สามวันก่อนที่สุสานเทพกระบี่คงหมิงจะปรากฏออกมา
ที่ป่าขนาดใหญ่ ณ รอยต่อของแดนใต้และแดนเหนือของทวีปปราณฟ้า ได้มีชายสามคนที่มีร่างกายใหญ่โตกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังป่าร้อยปรากฏการณ์ที่เขตใต้ของทวีปปราณฟ้า
“ท่านอาจารย์เราต้องวิ่งไปแบบนี้จนกว่าจะถึงป่าร้อยปรากฏการณ์จริงๆหรือขอรับ” ชายหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างหลังสุดได้ตะโกนถามชายที่ร่างใหญ่ที่สุดที่กำลังวิ่งนำอยู่ข้างหน้า ชายที่กำลังวิ่งนำอยู่ก็คือปราชญ์ทองคำนาม อู๋เฉิน
“การวิ่งทางไกลแบบนี้คือการฝึกฝนและร่างกายที่ดีที่สุด จี้ชางไห่ อย่าได้บ่นราวกับสตรีวิ่งต่อไปอย่าหยุด” ปราชญ์ทองคำกล่าวกับลูกศิษย์ของตนเอง
“ข้าไม่ได้บ่นราวกับสตรีเสียหน่อยแต่ว่า การวิ่งจากเหนือสุดของทวีปลงสู่ใต้สุดของทวีปไม่เกินไปหน่อยหรือท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ท่านก็คิดเช่นนั้นใช่หรือไม่” ชายหนุ่มที่วิ่งอยู่หลังที่สุดพยายามหาพวกโดยการไปถามศิษย์พี่ของตนเอง เพราะว่าเขาและศิษย์พี่ตอนนี้ยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ระดับกลางเท่านั้น แม้อาจารย์จะไม่ได้เร่งความเร็วสูงสุดของตนเองเพื่อให้เขาสองคนตามทันได้แต่ว่าสำหรับชนชั้นจอมยุทธ์แล้วหากวิ่งต่อเนื่องแบบนี้ย่อมต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา
“เจ้าไม่ต้องหาพวก หูเหวย ย่อมไม่คิดเหมือนเจ้าอยู่แล้ว” ปราชญ์ทองคำ กล่าวดักทางคำพูดลูกศิษย์ของตน จนหูเหวยไม่กล้าพูดออกมาแม้เขาจะคิดเช่นเดียวกันกับศิษย์น้องก็ตาม
…
..
ในตอนนั้นเองที่คนทั้งสามกำลังวิ่งอย่างต่อเนื่อง บนภูเขาที่ห่างออกไปเกือบร้อยกิโลเมตร No.9 หรือ ซิลเวอร์บูลเล็ต ได้มองตรงไปยังทั้งสามที่กำลังวิ่งทั้งๆ ที่เขาอยู่ห่างจากทั้งสามคนไปถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตร ข้างๆของซิลเวอร์บูลเล็ตก็มีNo.10หรือมารีโอเน็ตอยู่ด้วย
“เป็นพวกสายพละกำลังตามข้อมูลที่ได้รับมาจริงๆ สินะ แต่ถึงกับจะวิ่งข้ามทวีปเนี่ย...บ้าบิ่นจริงๆ” ซิลเวอร์บูลเล็ตพูดขึ้นมาพร้อมๆ กับที่แขนของเขาค่อยๆกลายเป็นปืนไรเฟิล No.9หรือฉายา ซิลเวอร์บูลเล็ต เขาได้รับการปลูกถ่ายอาวุธนาโนเข้าสู่ร่างกาย เขาสามารถเปลี่ยนร่างกายกลายเป็นปืนแบบไหนก็ได้ให้เข้ากับสถานการณ์ แขนของซิลเวอร์บูลเล็ตจึงกลายเป็นปืนไรเฟิลที่ใช้สำหรับการโจมตีระยะไกลได้ รวมถึงพลังจิตของซิลเวอร์บูลเล็ตจะสามารถทำให้เขาสามารถมองเห็นจากระยะที่ไกลมากและยังสามารถล็อกเป้าจากระยะที่ไกล ทำให้เขาเป็นคนที่มีระยะโจมตีไกลที่สุดของนัมเบอร์ทั้งหมด
“ขอเฮดช็อตเลยแล้วกัน....พวกสายพละกำลังเนี่ยยิ่งฆ่าได้ง่ายๆ อยู่ด้วยสิ” ซิลเวอร์พูดพร้อมๆ กับที่บรรจุกระสุนสีเงินที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังจิตสายสรรค์สร้าง เข้าสู่ปืนไรเฟิลที่สร้างจากแขนของตนเอง เขาเล็งปืนไปยังปราชญ์ทองคำพร้อมกับมองเป้าหมายผ่านเลนส์กล้องไรเฟิล ปัง!!! เสียงของปืนดังก้องไปทั่วบริเวณแต่ด้วยระยะที่ห่างจากเป้าหมายเกือบร้อยกิโลเมตรเป้าหมายของตนเองย่อมไม่สามารถได้ยินเสียงปืนที่ดัง
......
กระสุนปืนตรงเข้าหาหัวของปราชญ์ทองคำอย่างรวดเร็วและรุนแรงภายในไม่ถึงสิบวินาทีที่กระสุนถูกยิงออกมาก็เดินทางผ่านระยะร้อยกิโลเมตรตรงเข้าสู่หัวของปราชญ์ทองคำอย่างแม่นยำ
“เข้าเป้าอย่างจัง เก้าปราชญ์ก็แค่นี้เอง” ในตอนนั้นเองที่ซิลเวอร์คิดว่าตนเองสามารถสังหารเป้าหมายได้แล้วเหมือนทุกครั้ง แต่ว่าภาพที่เขาเห็นผ่านเลนส์ก็คือกระสุนของเขาไม่อาจเจาะกะโหลกของปราชญ์ทองคำได้ กระสุนนั้นได้เด้งออกเมื่อกระทบกับหน้าผากของปราชญ์ทองคำทันที “อะไรกัน!! ร่างกายบ้าอะไรกัน!!” ซิลเวอร์ตกใจกับสิ่งที่เห็นเพราะว่าตอนที่เขาอยู่โลกแห่งจิตและวิทยาการ ต่อให้เป็นผู้ใช้พลังจิตในระดับสิบขั้นสูง ที่ใช้พลังจิตสายเสริมกายที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ยังไม่อาจป้องกันกระสุนของเขาได้ แต่นี่กระสุนของเขากับกระเด้งออกเมื่อกระทบกับกะโหลกทันที ซิลเวอร์ เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
“เหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีความแข็งแกร่งสมชื่อกับปราชญ์ ที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดจริงๆ” เสียงของมารีโอเน็ตได้ดังออกมาจากหูฟังสื่อสารของพวกเขาทั้งสามคน
..
..
“ท่านอาจารย์!!!/ท่านอาจารย์” ทั้งจี้ชางไห่ และ หูเหวย ตะโกนออกมาอย่างตกใจเมื่อมีของบางสิ่งบางอย่างโจมตีเข้าสู่ศีรษะของอาจารย์ตนเองแม้ของสิ่งนั้นจะสามารถกระเด็นออกไปได้ทันทีแต่เขาก็เห็นอย่างชัดเจนว่าอาจารย์ของเขาถึงกลับถอยหลังมาห้าก้าว แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสิ่งนั้น เพราะพวกเขาสองคนเคยเห็นอาจารย์ของตนเองปะทะกับปราชญ์กระบี่ แม้จะปะทะกับปราชญ์กระบี่ที่มีพลังโจมตีรุนแรงอาจารย์ของเขายังถอยเพียงสี่ก้าวเท่านั้น แต่นี่อาจารย์ของเขากลับถอยถึงห้าก้าว หมายความว่าหากนับเพียงพลังโจมตีผู้ที่ลอบโจมตีนั้นมีพลังโจมตีมากกว่ากระบี่ของปราชญ์กระบี่เสียอีก
“ข้าไม่เป็นไร โจมตีมาจากไหนกัน” ปราชญ์ทองคำที่โดนโจมตีรีบส่งสัมผัสปราณไปยังรอบๆ ตัวทันที แม้ว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ว่าตัวของเขาเองก็ตกตะลึงกับความรุนแรงของการโจมตีนั้น ความรุนแรงที่รู้สึกได้มากกว่ากระบี่ของปราชญ์กระบี่ ถึงแม้ในตอนนั้นปราชญ์กระบี่จะไม่ได้ลงมือเต็มที่ก็ตาม
‘ไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดได้หรือว่าผู้ที่ลอบโจมตีจะไม่ได้อยู่ในระยะสามสิบกิโลนี้ บ้าน่า!! ในทวีปลมปราณฟ้าแห่งนี้ไม่ควรมีใครที่สามารถโจมตีเกินระยะสิบกิโลและยังรุนแรงขนาดนี้ได้’ ปราชญ์ทองคำคิด คนที่สามารถโจมตีในระยะไกลได้ขณะนี้ ที่เขารู้จักมีเพียงสองคน คือปราชญ์จากต่างทวีป ปราชญ์ธนูและจ้าวสมุทรศรวิญญาณ ตงฟางตี้ คนเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถโจมตีนอกระยะสัมผัสปราณของเขาที่มีระยะเกือบๆ สามสิบกิโลเมตร แต่ว่าสองคนนั้นเป็นผู้ใช้ธนู แต่สิ่งที่ยิงมาหาเขาเล็กกว่าธนูมากนัก
ปราชญ์ทองคำประสานพลังสัมผัสปราณของตัวเองลงในพื้นดิน ปราณทองคำของเขาพัฒนามาจากปราณปฐพีจึงสามารถประสานกับพื้นดินอย่างง่ายดายเพื่อเพิ่มระยะการค้นหาของตัวเอง สี่สิบกิโลเมตร ห้าสิบกิโลเมตร
'เกินห้าสิบกิโลเมตรยังไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของตนที่ลอบโจมตีได้ ใครกันที่สามารถโจมตีได้ไกลขนาดนี้??'ปราชญ์ทองคำคิดในใจอย่างตกตะลึง เขาไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนที่สามารถโจมตีนอกระยะห้าสิบกิโลเมตรได้อย่างแม่นยำแบบนี้ อีกทั้งยังมีความรุนแรงมหาศาลหากคนที่โดนโจมตีไม่ใช่เขา คงตายไปแล้วอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่ปราชญ์ทองคำสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างได้ การเคลื่อนไหวที่เขาสัมผัสได้นั้นไม่ได้สัมผัสได้จากสัมผัสปราณ ที่แพร่ออกไปในอากาศ แต่สัมผัสได้จากการประสานสัมผัสปราณสู่พื้นดิน หากมีใครก็ตามกำลังเหยียบอยู่บนพื้นดินเขาย่อมสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวได้
' เคลื่อนที่เข้ามาเร็วมาก! แถมยังซ่อนตัวได้ดียิ่ง' หากว่าเขาไม่ได้ประสานสัมผัสปราณเข้ากับพื้นดินย่อมไม่อาจสามารถสัมผัสการคงอยู่ของคนที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาได้อย่างแน่นอน
ปราณเทวราชทองคำ เทวรูปทองคำ
ปราชญ์ทองคำได้สร้างเทวรูปขนาดมหึมาขึ้นมา ขนาดของเทวรูปที่ถูกสร้างขึ้นราวกับภูเขาขนาดใหญ่โต มีความสูงเกือบหนึ่งร้อยเมตร โดยที่ปราชญ์ทองคำได้ยืนอยู่บนหัวของเทวรูปทองคำ เทวรูปคว้าจับไปยังลูกศิษย์ทั้งสองของตัวเองและปราชญ์ทองคำโคจรปราณทองคำเพื่อปกป้องร่างกายของลูกศิษย์จากสิ่งที่เขากำลังจะทำ
"จี้ชางไห่ หูเหวย พวกเจ้าอย่ากัดลิ้นตัวเอง" เมื่อกล่าวจบปราชญ์ทองคำได้โยนร่างของลูกศิษย์ทั้งสองของตัวเองออกไปอย่างรุนแรง ส่งร่างของลูกศิษย์ทั้งสอง ออกจากสนามรบ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
"อาจารย์------" เสียงโหยหวนของคนที่ถูกโยนออกไปดังขึ้นเพียงไม่นานก็หายออกไปจากระยะการได้ยินของปราชญ์ทองคำอย่างรวดเร็ว
" หวังว่าพวกเจ้าจะปลอดภัย" ปราชญ์วิญญาณกล่าวขึ้นมา ตัวเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับลูกศิษย์ของเขามากนักเพราะว่าได้โคจรปราณเพื่อปกป้องร่างกายของลูกศิษย์ทั้งสองไว้ ต่อให้ทั้งสองต้องตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรงย่อมไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน
..
..
" ถึงกับขว้างลูกศิษย์ออกไปเลยงั้นเหรอเนี่ย"ซิลเวอร์พูดขึ้นเมื่อเห็นว่า ลูกศิษย์ของปราชญ์ทองคำถูกขว้างไป ด้วยความเร็วสูงเหมือนกับดาวหางที่พุ่งอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะสามารถใช้ปืนยิงทั้งสองได้ แต่ว่าซิลเวอร์ กลับไม่ได้สนใจคนที่หลบหนีออกไป
" แถมยังสร้างเทวรูปขนาดใหญ่แบบนั้นได้ สุดยอดจริงๆ เนี่ยหรอปราชญ์ทองคำ"ซิลเวอร์พูดพร้อมกับยิ้มไปด้วยอย่างตื่นเต้น ที่เขาตื่นเต้นไม่เพราะว่าจะได้ต่อสู้กับปราชญ์แต่ว่ากำลังจะได้เห็นNo.4ลงมือ หนึ่งในท็อปสี่ที่ว่ากันว่าแต่ละคนเคยสังหารชนชั้นเทวะมาก่อน
..
ปราณเทวราชทองคำ หัตถ์พุทธองค์
เทวรูปทองคำขนาดยักษ์ได้โจมตีไปยังพื้นดิน บริเวณที่ปราบทองคำสัมผัสได้ว่ามีการเคลื่อนไหว ตูม!!! ฝ่ามือขนาดมหึมา ได้ตบลงไปยังพื้นดินเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมๆ กับแรงสั่นสะเทือนมหาศาลราวกับแผ่นดินไหว
แต่แทนที่ฝ่ามือที่มีแรงตบอันมหาศาลจะสามารถสังหารบุคคลที่เคลื่อนไหวเข้ามาได้ ใต้ฝ่ามือที่โดนตบนั้นค่อยๆ มีควันสีดำกระจายออกมาจากพื้น ควันนั้นค่อยกัดกินลมปราณที่อยู่ในเทวรูปทองคำ หมายความว่าแรงตบมหาศาลนั้นไม่อาจสังหารบุคคลที่ใกล้เข้ามาได้
"ปราณสีดำที่เหมือนควัน ปราณมรณะงั้นหรือ"ปราชญ์ทองคำกล่าวเมื่อเห็นควันสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของปราณมรณะ แต่ว่าตอนที่เขากำลังเพ่งความสนใจไปที่ปราณมรณะ เขากลับสามารถสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังวิ่งอยู่บนแขนขนาดใหญ่ของเทวรูปทองคำและกำลังตรงมาหาเขา
ปราณเทวราชทองคำ กำปั้นทลายภูผา
ปราชญ์ทองคำได้ชกออกไปยังบริเวณที่ตัวเองสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว ส่งคลื่นหมัดสีทองที่มีพลังทำลายมหาศาลตรงไปยังบริเวณนั้น ตูม!! เกิดการระเบิดขึ้นเมื่อคลื่นหมัดกระทบเข้ากับผิวของเทวรูปทองคำ
‘การเคลื่อนไหวหายไปแล้ว ตกไปข้างล่างหรือว่าสามารถเหาะในอากาศได้กันแน่?’ ปราชญ์คำคิดในใจเมื่อไม่อาจสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้อีก แต่มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ฝ่ายตรงข้ามจะสามารถหลบหมัดของเขาได้และเคลื่อนที่อยู่ในอากาศที่เขาไม่อาจสัมผัสการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้ ปราชญ์ทองคำจึงได้โคจรปราณเทวราชทองคำของตนเอง ทั่วร่างกายเพื่อป้องกันการโจมตีที่คาดไม่ถึง ผิวของเขากลายเป็นสีทองทั่วทั้งร่างกาย
และก็เป็นดังคาดที่บริเวณคอของเขารู้สึกได้ถึงการโจมตีที่รุนแรง แต่ว่าการโจมตีที่รุนแรงนั้นไม่อาจตัดคอของปราชญ์ทองคำได้ ไม่ใช่แค่นั้นแต่มันยังไม่อาจสร้างรอยแผลให้กับผิวของปราชญ์ทองคำได้เลยแม้แต่น้อย
ปราณเทวราชทองคำ กำปั้นทลายภูผา ปราชญ์ทองคำโจมตีออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้คลื่นหมัดของเขากระทบเข้ากับร่างของคนที่ล่องหนอยู่เข้าอย่างจัง แม้ว่าคลื่นหมัดของเขาจะไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายได้แต่ว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็แสดงตัวออกมาจากอากาศไม่สามารถล่องหนได้อีกต่อไป ชายหนุ่มผมสีดำและแต่งตัวสีดำทั้งร่างกายปรากฏออกมา
“แข็งแกร่งจริงๆ มีน้อยคนมากๆ ที่จะสามารถรอดจากการลอบสังหารของผมหรือกระสุนของNo.9 เลือกคุณเป็นคนแรกของปราชญ์ที่ต้องสังหารอาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้” มิราจ พูดออกมาเมื่อไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายได้อย่างที่ตั้งใจ พลังป้องกันของชายตรงหน้าแข็งแกร่งยิ่งนัก ผิวของเขาแข็งยิ่งกว่าทองคำ
“ปราณมรณะ แกคือคนจากแดนจันทราโลหิตสินะ” ปราชญ์ทองจ้องมองไปยังปราณที่เหมือนกับควันที่ออกมาจากร่างของมิราจ
“ผมไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามคุณ มีหน้าที่แค่สังหารคุณให้ได้เท่านั้น No.10พร้อมนะ” มิราจพูดขึ้นมาพร้อมๆ กับที่เร่งพลังเวทในร่างกายของตน เงาของเขาได้ขยายใหญ่ขึ้น “เวทแห่งเงา มิติเงา” ในตอนนั้นได้มีหุ่นเหล็กหลายตัวออกมาจากเงาของมิราจ นั่นคือหุ่นเหล็กของ No.10หรือมาริโอเน็ต ภารกิจในการสังหารปราชญ์ครั้งนี้คือการลงมือของท็อปเท็นนับเบอร์สามคนพร้อมกัน
“พร้อมอยู่แล้ว อยากรู้จริงๆ ว่าฉันจะทำให้ชายที่แข็งแกร่งตรงหน้าเป็นหุ่นเชิดของฉันได้หรือเปล่านะ” เสียงของมาริโอเน็ตดังออกมาจากหูฟังของพวกเขา
“เข้ามาเจ้าพวกเศษสวะ!” ปราชญ์ทองคำได้กล่าวพร้อมกับเร่งลมปราณเทวราชทองคำของตนเองไม่ได้หวาดกลัวการโดนรุมโจมตีแม้แต่น้อย
..
..
จบตอน