มู่ฝานรีบวาดมือปิดม่านแสงมายาของระบบลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปเปิดประตูเรือนพัก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าคือ ซูเหยียนหรานที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล แสงจันทร์นวลสาดส่องกระทบใบหน้างามที่ดูซีดเซียวเล็กน้อย ยามนี้นางได้ผลัดเปลี่ยนจากชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงมาเป็ชุดลำลองสีขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นให้เรือนร่างของนางดูราวกับดอกอุบลขาวที่เบ่งบานชูช่อพ้นจากโคลนตมอย่างโดดเดี่ยว
"เ้ามีธุระอันใดกับข้าอย่างนั้นหรือ" มู่ฝานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าไม่ได้แฝงความเ็าแข็งกระด้าง
ซูเหยียนหรานกวาดสายตามองสำรวจสภาพภายในเรือนพักคนใช้ที่แสนจะทรุดโทรมเก่าคร่ำครึ มีกลิ่นอับชื้นโชยออกมาแผ่ซ่านจากด้านใน นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็เส้นตรง แววตาคู่สวยฉายแววความรู้สึกผิดอย่างชัดเจนโดยไม่ปิดบัง
"ข้า... ข้าเดินทางมาเพื่อขออภัยเ้า" นางเอ่ยปากเสียงแ่เบา "ในวันนี้ข้าใช้อารมณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจ ขับไล่เ้าให้มาพำนักอยู่ที่เรือนพักซอมซ่อแห่งนี้ ทั้งที่เ้าเพิ่งจะลงมือช่วยเหลือเกื้อกูล กู้หน้าตาและเกียรติยศของตระกูลซูเอาไว้แท้ๆ"
"เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้เอง เ้าอย่าได้ใส่ใจเลย" มู่ฝานยกมือขึ้นพิงกับกรอบประตูไม้ "เรือนพักแห่งนี้เงียบสงบดี ข้าค่อนข้างพึงพอใจยิ่งนัก"
"เ้าไม่ต้องกล่าววาจาเพื่อปลอบประโลมข้าหรอก" ซูเหยียนหรานส่ายศีรษะปฏิเสธ "จงย้ายกลับไปพำนักที่เรือนใหญ่เถิด ถึงแม้ว่าพวกเราจะมิได้เป็สามีภรรยากันอย่างแท้จริง ทว่าเ้าก็มิควรที่จะต้องมาตกระกำลำบากในสถานที่เช่นนี้ ในฐานะที่เป็ผู้มีพระคุณของตระกูลซู"
คำว่า 'ผู้มีพระคุณ' สองคำนี้ส่งผลให้มู่ฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ หญิงงามผู้นี้ช่างเป็คนที่แบ่งแยกเื่ราวบุญคุณความแค้นได้อย่างชัดเจนดีแท้
"ข้าพำนักอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจกว่าจริงๆ" มู่ฝานยังคงยืนยันเจตนาเดิมของตนเอง "หากย้ายไปอยู่ที่เรือนใหญ่ย่อมต้องเผชิญกับสายตาจับจ้องของผู้คนมากมาย ข้า้าเวลาและสถานที่ส่วนตัวเพื่อใช้ในการฝึกปรือฝีมือ"
ซูเหยียนหรานจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม เมื่อนางได้เห็นแววตาอันแน่วแน่มั่นคงดุจขุนเขาที่ไม่สั่นคลอนของเขา สุดท้ายนางจึงได้แต่ลอบถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ
"หากเ้าปรารถนาเช่นนั้น ข้าก็จะไม่บังคับ"
นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลใบเล็กกะทัดรัดออกมาขวดหนึ่ง ก่อนจะยื่นส่งมันให้แก่มู่ฝาน
"จงรับสิ่งนี้ไว้เสีย"
มู่ฝานยื่นมือไปรับมาถือไว้ เขาเปิดจุกขวดออกดู พลันกลิ่นหอมสดชื่นอันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตของสมุนไพรวิเศษลอยโชยออกมาอบอวลในทันที
"โอสถเพิ่มพูนพลังอย่างนั้นหรือ"
"สิ่งนี้เรียกว่า โอสถจูหยวน หรือโอสทรวบรวมแก่นแท้" ซูเหยียนหรานเอ่ยอธิบาย "มันเป็โอสถระดับมนุษย์ขั้นสูง เดิมทีท่านพ่อตระเตรียมไว้ให้แก่ข้า ทว่ายามนี้ข้ากลับมิอาจใช้สอยมันได้อีกต่อไป ในเมื่อจุดตันเถียนของข้าแตกสลายยับเยิน ต่อให้เป็โอสถวิเศษระดับเทพเซียนปานใดก็คงไร้ค่า"
น้ำเสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยยามเมื่อเอ่ยถึงความพิการและเคราะห์กรรมของตนเอง
"ข้าได้เห็นพลังฝีมือของเ้าในวันนี้แล้ว เ้าก็นับว่ามีความสามารถไม่เบา ทว่าดูเหมือนรากฐานพลังวัตรของเ้าจะยังไม่มั่นคงแ่านัก โอสถเม็ดนี้อาจจะช่วยส่งเสริมรากฐานให้แก่เ้าได้บ้าง"
มู่ฝานก้มลงมองขวดยาในฝ่ามือ แล้วจึงเงยหน้ากลับไปมองหญิงสาวตรงหน้า สำหรับศิษย์รับใช้ระดับล่างทั่วไป โอสถจูหยวนก็นับเป็ของล้ำค่าเหนือน่านฟ้าที่ต้องเก็บออมเงินเบี้ยหวัดทั้งปีจึงจะสามารถเสาะหามาได้สักเม็ดหนึ่ง แต่นางกลับยินยอมยกมันให้แก่เขาทั้งขวดโดยไม่เสียดาย
"ขอบใจเ้ามาก" มู่ฝานกำขวดยาในมือแน่น "ข้าจะใช้งานมันอย่างคุ้มค่าที่สุด"
"เช่นนั้นก็จงพักผ่อนเถิด" ซูเหยียนหรานพยักหน้ารับแ่เบา ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป แผ่นหลังอันบอบบางงดงามของนางดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง
มู่ฝานทอดสายตามองส่งนางจนกระทั่งเงาร่างหายลับสายตาไป จึงได้ทำการปิดบานประตูลงกลอนอย่างมิดชิด
"ซูเหยียนหราน เ้านับว่าเป็สตรีที่ดีคนหนึ่ง"
เขาก้าวเดินกลับมานั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ พลางวางขวดยาจูหยวนของซูเหยียนหรานเอาไว้ทางด้านข้าง โอสถเม็ดนั้นก็นับว่าดีอยู่หรอก ทว่าสำหรับตัวเขาในเวลานี้ มีสิ่งล้ำค่าที่ยอดเยี่ยมกว่านั้นอยู่หลายร้อยเท่า
"รับรางวัล!"
มู่ฝานส่งกระแสจิตเรียกใช้งานระบบหอหมื่นวิถีแห่ง์ พลันเกิดแสงสีทองเจิดจ้าแสบตาสว่างวาบขึ้นกลางห้อง ขวดหยกมันแพะสีเขียวมรกตที่แผ่ซ่านไอเย็นะเืน่าเกรงขามปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาอย่างอัศจรรย์
[โอสถไขกระดูกั (ระดับปฐีขั้นกลาง)]
[สรรพคุณ: ชำระล้างสิ่งสกปรกในไขกระดูก เสริมสร้างเส้นเอ็นและมัดกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งดุจดั่งสัตว์อสูรา เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับและโคจรพลังลมปราณ]
หากนำไปเปรียบเทียบกับโอสถจูหยวนระดับมนุษย์แล้ว โอสถไขกระดูกัขวดนี้ย่อมสูงส่งและล้ำค่ากว่ากันนับร้อยนับพันเท่า
มู่ฝานเทเม็ดยาสีแดงฉานราวกับโลหิตวิหคกระเรียนออกมา มันส่องแสงประกายแวววาวระยิบระยับราวกับมีชีวิตจิตใจ ชายหนุ่มไม่รอช้าหรือลังเลใจแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจกลืนโอสถเม็ดนั้นลงคอไปในทันที
อึก!
ทันทีที่ตัวยาตกถึงท้อง ความรู้สึกราวกับกำลังกลืนก้อนถ่านไฟที่ร้อนระอุเผาไหม้ก็ะเิพลุ่งพล่านออกมาทั่วสรรพางค์กาย
"อึก!"
มู่ฝานรีบดึงผ้าห่มมากัดเอาไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นเสียงร้องอันทรมาน ฤทธิ์ของโอสถเม็ดนี้ช่างรุนแรง ดุดัน และป่าเถื่อนยิ่งกว่าตอนที่หลอมรวมกายากระบี่ดาราเสียอีก กระแสพลังยาพุ่งทะยานพล่านไปทั่วทั้งร่าง เจาะทะลวงลึกเข้าไปถึงชั้นกระดูกทุกชิ้นส่วน ราวกับมีัเพลิงตัวจิ๋วกำลังว่ายวนชำระล้างอยู่ภายในโครงสร้างกระดูกของเขา ขจัดสิ่งสกปรกโสโครกตกค้างและยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นใหม่
เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บเกรียวกราวอย่างต่อเนื่องภายในห้องหับอันเงียบสงัด ิัทั่วร่างของมู่ฝานแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม เหงื่อไคลสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งถูกขับออกมาตามรูขุมขนอีกระลอกหนึ่ง
เวลาเยื้องกรายผ่านไปหนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม จนกระทั่งแสงรำไรแห่งรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า ความเ็ปทรมานเจียนตายจึงค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยกระแสความรู้สึกแข็งแกร่งทรงพลังอย่างที่ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
มู่ฝานลืมตาขึ้นมา ั์ตาส่องประกายเจิดจ้าดุจดั่งหมู่ดาวบนสรวง์ เขาสะบัดกายดีดตัวลุกขึ้นยืนตรง พร้อมกับทดลองชกหมัดตรงออกไปเบื้องหน้าในอากาศ
ตู้ม!
เสียงแหวกฝ่ามวลอากาศดังกึกก้องกัมปนาทราวกับเสียงะเิขนาดย่อม แรงลมที่เกิดจากหมัดพัดพาส่งผลให้เปลวไฟบนตะเกียงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะดับวูบลงทันที
"ร่างกายนี้ แข็งแกร่งทรงพลังขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยสามเท่า!" มู่ฝานก้มลงมองดูฝ่ามือของตนเองด้วยความทึ่ง ไม่เพียงแค่โครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น ทว่าพลังลมปราณภายในจุดตันเถียนยังเอ่อล้นทะลักออกมาอย่างเปี่ยมล้น
"ขั้นรวมพลังระดับหก... ไม่สิ เกือบจะบรรลุถึงระดับเจ็ดแล้ว!"
ด้วยอานุภาพอันยอดเยี่ยมของโอสถไขกระดูกั ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างร่างกายภายนอก ทว่ายังช่วยผลักดันระดับพลังยุทธ์ของเขาให้ก้าวะโขึ้นมาอีกขั้นใหญ่
"ในยามนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับหวังเถิงอีกครา ข้าก็ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาเคล็ดวิชาเพื่อเสาะหาจุดอ่อนช่องโหว่ของมันอีกต่อไป เพียงแค่ใช้พละกำลังกายล้วนๆ ก็สามารถตบมันให้คว่ำลงไปกองกับพื้นได้อย่างง่ายดาย"
มู่ฝานยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ เขาหยิบขวดยาจูหยวนของซูเหยียนหรานขึ้นมาเก็บรักษาไว้ในอกเสื้อตามเดิม
"โอสถขวดนี้จงเก็บรักษาไว้ก่อน รอคอยจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าอาจจะเสาะหาวิธีการเยียวยารักษานางได้"
เนื่องจากภายในหอหมื่นวิถีแห่ง์นั้น อุดมไปด้วยศาสตร์ความรู้และตำราโบราณมากมายมหาศาลดุจห้วงมหาสมุทร เขาเชื่อมั่นว่าย่อมต้องมีหนทางในการซ่อมแซมจุดตันเถียนที่แตกสลายได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ในเวลานี้ระดับพลังยุทธ์ของเขาก็ยังต่ำต้อยเกินกว่าจะเข้าถึงคัมภีร์ข้อมูลในระดับนั้นได้
ณ คฤหาสน์อันใหญ่โตโอ่อ่าของตระกูลหวัง
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดกดดันเสียจนแทบจะขาดใจ หวังเถิงนอนทอดกายอยู่บนแคร่หาม แขนขวาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวหนาเตอะ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเื แววตาเต็มไปด้วยความเ็ปและเพลิงแค้นอันสุมอก
"ท่านพ่อ! ท่านต้องทวงคืนความยุติธรรมและล้างแค้นให้แก่ข้านะขอรับ! ไอ้เศษสวะมู่ฝานมันใช้วิชาสกปรกต่ำช้า! มันลอบลงมือทีเผลอตอนที่ข้าไม่ทันระวังตัว!" หวังเถิงร้องโอดครวญเสียงดัง
ณ ตำแหน่งเก้าอี้ประธาน ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าประดับด้วยเคราแพะ นั่งหน้าทะมึนทึมราวกับั์มารผู้เหี้ยมโหด บุคคลผู้นี้คือ หวังเลี่ย ประมุขแห่งตระกูลหวัง ผู้พลังยุทธ์ระดับก่อกำเนิดขั้นต้น
"หุบปากเน่าๆ ของเ้าเสีย!" หวังเลี่ยแผดเสียงตวาดลั่นจนลูกชายสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว "ปราชัยย่อมคือปราชัย! ยิ่งเ้ายกข้ออ้างแก้ตัวว่าถูกเพียงแค่สุนัขรับใช้ใช้กิ่งไม้ไผ่ตบตีจนพ่ายแพ้ยับเยิน มันยิ่งส่งผลให้ตระกูลหวังต้องอับอายขายหน้าผู้คนมากขึ้นไปอีก!"
"ทว่า..."
"ข้าได้ส่งคนสนิทไปสืบเสาะเื้ัของมันมาเรียบร้อยแล้ว" หวังเลี่ยหรี่ั์ตาลงเล็กน้อย แววตาเ้าเล่ห์แสนกลฉายชัดออกมา "มู่ฝานผู้นี้ เดิมทีเป็เพียงแค่ศิษย์รับใช้ระดับล่างในสำนักหมอกครามจริงๆ ประวัติภูมิหลังขาวสะอาดหมดจด ไม่มีเื้ัลึกลับ และไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลังแต่อย่างใด"
"แล้วเหตุใดมันจึงมีพลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนั้นได้กันเล่า" ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของตระกูลเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ย่อมมีความเป็ไปได้อยู่สองประการ" หวังเลี่ยใช้นิ้วมือเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็จังหวะ "ประการแรก มันอาจจะโชคดีบังเอิญได้กลืนกินสมุนไพรวิเศษบางประการเข้าไป จนส่งผลให้พลังยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นมาชั่วคราว หรือประการที่สอง มันอาจจะเป็ศิษย์ลับที่ทางสำนักหมอกครามจงใจส่งตัวมาเพื่อทดสอบสิ่งใดบางอย่าง"
"ทว่าไม่ว่าจะเป็ความเป็ไปได้ในข้อใด การที่มันบังอาจลงมือทำร้ายบุตรชายของข้า และหักหน้าเกียรติยศของตระกูลหวังอย่างย่อยยับเช่นนี้ โทษตายย่อมละเว้นได้ ทว่าโทษเป็มิอาจหลีกเลี่ยง!"
หวังเลี่ยหันใบหน้าไปสั่งการกับพ่อบ้านคนสนิททันที
"จงเร่งเดินทางไปส่งข่าวแก่หอประมูลจันทรา แจ้งแก่พวกเขาว่าตระกูลหวังขอยกเลิกสัญญารับซื้อสมุนไพรทั้งหมดกับตระกูลซู และจงใช้บารมีบีบบังคับให้ร้านขายยาอื่นๆ ทั่วทั้งเมืองเมฆาคล้อยปฏิบัติตามคำสั่งนี้ด้วย!"
"ท่านพ่อคิดจะตัดเส้นทางการเงินและทำลายรากฐานของพวกมันอย่างนั้นหรือ" หวังเถิงั์ตาส่องประกายวาวโรจน์ด้วยความสะใจ
"ตระกูลซูในยามนี้เปรียบเสมือนไม้ใกล้ฝั่ง กิจการค้ายาสมุนไพรก็นับเป็ท่อน้ำเลี้ยงสุดท้ายในการยื้อชีวิตของพวกมัน" หวังเลี่ยแสยะยิ้มอำมหิตน่าเกรงขาม "หากไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ดูซิว่าเขยขวัญผู้นั้นจะยังคงถือดีวางท่าอวดดีได้อีกต่อไปหรือไม่ และเมื่อใดที่พวกมันจนตรอกถึงขีดสุด ข้าจะเข้าแทรกแซงฮุบเอากิจการทั้งหมดของพวกมันมาเป็ของตระกูลหวังเสียให้สิ้น!"
"ส่วนเ้าเด็กเมื่อวานซืนมู่ฝานนั่น" หวังเลี่ยลงแรงบีบพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้จนแหลกสลายกลายเป็ผุยผง "ข้าจะจ้างวานยอดฝีมือจากสำนักเงาอัสนีให้ไปทดสอบฝีมือของมันอีกครา เพื่อให้แน่ใจว่ามันมีฝีมือแท้จริงหรือเป็เพียงแค่โชคช่วย!"