ระบบฝึกฝนสัตว์อสูร

    บทที่ 40 บทสนทนาใต้กองเพลิง

            บทที่ 40

            บทสนทนาใต้กองเพลิง

            กองเพลิงส่องแสงสว่างไสวแสงของเปลวเพลิงกระทบใบหน้าของคู่สนทนาทั้งสองที่กำลังนั่งอยู่

            อี้หลงเซียนแสดงแววตาสงสัยก่อนที่จะสวนกลับ “ หมายความว่าอย่างไร?”

            “ ก็หมายความอย่างที่ข้านั้นถามออกไปนั่นแหละตัวของท่านจะจับตามองข้าเช่นนี้ไปอีกนานขนาดไหน หรือว่าคิดจะจับตามองข้าไปจนถึงในช่วงฤดูที่ต้นบุปผาครามเบ่งบาน?”

            นางแสดงท่าทางสบายสบายก่อนที่จะเอนหลังไปแล้วก็พิงเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง

            นางพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย “ ก็คงงั้น ”

            “ ตัวของท่านลงทุนเดินทางมาที่ป่าแห่งนี้ก่อนล่วงหน้าถึงสองเดือนแสดงว่าเจ้าต้นสมุนไพรนั้นคงจะสำคัญกับท่านมาก? ” 

            “ ถามว่าสำคัญหรือไม่แน่นอนว่าย่อมสำคัญแต่ว่าการที่ข้าจับตามองเจ้ามันเองก็เป็นเพราะว่าการอยู่ภายในป่าแห่งนี้คนเดียวในช่วงระยะเวลาอีกต้องสองเดือนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อจะตาย”

            “ งั้นเหรอไม่เคยคิดเลยว่าจอมยุทธ์ลึกลับอย่างจันทราทมิฬจะเป็นคนที่ครึกครื้นแล้วก็ชอบผู้คน?”

            “ ข้าชอบเพียงแค่บางคนเท่านั้น ” นางพูดออกมาพร้อมกับยิ้ม

            คำพูดของนางที่พูดออกมาทำให้จางหมิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้านิ่งไปครู่หนึ่ง

            “ แล้วตัวของเจ้าล่ะเจ้าเดินทางมาที่ภายในป่าแห่งนี้มีจุดประสงค์หรือว่าความตั้งใจอันใดกันแน่?” อี้หลงเซียนถือโอกาสถามกลับ

            เป็นเพราะว่าคนธรรมดาทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ไม่มีวรยุทธอย่างจางหมิงไม่มีผู้ใดโง่พอที่จะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้

            โดยคนธรรมดาทั่วไปผู้คนนั้นก็มักจะหลับหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้อ่านทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดที่อยากจะเข้ามาใกล้ภายในเส้นทางป่าแห่งนี้

            ถึงแม้จะพูดว่ามีพลังที่น่าสนใจครอบครองอยู่ภายในมือแต่อย่างไรเสียร่างกายก็เป็นมนุษย์ธรรมดา

            การที่ร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดาเช่นนี้มีโอกาสที่สูงเป็นอย่างมากที่อาจจะโดนเล่นงานจนจนตายในครั้งเดียว 

            นางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดเขาถึงเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้

            จางหมิงมองตรงกลับไปก่อนที่จะตอบกลับ “ เดินทางมาเพื่อฝึกฝน”

            “ เดินทางมาเพื่อฝึกฝนจริงนะมองดูถึงพลังเจ้าในตอนนี้ที่ข้านั้นรู้มาว่าแห่งนี้อาจจะเป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดีเป็นอย่างมากก็ได้”

            “ เจ้าเป็นจอมยุทธ์อย่างนั้นหรอเดินทางเช่นนี้? ” อี้หลงเซียนเริ่มถามมากขึ้น

            “ เฮ้อ~ ” จางหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่แม้จะรู้สึกไม่อยากจะตอบแต่อย่างไรเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้จึงจำใจแล้วก็ตอบกลับไป“ ไม่ใช่จอมยุทธ์เป็นเพียงแค่นักเดินทางธรรมดาเท่านั้น ”

            “ ลำพังเพียงแค่ข้าที่เป็นคนธรรมดาไม่มีลมปราณภายในร่างกายผู้ใดจะยอมเรียกขานว่าเป็นจอมยุทธ์”

            “ มันก็จริงจังไม่มีลมปราณภายในร่างกายคนธรรมดาทั่วไปก็มองเห็นว่าไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์”

            “ แล้วเจ้าเดินทางเช่นนี้มานานแล้วอย่างนั้นหรือ? ” นางถามอีก 

            “ เพิ่งออกเดินทาง ออกเดินทางมาไม่นานเพราะโดนขับไล่ ” ในขณะที่เล่าจางหมิงเริ่มทำการใช้กิ่งไม้เขี่ยกองเพลิงที่อยู่บริเวณด้านหน้าไปพลาง

            “ โดนขับไล่อย่างนั้นรึ นั่นสินะคนนิสัยเช่นเจ้าแม้ว่าข้าจะชื่นชอบแต่ว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่อาจจะไม่ชื่นชอบสักเท่าไหร่?” อี้หลงเซียนพูดขึ้นพร้อมกับลูบปลายคาง

            “ หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบ? ”

            “ ถ้าจะให้พูดถึงเจ้า ดูเป็นคนฉลาดเฉลียวแต่ว่ากลับลึกลับแล้วก็ดูเหมือนว่ามีความคิดบางอย่างอยู่ตลอดเวลาคนส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยน่าเข้าหาซักเท่าไหร่ดีไม่แปลกที่จะมีผู้คนขับไล่”

            “ แล้วมารดาและบิดาล่ะ? ”

            “ มารดาตายไปแล้ว ท่านแม่โดนสังหารตายส่วนท่านพ่อก็ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่” 

            “ ฮ่าๆๆ ถือว่าเป็นเด็กมีปัญหาสินะ ” นางส่งเสียงหัวเราะออกมาหลังจากที่เห็นว่าจางหมิงตอบด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่าย

            “ เอาแต่หัวเราะชีวิตของคนอื่นตัวของท่านล่ะเหตุใดถึงเป็นจอมยุทธ์ออกเดินทางภายในใต้หล้าเป็นคนยากจนงั้นรึ? ” ถึงเวลาจางหมิงถามกลับ

            “ ผิดแล้วผิดแล้วไม่ได้ยากจนบ้านของข้าร่ำรวยเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นท่านพ่อก็ยังใจดีส่วนท่านแม่เองก็ใจดีเช่นเดียวกันที่ออกเดินทางมาภายในยุทธภพเป็นเพราะว่าอยากมองดูอะไรใหม่ๆ ” นางพูดด้วยรอยยิ้ม

            หลังจากที่ได้ยินนางพูดออกมาเช่นนั้นจางหมิงหันใบหน้าของตนเองหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว ชะตากรรมของนางแล้วเขาแตกต่างกัน

            นางบอกว่าบ้านของนางร่ำรวยเป็นอย่างมากและบิดาและมารดาเองก็เป็นที่รักซึ่งแตกต่างกับชะตาชีวิตของเขาอย่างชัดเจน

            จางหมิงค่อยค่อยลุกขึ้นจากกองเพลิงก่อนที่จะเดินตรงไปยังบริเวณก้อนหินอีกก้อนหนึ่งที่ตั้งห่างจากจุดนั้น

            เขาหย่อนก้นของตนเองนั่งลงแล้วก็เอนหลังพิงไฟบริเวณแผ่นหินพร้อมกับหลับตาทั้งสองข้างในทันที “ ข้าจะนอนแล้ว…”

            … 

            ยามวิกาลนั้นผ่านพ้นไปเช้าวันใหม่นั้นเริ่มขึ้นแสงอาทิตย์จากบริเวณด้านบนสาดส่องลงมาบริเวณด้านล่าง

            ในยามนี้ภายในผืนป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสายลมที่พัดผ่านในยามเช้าความหนาวเน็บในยามราตรียังคงหลงเหลืออยู่

            อากาศบริเวณภายในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์จางหมิงตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่ในยามเช้า

            เมื่อดวงตาทั้งสองข้างลืมเปิดขึ้นมาก็พบเห็นอี้หลงเซียนนั่งอยู่บนโขดหินอยู่ในท่าทางนั่งสมาธิและกำลังรวบรวมลมปราณ

            ร่างกายของเขาค่อยค่อยขยับอย่างช้าๆร่างกายค่อยค่อยลุกยืนขึ้นดวงตาจ้องมองไปที่ร่างของอี้หลงเซียนที่กำลังนั่งอยู่บนโขดหินในตอนนี้

            เขาจ้องมองไปยังสนอกสนใจลมปราณภายในร่างกายของนางกำลังควบแน่นและรวบรวมลมปราณบริเวณรอบๆร่างกายมาห่อหุ้มร่างกายกลายเป็นกระแสลมปราณอันหนักแน่น

            ในตอนนี้แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวรยุทธแต่ก็เคยเป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธที่เก่งกาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้าก็รู้ได้ในทันทีเลยว่ามันคือการรวบรวมลมปราณฝึกฝน 

            ได้จ้องมองดูจากบริเวณด้านหลังมองเห็นลมปราณที่ควบแน่นภายในร่างกายของนางรู้สึกชื่นชมอยู่ภายในใจ

            สายตาของเขาในร่างนี้ไม่ได้ทดถอยลงไปภายในสายตายังคงเฉียบคมเช่นเดิมเพราะแบบนั้นจึงมองเห็นว่าลมปราณที่ถูกรวบรวมเข้ามาภายในร่างกายของนางมันละเอียดเพียงใด

            ผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธยิ่งฝึกฝนขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นจำเป็นจะต้องรวบรวมลมปราณเข้ามาภายในร่างกายให้ละเอียดมากขึ้น

            ซึ่งมองเห็นความละเอียดของลมปราณที่กำลังฝึกฝนของนางรู้สึกชื่นชมภายในใจว่าแม่นางผู้นี้น่าจะเป็นอัจฉริยะ

            แต่อันที่จริงแล้วระดับฝีมือของนางในตอนนี้จะกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะเองก็ไม่ได้เกินความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

            นางในอายุที่มากกว่าเขาเพียงแค่สี่ปีน่าจะอายุเพียงประมาณ20 กับสามารถฝึกฝนวรยุทธมาได้ถึงระดับนี้ย่อมเป็นยอดคน

            ยืนสงบนิ่งและจ้องมองนางอยู่ข้างข้างเช่นนั้นสักพักลมปราณที่รวบรวมภายในร่างกายของนางค่อยค่อยสงบลง

            ในตอนแรกภายในร่างกายของอี้หลงเซียนเปรียบดังเกลียวคลื่นตันเถียนภายในร่างกายมันเคลื่อนไหวไปมาโดยมีลมปราณเป็นตัวขับเคลื่อน

            แม้ผู้ที่ยืนอยู่บริเวณด้านหลังจะให้ใช้คู่ฝึกฝนวรยุทธนั้นด้วยตนเองแต่สัมผัสได้ถึงลมปราณก็รู้ได้ในทันทีว่ามันเกรี้ยวกราดเพียงใด

            การที่สงบลงแสดงว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้านั้นยุติการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว

            ดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่ค่อยค่อยเปิดขึ้นมาบนใบหน้าของอี้หลงเซียนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อก่อนที่ร่างกายของนางจะลุกขึ้นอย่างช้าๆ

            บนใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อตกกระทบกับแสงอาทิตย์แรกของวันร่างกายของนางที่กำลังยืนอยู่บนโขดหินและใช้ใบหน้าที่งดงามรับแสงอรุณแรกของวันเป็นภาพที่งดงามเป็นอย่างมาก

            อี้หลงเซียนค่อยค่อยหันมามองที่จางหมิง “ ข้าฝึกฝนลมปราณเล็กน้อยในช่วงยามเช้าที่อากาศบริสุทธิ์เช่นนี้การฝึกฝนลมปราณของข้าพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วมากกว่าช่วงเวลาอื่น”

            จางหมิงเข้าใจในคำที่นางนั้นอธิบายออกมา

            จางหมิงรู้ดีว่าการฝึกฝนวรยุทธมันไม่ได้เพียงแค่พึ่งพาพรสวรรค์อย่างเดียวเท่านั้น

            โดยการฝึกฝนวรยุทธถ้าอยากจะให้ลมปราณภายในร่างกายของตนเองก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง

            โดยสภาพอากาศบริเวณรอบรอบเองก็เช่นเดียวกันภายในสถานที่แห่งนี้มีอากาศบริสุทธิ์ย่อมสามารถทำให้ฝึกฝนลมปราณได้ดีมากกว่า

            แล้วยิ่งเป็นอากาศในยามเช้าที่มีความบริสุทธิ์สูงผู้ที่ฝึกฝนลมปราณเองก็คงจะสามารถโคจรลมปราณภายในร่างกายพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

            “ ภายในภูเขาไป๋หลงมีอากาศบริสุทธิ์เป็นอย่างมากแถมยังมีลมปราณที่บริสุทธิ์เพราะแบบนั้นเหล่าสิทธิ์ของสำนักนี้เลยเป็นคนที่มีความสามารถเพราะว่ามีทัศนียภาพและพื้นที่บริเวณรอบรอบเป็นตัวส่งเสริม” จางหมิงกล่าว

            “ ถือว่าเจ้ารู้ดี!! ” อี้หลงเซียนตอบสนอง 

            ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่ทำให้สำนักไป๋หลงเป็นสำนักที่มีเหล่าศิษย์สามารถฝึกฝนลมปราณได้ยอดเยี่ยม

            แล้วก็เป็นสำนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในดินแดนฉีแห่งนี้ด้วย  

            ถ้าไปเทียบกับสำนักอื่นๆที่ไม่มีทัศนียภาพบริเวณรอบรอบและพื้นที่รวมไปถึงอากาศที่ส่งเสริมการฝึกฝนย่อมสามารถเป็นไปได้ยากมากกว่า

            แม้ว่าการฝึกฝนในระยะสั้นมันเองอาจจะไม่ได้เห็นผลมากนักแต่ว่าถ้าเป็นการฝึกฝนภายในสถานที่แห่งนี้ในระยะยาวย่อมแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

            แต่ว่าชั่งน่าเสียดายจางหมิงรู้ดีว่าตนเองนั้นไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพามันเพราะเขาไม่สามารถใช้มันได้อยู่แล้ว

            สิ่งเดียวที่ต้องการภายในสถานที่แห่งนี้ก็มีเพียงแค่สัตว์อสูรที่มีอยู่จำนวนมากเท่านั้น

            ตอนที่ทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้นมีเสียงบางอย่างดังขึ้นบนด้านบน 

            จางหมิงและอี้หลงเซียนหันไปมองบริเวณด้านบนอย่างรวดเร็วเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบเห็นว่ามันเป็นเสียงของนกสอดแนมที่กำลังส่งเสียงร้องอยู่ภายในบริเวณด้านบน

            “ ของสำนักไป๋หลง ”

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกฝนสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน