แคว้นจิ้น ชนเผ่าทุ่งหญ้า
ไป๋ฮวายังคงอยู่ในการควบคุมของแคว้นจิ้น นางใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย มิได้เดือดร้อนอันใดมากนัก ด้วยมั่นใจในความสามารถในการหลบหนีของตนเอง นางรู้แค่ว่าเมื่อพลังของนางตื่นขึ้นพร้อมกับมิติลึกลับ ความสามารถที่นางควรจะมีอย่างคนที่ข้ามมิติ หรือย้อนอดีตมานางก็มี
จะให้นางหนีไปนั้นก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แล้วอย่างไรเล่า หากเมื่อนางเริ่มหนี มิใช่ต้องหนีเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ นางต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้จบสิ้น ก่อนที่จะทำตามแผนการของตนเองที่วางไว้ เมื่อตั้งสติได้หลังจากฟื้นขึ้นมาในโลกใบนี้
“จับตาดูนางเอาไว้และเพิ่มองครักษ์ให้มากขึ้น” หยงซีฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา
หลังจากที่หารือเรื่องสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแม่ทัพคู่กายอย่างแม่ทัพฮุยซู และเหล่าขุนนางที่จงรักภักดีกับตนเองจบ
“พะยะค่ะ เพียงแต่...กระหม่อมมีเรื่องสงสัย” แม่ทัพฮุยซูอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
“เจ้ามีอันใดแม่ทัพฮุยซู” รอยย่นบนหน้าผากระหว่างคิ้วเด่นชัดมากขึ้น ยามที่หันไปฟังคำถามของแม่ทัพข้างกาย
“พระองค์ให้อิสระแก่นางมากเกินไปหรือไม่พะยะค่ะ กระหม่อมเห็นว่าตอนนี้นอกเสียจากนางจะมิทำอันใดแล้ว แม้แต่การตกลงร่วมมือกับแคว้นก็ยังมิคืบหน้า” แม่ทัพใหญ่พยายามเอ่ยถามออกไปด้วยอาการหวาดหวั่น
สำหรับหยงซีฮ่องเต้แล้ว บุรุษผู้นี้คือคนเถื่อนที่ถือเป็นรากดั้งเดิมของชนเผ่าทุ่งหญ้าจริงๆ แม้กระทั่งคำพูดยังคงต้องไตร่และตรงอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเอ่ยออันใดออกมา
มิเช่นนั้นแล้วแส้หนามที่ยาวและหนาข้างกาย อาจจะพรากศีรษะของคนคนนั้นไปทันที
“หึหึ ข้าต้องรอให้นางตกลงงั้นหรือ” หยงซีฮ่องเต้หัวเราะออกมาเบาๆ ยิ้มเหี้ยมที่แสดงออกมา ทำให้เหล่าขุนนางที่กำลังนั่งฟังถึงกับก้มหน้าหงุดทันที
“เป็นเช่นนั้นเอง กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ” แม่ทัพฮุยซูตอบรับ เมื่อเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่องค์ราชาของพวกมันเอ่ยออกมาหมายถึงอันใด
“เช่นนั้นพวกเจ้าออกไปได้แล้ว ทำตามที่ข้าสั่งก็เพียงพอ”
“พะยะค่ะ”
แม่ทัพฮุยซูคือที่ปรึกษาด้านสงครามและเป็นหนึ่งในคนที่ฮ่องเต้แคว้นจิ้นไว้วางพระทัยมากที่สุด ผู้ที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปทุกพื้นที่
และยังเป็นผู้ที่ออกตามล่าตัวเทพธิดาของแคว้นกลับมา
ตำหนักที่ไป๋ฮวาอาศัยอยู่ตอนนี้นั้น นอกจากกองกำลังที่วางไว้อย่างหนาแน่นแล้ว ยังมีผู้มีพลังอีกมากมายนักที่จัดกองกำลังตามจุดสำคัญต่างๆ ไว้ อย่างหนาแน่น แม้กระทั่งแมลงวันสักหนึ่งตัว คงยากที่จะบินเข้ามาหากมิได้รับอนุญาต
“คุณหนูไป๋ฮวาเจ้าค่ะ ข้าน้อยขอตัวออกไปรับสำรับอาหารที่โรงครัวหลวงสักครู่นะเจ้าค่ะ” นางกำนัลตัวน้อยเอ่ยออกมา เมื่อก่อยหน้านี้ได้มีคำสั่งมาถึงตำหนักของตนเอง
ไป๋ฮวาในชุดใหม่ที่ได้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดของชนเผ่าทุ่งหญ้าเอ่ยขึ้นมา ในยามนี้ ผู้ใดที่เห็นนางแต่งตัวเช่นนี้ต่างก็ลอบมองกันไปทั่ว จะว่าเป็นเพราะชุดชนเผ่าก็ไม่ควรแตกต่างจากหญิงสาวผู้อื่นเช่นนี้
นั้นเพราะว่าชุดที่นางสวมใส่ในตอนนี้นั้นนอกจากจะเป็นชุดของหญิงสาวในชนเผ่าแล้วยังเป็นชุดที่มีไว้สำหรับธิดาเทพประจำแคว้นจิ้นอีกต่างหาก
ลักษณะของชุดที่ไป๋ฮวาสวมใส่อยู่ในตอนนี้คล้ายกับชุดกี่เผ้า ที่เป็นเสื้อด้านบนและด้านล่างเชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ปกคลุมแนบไปกับลำตัวอย่างเหมาะเจาะ มีตะเข็บผ่าด้านข้างเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่และเคลื่อนไหว
ในสีเฉพาะสำหรับธิดาเทพนั้นคือสีน้ำเงินเข้ม ตกแต่งด้วยลวดลายของดอกเหมยสีแดงสด รวมไปถึงผ้าคลุมไหล่ที่เป็นขนจิ้งจอกสีขาวมุก นอกจากนั้นยังมีผ้าคลุมหน้าและมงกุฎระย้าสีขาวบริสุทธิ์
จนทำให้เหล่าผู้คนขนานนามชุดกี่เผ้านี้ว่า เทพธิดาแห่งความตาย จากสีน้ำเงินตัดแดงที่คล้ายสีของเลือดมาเปรอะเปื้อนในระหว่างการตัดเย็บ
เหล่าขันที นางกำนัล แม้จะสงสับว่าเหตุใดเชลยผู้นี้จึงได้สวมใส่ชุดนี้ออกมา ก็มิมีใครกล้าถาม แต่นั้นก็ไม่รวมไปถึงเหล่านางสนมและบุตรของฮ่องเต้
“หืม เหตุใดเล่า มิใช่ว่าทุกวันจะมีขันทีน้อยนำมาให้มิใช่หรือไง” ร่างงามในชุดเทพธิดาเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
ปกติแล้ว คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า หากมิมีคำสั่งแล้ว ไม่ว่านางหรือคนที่อยู่ในตำหนักของนางก็ล้วนแต่โดนเฝ้าระวังทั้งสิ้น
“เออ เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ หากแต่วันนี้ มีคำสั่งจากโรงครัวให้นางกำนัลแต่ละตำหนักออกไปรับอาหารด้วยตัวเอง เนื่องด้วยขันทีที่ทำหน้าที่ตอนนี้มิเพียงพอเจ้าค่ะ” นางกำนัลผู้น้อยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ ไร้อาการพิรุธใดๆ
“หืม งั้นเจ้าไปเถอะ” เมื่อสิ้นสงสัยนางจึงปล่อยให้อีกฝ่ายออกไปทำหน้าที่ของตนเอง
นางกำนัลตัวน้อยมุ่งตรงไปยังโรงครัวหลวง เพื่อรับสำรับอาหารไปยังนายของตนเอง เมื่อนางไปถึงก็ได้เจอกับพ่อครัวหลวงและผู้ช่วยคนใหม่ที่นางมิคุ้นเคยนัก นางกำนัลเองก็มิได้สงสัยอันใด
“นางกำนัลตัวน้อย เจ้ามารับสำรับไปยังตำหนักของเชลยใช่หรือไม่” ผู้ช่วยพ่อครัวหลวงเอ่ยออกมาราวกับกำลังจ้องมองเหยื่อมานานแล้ว
“เจ้าค่ะ ข้าเอง”
“เช่นนั้นสำรับของเจ้าอยู่ตรงนั้นรับไปเสีย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เมื่อก้มลงมองสำรับอาหารที่เตรียมไว้แล้วนั้น ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ มิใช่ว่าเชลยผู้นี้ไปสร้างศัตรูไว้ในวังหลังหรอกหรือ
อาหารมื้อหลังๆ ของเชลยในตำหนักจึงกลายเป็นเช่นนี้ ซาลาเปาไส้เนื้อหนึ่งลูก ผัดผักหนึ่งจาน และซุปไก่ตุ๋นเหลือเพียงน้ำปนเศษเนื้อไก่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เช่นนั้นนางจะกินอันใดต่อเล่า
เหล่านางกำนัลและขันทีกันเอง เมื่อรู้ว่านางต้องมารับใช้เชลยก็ต่างเบี่ยงหน้าหนี มิใยดีนางแม้แต่น้อย
หลังจากที่ทำใจกับอาหารในมือได้แล้วนางจึงยกสำรับอาหารไปยังตำหนักของไป๋ฮวาทันที
“คุณหนูเจ้าค่ะ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ไป๋ฮวาทำเพียงเดินออกมายังโต๊ะอาหาร ฉับพลันหางตาของนางก็หันไปเห็นสิ่งที่เรียกว่า อาหารจากโรงครัวหลวง ใบหน้างามย่นหน้าผากและขมวดคิ้วไปมา
พลันอยากจะหันไปถามนางกำนัลเสียให้รู้ความว่า บ้านเจ้าเรียกอาหารเหล่านี้ว่ามาจากโรงครัวหลวงงั้นหรือ
ขนาดคนรับใช้บ้านข้ายังกินดีกว่านี้เลย
นัยน์ตาเจ้าเสน่ห์กรอกไปมาอย่างอับจนหนทาง ตระหนักได้ว่ามิควรเร่งรีบดึงปัญหาเข้ามา ทั้งนางยังเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องมากในการกิน
นางเพียงแค่แปลกใจเท่านั้น จากที่อ้ำอึ้งมาสักพัก จึงทำใจได้และให้ข้ารับใช้ทั้งหมดออกไป เพื่อนั่งกินอาหารเงียบๆ คนเดียว
ข้ารับใช้ที่เหลือ จึงคิดไปเองว่าคุณหนูผู้นี้คงอ่อนแอจึงมิโต้แย้งและอับอายเป็นแน่ ที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ จึงยินยอมออกไปแต่โดยดี
เมื่อยกตะเกียบขึ้นมา นิ้วเรียวพลันไปสะดุดกับข้อต่อของตะเกียบ กลับพบว่ามีกระดาษแผ่นบางที่ลงอาคมเวทย์เอาไว้ และได้เขียนบางอย่างไว้
…
“ถึงเจ้า เทพธิดาหลานรัก”