หรือว่าภายในแขนเสื้อของหวงจื่อเฟยซู ต้องมีของสิ่งหนึ่งอยู่เป็ประจำหรือ ?
หัวใจของนางเต้นแรง หันไปถามลี่หนาน ชางอิง ด้วยเสียงที่กดให้นิ่งที่สุด “ปกติข้าจะพกสิ่งใดไว้ในแขนเสื้อหรือ ?”
สาวใช้ทั้งสองมีสีหน้าครุ่นคิดครู่ใหญ่ ก่อนจะร้องเอะออกมาครั้งหนึ่ง “มี่หนึ่งหลังจากที่หวงจื่อเฟยได้รับราชโองการสมรส ก็มักจะหยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมามองเวลาไม่มีอะไรทำจริง ๆ เ้าคะ”
“แล้วของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด ?” ซูอันหนิงถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ลี่หนานส่ายหน้า ชางอิงยังคงครุ่นคิดจนใบหน้ายับยู่ “บ่าวก็ไม่ทราบ...ก่อนวันแต่งงานหวงจื่อเฟยเก็บของชิ้นนั้นใส่กล่อง แต่ว่ากล่องนั้นถูกเก็บไว้ในหีบใบใดก็ไม่ทราบได้”
ซูอันหนิงถอนใจยาว ก้าวเดินไปทางเรือนหน้า
ก่อนที่จะกลับไปยังกรงทองแห่งนั้น นางจะต้องพูดคุยกับบิดาสักครั้ง จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือราวกับคุ้นเคยเป็อย่างดี แม้แต่ลี่หนานชางอิงยังนึกแปลกใจ
ซูอี้ยังคงอยู่ในห้องหนังสือ หลังจากให้บ่าวนำทางองค์ชายรองไปยังเรือนส่วนตัวของหวงจื่อเฟย เขาก็ยังคงนั่งอยู่หน้ากระดานหมากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์คับขันอีกครั้ง
“นายท่าน คุณหนูใหญ่มาขอพบขอรับ”
เสียงของบ่าวเฝ้าประตูดังขึ้น ซูอี้จึงลุกจากที่นั่งเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง
“หวงจื่อเฟยมีเื่อันใดหรือ ?”
ซูอันหนิงหน้าบึ้งเดินพลางบ่นเข้าไปในห้อง “ท่านพ่อเวลาอยู่กับคนในครอบครัว จะเรียกชื่อลูกก็คงไม่มีใครว่าอะไรกระมัง ต้องมีพิธีรีตองตลอดเวลาเชียวหรือ แบบนี้เรายังเป็พ่อลูกกันอีกหรือไม่”
“เหลวไหล !” ซูอี้เผลอดุออกมาเสียงเข้ม
ซูอันหนิงกลับยิ้มหน้าเป็ ดวงตากระจ่างใสไร้มลทิน ซูอี้ได้แต่มองบุตรสาวที่หลังจากสูญเสียความทรงจำก็ราวกับว่านิสัยได้เปลี่ยนกลับไป เหมือนตอนที่ยังเป็เด็ก
ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็องครักษ์จิ่นอีเว่ย นางเคยซุกซน มีอิสรเสรี ห้าวหาญไม่สมกับเป็คุณหนูในห้องหอ แม้จะเรียนบัญญัติสตรีและหลักการครองเรือน แต่ซูอันหนิงในยามนั้นหาได้เคร่งครัดไม่
นางหวังจะใช้ชีวิตเสรีไม่มีสิ่งใดมาผูกมัด
ทว่าทุกอย่างกลับสิ้นสุดลงหลังจากาจิ่งหนาน ซูอี้กลายมาเป็องครักษ์คู่พระทัยฮ่องเต้ ซูอันเหิงกลายเป็องครักษ์ในกองกำลังอวี่หลิน ซูอันหนิงกลายเป็บุตรสาวชนชั้นสูง มีหน้ากากให้ต้องสวม หากทำสิ่งใดผิดพลาดย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
นางไม่อาจเป็ตัวของตัวเองอีกต่อไป
ซูอี้หลบสายตาบุตรสาว เขาไม่เคยกล้ามองหน้านางตรง ๆ เลยเมื่อต้องพูดถึงราชโองการนั้น
ซูอันหนิงมองใบหน้าเรียบนิ่งของบิดา ภายใต้ท่าทางเคร่งขรึมแววตาของเขากลับซ่อนความเศร้าหมองไว้ไม่มิด ต่อให้นางจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็รับรู้ได้ว่าบิดาไม่ได้มีความสุขเลย
“ท่านพ่อดุข้าเหมือนเคยเถิด แล้วก็ไม่ต้องรู้สึกผิดในใจ โชคชะตาไม่เคยถามความสมัครใจของผู้ใด แต่ลูกเชื่อว่าคนเราสามารถกำหนดชะตาของตนเองได้ !”
พูดจบนางก็เดินไปหยุดอยู่ข้างกระดานหมาก
ซูอี้มองบุตรสาวอย่างอึ้งงัน ภาพของเด็กสาวเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับลงมาพาให้ดวงตาของเขาร้อนผ่าว ต้องสูดหายใจยาวเพื่อให้ใจสงบลง
เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ หมุนกายเดินมาหยุดข้าง ๆ “พ่อลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนสกุลซูเคยมีอิสระอย่างไร หนิงเอ๋อร์ก็เคยใช้ชีวิตอย่างเสรีอย่างไร”
ซูอันหนิงถามขึ้น “หมากใดคือของท่านพ่อหรือ ?”
ซูอี้ก้มลงมองกระดานหมากตรงหน้าที่ต่างฝ่ายต่างห้ำหั่นกันโดยไม่มีใครยอมใคร กระทั่งมาจึงจุดวิกฤติที่ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้อีก สองฝ่ายจึงยังคุมเชิงกันอยู่ เพียงแค่หมากกระดานนี้ซูอี้คิดว่า... ตนยังได้เปรียบ
“สีดำ” ซูอี้ตอบ
ซูอันหนิงจึงหยิบหมากขาวที่เป็ขององค์ชายรองขึ้นมาวาง ซูอี้เลิกคิ้วมองก่อนจะเงยขึ้นจ้องบุตรสาวอย่างคลางแคลงใจ
“ท่านพ่อเดินต่อ” ซูอันหนิงบอกเสียงเรียบ
ซูอี้พิจารณาสถานการณ์หมากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเม็ดหมากดำขึ้นมาวางลงไปอย่างระมัดระวัง แล้วจึงเก็บหมากขาวขึ้นมาแถบหนึ่ง ทำให้สถานการณ์อีกฝั่งเปิดโล่ง กลายเป็เส้นทางใหม่ของหมากขาวให้เลือกเดิน
ซูอันหนิงยิ้มเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “เป่ยจิงช่างพลุกพล่านนัก โอกาสก็อยู่ที่นี่จริง ๆ แต่ถ้าข้าสละเป่ยจิงแล้วเดินหลีกมา ย่อมมีเส้นทางอีกสายให้เลือกเดินไม่ใช่หรือ”
กล่าวจบนางวางหมากใหม่ลงไป เปิดเส้นทางที่ต่างออกไปขึ้นบนกระดาน
“ท่านพ่อ” ซูอันหนิงเงยหน้าขึ้นมองบิดา “ข้าไม่อยากอยู่เป่ยจิง ห่างจากครอบครัวข้าไร้คนหนุนหลังแต่เขาก็ไม่ต่างกัน ถ้าเป็ไปได้ข้าอยากให้ใครสักคนผลักดันให้เอ้อร์หวงจื่อย้ายไปเมืองศักดินาได้แล้ว”
ราวกับว่ามีฟ้าร้องดังอยู่ข้างหูของซูอี้ เขายังคงมองกระดานหมากอย่างตกตะลึง กระทั่งซูอันหนิงเดินออกไปจากห้องหนังสือ เขาก็ยังคงก้มหน้ามองหมากบนกระดานอยู่ดังเดิม
ขณะนั่งรถม้ากลับ องค์ชายรองและพระชายาต่างนั่งเงียบไปตลอดทาง
ซูอันหนิงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จูเกาเซวียนยังคงอ่านตำรา ทว่านาน ๆ ทีจะเหลือบมองมาทางนางสักครั้ง พอเห็นนางถอนหายใจ คิ้วของเขาก็ขมวดลงทีละน้อย
องค์ชายรองปิดตำราลง เสียงดังจนซูอันหนิงสะดุ้งหันมามอง “ท่าน...รำคาญหรือ ?”
ยังไม่ทันที่จูเกาเซวียนจะตอบ ทันใดนั้นก็มีวัตถุอย่างหนึ่งพุ่งเข้ามาในรถม้า หล่นตุบลงระหว่างคนทั้งคู่
ซูอันหนิงชะงัก หลุบตาลงมองวัตถุกลม ๆ ชิ้นนั้น แล้วจึงเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
องค์ชายรองขมวดคิ้วมองกระดาษก้อนนั้นอยู่เช่นกัน มันดูเหมือนซองจดหมายที่ถูกขยำเป็ก้อน แล้วโยนเข้ามาในรถม้าด้วยความตั้งใจ
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ดวงตาของซูอันหนิงเปล่งประกาย คนส่งไม่ได้ระบุผู้รับ จะเป็ไรไปหากนางจะเปิดอ่านเสียเอง
ประกายแสงจากดวงตาของนางทำให้หัวใจของจูเกาเซวียนหดเกร็ง มือของเขายื่นออกไปไวก่อนความคิด ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะแตะถึงก้อนกระดาษ มือเรียวบางข้างหนึ่งก็โผล่พรวดเข้ามาตัดหน้าเขาไปเสี้ยวจังหวะหนึ่ง
ดวงตาของจูเกาเซวียนแปรเปลี่ยนไป แฝงกลิ่นอายต่อสู้ไว้จาง ๆ
มือของเขาจึงเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ปลายนิ้วชี้จิ้มแขนของนางอย่างแม่นยำ มือของซูอันหนิงพลันชาซ่าน ก้อนกระดาษในมือหล่นร่วงไปอีกครั้ง
ดวงตาหงส์ของนางชี้ขึ้น ขนคิ้วคล้ายจะตั้งชันด้วยความโกรธ นางกัดฟันย้ายก้นจากฝั่งที่นั่งอยู่ เหวี่ยงตัวแทรกเข้ามาแทนช่องว่างด้านหน้าของจูเกาเซวียนทันที ใช้ทั้งร่างขัดขวางคนตรงหน้าไว้
เหอะ ! คิดว่าชาติก่อน ข้าแย่งซื้อของลดราคามาได้ง่ายนักหรือ
จีบกระโปรงของสตรีพุ่งเฉียดใบหน้าของจูเกาเซวียนไปเพียงฉิวเฉียด ชายหนุ่มต้องเอนศีรษะหลบจึงกระแทบผนังรถดังตึง รถม้าสั่นะเืไม่เบา พอหันกลับมาอีกครั้งตรงหน้าเขาก็มีสตรีร่างเล็กนั่งซ้อนอยู่
ความโกรธแล่นขึ้นมาเป็ริ้ว เขาขบกรามแน่นหวังจะจัดการนางให้หมอบราบคาบแก้วในหนึ่งกระบวนท่าให้ได้ กระทั่งตระหนักได้ว่าทั้งเขาและนางต่างก็อยู่ใกล้ชิดกันเกินไป
แขนสองข้างของจูเกาเซวียนยกค้างกลางอากาศ กลิ่นหอมจากร่างนางโชยอ่อน สำนึกในการรักษาธรรมเนียมกลับตรึงเขาไว้ไม่ให้แตะต้องนางไปมากกว่านี้
แควก !
ทันใดนั้นเสียงฉีกกระดาษก็ได้ทำลายสำนึกในการคงไว้ซึ่งมารยาทพิธีการไปจนหมดสิ้น