะครับ ฮ่าๆๆ

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน