บทที่ 108 ฐานวิจัยลับ
ประธานจางไม่ได้เป็นคนมารับด้วยตนเอง ถึงเขาอยากจะมาเจอซูหยวน แต่ด้วยงานที่มากมายก็ทำให้หาเวลาปลีกตัวออกมาไม่ได้เลย สุดท้ายก็มีเพียงนักล่าระดับสูงขององค์กรที่เป็นคนพาซูหยวนออกไปเท่านั้น
ฐานการทดลองลับตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้สามารถควบคุมความเสียหายได้ ซูหยวนได้ยินว่ามีหลายตระกูลที่มาตั้งถิ่นฐานห้องทดลองของตนเองที่เขต I นี้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุด ถึงจะมีพืชกลายพันธุ์ในเขต I มาก แต่ก็ควบคุมได้ดีกว่าพื้นที่ที่มีสัตว์กลายพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีฐานการทดลองมากมายขนาดนี้
เหมือนกับเขตอุตสาหกรรมในชีวิตก่อน ตึกอาคารมากมายก่อสร้างอยู่ที่นี่จนไม่เหมือนพื้นที่ล่าเลยสักนิด หากไม่ติดที่ว่าข้างนอกกำแพงมีพืชกลายพันธุ์ปกคลุมอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า เธออาจจะคิดว่าตนเองได้กลับมาอยู่ในโลกเดิมเสียแล้ว
เมืองขนาดเล็กนี้มีผู้คนอยู่จำนวนมาก พวกเขาเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อลงขันออกเงินและทรัพยากรในการรักษาฐานทดลองนี้ไว้ หนึ่งในนั้นมีสัญลักษณ์ของทางการด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องพวกนี้...คนทั่วไปไม่มีทางรู้ คงจะมีแค่พวกเขตชั้นในหรือเขตชั้นกลางบางคนที่มีความสนใจในเรื่องการศึกษาและวิจัยนั่นแหละ
ซูหยวนถูกพาไปยังอาคารทดลองแห่งหนึ่ง ด้านหน้าทางเข้ามาผู้รักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่เมื่อเห็นสัญลักษณ์ของตระกูลจางแล้ว พวกเขาก็รีบหลบทางให้ทันที ท่าทางเหมือนว่าตระกูลจางจะเข้าออกที่นี่อยู่บ่อยครั้ง...
สายตาของผู้รักษาความปลอดภัยมองซูหยวนที่ไม่คุ้นหน้า ไม่ใช่เพราะไม่ชอบใจหรือระแวดระวังว่าเธอจะมาสร้างปัญหา เพียงแค่ต้องการจดจำเธอเอาไว้ในฐานะแขกของตระกูลจางเท่านั้น เมื่อเจอกันอีกที...พวกเขาจะได้ไม่ทำให้เธอไม่พอใจ
“นักเรียนทุนอัน เธอสนใจงานวิจัยเกี่ยวกับอะไรบ้าง? สำหรับห้องวิจัยลับนี้ จะโดดเด่นเรื่องการวิจัยอาหารสังเคราะห์ กับสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ถ้าเธอสนใจฝั่งไหนเป็นพิเศษ พวกฉันจะได้พาไปเยี่ยมชมก่อน”
เพราะซูหยวนมีเวลามาเที่ยวเล่นที่นี่แค่วันเดียวเท่านั้น รางวัลที่จางอู่หยางให้ถือเป็นรางวัลพิเศษแล้ว เพื่อให้ซูหยวนได้มองเห็นเส้นทางในการพัฒนาความสามารถมากขึ้น ถึงแม้เธอจะเป็นนักล่าสังกัดองค์กรนักล่าสกุลจาง แต่ถ้าเธอเชี่ยวชาญในการศึกษาวิจัยมากกว่า พวกเขาก็สนับสนุนเธอได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเธอ ซูหยวนเองก็รู้ว่าประธานจางกำลังมอบโอกาสให้เธอได้พิจารณาอีกครั้ง
“ฉันขอดูเกี่ยวกับเรื่องวิจัยสารสังเคราะห์ได้ไหมคะ” ยิ่งได้ยินคำเตือนจากคุณหนูจางมา เธอกลับยิ่งอยากรู้มากขึ้นว่าสารสังเคราะห์เหล่านั้นมีที่มาอย่างไร
แม้ว่าคุณหนูจางจะบอกว่าหลังจากเธอเห็นกระบวนการเหล่านี้แล้ว จะไม่อยากกินสารสังเคราะห์พวกนั้นอีกเลย แต่ซูหยวนจะเดือดร้อนหรือ? เธอมีอาหารมากมายอยู่ในมือ ถ้าไม่อยากกินสารอาหารสังเคราะห์ก็แค่โยนพวกมันทิ้งไปเท่านั้นเอง
“วิจัยสารอาหารสังเคราะห์หรือ?” คนที่พาซูหยวนมาอยากพูดอะไรเพื่อเตือนเธอบ้าง แต่เขาก็ลังเลเกินไป สุดท้ายประธานไม่ได้บอกหรอว่าถ้าเธออยากรู้อะไรก็แค่พาเธอไปน่ะ ดังนั้น...เขาจึงไม่กล้าที่จะเสนอความคิดของตนเอง
ถ้านักเรียนอันอยากดู ก็ปล่อยให้เธอได้ดู!
บรรยากาศเมื่อเข้ามาในเขตอาคาร 2 เปลี่ยนไปเล็กน้อย คนที่เดินผ่านเข้าออกมีสีหน้าเคร่งเครียดและมืดมน ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ได้เห็น นักวิจัยเขตอาคาร 1 ดูจะมีความสุขมากกว่า หรือบางที...เธออาจจะคิดผิดเกี่ยวกับมันจริงๆ?
“อ๊าก!!!!!!!!”
ยังไม่ทันจะได้เห็นอะไรนอกจากห้องสีขาว เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความทรมานก็ดังออกมาเสียก่อนแล้ว ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย ในขณะที่นักล่าสองคนที่นำทางซูหยวนมาก็มองหน้ากันเอง
“นักเรียนอันโชคดีไม่น้อยนะ ห้องวิจัยข้างหน้ากำลังอยู่ในช่วงทดลองผลลัพธ์พอดี สนใจอยากจะไปดูไหม?” ในเมื่อมาแล้ว เธอก็ควรจะได้มีประสบการณ์ที่ครบถ้วนทั้งหมดใช่ไหม?
คำว่า “โชคดี” ที่ออกมาจากปากพวกเขา ซูหยวนไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องโชคดีที่ตรงไหน แม้แต่คนพูดก็ยังไม่เชื่อคำพูดของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“ค่ะ” ซูหยวนตอบรับสั้นๆ ทั้งสองก็พาเธอเข้าไปจริงๆ
ยิ่งเข้าใกล้ เสียงกรีดร้องก็ยิ่งดังออกมามากขึ้นเท่านั้น ... ภาพแรกที่ซูหยวนได้เห็นหลังเปิดประตูเข้าไป ก็คือนักวิจัยด้านในที่กำลังทรุดตัวลงไปนั่งกับเก้าอี้ด้วยท่าทางหมดเรี่ยวแรง แน่นอนว่าระหว่างนั้น...เสียงกรีดร้องก็ไม่ได้หยุดลงแต่อย่างใด กลับดังขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก
“ล้มเหลวอีกครั้ง จบการบันทึกผลการทดลองหมายเลข CX11265” หัวหน้าทีมวิจัยบันทึกผลลัพธ์ของการทดลองนี้ ก่อนที่พวกเขาจะเก็บข้าวของเพื่อเตรียมพากันออกไป
ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย ผลการทดลองบันทึกเสร็จแล้วก็เสร็จไป แล้วผู้ทดลองที่นอนอยู่ด้านล่างนั้นเล่า?
“ผู้ทดลองเหล่านั้นก็คือคนที่ห้องวิจัยซื้อตัวมาจากกองทัพ”
“?”
“เธอไม่สงสัยหรอว่าพวกที่โดนจับด้วยโทษร้ายแรง คนเหล่านั้นหายไปที่ไหน แล้วกองทัพจะเสียสละพลังงานเพื่อจำคุกพวกเขาไปทั้งชีวิตหรือ? หากมันดีแบบนั้นจริง...คนที่ต้องอดยากตายก็ยอมทำเรื่องเลวร้ายแล้วกลายเป็นนักโทษติดคุกทั้งชีวิตไม่ดีกว่าหรือ?” คนของตระกูลจางอธิบายให้ซูหยวนฟัง
“หรือก็คือ...คนเหล่านั้นถูกพาตัวมาที่นี่หรอคะ”
“ใช่ เพื่อชดเชยบาปกที่พวกเขาทำไว้ ดูสิ...ข้อมูลของผู้ทดลองจะถูกแสดงไว้ด้านบนด้วย นี่ก็เพื่อให้ผู้ทดลองไม่รู้สึกผิดเกินไป”
ซูหยวนมองตาม เธอเห็นประวัติความผิดของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฆ่าข่มขืนหรือลักขโมย อีกฝ่ายทำทุกอย่างที่เรียกว่าผิดกฎหมาย ดังนั้นการตัดแขนขาแล้วโยนออกไปใช้ชีวิตในเขตชั้นนอกไม่ใช่โทษที่คู่ควร สุดท้ายการบังคับให้พวกมันทำประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติก่อนตายก็ถือเป็นการสั่งสมบุญให้พวกมันแล้ว แต่มันก็แลกมากับความทรมานเช่นนี้
บางคนโชคดี ถ้าการทดลองประสบความสำเร็จ พวกเขาจะมีเวลาพักต่อไปอีก 1 เดือน หลังจากนั้นก็จะถูกกองทัพส่งไปยังห้องทดลองอื่นต่อไป ถ้าโชคดีมาก...หลังผ่านการทดลองครบ 3 ครั้งแล้วยังรอดชีวิต พวกเขาก็จะถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระต่อไป แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีคนผ่านมันไปได้แม้แต่คนเดียว
นักโทษประหารดิ้นรนเพื่อที่จะรอดชีวิต ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ซูหยวนมองดูร่างกายที่มีเส้นเลือดสีเขียวกำลังปูดโปน แสดงให้เห็นว่าสารอาหารสังเคราะห์ที่กินเข้าไปไม่ได้ถูกย่อยอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพลังงานจำนวนมากที่กำลังไหลเวียนในร่างกายนี้มันไม่ประสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หากแต่กำลังพยายามหาทางออกมามากกว่า
อาการเช่นนี้ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ไม่นานร่างก็คงจะระเบิดออก เขาไม่มีทางหนีรอดจากความตาย ซึ่งซูหยวนรู้ว่านักวิจัยคนอื่นๆก็รู้เช่นกัน แต่ไม่มีใครคิดจะช่วยรักษาชีวิตให้เขา
สาเหตุที่ทุกคนเสียใจไม่ได้เป็นเพราะกลัวว่าร่างทดลองจะบาดเจ็บหรือเสียหาย แต่พวกเขาแค่เห็นผลลัพธ์ออกมาย่ำแย่ก็เท่านั้น ในกรณีนี้...มันหมายถึงความพยายามของพวกเขาที่ผ่านมาไม่มีความหมายเลย
“เมื่อเธอเห็นภาพนี้ครั้งแรกก็อาจจะคิดว่ามันโหดร้าย แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่นับว่าโหดร้ายหรอกนะ ลองคิดดูว่าเหยื่อของไอ้สารเลวคนนี้ที่ถูกทำให้ตายโดยไม่มีความผิดด้วยซ้ำนั้นน่าสงสารขนาดไหน...”
เห็นว่าซูหยวนมองทดลองนิ่ง นักล่าของสกุลจางที่พาเธอมาก็อธิบายให้เข้าใจ หลายครั้งที่พวกผู้หญิงมาที่ฐานลับแล้วเห็นการกระทำของเหล่านักวิจัยเช่นนี้ ทุกคนมักจะอยากเข้าไปช่วยเหลือ แม้แต่คุณหนูจางเองก็ยังเคยเป็น
เขาจำได้ว่าครั้งแรก คุณหนูจางเห็นภาพพวกนี้ก็รีบสั่งให้พวกเขาลงไปช่วย ถึงจะยื้อชีวิตให้พวกมันไปได้เล็กน้อย แต่แทนที่พวกมันจะสำนึกในบุญคุณ กลับคว้าคอคุณหนูจางแล้วใช้เป็นตัวประกัน ตอนนั้นคุณหนูอายุไม่มากเท่าไร สุดท้ายก็กลายเป็นภาพติดตา เห็นว่าร้องไห้หนักไปหลายวัน
หลังจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์ความวุ่นวายอีกบ่อยๆ การใช้ร่างมนุษย์เป็นตัวทดลองนั้นไม่ใช่ภาพที่น่ามองจริงๆ พวกนักวิจัยที่แม้จะรู้ว่าคนชั่วพวกนี้ทำอะไรผิดมาก็ยังไม่ชอบมองการระเบิดครั้งสุดท้ายของมัน ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะยุติการทดลองทันทีที่เห็นผลลัพธ์เบื้องต้นแล้ว
ซูหยวนเข้าใจคำอธิบายเหล่านี้ เธอไม่ได้คิดว่ามันมีความผิดปกติตรงไหน แม้ว่าเธอจะมาจากโลกที่สงบสุข แต่การรับผลกรรมของตนเองเป็นสิ่งที่ถูกสอนมาเสมอ อีกอย่าง...เธอนับถือศาสนาที่เชื่อเรื่องเวรกรรม ทำอย่างไรไว้ต้องรับผลกรรมเช่นนั้น แม้แต่รูปภาพที่ติดเอาไว้ตามสถานที่ประกอบพิธีกรรม หลายภาพยังดูน่ากลัวกว่านี้เลย
ในเมื่อพวกเขาเลือกจะทำร้ายคนอื่นก่อน พอถูกเอาคืนก็ไม่ควรตำหนิใครนอกจากตัวเอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซูหยวนสนใจก็คือสารอาหารสังเคราะห์ที่เข้มข้นขนาดนี้ หากพวกเขาวิจัยได้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ บางที...ค่าพลังงานอาจจะเทียบเท่ากับสารอาหารที่เธอได้จากฟาร์มเลย
น่าเสียดายที่การทำให้ร่างกายรับพลังงานมหาศาลนั้นเป็นไปได้ยาก จำเป็นต้องมีกระบวนการคิดมากมาย อย่างแรกคือพลังงานพวกนี้ไม่ใช่พลังงานที่มีในร่างมนุษย์ตั้งแต่ต้น ทั้งยังเป็นพลังงานของศัตรูมนุษย์ชาติ มันไม่มีอะไรที่เป็น “ธรรมชาติ” ของมันเลย ดังนั้นจึงเกิดการต่อต้าน
อาหารในฟาร์มของเธอต่างกัน ในขณะที่พลังงานจากแหล่งอื่นไม่สามารถย่อยได้ในร่างกายมนุษย์ อาหารของเธอกลับเข้ากันได้ดีมากจนไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร หากซูหยวนนำอาหารในฟาร์มมาเป็นแหล่งเชื่อมระหว่างพลังงานสังเคราะห์กับร่างกาย ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง
ความสนใจนี้ทำให้เธออยากจะใช้ร่างทดลองเพื่อพิสูจน์ ถ้าเธอให้มันดื่มน้ำจากฟาร์มเหมือนกับที่เด็กสาวหลานคุณสวี่ได้ดื่ม ผลลัพธ์จะเหมือนกันหรือเปล่า....
น่าสนใจ แต่ก็เสี่ยงที่จะเปิดเผยความลับเกินไป สำหรับเรื่องนี้....เธอแค่จะวางเป็นแนวทางเท่านั้น ถ้าในอนาคตเธออยากขยายเครือข่ายของตน เธอจะได้ติดต่อกองทัพเพื่อขอซื้อร่างทดลองบ้าง
แน่นอนว่าเป้าหมายของซูหยวนไม่ใช่การเอาอาหารจากฟาร์มออกมา แต่จะเริ่มต้นจากการเช่าฟาร์มข้างนอก จากนั้นก็ผลิตหัวเชื้อสารอาหารจากธรรมชาติ แล้วค่อยนำมาเป็นสารเชื่อมระหว่างพลังงานจากพวกกลายพันธุ์อีกที
ก่อนหน้านี้ซูหยวนล้มเลิกความคิดที่จะเป็นนักเพาะปลูกไปแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายมันสูงมาก ถ้าต้องลงแรง ทุ่มเวลา แล้วก็เครดิตมหาศาล ซูหยวนคิดว่ามันไม่คุ้มกันกับรายได้
แต่....ตอนนี้ ความคิดของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หากผักจากแปลงเช่าสามารถสกัดพลังงานธรรมชาติออกมา แล้วกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พลังงานมหาศาลอื่นๆสามารถหลอมรวมกับร่างกายได้ นั่นไม่ใช่ว่าเธอจะขายพวกมันให้โรงงานผลิตสารอาหารสังเคราะห์ในราคาแพงได้เลยหรือ?
ในขณะที่เธอออกไปล่าในเขตต่างๆ ที่ดินที่เช่าเอาไว้ก็ปล่อยให้พ่อกับแม่ช่วยกันดูแลก็ได้ หากเป็นแบบนั้น...แม่ของเธอก็จะกลายเป็นเจ้านายตัวเอง ในขณะที่พ่อไม่ต้องออกไปล่าแบบหามรุ่งหามค่ำอีก
ตอนนี้ความคิดของพ่อเธอเป็นยังไง ซูหยวนจะไม่เข้าใจเลยหรือ? เขาน่ะ...เพื่อที่จะไม่กลายเป็นตัวถ่วงของเธอ ถึงกับออกไปล่าตอนเช้า แล้วกลับมาอีกทีมืดค่ำ แกนพลังงานที่ได้รับมาเป็นส่วนแบ่งถือเป็นรายได้หลัก ในขณะที่เศษชิ้นส่วนพวกกลายพันธุ์ก็มักจะแบกกลับมาขายบ้างเสมอ
หากเป็นคนอื่น ต่อให้พวกเขามีค่าพลังงานมากมาย การแบกซากพวกกลายพันธุ์กลับมาขายเพื่อเครดิตเล็กๆน้อยๆมักจะไม่มีคนทำกันหรอก ซูหยวนนึกถึงพ่อที่พยายามอย่างเต็มที่แล้วก็คิดหาทางออกเผื่อเอาไว้ให้เขา
ถ้ายังอยากเป็นนักล่า เธอก็ไม่คิดห้าม แต่ขอแค่เขาไม่กดดันตัวเองมากเกินไปเท่านั้น ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สามารถทำอะไรตามความชอบ แล้วก็มีเงินเหลือมากพอที่จะทำให้อยู่ได้เมื่อไม่มีแรงทำงานแล้ว....
แปลงเพาะปลูกที่จะให้เครดิตจำนวนมากคือทางเลือกที่ซูหยวนเก็บไว้ในใจ
“นักเรียนอัน?”
“อ้อ ค่ะ ฉันไม่ได้คิดมากอะไรค่ะ แค่กำลังนึกถึงเรื่องอื่น” ซูหยวนถูกเรียกสติกลับมาอีกครั้ง เธอมองไปยังร่างที่กระอักเลือดคำโต รูขุมขนเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาตามรอยปริแตก ภาพนี้ดูน่ากลัวมากจริงๆจนนักล่าคนอื่นคิดว่าเธอเป็นลมทั้งยืน
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้ว พวกเราไปดูการทดลองอื่นอีกไหม ฉันคิดว่าในห้องทำงานของพวกเขาก็น่าสนใจนะ ท่านประธานบอกว่าเธอเคยช่วยงานในกองทัพ เคยทำสรุปเนื้อหาให้กองทัพแล้ว อยากจะลองดูเนื้อหาการวิจัยของทางองค์กรอิสระบ้างไหม?”
“ขอบคุณมากค่ะ” ซูหยวนตอบรับคำชวน
เพราะแบบนี้ ทั้งสองจึงได้พากันออกไป ปล่อยให้ร่างทดลองที่กำลังดิ้นทุรนทุรายในครั้งแรกชักกระตุกอยู่อย่างนั้น...
………………………..