“อ็าคคคค” เสียงของจอมยุทธ์ผู้หนึ่งร้องดังขึ้นมา เมื่อหลายคนหันไปมองตามเสียง ก็พบเข้ากับร่างของจอมยุทธ์คนหนึ่งที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น โดยอวี้จางที่กำลังถือดาบเปื้อนเลือดยืนอยู่ข้างๆ
“นี่..เจ้า..ทรยศ..งั้น..หรือ”เสียงของจอมยุทธ์คนอื่นที่เห็นพูดออกมา
“ข้าไม่เคยเป็นพวกเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว” อวี้จางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา หลังจากดาบที่อยู่ภายในมือก็ระเบิดพลังลมปราณทมิฬออกมาอย่างรุนแรง ฟาดฟันใส่สู่จอมยุทธ์จำนวนมากในบริเวณนั้น ไม่ใช่เพียงอวี้จางแต่ว่า เฟิงหยางและฟู่อู และหลายคนที่สวมชุดของสถาบันเทพราชัน ก็ลงมือสังหารจอมยุทธ์จากแดนอื่นหลายคนเช่นเดียวกัน
“อะไรกัน? สถาบันเทพราชันเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตงั้นเหรอ” น้ำเสียงตื่นตระหนกของจอมยุทธ์หลายคนดังขึ้น หลายคนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกต่างถูกสังหารลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อจอมยุทธ์อีกหลายคนสามารถตั้งสติได้ ก็เริ่มทำการตอบโต้แต่น่าเสียดายที่สติของพวกเขาถูกความง่วงเท่าครอบงำทำให้ไม่สามารถดึงพลังทั้งหมดออกมาได้ ถูกสังหารอย่างง่ายดาย เพียงไม่นานจอมยุทธฝ่ายกองกำลังพันธมิตรก็ถูกสังหารไปแล้วเกือบยี่สิบคนคน
“เดี๋ยว..ก่อน..สิ ข้าก็มา..จากสถาบัน..เหมือนกับพวกเจ้า เหตุใดถึง…อ็ากกก..” แต่ว่าก็มีคนจากสถาบันบางคนที่ถูกสังหารเช่นเดียวกับจอมยุทธ์คนอื่นๆ
นอกจากอวี้จางและกลุ่มของเขาที่ได้ลงมือสังหารคนจากสถาบันไปบางส่วน ยังมีโอวหยางไป๋หลงที่ลงมือสังหารทั้งคนจากสถาบันที่ไม่ได้สวมแหวนสีแดงและจอมยุทธ์คนอื่นๆ ที่มาจากต่างดินแดน โอวหยางไป๋หลงอาศัยลมปราณธาตุแสงสร้างดาบแห่งแสง และเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วสังหารผู้คนไปมากมายโดยที่จอมยุทธ์หลายคนไม่อาจต่อต้านได้
และการสังหารหมู่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือคนจากกองกำลังพันธมิตรอยู่เลยแม้แต่คนเดียว เหลือเพียงแต่คนจากแดนจันทราโลหิต คนจากสถาบันที่สวมแหวนสีแดง และ ผู้ที่ไม่ได้มาจากสถาบันเทพราชันแต่ว่า ก็มีแหวนสีแดงเช่นเดียวกันเท่านั้นที่เหลือรอดมาได้ทั้งหมด ผู้ที่ไม่สวมแหวนสีแดงต่างถูกสังหารลงทั้งหมด
ในตอนนี้ผู้ที่ยังเหลือรอดทั้งหมดคือผู้ที่เป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตเท่านั้น กองกำลังของแดนจันทราโลหิต และพรรคพวกรวมกันตอนนี้คือ เจ็ดสิบเก้าคน
………….
“ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนสินะ” เสียงของเสวี้ยเจ๋อดังขึ้นมาหลังจากที่เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ทั้งหมด ศัตรูที่ร้ายกาจต่างถูกสังหารลงทั้งหมดภายใต้แผนการที่เขาวางมาไว้อย่างดี
“หลังจากนี้คิดจะทำอะไรต่อไป” อวี้จางเป็นตัวแทนเพื่อถามอีกฝ่าย
“ก็เหมือนที่เคยสัญญาไว้ พวกเจ้าสามารถที่จะกระจายกันไปเพื่อแสวงหาโชคภายในแทนที่รกร้างแห่งนี้ ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้มีโบราณสถานของเทพหรือมารในอดีตมากมาย สมบัติของพวกนั้นมากมายเสียยิ่งกว่าภายในสุสานที่ปรากฏขึ้นบนแต่ละทวีป ส่วนพวกข้าก็จะไปปลดผนึกชนชั้นเทวะที่ถูกผนึกไว้ภายในโบราณสถานของตระกูลโอวหยาง” เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมกับนำป้ายเหล็กที่เขาได้มาจากการไปโจมตีตระกูลโอวหยาง ป้ายนี้นอกจากจะบอกถึงตำแหน่งของโบราณสถานแห่งนั้น ยังเป็นกุญแจเพื่อเข้าสู่โบราณสถานโดยไม่โดนกับดักที่ซ่อนไว้ภายในอีกด้วย
จอมยุทธ์หลายคนที่ได้ยินดังนั้นต่างมองหน้ากันอย่างดีใจ และรีบแยกย้ายกันออกไปเพื่อแสวงหาโชคของตนเองภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้
“หือ แล้วพวกเจ้าไม่ไปอย่างนั้นหรือ” เสวี้ยเจ๋อหันไปถามกลุ่มของอวี้จางที่ยังไม่ขยับตัวไปไหน
“ข้าจะไปยังโบราณสถานของตระกูลโอวหยางด้วย สมบัติวิเศษที่มีพลังธาตุแสงจะช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนลมปราณธาตุมืดของข้าได้ หากพบเจอสมบัติวิเศษเหล่านั้นเจ้าจะต้องนำมาให้ข้า” อวี้จางกล่าว เขาเป็นคนที่ใช้วิธีฝึกประเภทใช้ธาตุที่มีพลังตรงกันข้ามเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในพลังธาตุของตนเอง
“ได้ ก็เช่นนั้นก็ตามมา” เสวี้ยเจ๋อกล่าวแต่ก่อนที่เขาจะได้เดินนำทางไป
“เดี๋ยวก่อน คิดจะพาเจ้านั้นไปด้วยงั้นหรือ” อวี้จางกล่าวขัดจังหวะ คนที่เขาหมายถึงก็คือโอวหยางไป๋หลง ตระกูลโอวหยางเป็นศัตรูกับแดนจันทราโลหิตตั้งแต่ที่ยังเป็นราชวงศ์ราชันโลหิต การที่โอวหยางไป๋หลงจะกลายเป็นพวกเดียวกับเขาย่อมต้องเกิดความระแวง
“มีปัญหาหรือไงที่ข้าจะไปด้วย” โอวหยางไป๋หลงกล่าวพร้อมกับจ้องมองอวี้จางโดยที่เขาไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“หากเจ้ากำลังระแวงคนพวกนี้ล่ะก็ ไม่จำเป็น คนคนนี้อยากให้ตระกูลโอวหยางล่มสลายพอๆ กับข้า” เสวี้ยเจ๋อกล่าว หากเป็นคนอื่นแล้วก็เขาย่อมไม่ไว้ใจอย่างแน่นอน แต่หากเป็นโอวหยางไป๋หลง คนผู้นี้มีความเกลียดชังต่อตระกูลของตนเอง เกลียดชังพ่อและพี่ชายของตนเองเป็นอย่างยิ่ง คนแบบนี้คือคนที่เขาจะสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี สาเหตุที่โอวหยางไป๋หลงเกลียดทั้งสองก็เป็นเพราะว่า โอวหยางไป๋หลงก็บุตรจาก อนุภรรยาของโอวหยางชิงหลง และ ยังโดนตระกูลโอวหยางส่งออกมาต่างทวีปเพื่อไม่ให้มีสิทธิ์ในการแย่งชิงตำแหน่งกับโอวหยางเฟยหลง และ โอวหยางไป๋หลงก็เป็นคนที่แอบส่งข้อมูลของผู้อาวุโสสี่ให้แก่แดนจันทราโลหิตอีกด้วย อีกสาเหตุที่โอวหยางไป๋หลงเกลียดอูหลินเฟิงก็เพราะว่า อูหลินเฟิงคือคนที่ช่วยให้ตระกูลโอวหยางรอดจากการล่มสลาย
“ถ้าท่านว่าแบบนั้น ข้าก็จะพยายามเชื่อ แต่ว่าข้าจะจับตาดูเขาไว้” อวี้จางกล่าว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ไว้ใจคนจากตระกูลโอวหยางแน่นอน
“เอาตามนั้นก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จำเป็นกับเรา ภายในโบราณสถานของตระกูลโอวหยาง แม้ว่าเราจะมีป้ายนี้แต่ว่าหากคิดจะเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด จำเป็นจะต้องใช้สายเลือดของตระกูลโอวหยางในการเข้าไปในนั้น” เสวี้ยเจ๋อกล่าว ที่เสวี้ยรู้ก็เพราะว่าภายในนิยายตำนานจอมยุทธจตุรธาตุ ก็มีบอกถึงวิธีการเข้าไปยังห้องที่ปิดผนึกชนชั้นเทวะ ว่าจะต้องใช้สายเลือดของตระกูลโอวหยางถึงจะสามารถเข้าไปยังห้องชั้นในสุดได้ ภายในนิยายอสุรกายโลหิตที่กลืนกินร่างของผู้อาวุโสในตระกูลโอวหยางจะมาด้วยทำให้เขาสามารถเปิดประตูเข้าไปภายในได้ แต่ในตอนนี้อสุรกายตนนั้นถูกทำลายไปแล้ว เขาจึงจำเป็นจะต้องใช้โอวหยางไป๋หลงเพื่อเปิดประตู ห้องสุดท้ายของโบราณสถาน
“แล้วสตรีสองนางนี้ล่ะ” อวี้จางถามพร้อมกับชี้ไปอย่าง กู่ซือเอินและเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่โดนผนึกไว้ในน้ำแข็ง
“ปล่อยพวกนางไว้แบบนี้แหละ ผนึกน้ำแข็งนี้จะอยู่ได้อีกนาน ขนาดที่พวกเราออกไปจากแดนเทพรกร้างแล้วน้ำแข็งนี้อาจจะยังไม่ละลายเลยก็ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรพวกนางสองคนก็เป็นประเภทพวกที่ไม่สามารถสังหารได้ง่ายๆ จำเป็นจะต้องผนึกไว้แบบนั้น หากเข้าใจแล้วก็รีบเดินทางดีกว่า” เสวี้ยเจ๋ออธิบาย
ในตอนนั้นเองที่กลุ่มคนของแดนจันทราโลหิตห้า ก็ได้กลับเข้ามารวมที่กลุ่มของเสวี้ยเจ๋อ หน้าที่ของพวกเขาก็คือการปล่อยอสุรกายโลหิตจำนวนมากไปยังที่ต่างๆ ของแดนเทพรกร้างเพื่อให้พวกมันสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เมื่ออสุรกายโลหิตสามารถกลืนกินสิ่งมีชีวิตได้จนถึงระดับหนึ่ง พวกเขาก็จะนำกลับมา ในตอนนี้มีอสุรกายโลหิตหลายตัวที่มีระดับพลังถึงขั้นจอมยุทธ์และบางตัวก็มีความแข็งแกร่งพอๆ กับชนชั้นราชันแล้ว
“เมื่อมากันครบแล้วก็รีบเดินทาง” จากนั้นเสวี้ยเจ๋อใช้ท่าเท้าของตนเองเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วจากนั้นไม่ว่าจะเป็นกงซุนลี่ กงซุนเมิ่ง โอวหยางไป๋หลง ผู้ใช้พลังจิตจากโลกแห่งวิทยาศาสตร์ จอมยุทธ์ห้าคนจากแดนจันทราโลหิต และ กลุ่มของอวี้จางทั้งสี่คนต่างเดินทางไปยังในทิศทางเดียวกัน
เสวี้ยเจ๋ออาศัยแผนที่ที่ได้รับมาจากตระกูลโอวหยางชี้ทางตำแหน่งของโบราณสถาน เสวี้ยเจ๋อนำทางคนทั้งหมด เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเขาเองก็จำเป็นต้องแข่งกับเวลา หากไม่มีอะไรผิดพลาดทางฝั่ง ของสถาบันเทพราชันและกองกำลังรบหลักที่นำโดยเสด็จพ่อของเขาจะต้องเริ่มลงมือแล้วอย่างแน่นอน ภารกิจหลักของเขานอกจากจะเป็นการปลดผนึกชนชั้นเทวะของราชวงศ์ราชันโลหิตแล้ว ยังมีภารกิจในการตามหาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่อยู่ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้
แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว รอบๆ ตัวของเสวี้ยเจ๋อได้ปรากฏโล่ทับทิมโลหิตปรากฏขึ้นมากลางอากาศ สิ่งนั้นทำให้ทุกคนหยุดการอย่างกะทันหัน เพราะสิ่งนี้ย่อมหมายถึงการถูกลอบโจมตี
"หือ??"เสวี้ยเจ๋อร้องขึ้นมาอย่างแปลกใจ โล่ทับทิมโลหิตพวกนี้คือลมปราณโลหิตที่เสริมด้วยค่ายกลป้องกัน สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการลอบโจมตีด้วยการซ่อนในภาพมายาที่อูหลินเฟิงถนัดการตี ค่ายกลป้องกันนี้จะทำงานอัตโนมัติต่อเมื่อมีการโจมตีที่เสวี้ยเจ๋อไม่สามารถมองเห็นและไม่สามารถสัมผัสได้ เรียกได้ว่าเป็นค่ายกลป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันอูหลินเฟิงและลุคโดยเฉพาะ
“ตรงนั้น” ฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการค้นหาศัตรูในระดับสูง สามารถจะรับรู้ได้ทันทีว่ามีการโจมตีมาจากทางไหน ผนึกพลังจิตของตนเองเข้ากับหน้าไม้ที่ตนเองพกมา ยิงลูกศรออกไปยังทิศทางที่เขาสัมผัสได้ถึงตัวตนของผู้ที่ลอบโจมตี ทันทีที่ลูกศรกระทบเข้ากับบางสิ่งที่กำลังซ่อนตัวอยู่ แม้ว่าลูกศรจะไม่สามารถเจาะทะลุผิวหนังของสิ่งๆ นั้นได้แต่ว่า ก็สามารถทำให้มันปรากฏตัวออกมาได้
สิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือกิ้งก่าขนาดยักษ์ที่มีเกล็ดเจ็ดสี จริงๆแล้วมันเป็นสัตว์อสูรที่สามารถพบได้ทั่วไปภายในมิติหลัก เพียงแต่ขนาดตัวของมันไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้ เป็นสัตว์อสูรขนาดเล็กที่ใช้การซ่อนตัวเพื่อหลบหนีจากศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า แต่ว่ากิ้งก่าเจ็ดสีตัวนี้เพียงแค่ปากของมันก็สามารถที่จะกลืนกินคนเข้าไปได้ทั้งตัวแล้ว นอกจากขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นแล้วมันยังมีความสามารถในการลอบโจมตีที่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย หากว่าเสวี้ยเจ๋อไม่มีค่ายกลป้องกันอาจจะโดนโจมตีจนบาดเจ็บไปแล้วก็ได้
“สัตว์อสูรสายเลือดกลายพันธุ์งั้นเหรอ” เสวี้ยเจ๋อ เมื่อเห็นสัตว์อสูรที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติแตกต่างจากภายนอกแดนเทพรกร้างยิ่งหนัก
หลังจากที่ทุกคนเห็นตัวของมัน ฮันเตอร์ ลีโอ และ บันนี่ ต่างโจมตีไปยังกิ้งก่าเจ็ดสีโดยที่การโจมตีครั้งนี้อาศัยฮันเตอร์ที่มีความสามารถในการใช้จิตค้นหาระดับสูง มองทะลุการซ่อนตัวของกิ้งก่าเจ็ดสีได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ว่าแม้จะใช้ผู้ใช้พลังจิตระดับสูงที่แข็งแกร่งถึงสามคน กว่าจะสังหารกิ้งก่าเจ็ดสีที่มีระดับเพียงระดับหกขั้นสูง ยังต้องใช้เวลาเกือบสามนาที
“องค์ชาย ดูเหมือนว่าภายในมิติแห่งนี้ สัตว์อสูรจะเป็นสายเลือดพิเศษทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ อสุรกายไร้ผิวที่ดูดกลืนสัตว์อสูรภายในมิติแห่งนี้สามารถพัฒนาได้เร็วยิ่งกว่า ภายนอกเกือบสามเท่า” เซวียนเยวี๋ยนฮ่าวกล่าว เขาได้รับหน้าที่ให้ไปกระจายอสุรกายไร้ผิวหลายตัว และคอยเก็บพวกมันกลับมาตามคำสั่งของเสวี้ยเจ๋อ เพียงไม่นานหลังจากที่เขาปล่อยออกไปก็มีอสุรกายไร้ผิวบางตัวที่สามารถมีพลังพอๆ กับชนชั้นราชันได้แล้ว
"งั้นหรือ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ระวังตัวให้มากขึ้น ระยะทางอีกไกลกว่าเราจะถึงโบราณสถานของตระกูลโอวหยาง” เสวี้ยเจ๋อกล่าว จากนั้นก็นำทางคนทั้งหมดเดินทางต่อไป เสวี้ยเจ๋อไม่ได้เร่งความเร็วสูงสุดอีกต่อไปแต่เคลื่อนที่อย่างระมัดระวังมากขึ้น หากเป็นอย่างที่ทหารของเขาบอก สัตว์อสูรภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้จะมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา หากเข้าปะทะกับพวกมันโดยไม่ระวังตัวอาจจะสูญเสียกำลังรบโดยไม่จำเป็น
..................
..................
ทางด้านสถาบันเทพราชัน
หลังจากที่อูหมินจิง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ตงฟางจิ๋ว หลางหลินหลิน ถงต้าเหวย กวนซ่างซี มุราคามิ มิซากิ และ จอมยุทธ์ทั้งหลายเดินตามคนจากสถาบันมาได้ช่วงระยะหนึ่ง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ สังเกตรอบๆ ว่านี่ไม่ใช่ทางที่จะไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ จึงได้หยุดฝีเท้าของตนเองลง พร้อมๆ กับพี่คนที่เดินอยู่ข้างหลังนางก็ได้หยุดลงเช่นเดียวกัน
“มีอะไรหรือขอรับท่านหญิง” ลูกศิษย์จะสถาบันผู้นั้นได้กล่าวถาม เมื่อเห็นว่าคนทั้งหมดได้หยุดลงโดยมีเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์เป็นผู้ที่หยุดเดินคนแรก
“เจ้าบอกว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติใกล้จะสามารถใช้ได้แล้ว แต่ที่ที่เจ้ากำลังเดินนำไป กลับไม่ใช่ที่ตั้งของค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก สิ่งนี้ทำให้หลายๆ คนที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าทิศทางที่ลูกศิษย์ของสถาบันผู้นี้ กำลังเดินนำมาไม่ใช่ทางไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ พร้อมๆ กับเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์โคจรลมปราณเพลิงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง ส่งความร้อนที่รุนแรงออกจากร่างกาย
“ทะ ท่านหญิงนี่..ท่านคิดจะ..ทำอะไร ท่าน..คิดจะโจมตี..คนจากสถาบันงั้นหรือ” ลูกศิษย์ของสถาบันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก หน้าที่ของเขามีเพียงแค่นำคนทั้งหมดไปยังจุดหมายเพียงเท่านั้น ตัวเขาที่เป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ที่มีระดับลมปราณระดับหก ย่อมไม่สามารถที่จะต่อสู้กับคนทั้งหมดตรงหน้านี้ได้
“คนจากสถาบัน?? ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตอย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับจ้องมองไปยังที่นิ้วมือของอีกฝ่าย บนนิ้วมือนั้นกำลังสวมแหวนสีแดงที่มีรูปดวงจันทร์สลักเอาไว้ สัญลักษณ์ของพันธมิตรแห่งแดนจันทราโลหิต
“ทะ… ท่าน…ระ..รู้ได้อย่างไร..” ลูกศิษย์จะสถาบันผู้นั้นกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก
“ตายซะ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ผนึกลมปราณเพลิงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ฝ่ามือพร้อมกับซัดไปยังร่างของลูกศิษย์จากสถาบันผู้นั้น นางไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามอีกฝ่ายไป ไม่แน่ว่าจุดมุ่งหมายที่อีกฝ่ายพยายามนำทางพวกนางไปอาจจะเป็นกับดักที่รออยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่ควรจะทำคือการหนีออกไปจากสถาบันให้ได้โดยเร็วที่สุด
แต่ก่อนที่ฝ่ามือที่ประสานไว้ด้วยเปลวเพลิงอันละร้อนแรงจะถึงร่างกายของลูกศิษย์ของสถาบัน ได้มีวายุสีครามปรากฏขึ้นมาปกป้องร่างกายของลูกศิษย์คนนั้น พร้อมๆ กับกระแสพลังลมปราณระดับเก้าขั้นกลาง พลังแห่งชนชั้นจักรพรรดิ
พลังแห่งชนชั้นจักรพรรดิ ระดับที่เก้าของผู้ฝึกลมปราณ พลังที่เหนือกว่าจอมยุทธ์ทุกคนที่อยู่ที่นี่
..
..
จบตอน