ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากที่ฉันได้สติ ฉันถูกบังคับให้แกะผ้าพันแผลออกโดยอีคอน อัศวินที่เจอในห้องพยาบาล ก่อนถูกส่งมาที่โบกี้ที่หก ส่วนโป้งกับบีได้รับภารกิจไปที่โบกี้อื่น ให้ตายสิ! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแผลของฉันมันจะหายสนิท เหมือนกับว่าบริเวณตรงนั้นไม่เคยมีแผลมาก่อน
ในระหว่างทางที่เดินมาโบกี้ที่หก ฉันก็ได้เดินสำรวจรถไฟนิดหน่อย มันเป็รถจักรไอน้ำที่โบราณมากๆ ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ ที่มันยังวิ่งได้ อีคอนบอกกับฉันว่ารถไฟขบวนนี้มีโบกี้ไม่ต่ำกว่าสี่สิบโบกี้ อาจจะฟังเหมือนโกหก แต่เชื่อสิฉันเคยไปที่ท้ายขบวนมาแล้ว ไม่รู้ว่ากี่โบกี้แต่มันไกลมากๆ ส่วนทิวทัศน์ข้างทางก็มีแค่เพียงความมืด และทุกๆ สามสิบนาทีจะมีพายุฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย
พอมาถึงที่โบกี้ที่หก ฉันก็พบกับอัศวินสามคน นิโค โดโนแวน และลีโอ พวกเขาสามคนมีหน้าที่ทำความสะอาดอุปกรณ์ของอัศวินคนอื่นๆ พูดง่ายๆ ก็คือเบ๊ และฉันก็เป็เบ๊ของสามคนนี้อีกที แต่ถึงยังไงตามคำบอกเล่าของอีคอนแล้ว พวกเขาสามคนนี่แหละ คือคนที่เข้าไปช่วยเหลือพวกเราในห้องสมุด ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหนแต่อย่างน้อยมันก็ออกจากปากของผู้นำของเหล่าอัศวิน
ในขบวนรถไฟนี้ไม่ได้มีแค่พวกของฉัน และพวกอัศวิน แต่ยังมีผู้คนที่ได้รับผลกระทบจาก่เวลาที่บิดเบือน พวกเขาอยู่ในโบกี้ท้ายๆ ขบวนโดยมีอัศวินประจำโบกี้ดูแลอยู่ ตามจริงแล้วฉันก็เป็เหมือนพวกเขาผู้ได้รับผลกระทบจาก่เวลาที่บิดเบือน พวกอัศวินจะเรียกพวกเราว่าผู้ลี้ภัย ส่วนสาเหตุที่ฉันยังเตร็ดเตร่ที่นี่ได้ เพราะพวกเราเป็ฝ่ายขอช่วยงานเอง และเพราะพวกเราเคยจัดการกับพวกชายในหน้ากากได้ อีคอนก็เลยอนุญาตให้พวกเรามาช่วยงาน
“เป็ยังไงบ้าง งานเหมาะกับนายไหม” โดโนแวนถาม ในขณะที่ฉันทำความสะอาดโล่ที่มีขนาดพอๆ กับประตูห้องเรียน
“ขอแค่เป็งานใช้กำลังผมก็ทำได้หมดแหละ” ฉันหันไปตอบเขา
โดโนแวนมีรูปร่างสูงโปร่ง ใส่ชุดเกราะเรียบๆ ไม่มีลวดลายอะไรเป็พิเศษ เขามีใบหน้าที่หล่อเหลา มีหนวดและเคราเล็กน้อย ผมและเคราของเขามีสีผมบรอนซ์ และมีเสียงที่ไพเราะผู้หญิงได้ฟังแล้วต้องละลาย
“งั้นก็ดี หลังจากที่ทำสะอาดโล่นั่นเสร็จ ฉันอยากให้นายนำของไปส่งที่โบกี้ที่หนึ่ง สักอย่างสองอย่างจะได้หรือเปล่า”
“แน่นอน” ฉันตอบ
“เห็นกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นหรือเปล่า” โดโนแวนเอียงหัวไปที่กล่อง โดยที่ฉันมองตาม “นั้นแหละของที่ฉันอยากจะวาน รีบไปรีบมา ส่วนถ้าอีคอนถามว่าทำไมไม่มาด้วยตัวเอง”
“ให้บอกว่าคุณกับลีโอมีธุระต้องไปทำที่โบกี้ที่สิบ จัดให้เลย” ฉันตั้งใจพูดขัดเพราะได้ยินมันบ่อยมาก
“ก็ตามนั้นแหละ” พูดจบโดโนแวนและลีโอก็เดินออกไปในทันที เหลือเพียงไว้แค่ฉันกับนิโค
นิโคเขาคือชายในชุดเกราะตัวใหญ่สีดำตัดเหลือง เขาสวมหมวกปิดบังหน้าตาเอาไว้ ทำให้ไม่รู้ว่าใบหน้าของเขาเป็อย่างไร นิโคเขามีนิสัยแปลกๆ คือชอบคุยกับขวานของตัวเอง โดโนแวนเคยเล่าว่านิโคเคยทำขวานเล่มนั้นหาย จากนั้นเขาก็อาละวาดไล่กัดคนในขบวน ฉันไม่ใช่เด็กที่จะต้องกลัวเื่งี่เง่านี้ แต่ฉันก็รู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับเขาตามลำพัง ฉันเลยรีบทำงานของตัวเองให้เสร็จ และรีบนำของไปส่งที่โบกี้ที่หนึ่ง
ฉันยกกล่องที่มีท่าทางว่าจะหนัก แต่มันกับเบาหวิวเหมือนกับกล่องโฟมผ่านโบกี้ที่สาม หรือก็คือโบกี้ที่ฉันนอนเป็ผักก่อนหน้านี้ และจากนั้นฉันก็ผ่านโบกี้ที่สอง มันคือโบกี้ที่บีมช่วยงานอยู่ ฉันแวะทักทายเขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินมาถึงโบกี้ที่หนึ่ง
พอมาถึงที่หน้าประตูโปกี้ที่หนึ่ง ฉันก็เคาะประตูเพื่อขออนุญาตเข้าไปเหมือนทุกๆ ครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับมาจากอีกฝั่งของประตู คนที่ประจำอยู่ที่นี่คืออีคอน ลูกน้องคนสนิทของอีคอน และเสนาธิการของรถไฟขบวนนี้
“ฮัลโหลมีใครอยู่ไหมครับ” ฉันะโถาม
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาและฉันก็ไม่อยากเสียเที่ยว ฉันเลยถือวิสาสะบิดกลอนประตู แต่มันก็ถูกล็อคไว้ นี่แน่ชัดแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในโบกี้ แย่ชะมัด!เสียเวลาจริงๆ เลย
“ฮัลโหลมีใครอยู่ไหม ผมนำของมาส่งจากโบกี้ที่หก”
ในครั้งนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ตอบกลับมา
ในระหว่างที่ฉันกำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไงกับกล่องใบนี้ดี ก็มีใครบางคนเข้ามาทักทายฉันจากด้านหลัง
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
ฉันว่าฉันเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน และเมื่อฉันหันกลับไปมอง สิ่งแรกที่เห็นก็คือชุดเกราะสีดำ ที่หน้าอกมีลวดลายคล้ายใบหน้าของสิงโต มันเป็เกราะที่ดูใหม่และสะอาดกว่าใคร เ้าของชุดเกราะนี้ก็คือเซน คนที่เคยเจอในห้องสมุด
“เอ่อ... คือ... ก็นิดหน่อย พอดีผมถูกวานให้เอาของมาส่งที่นี่ แต่ผมเข้าไม่ไปข้างในนั้นไม่ได้ คุณพอจะเปิดมันได้ไหม”
“เดียวนะ นายคือเด็กที่อยู่ในห้องสมุด ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่”
“ว้าว!คุณจำผมได้ด้วย ถ้าจะให้เล่าก็คือผมกับเพื่อนถูกโจมตี และจากนั้นผมก็หมดสติ รู้สึกตัวอีกทีก็มาโผล่บนรถไฟขบวนนี้แล้ว”
“ไม่ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันรู้ว่านายมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง เพราะฉันให้คนของฉันพานายมาที่นี่เอง” เซนพูดเหมือนคนหัวเสีย “พวกนายควรถูกส่งไปที่ปลอดภัย ไม่ใช่อยู่บนขบวนรถไฟนี้”
“เื่นั้นผมเป็คนขอร้องอีคอนเองว่าอยากจะช่วยงาน เพราะผมต้องเบื่อตายแน่ ถ้าต้องไปนั่งอุดอู้อยู่ที่ท้ายขบวน”
“มีคนอื่นอีกหรือเปล่าที่เป็ผู้ลี้ภัยอย่างนาย” เซนถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม แถมยังทำสายตาที่น่ากลัว
“ที่ช่วยงานมีแค่ผมกับเพื่อนสี่คน ส่วนท้ายขบวนผมไม่รู้ว่ามีผู้ลี้ภัยเยอะแค่ไหน”
เซนเดินผ่านฉันไปเปิดประตูโบกี้ที่ฉันเปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ได้ ด้วยการบิดลูกบิดเพียงครั้งเดียว เซนเข้าไปข้างในโดยที่ฉันยืนมองเขาจากด้านนอกประตู
ด้านในโบกี้ที่หนึ่งเต็มไปด้วยแผนที่และของสะสมมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็ภาพวาดและหัวของอะไรสักอย่างแขวนอยู่เต็มผนัง ที่กลางโบกี้ที่โต๊ะมีตัวใหญ่ดูแล้วน่าจะเป็โต๊ะแผนที่ มีชายสามคนกำลังยืนดูอะไรสักอย่างที่โต๊ะนั้น หนึ่งในสามคนนั้นคืออีคอนเขายืนอยู่ตรงกลาง ยืนหันหน้ามาทางนี้
“ทำอย่างนี้มันหมายความว่ายังไงอีคอน” เซนเดินเข้าไปถามอย่างฉุนเฉียว
“แล้วมันอย่างไหนเหรอเด็กน้อย” อีคอนพูดพร้อมกับชักดาบและชี้มันไปหาเซน
เซนก็ชี้ดาบใส่หน้าของอีคอนเช่นกัน เพียงแต่ดาบของเซนอยู่ดีๆ มันก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เห็นเขาถือหรือพกดาบด้วยซ้ำ ดาบของเซนเป็ดาบคมเดียว มันมีรูปทรงที่สวยงาม และยังปล่อยออร่าสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาจากใบดาบ ส่วนดาบของอีคอนเป็ดาบสองคมที่ดูธรรมดามาก แต่เหมือนว่าจะผ่านการใช้งานมาไม่ใช่น้อย เห็นได้จากร่องรอยบนใบดาบ
“ทำไมถึงยังมีผู้ลี้ภัยในรถไฟขบวนนี้” เซนตะคอกใส่อีคอน
อีคอนไม่มีท่าทีว่าจะตะคอกกลับ แต่เขายังนิ่งและตอบกลับเซนด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย “พวกเราไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องรีบไปที่เมืองแห่งเสียงเรียกก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป”
“โดยที่เอาชีวิตพวกเขาไปเสี่ยงอันตราย”
“พวกเขาจะปลอดภัยตราบใดที่ยังอยู่บนรถไฟนี้” อีคอนพูดอย่างหนักแน่น
ทั้งคู่ต่างจ้องกันตาเขม็ง บรรยากาศดูตึงเครียดขึ้นมาในทันที อุณหภูมิต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เซนคงเข้าใจสถานการณ์ดีเพราะมีอีกสองคนในห้องที่เตรียมพร้อมจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับอีคอน ถ้าสู้กันจริงๆ เขาคงจะเสียเปรียบ เขาจึงปล่อยมือจากดาบและดาบของเขาก็หายไปราวกับเล่นกล
“เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่หากมีการสูญเสียของผู้ลี้ภัยแม้แต่คนเดียว ฉันก็จะรายงานทุกอย่างให้เบื้องบนได้ฟัง” เซนพูดขู่อีคอนด้วยโทนเสียงที่ต่ำจนแทบจะถึงพื้น
“พอเวลานั้นมาถึง ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง” พูดจบอีคอนก็เก็บดาบเข้าฝัก
เซนยังมีท่าทีไม่พอใจ เขาหยิบบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุมขนสัตว์ ฉันเดาว่าวันหน้าจะเป็ม้วนกระดาษ เขาวางมันไว้ที่โต๊ะ จากนั้นร่างกายเขาก็สลายกลายเป็ควัน
“มีธุระอะไรหรือเ้าหนู” อีคอนถามฉันที่ยืนดูเหตุการ์ณอยู่ข้างนอก เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ผม... ผมเอาของมาส่ง” ฉันยกกล่องให้เขาดู
“เข้ามาข้างในสิ ข้างนอกลมมันแรงเดียวก็ปลิวออกนอกขบวนหรอก”
ทำมาเป็ลมแรงก็ก่อนหน้านี้เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีคนเปิดไม่ใช่หรือยังไง
อีคอนนั่งลงที่เก้าอี้พร้อมกับชายอีกสองคน “อย่างที่นายเห็นเ้าหนูรถไฟขบวนนี้กำลังวุ่น แถมยังมีไอ้หนุ่มร้อนวิชาอยากทำงานอวดพ่อขึ้นมาอยู่บนขบวนอีก ยิ่งทำให้วุ่นวายเข้าไปใหญ่ ซีก้าสมัยนี้เืมันร้อนจริงๆ เลย... เอาไปวางไว้ตรงนั้น” อีคอนชี้นิ้วไปที่กองแผนที่ “นายกังวลว่าตัวเองจะไม่ได้กลับบ้านหรือเปล่าเ้าหนู” อีคอนถามพร้อมกับหยิบของที่เซนวางไว้ ขึ้นมาแกะอ่านก่อนจะยื่นให้เสนาธิการที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของเขา
ฉันไม่รู้ชื่อของเสนาธิการ และเขาก็ยังเป็สิ่งเดียวที่ไม่เข้าพวกในขบวนรถไฟนี้ อัศวินทุกคนในขบวนรถไฟจะสวมชุดเกราะที่ทำจากโลหะแทบจะตลอดเวลา แต่เขาเป็คนเดียวที่สวมชุดที่ทำจากผ้า เขาสวมเสื้อคลุมรุ่มร่ามสีน้ำเงิน แถมยังทาหน้าสีขาว เปียผมสองข้างพาดยาวมาที่อก ใส่ต่างหูรูปพีระมิด มีลายอักษรที่แก้มทั้งสองข้าง และที่สำคัญเขาเป็ผู้ชาย
“ไม่รู้สิ... ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน” ฉันตอบโดยที่สลับสายตาจากทางเดินกับกระดาษแผ่นนั้น “ผมอยากกลับไปเจอพ่อกับแม่ แต่ลึกๆ ก็อยากอยู่ที่นี้ต่อ ใครกันที่จะไม่ดีใจที่ตัวเองได้มาพบเจอกับเื่เหนือธรรมชาติ”
“ฉันว่านายกับเพื่อนของนายมันแปลกคน เอาล่ะ ในเมื่อนายทำหน้าที่ของนายเสร็จแล้ว นายก็ควรไปทำงานอย่างอื่นของนายต่อ เดินระวังด้วยล่ะ อย่าให้ปลิวออกนอกขบวน”
โดนไล่อย่างนั้นแล้ว มีหรือฉันจะอยู่ต่อ ฉันแสดงความเคารพก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับคำถามมากมาย ฉันพยายามไม่คำถามพวกนั้นมาคิดต่อ เพราะที่โบเก้ที่หกยังมีงานรอให้ทำอีกเพียบ ถึงทำไปแล้วไม่ได้อะไร แต่ฉันก็ยังอยากที่จะทำมัน มันคงจริงอย่างที่โป้งเคยบอก ว่ามันเป็อะไรที่น่าตื่นเต้น พวกเราอยู่คนละโลกที่เคยอยู่ เหมือนกับเด็กที่ได้ออกไปวิ่งเล่นในดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่รู้ว่าข้างจะต้องเจอกับอะไร แต่ฉันก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเจอมัน ถ้าย้อนเวลาไปตอบคำถามของอีคอนได้ ฉันก็จะบอกกับเขาว่า ‘ไม่เลย ผม้าที่จะอยู่ที่นี้’
ในระหว่างที่ฉันกำลังเดินเรื่อยเปื่อยจนเข้ามาในโบเก้ที่สี่ ฉันก็สังเกตเห็นว่ามือของตัวเองกำลังปล่อยควันออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมากกว่าครั้งก่อนเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่โบเก้ที่สี่เป็เพียงคลังเก็บของทั่วไป ทำให้ที่นี่ไร้ซึ่งคนดูแล ฉันต้องหาเศษผ้าหรืออะไรก็ได้ที่พอจะใช้พันมือได้ ฉันเดินหาทั่วทั้งห้องและแง้มตามฝากล่องต่างๆ เท่าที่จะแง้มได้ หวังว่าจะไม่มีใครเห็นนะ
แต่พูดยังไม่ทันขาดคำเลย ก็มีคนเข้าทักทายฉันจากข้างหลัง “นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ” ฉันชูมือขึ้นสองข้างเพราะใ แต่เดียวนะ เสียงมันเป็เสียงที่คุ้นหูมากๆ และมันต้องใช่แน่ๆ
ฉันหันหลังกลับไปมอง ก่อนจะร้องะโว่า “ไอ้บี!ให้ตายสิ หัดให้ซุ่มให้เสียงบ้างสิ ฉันใแทบแย่”
“โว้วๆ ใจเย็นก่อนพวก นายจะใอะไรเบอร์นี้เนี่ย เฮ้~ เดียวก่อนนะ เกิดอะไรกับมือของนายกันพวก”
บีใตาโตเป็ไข่ห่าน เอาแล้วไง คนที่ไม่อยากให้เห็นมากที่สุด ดันมาเห็นคนแรกเลย แถมยังแหกปากเสียงดังอีก เฮ้อ... ถ้าบอกความจริงไปน่าจะทำให้บีเลิกแหกไปได้ไวกว่าการคิดคำมาโกหก
“นายนั่นแหละที่ต้องใจเย็น ก่อนที่จะมีคนมาได้ยิน”
“แต่มือของนาย”
“ใช่มือของฉัน” ฉันเอามือให้บีดู “ฉันจะเล่าให้นายฟัง แต่นายต้องสัญญานะว่าจะไม่เอาไปบอกใคร”
“แน่นอน ฉันสัญญา”
“แน่นะ”
“แน่สิฉันสาบาน” บียืนกราน
“ได้... งั้นฉันเริ่มแล้วนะ ฉันเห็นมือของตัวเองเริ่มปล่อยควันั้แ่ตอนเช้าก่อนจะเกิดเื่ จากนั้นฉันก็ใส่ถุงมือทับมันไว้ อย่างที่นายเห็น่ที่เราเล่นบอร์ดเกมกันจำได้ไหม และใน่ระหว่างที่นายกำลังหมดสติ ฉันก็ถูกแทงที่มือ จากนั้นควันพวกนี้ก็หายไป จนกระทั่งไม่กี่นาทีที่แล้ว มือของฉันก็กลับมาปล่อยควันอีกครั้ง เื่ทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละ”
“แล้วทำไมนายถึงไม่บอกพวกเราั้แ่เมื่อเช้า ไหนนายบอกว่าจะไม่มีความลับในกลุ่มไง” บีพูดโดยที่ยังสติแตกอยู่
“ใจเย็นก่อนเพื่อน... ใจเย็นๆ ฉันเปล่ามีความลับ แค่ไม่รู้จะบอกพวกนายยังไงดี” ฉันเห็นว่าเขาเริ่มสงบลงเลยยิงคำถามใส่เขากลับ “ว่าแต่นายเถอะมาทำอะไรที่โบกี้สี่”
“พอดีฉันถูกใช้ให้มาหากล่องบางอย่าง พวกอัศวินบอกว่ามันสีดำและมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหมวกของอัศวินอยู่ที่ข้างกล่อง” บีพูดและทำมือไปด้วย
“สัญลักษณ์แบบนั้นเหรอ” ฉันชี้ไปที่ประตูโบกี้ “สัญลักษณ์รูปหมวกของอัศวิน เพียงรูปเดียวที่อยู่แทบทุกหนแห่งในขบวนรถไฟนี้”
“ใช่ๆ นั่นแหละๆ”
“แล้วนายหามันเจอหรือยังล่ะ” ฉันถาม
“ยัง!ฉันยังไม่ได้เริ่มหามันเลยด้วยซ้ำ เพราะมาเจอนายก่อนนี้แหละ”
“นี่ความผิดฉันหรอกเหรอเนี่ย”
“ฉันไม่ได้จะหมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย ไปโมโหอะไรมาเนี่ย ขึ้นง่ายจังเลย”
“ไม่!ฉันไม่ได้โมโหฉันใช้น้ำเสียงปกติ เห็นไหม เอางี้ ฉันจะหากล่องช่วยนาย แลกกับการที่นายหาเศษผ้าให้ฉัน หรืออะไรก็ได้ที่สามารถเอามาพันมือไว้ไม่ให้ควันพวกนี้ออกมา ว่าไง ทำงานกันเป็ทีมอย่างที่เคยทำ” ฉันยื่นหมัดให้บี
“นายดูแปลกไปนะ ปกติแค่นายพูดอะไร ฉันก็เอาด้วยอยู่แล้ว” บีพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ ก่อนที่จะชนหมัดกับฉัน “แน่นอนฉันเอาด้วย”
จากนั้นในระหว่างที่ฉัน กำลังค้นห้องที่เต็มไปด้วยลังเหล็กและหลังไม้ ฉันก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูอีกครั้ง มันคือเสียงที่ฉันไม่อยากได้ยินมันอีก มันคือเสียงของระฆัง...