เฟยฉีเสนาบดีฝ่ายกลาโหม พร้อมด้วยหลี่ซือนำทัพกลับสู่แคว้นเหอฉีโดยมีรัชทายาทและประชนชนรอต้อนรับอย่างล้นหลามนี่เป็ครั้งแรกที่มีการนำทัพออกไปทำศึกย่อมเป็สิ่งที่ประชาชนทั่วไปล้วนคาดหวังในชัยชนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สามวันมาแล้วที่กองทัพจำนวนห้าหมื่นนาย เดินทางออกไปทำศึก แต่ผู้คนทางนี้กลับไม่ทราบข่าวคราวของการทำศึกครั้งนี้เลยจนกระทั่งวันนี้ ที่มีการป่าวประกาศไปทั่วถึงการเดินทางกลับมา
คุณชายชิงอวิ้นเฝ้ารอการกลับมาของทหารกล้าอย่างใจจดใจจ่อ เพราะพระองค์เองก็ไม่สามารถติดต่อกับกองทัพของพระองค์เองได้เช่นกันแม้ภายในจะร้อนรุ่มปานใด แต่พระองค์ก็มีรอยยิ้มอยู่บ้าง เมื่อเห็นเฟยฉี พร้อมด้วยหลีซื่อควบม้านำทัพกลับเข้าเมืองมาอย่างปลอดภัย
“พวกท่านเป็ไงบ้างรู้มั้ยข้าเป็ห่วงแทบแย่” รัชทายาทกล่าวต้อนรับคนทั้งสอง
“ขออภัยที่ทำให้เป็ห่วงพวกเราปลอดภัยดี” หลี่ซือตอบแทนแม่ทัพ
“งั้นก็ดีแล้วขอแค่พวกเ้ากลับมาข้าก็ดีใจแล้ว” รัชทายาทมองไปยังกองทัพของพระองค์ที่เดินทางติดตามแม่ทัพกลับมาด้วยความสงสัย จึงตรัสถามขึ้น “ทำไมกลับมากันแค่นี้ พวกที่เหลือละท่านคงให้พวกเขารักษาการไว้ในเมืองเหอผิงใช่มั้ย”
“พวกเราเหลือกลับมาแค่นี้แหละพะย่ะคะ โปรดลงโทษหม่อมฉันด้วย ที่ทำการไม่สำเร็จ”ได้ยินคำตอบของเฟยฉี รัชทายาทถึงกับเข่าอ่อน พ่ายแพ้เหรอ มันจะเป็ไปได้อย่างไรที่กองทัพของพระองค์จะพ่ายแพ้ให้กับทหารไม่กี่พันนายที่รักษาการอยู่ในเมืองเหอผิง ไม่นึกเลยว่าศึกครั้งนี้ที่พระองค์มองเป็เื่ง่ายๆ กลับกลายเป็ความพ่ายแพ้ั้แ่ศึกแรกของพระองค์จนได้หากมองด้วยสายตาแล้วทัพห้าหมื่นนายของพระองค์ในตอนนี้เหลือกลับมาไม่ถึงสามหมื่นด้วยซ้ำไป
“มันเกิดอะไรขึ้น” รัชทายาทกล่าวออกมาอย่างหมดอาลัย
“เรากลับเข้าเมืองกันก่อนดีกว่าพะยะค่ะขืนเราคุยกันอยู่ตรงนี้ ประชาชนได้ลุกฮือแน่” เฟยฉีนำเสด็จรัชทายาทกลับเข้าเมืองไปอย่างเงียบๆ
“เ้าลองบอกข้ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” รัชทายาทดูร้อนรนยิ่งนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต่างกับแม่ทัพทั้งสองที่ดูผิดหวังไม่แพ้กันรัชทายาทหวังเหลือเกินว่าศึกครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อและจะชนะได้ไม่ยากยิ่งเมื่อตอนที่เขาเห็นกองทัพห้าหมื่นนาย กลับมาไม่ถึงครึ่ง เขาไม่เคยคิดเลยว่าทหารที่หายไปจะถูกสังหารจนหมด
“ข้าเกรงว่ามันจะเป็จริงอย่างที่เ้าหวังหย่งพูดมา คนพวกนั้นล้วนแต่เจนศึก กลยุทธของพวกเขาทำเองข้าหลงกล ทันทีที่พวกเราไปถึงเรารีบบุกเข้าประชิดประตูเมือง เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นไม่ทันได้เตรียมการรับมือการป้องกันเมืองดูจะหละหลวมมาก พวกเราใช้เวลาไม่นานก็เปิดประตูเมืองได้ข้าจึงให้ทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในเมือง เพียงไม่นานนัก ก็พบว่าพวกเขาเ่าั้ถูกซุ่มโจมตีจนพ่ายแพ้ยับเยิน ข้าจึงให้ทหารอีกกลุ่มบุกฝ่าเข้าไปเพื่อนำทหารที่เหลือแหวกวงล้อมออกมา แต่กลับกลายเป็ว่า ทุกคนที่เข้าไปไม่เหลือรอดออกมาสักคน ข้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบนำคนที่เหลือเดินทางกลับมาตั้งหลักก่อนไม่นึกว่า ระหว่างทางยังถูกพวกมันดักซุ่มโจมตี คนของเราสูญเสียไปอีกไม่ใช่น้อย” เฟยฉีเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างขมขื่น
“กะอีแค่เมืองเล็กๆ ทหารไม่กี่พันคนพวกเ้ายังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะคิดการใหญ่ได้อย่างไร” คุณชายชิงอวิ้นระบายโทสะออกมา
“ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าหวังหย่งนั่นพูดสาปแช่งพวกเราก่อนออกทำศึก ข้าเชื่อว่า ศึกครั้งนี้พวกเราต้องเอาชนะได้เป็แน่” หลี่ซือเอ่ยขึ้นมาอย่างโกรธแค้น คนอย่างเขาไม่ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวแน่ การโยนความผิดให้ผู้อื่นย่อมเป็สิ่งที่เขาทำได้ฉลาดนัก
“พวกเ้าก็ดีแต่โทษคนอื่นอยู่ร่ำไปออกกันไปได้แล้ว ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ”
………………………………………………………………..
เช้าวันต่อมา ยังคงมีการประชุมขุนนางตามปกติบรรยากาศในตอนนี้จะเต็มไปด้วยความผิดหวังและเศร้าสลด เหล่าขุนนางล้วนแต่ทำใจไม่ได้กับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ความเห็นของขุนนางเริ่มแตกเป็สองส่วน แม้จะไม่ใช่เวลาที่ดีนักในการประชุม แต่ในฐานะผู้นำ คุณชายชิงอวิ้นกลับเรียกให้ทุกคนมาประชุมตามปกติโดยที่พระองค์ไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงความผิดหวัง หรือเสียใจแม้แต่น้อย กลับกันพระองค์กลับดูกระปรี้กระเปร่า ฮึกเหิมอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หวังหย่งเข้าร่วมประชุมในครั้งด้วยเพราะรู้ดีกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้หากเขายังละทิ้งการประชุมอีก ทุกคนก็จะโยนความผิดให้กับเขาอย่างแน่นอน อย่างไรเสียต่อให้เขาเข้าประชุมก็คงจะหนีไม่พ้นต้องถูกตำหนิงอยู่ดี เขารู้เื่นี้ดีเพราะท่าทีของรัชทายาทกับคนพวกนั้นดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้นั่นคงเป็เพราะพวกเขามีแผนการรอบรับอยู่แล้วนั่นเอง
หวังหย่งรีบเดินเข้าไปทักทายราชครูกับอัครมหาเสนาบดีในทันทีพวกเขาทั้งสามคนต่างไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แต่เพียงถามสารทุกข์สุขดิบระหว่างกันเท่านั้นแต่คนอื่นๆ หาใช่คิดแบบนั้นไม่
“พวกท่านคงดีใจกับเื่นี้สินะ ถึงได้มาประชุมพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยทีเดียว”ลี่ถังเข้ามาแทรกระหว่างพวกเขาทั้งสามคนพร้อมกับคำพูดเหน็บแนม
“ทำไมข้าต้องดีใจด้วยหละในเมื่อคนที่สูญเสียเ่าั้ก็ล้วนแต่เป็ลูกหลานของพวกเราทั้งนั้น” ราชครูตอกกลับไป
ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นคุณชายชิงอวิ้นได้เสด็จมาถึงท้องพระโรงแล้ว บรรดาขุนนางต่างก็แยกย้ายเข้าประจำที่
การประชุมในวันนี้เป็ไปอย่างเงียบเหงาความพ่ายแพ้จากาทำให้ทุกคนอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมแทบจะไม่มีใครเลยที่จะเอ่ยปากพูด จนรัชทายาทต้องพูดปลอบใจเพื่อให้ทุกคนผ่านพ้น่เวลาแบบนี้ไปให้ได้
“ข้ารู้ดีว่าใน่เวลาเช่นนี้อารมณ์ทุกท่านเป็เช่นไร ข้าเองก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกับพวกท่าน แต่เราจะต้องผ่านเื่ร้ายๆ เหล่านี้ไปให้ได้การศึกา ไม่มีใครที่ไม่เคยพ่ายแพ้ แต่เราจะทนทุกข์ทรมานกับมันไปตลอดไม่ได้ถ้าเราไม่ลุก เราก็จะไม่มีวันชนะ”
“ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นแล้วว่า ถ้าเรายังแตกแยกกัน ไม่สามัคคีกัน เราก็ไม่มีวันชนะ เราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่าในเวลาที่เรากำลังเตรียมทัพอยู่นั้น กลับมีบางคนคอยพูดยุแหย่ให้ทหารของเราเสียขวัญกำลังใจแทนที่เราจะคอยสนับสนุนกันและกัน การศึกานั้นขวัญและกำลังใจของทหารเป็ส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อชัยชนะหากทหารออกรบด้วยใจที่หดหู่แล้วจะเอากำลังที่ไหนไปเอาชนะศัตรู เพราะเราเป็กันแบบนี้แหละเราจึงไปได้ไม่ถึงไหน” ถึงตรงนี้เหล่าขุนนางได้หันไปมองหน้าหวังหย่งที่ตอนนี้ถึงกับหน้าชาด้วยความโกรธ เขาไม่นึกเลยว่ารัชทายาทจะให้เขากลายเป็แพะรับบาปในาครั้งนี้
“หากใครคิดว่าาครั้งนี้เราพ่ายแพ้ ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น” รัชทายาท ยังตรัสต่อไป “บทเรียนครั้งนี้มันล้ำค่ายิ่งนักที่ทำให้ข้าฉุกคิดได้ว่า หากคิดจะทำการใหญ่ เราจะมาคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้ เช่นนั้นข้าคิดว่า ที่ประชุมแห่งนี้ จะต้องเป็ส่วนสำคัญหากใครไม่อยู่ในที่ประชุมก็อย่าเข้ามาก้าวก่ายในกิจการของพวกเราในเมื่อเสด็จพ่อมอบหมายให้ข้าดูแลเมืองนี้ ทุกท่านก็ต้องร่วมมือกับข้า เชื่อใจข้าไม่ใช่ต่อต้านข้า”
หวังหย่งเดินออกจากที่ประชุมอย่างเหงาหงอยเขารู้ดีว่า ที่รัชทายาทพูดมาทั้งหมด จงใจที่จะเล่นงานเขาเพียงคนเดียวเป็เขาที่ไม่เคยเข้าร่วมประชุม แต่ไปขวางการทำา ถึงแม้จะมีเจตนาดี หวังหย่งก็ทราบดีว่า เื่นี้เขาเองก็มีส่วนผิดอยู่มิใช่น้อย
หวังหย่งมุ่งตรงกลับตำหนักทันทีเขาไม่อยากถูกเยาะเย้ยอยู่ตรงนั้นนานๆ ทันทีที่กลับมาถึงตำหนักเขาพบว่าองค์หญิงหนิงอันนั่งรอเขาอยู่แล้วที่ศาลาริมสระน้ำเขายืนมองหล่อนอยู่สักพัก แม้หล่อนจะทำทีเป็สนใจฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำแต่หวังหย่งก็รู้ดีว่า การมาของเขาคือสิ่งที่องค์หญิงกำลังเฝ้ารออยู่ องค์หญิงแสร้งทำเป็ใเล็กน้อยเมื่อเห็นหวังหย่งเดินเข้าไปหา
“วันนี้ท่านพี่กลับมาเร็วเป็พิเศษเป็น้องที่ไม่ได้เตรียมของไว้ต้อนรับ ขอท่านพี่โปรดให้อภัย”
“ขอแค่เ้ารอข้าอยู่ก็เป็สิ่งที่พิเศษมากแล้ว” หวังหย่งนั่งลงข้างๆ เขาสังเกตเห็นแววตาที่เหม่อลอยและโศกเศร้าของภรรยาเขารู้ได้ทันทีว่า นางคงรับทราบเื่ราวจากที่ประชุมแล้วเป็แน่
“เ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็ไร” หวังหย่งโอบกอดภรรยาสุดที่รักไว้ในอ้อมแขน บัดนี้น้ำตาได้ไหลออกมาอาบแก้มของนางแล้ว
“น้องไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแต่เสด็จพี่ไม่น่าจะทำกับท่านเช่นนี้”
“ข้าบอกแล้วไง ว่าไม่เป็ไรการทำงานก็ต้องมีขัดแย้งกันบ้าง เื่แค่นี้ เ้าไม่ต้องเก็บมาคิดหรอก”
“เราน่าจะออกไปจากเมืองนี้ น้องเบื่อแล้วที่จะต้องเป็เ้าหญิงอยู่ในวังที่เสด็จพี่บ้าอำนาจเช่นนี้ เราน่าจะไปอยู่กันสองคนที่ไหนสักแห่งให้ไกลจากเื่พวกนี้ท่านว่าจะดีมั้ย”
“ไม่ได้หรอกเสด็จพ่อฝากข้าให้ช่วยรัชทายาทดูแลชาวเมืองท่านหวังจะให้ลูกหลานของเราเติบโตอยู่ในเมืองนี้ เ้าลองมองไปรอบๆ สิ เมืองนี้น่าอยู่แค่ไหนอากาศดี สวยงามและน่าหลงใหล เ้าไม่ดีใจเหรอที่ลูกๆ ของเราจะเติบโตในที่แบบนี้เช่นนั้น เ้าจะให้ข้าทิ้งมันไปได้อย่างไร ถึงตอนนี้ข้าจะดูไร้ประโยชน์แต่ข้าก็เชื่อว่า สักวัน รัชทายาทคงจะเห็นในความดีของข้า”
“น้องไม่เชื่อเช่นนั้นหรอกท่านพี่รู้หรือไม่ว่า เสด็จพี่ของน้องเป็คนเช่นไร แต่ไหนแต่ไรมาเสด็จพี่ไม่เคยฟังใคร เชื่อมั่นแต่ตัวเอง ใครที่ต่อต้านท่านเสด็จพี่ก็จะปัดให้พ้นทาง ไม่เคยมีทางประนีประนอมยิ่งเป็ท่านที่มีความสามารถมากกว่าเขา เช่นนี้ เสด็จพี่คงไม่เก็บไว้ข้างกายหรอกหากท่านหวังจะอยู่ในเมืองนี้ ก็มีแต่จะต้องไปประจบสอพลอเท่านั้นแหละ”
“ยังไงเขาก็เป็เสด็จพี่ของเ้าข้าเชื่อว่า เขาก็ย่อมเห็นความสำคัญของพี่น้องเหนือสิ่งใด ตัวข้านี้จะเป็ไรก็ช่างชออย่าให้ความสัมพันธ์ของพวกเ้าต้องมาพังลงเพราะข้าเลย”
“ท่านพี่รู้หรือไม่ว่าสวนแห่งนี้เสด็จพ่อสร้างขึ้นมาทำไมก็เพราะเสด็จพ่อไม่อยากให้น้องไปใกล้ชิดกับเสด็จพี่ สวนแห่งนี้จึงห้ามบุรุษใดเข้ามาไม่เว้นแม้แต่เสด็จพี่ นี่จึงเป็หนทางเดียวที่จะป้องกันน้องจากเขาแต่ไหนแต่ไรมาเสด็จพี่เป็คนที่มักจะครอบงำความคิดคนอื่นอยู่เสมอวาทะของเขาช่างน่าเชื่อถือ คำพูดที่ดูดีน่าฟัง ชวนให้เคลิ้มแม้สิ่งผิดก็สามารถพูดให้ถูกได้ เสด็จพ่อเป็กังวลอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งเขาจะนำพาผู้คนให้หลงผิด ไม่นึกเลยว่า เสด็จพ่อวางมือไปเพียงแค่ไม่นาน เขาจะกล้าเปิดา แถมยังโยนความผิดให้คนอื่นหน้าด้านๆ แบบนี้ต่อให้เป็เสด็จพี่ของน้อง น้องก็ไม่มีทางเข้าข้างเค้าหรอก”
“ถึงอย่างไรเสด็จพ่อก็ยกเมืองนี้ให้รัชทายาทแล้วอย่างไรเสีย มันก็คงไม่มีทางเป็อย่างอื่น ข้าเชื่อว่าเสด็จพ่อคงมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้ไม่มีทางที่ท่านจะทำไปโดยขาดความยั้งคิด”
ทั้งสองนั่งปลอบประโลมกันอยู่ข้างสระน้ำอยู่นานฝูงปลาน้อยใหญ่ช่วยให้อารมณ์ของพวกเขาผ่อนคลายลงไปได้มาก หวังหย่งยอมรับว่าเขามองภรรยาผู้นี้ผิดไปครั้งแรกที่พบกัน นางดูจะเป็คนเอาแต่ใจ ชอบเล่นไปวันๆ หาแก่นสารไม่ได้แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว กลับพบว่าองค์หญิงผู้นี้ มีไหวพริบสติปัญญาความเฉลียวฉลาดอยู่มิใช่น้อย การงานของเขาหลายอย่างที่สำเร็จลงก็เพราะมีนางอยู่เื้ัตลอดมา
“ท่านพี่จะทำอย่างไรต่อ” องค์หญิงหนิงอันทำลายความเงียบลงด้วยคำถามที่หวังหย่งไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“เ้าหมายถึงเื่อะไรรึ”
“ท่านพี่อาจจะมองว่าน้องเป็สตรีแต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่า ถึงเป็สตรี แต่เื่การบ้านการเมืองน้องก็มีความเข้าใจไม่แพ้บุรุษเช่นท่านาครั้งนี้ สร้างรอยาแระหว่างแคว้นของเรากับเมืองหลวงมิใช่น้อยต่อไปการค้าก็คงจะลำบากยิ่งขึ้นเมืองเหอผิงคงไม่ให้พ่อค้าจากเมืองของเราผ่านไปได้ง่ายๆ เช่นนี้แล้วท่านจะทำอย่างไร”
“ทำไมต้องเป็ข้าละ ฮ่าๆๆๆ” หวังหย่งหัวเราะออกมาอย่างแปลกใจ ที่องค์หญิงได้ถามความเห็นจากเขาในเื่นี้
“ท่านพี่อย่าหัวเราะไปเลยน้องรู้ว่าท่านพี่ก็รู้ดีว่าคนพวกคนนั้นไร้ความสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ สุดท้ายแล้วพวกนั้นก็จะโยนปัญหานี้มาให้ท่านแก้ แล้วท่านจะทำเช่นไร”
“เ้านี้ ฉลาดเกินไปแล้วนะแต่ไม่ต้องห่วงหรอก รอให้ถึงเวลานั้น ข้าเชื่อว่าเ้าคงจะช่วยเหลือข้าได้” ความเงียบได้เข้ามาอีกครั้งบัดนี้ความกังวลที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้ผ่อนคลายลงไปแล้วเขาทั้งสองเฝ้ามองฝูงปลาที่แหวกว่ายอย่างมีความสุข
....................................................
“ตอนนี้เส้นทางการค้าของเรา ถูกปิดหมดเมืองเหอผิงติดประกาศห้ามไม่ให้พ่อค้าของเราผ่าน หากอ้อมไปอีกทางก็ต้องใช้เวลานับสิบวัน สินค้าเสียหายหมด หากเป็แบบนี้ต่อไปย่อมเป็ปัญหาใหญ่แน่” ลี่ถังกราบทูลรายงานให้รัชทายาททราบด้วยความกังวลเพราะนับจากาครั้งนั้น แคว้นเหอฉีเหมือนจะถูกโดดเดี่ยวจากเมืองรอบข้างการค้าเป็ไปอย่างยากลำบาก
“ถ้าไม่ใช่เพราะเ้านั่นมันทำให้เราพ่ายแพ้ป่านนี้ ข้าคงบุกเมืองหลวงไปแล้ว” รัชทายาทเอ่ยออกมาอย่างโกรธแค้น
“กระหม่อมเห็นว่ารัชทายาทควรจะระวังคำพูดเอาไว้บ้าง ไม่เช่นนั้น เราจะโดนข้อหาฏได้นะพ่ะยะคะ”ลี่ถังเตือนออกมาด้วยความห่วงใย
“มีแต่ข้ากับท่าน จะไปกลัวอะไรหรือใต้เท้าจะนำคำไปฟ้องฮ่องเต้” รัชทายาทหันมามองลี่ถังด้วยความโกรธแค้น
“หามิได้ขอรับกระหม่อมเห็นว่าควรจะเร่งแก้ปัญหานี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะตายกันหมด”
“ไหนก่อนหน้านี้ใต้เท้าบอกว่าให้ยึดการค้าทั้งหมดมาให้ใต้เท้าแล้วทุกอย่างจะดีเอง แล้วทำไมมันถึงเป็แบบนี้ไปได้”
“ก็ใครสั่งให้คุณชายรีบเปิดาละ ถ้าคุณชายฟังพวกเราบ้าง”
“นี่ใต้เท้าจะโทษข้าอีกคนงั้นเหรอเป็ใต้เท้าไม่ใช่เหรอที่บอกว่า เมืองเล็กๆ แค่นี้สามวันก็ชนะแล้วทำไมตอนนี้มากล่าวโทษข้าได้ละ”
“ไม่มีใครต้องโทษใครทั้งนั้นตอนนี้เราต้องหาทางเปิดเส้นทางการค้าให้กลับมาเหมือนเดิมก่อน หาไม่แล้วเราได้ตายกันหมดแน่”
“เ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่าสถานการณ์แบบนี้เ้าจะให้ข้าบากหน้าไปเมืองเหอผิงเพื่อขอขมางั้นรึ”
“ถ้าพระองค์ไม่ทำ ก็ให้คนอื่นทำแทนสิ”
“ใต้เท่างั้นรึ .. ท่านจะทำอะไรได้ฮ่าๆๆๆ”
“หม่อมฉันหมายถึงคนอื่นในเมื่อมันเป็คนก่อเื่ ก็ให้มันเป็คนจัดการให้จบ ถ้ามันทำสำเร็จผลดีย่อมเกิดกับเรา เราก็แค่ยกย่องมันสักเล็กน้อย หากล้มเหลวก็เป็โอกาสที่จะขยี้มันให้เละไปเลย” ลี่ถังบอกถึงแผนการที่คิดเอาไว้
“การเจรจาครั้งนี้ใช่ว่าจะสำเร็จได้ง่ายงานนี้ข้าเกรงว่าเ้านั่นคงจะสิ้นชื่อเสียแล้ว ฮ่าๆๆ” คุณชายชิงอวิ้นหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข