การฝึกสุดทรหดผ่านไปแล้วหกวันแม้วิฬาร์จะเป็นสายแข็งเคยทำภารกิจสุดโหดของทัพทัณฑฆาตมาหลายครั้งก็ยังรู้สึกทนทานแทบไม่ได้
เขาซ้อมกระบวนท่าวิชชุมมาลาพลางฝึกการต่อสู้จริงอย่างต่อเนื่องทำให้ฝีมือรุดหน้าขึ้นราวกับเป็นคนละคนของเมื่อหกวันก่อน คทานนจึงพอใจอย่างมากให้วิฬาร์พักผ่อนได้อย่างแท้จริงเพื่อเป็นรางวัล
กระบวนท่าหอกนี้ยังนับเป็นส่วนต้นเพราะแม้วิฬาร์จะฝึกจนจำท่าทางและรูปแบบหลักๆ รวมถึงซ้อมจนเพิ่มความเข้าใจมาไม่น้อยแล้วแต่ก็ยังต้องใช้ประสบการณ์ในการขัดเกลาเพื่อเข้าถึงศาสตร์ที่สูงขึ้นไปอีกระดับเขาเองก็ทราบข้อนี้ดีจึงไม่ได้คิดจะข้ามขั้นตอนอะไร
เวทมนตร์แต่ละศาสตร์มีขั้นตอนและเส้นทางของตนเองในสมัยนั้นที่เขาเริ่มฝึกธาตุเวทก็ไม่ต่างจากนี้ แม้จะรู้จักเวทมนตร์พื้นฐานครบทั้งหมดในสายแต่พอใช้งานจริง มันกลับสามารถพลิกแพลงได้อีกมากมาย มีความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนซึ่งกระบวนการนี้เขาต้องใช้เวลาเรียนรู้อยู่นานมากกว่าที่จะก้าวหน้าขึ้นได้ในแต่ละครั้ง
นี่ไม่ใช่เส้นทางที่จะเร่งรัดได้
หลังจากนี้เขาต้องไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้จริงท่านจึงอยากให้วิฬาร์ออกไปลองด้วยตัวเองมากกว่าซ้อมอยู่กับท่านเพียงอย่างเดียว เอาไว้ฝึกจนพอประมาณแล้วค่อยกลับมาปรึกษาท่านเพิ่มเอา
อันที่จริงต่อให้คทานนไม่ไล่ เขาก็อยากกลับออกไปฝึกเองเหมือนกันเพราะงานจากกิลด์อนันตนาคราชที่เริ่มมากขึ้นทุกๆ วัน ทำให้เขาไม่อาจมานั่งขลุกตัวอยู่ในป่าได้วิฬาร์จึงเตรียมกลับไปที่ปางตาลให้เร็วที่สุด
และวันนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนกลับไปคทานนจึงทำอาหารเลี้ยงส่งให้วิฬาร์
ทั้งสองกินไปคุยไปอย่างออกรสจนในที่สุดวิฬาร์ก็ลองถามประวัติความเป็นมาของคทานนดูเพื่อต่อบทสนทนา และท่านก็เล่าให้ฟังอย่างยินดี
ความจริงเมื่อก่อนท่านก็เป็นยักษ์หนุ่มที่รุ่นใหม่ไฟแรงมีฝีมือในเชิงยุทธเวทและรสายนเวทอย่างโดดเด่น จนได้รับการฝึกจากปรมาจารย์ระดับสูงผู้หนึ่งทว่าหลังจากเติบโตขึ้น ท่านก็เริ่มรู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของโลก
งานวิจัยที่ตัวเองคิดค้นกลับถูกเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งขโมยไปหน้าด้านๆ แล้วอ้างว่าเป็นผลงานของตนแถมยังกล่าวหาว่าคทานนคิดลอกเลียนแบบบวกกับการใช้อำนาจและเส้นสายของพ่อมันทำการกดดัน จนเขาต้องถูกไล่ออกจากเมืองวัทกันระเหเร่ร่อนไปอยู่ต่างเมือง
‘เมืองวัทกัน?’ วิฬาร์ได้ยินชื่อเมืองนี้แล้วก็สะดุดใจเพราะตัวเขาเองก็มีความหลังกับเมืองแห่งนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
คทานนเล่าต่อว่าตนพยายามอย่างหนักเพื่อเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆและด้วยไฟแค้นที่โหมไหม้ เขาจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วหวังว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปล้างอายที่บ้านเกิดตัวเองได้
แต่อนิจจาแม้เป็นคนมีพรสวรรค์ ทว่าอีกฝ่ายเป็นผู้มีอิทธิพล การฝึกวิชาแม้อาศัยความพยายามกับความสามารถเป็นหลักแต่ส่วนเสริมอย่างเรื่องวัตถุดิบ คัมภีร์ทักษะ ไอเทมหรือแม้แต่เรื่องการกินอยู่ก็ขาดไม่ได้ ฝั่งหนึ่งไม่มี อีกฝั่งหนึ่งมีก็ทำให้เพื่อนเลวของคทานนรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเขามาก
แต่ถึงอย่างนั้นคทานนก็ไม่ได้ย่อท้อ เขาฝึกตนจนถึงอายุสามสิบสองเตรียมพร้อมสำหรับงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองวัทกันที่จะมีขึ้นทุกๆ สามปี
เหตุที่งานประลองมีเงื่อนไขเรื่องอายุก็เพราะมีผู้เข้าร่วมตายในการประลองบ่อยๆจึงมีกฎที่ว่าผู้เข้าร่วมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีถึงจะสามารถเข้าประลองได้
คทานนที่รอเวลานี้อยู่นานจึงเห็นว่าหากเขาเอาชนะการประลองนี้จนถึงรอบชิงชนะเลิศ ตนก็จะสามารถกลับมาเฉิดฉายได้อีกครั้งชัยชนะที่มาพร้อมกับชื่อเสียง ย่อมจะช่วยกู้หน้ากู้ตาให้กับวงศ์ตระกูลของตนเจ้าตัวจึงเดินขึ้นเวทีประลองพร้อมความกดดัน
และเพราะเตรียมพร้อมมาดีบวกกับตนมีความสามารถ คทานนจึงฝ่าด่านเข้าไปได้ลึกขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งได้เจอกับคนคนนั้นอีกครั้ง
การประลองระหว่างทั้งสองเป็นไปอย่างดุเดือดคทานนเชี่ยวชาญด้านยุทธเวทและรสายนเวทจึงเก่งเรื่องการเข้าคลุกวงในพร้อมกับใช้อาวุธที่ตัวเองสร้างขึ้นในการทำศึกความช่ำชองในการควบคุมปืนและหอกของเขานับว่าเหนือล้ำจึงได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามที่เป็นนักเวทสายพิธีกรรม ซึ่งต้องใช้เวลาร่ายเวทและวาดวงเวทเพื่อโจมตี
คทานนยิ่งสู้ยิ่งได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามทุลักทุเลไม่น้อยเพราะรับมือคทานนแทบไม่ได้แต่ในจังหวะสุดท้ายกลับเกิดเรื่องพลิกผันขึ้น
กับดักหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามแอบใช้เกิดทำงานขึ้นมาทำให้คทานนขยับตัวแทบไม่ได้ สองแขนขาคล้ายถูกตรวนล่าม มีเพียงความคิดที่ไม่ถูกผูกมัดไอเทมนี้ชื่อว่ากับดักกาลผกผัน เป็นไอเทมราคาแพงหูฉี่ระดับสูงมีความสามารถในการบิดเบือนมิติของเวลาจนผิดเพี้ยน ทำให้ผู้ต้องมนตร์เคลื่อนที่ได้ช้าลงถึงยี่สิบเท่าไม่ใช่ไอเทมที่คนทั่วไปจะซื้อหามาได้
การเคลื่อนที่ของคทานนอืดอาดราวภาพช้าต้องยืนมองฝ่ายตรงข้ามเอามีดจ้วงเขาตาปริบๆ โดยมิอาจตอบสนอง มันจ้วงทีก็หัวเราะทีข่มเหงน้ำใจเขาจนกัดปากฟันแทบแตก สุดท้ายจึงพ่ายแพ้ไปพร้อมเสียงหัวเราะเย้ยหยันของหมอนั่นเหลือทิ้งไว้เพียงความเจ็บใจอย่างสุดปวดร้าวแทน
และหลังจากนั้นเขาก็ต้องยิ่งเจ็บใจหนักกว่าเก่าอีกเมื่อมันเป็นผู้ชนะการประลองครั้งนั้นไป
ความรู้สึกไม่ยุติธรรมลุกไหม้ท่วมใจของคทานนแม้กฎการประลองไม่ได้ห้ามการใช้ไอเทมประเภทนี้ก็จริง ทว่าการใช้มันก็ไม่ต่างกับการเทเงินเกทับกันในการประลองทำให้เขารู้สึกถึงโลกอันบิดเบี้ยวใบนี้ว่าน่ารังเกียจขนาดไหน
สุดท้ายหลังจากปลงตก เขาก็เลิกหวังลมๆ แล้งๆ กับเมืองอันโสโครกแล้วออกเดินทางไปที่อื่นพยายามลืมเลือนบาดแผลในใจนี้แล้วเริ่มต้นใหม่ ทว่าหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาอีกหลายปีเจอคนมากมาย ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้จางหายไปในที่สุดตนจึงตัดสินใจปลีกวิเวกออกมาจากโลก อยู่อย่างลำพังกับหมู่สรรพสัตว์เบื่อก็หาอะไรทำ ขยันก็วิจัยรสายนเวท เหนื่อยก็พัก ใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะนานวันเข้าก็เริ่มปล่อยวางความแค้น ทิ้งมันไว้ในจุดที่ลึกสุดของหัวใจแสวงหาความหลุดพ้น
คทานนเล่าต่อว่าแม้หลบมาอยู่ในป่าแต่เหมือนว่าฟ้ายังไม่ทอดทิ้งตน
หลังจากอยู่ในป่าเขามาได้สามสิบกว่าปีคทานนก็ได้พบกับฤๅษีแก่ตนหนึ่ง เขาบอกว่าตัวเองชื่อโคบุตรเคยเป็นถึงพระอาจารย์ของทศกัณฐ์ในตำนาน กำลังรวบรวมสรรพความรู้และผู้มีความสามารถ เพื่อเสริมกำลังให้กับผู้ครองร่างอวตารของเผ่ายักษ์ทั้งหลายในอนาคต
โคบุตรชื่อนี้ไม่มียักษ์ตนไหนไม่เคยได้ยิน เขาเป็นเหมือนตัวตนในนิทานก่อนนอนแม้ว่าตอนแรกคทานนจะไม่เชื่อ ทว่าหลังจากที่เขาเผยฝีมือที่แท้จริงของตนออกมาเรื่องนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
ความมหัศจรรย์ที่โคบุตรแสดงให้เห็นนั้นไม่ต่างกับการเอารถม้าไปเทียบกับรถสปอร์ตการใช้พลังอันแยบคายทว่าเรียบง่าย อ่อนโยนแต่ทรงพลัง ทำให้คทานนยอมรับนับถือหมดใจ ต่อให้คนคนนี้ไม่ใช่โคบุตรแค่ได้ติดตามร่ำเรียนความรู้ก็เป็นกำไรชีวิตแล้ว
คทานนออกเดินทางกับโคบุตรอยู่หลายปีเพื่อศึกษาวิชาร่วมกันทำให้หลังจากนั้นเขาก็ได้เจอกับพิสิทธาที่โคบุตรแอบซุ่มดูอยู่หลายเดือนเพื่อคัดกรองสมาชิกใหม่
เขาทั้งสองฝึกร่วมกันอยู่นานนับปีก่อนที่โคบุตรจะหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงข้อความสั้นๆว่าเขากำลังจะไปทำธุระที่เกาะไกลโพ้น ส่วนตน ให้ฝึกวิชารอคอยผู้ครองร่างอวตารทศกัณฐ์ปรากฏตัวขึ้น
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์พบเมืองนั้นแล้วหรือยังเพราะตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ ก็ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว” คทานนเล่าด้วยน้ำเสียงคิดถึงแม้ว่าตนเองจะเป็นคนมีพรสวรรค์ แต่การศึกษาเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวเองก็ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากการได้ออกผจญภัยไปพร้อมกับโคบุตรจึงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ประทับใจที่สุดในชีวิตเขา
“โคบุตร?ผมเองก็ได้รับสิทธิ์เข้าพบโคบุตรท่านพอจะบอกผมได้มั้ยว่าท่านโคบุตรหน้าตาเป็นยังไง?เผื่อผมเจอจะได้ขอพบท่านได้ถูกคน” วิฬาร์ถามอย่างตื่นเต้น ตัวตนระดับตำนานคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เขาอยากพบมานานแล้ว
คทานนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า
“โคบุตรไม่ใช่คนที่เจ้าเดินท่อมๆแล้วจะเจอได้ง่ายๆ หรอกนะ ถ้าเขาไม่อยากให้เจ้าเจอ ต่อให้เดินสวนกันตรงๆเจ้าก็ไม่รู้ตัว”
โคบุตรเป็นถึงพระอาจารย์ในตำนานวิชาแปลงกาย ดัดเสียง ล่องหน เหาะเหินเดินอากาศก็เป็นหมด ความจริงแม้แต่ตัวท่านเองก็ยังไม่เคยเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของโคบุตร
เพราะว่าเป็นพระอาจารย์ของเผ่ายักษ์แม้จะมีมิตรมากมาย แต่ศัตรูก็มากมีท่านจึงต้องปลอมตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลบหลีกเรื่องราวบานปลายที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้ไม่อาจระบุได้ว่าที่แท้ท่านรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
“บางทีท่านก็แปลงกายเป็นมนุษย์สาวมาแหย่ข้าเล่นด้วยซ้ำ”คทานนเล่าพลางส่ายหน้า พ่นลมดังหึอย่างนึกสนุกในความขี้เล่นของอาจารย์ตน
วิฬาร์ฟังแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างสิ้นหวังแต่อีกใจหนึ่งก็แอบคิดว่าความจริงแล้วโคบุตรอาจจะแอบตามดูเขาอยู่ห่างๆโดยไม่ให้รู้ตัวก็เป็นได้ ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ หากเขาทำอะไรให้ท่านถูกใจโคบุตรอาจจะเผยตัวให้เขาเห็นสักวัน
“แล้วเพื่อนคนนั้นของท่านล่ะครับ?หลังจากฝึกวิชาจนเก่งกาจแล้ว ท่านไม่คิดจะกลับไปแก้แค้นหรอ?”
“ไม่หรอกข้าขี้เกียจจะไปทำอะไรมันแล้ว ทะเลาะกันไปกันมา เสียเวลาทำงานทำการของข้าเปล่าๆ”คทานนตอบยิ้มๆ แล้วโบกมือคล้ายไม่ยี่หระ ดวงตาฉายแววปล่อยวางของผู้ที่ผ่านโลกมามาก
“ฮ่าๆแต่ถึงอย่างนั้นละนะยี่สิบปีก่อนข้าก็บังเอิญได้ยินข่าวว่ามันถูกนักเดินทางคนหนึ่งฆ่าตายไปแล้วนับว่าทำให้ข้าสะใจจริงๆ” คทานนหัวเราะเสียงดังอย่างสุขใจ
“ยี่สิบปีก่อน?ตอนนั้นมีนักเดินทางเข้ามาในโลกแล้วหรือครับ?” เกมนี้เพิ่งเปิดตัวให้บริการเมื่อปีที่แล้วในโลกของความจริงหากเทียบกันแล้วก็คือราวๆ หกปีเศษในเกมเรื่องที่มีผู้เล่นในยุคก่อนหน้านั้นจึงนับว่าเป็นเรื่องไม่น่าเป็นไปได้
หรือว่าจะมีคนสามารถย้อนเวลา?วิฬาร์เริ่มฟุ้งซ่าน
“หืม?เจ้าไม่รู้เรื่องนี้รึ?”
“รู้อะไรครับ”วิฬาร์ตามไม่ทัน
คทานนเล่าว่าในโลกหิมพานต์มีนักเดินทางมาจากต่างแดนเข้ามาเป็นระยะๆ อยู่เสมอความจริงก็มีมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้วทว่าพวกเขาโผล่มาเพียงไม่กี่หนและไม่กี่คน จึงไม่ได้ก่อคลื่นลมอะไร
ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปพวกเขาก็โผล่มาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับจำนวนที่มากขึ้น เดิมทีท่านเองก็แปลกใจแต่หลังจากนั้นก็เริ่มชินและไม่ได้สนใจอะไรนัก
เพียงแต่แปลกใจที่พวกนั้นโผล่มาแบบงงๆพร้อมกับเลเวลที่น้อยมาก จากนั้นก็พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แล้วพอถึงจุดจุดหนึ่งก็หายหัวไปพร้อมๆ กันหมด แล้วก็เข้ามาใหม่ วนอยู่อย่างนี้มาเรื่อยๆ
แต่เรื่องที่แปลกคือเมื่อราวๆยี่สิบห้าปีก่อน จู่ๆ ก็มีนักเดินทางจำนวนมากเข้ามาที่หิมพานต์ทำให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ชาวบ้านอย่างมากแต่เพราะคนพวกนี้เข้ามาช่วยกำจัดสัตว์อสูรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกคนจึงยินดีต้อนรับเหล่านักเดินทางและติดต่อสื่อสารด้วย
แต่หลังจากนั้นราวๆห้าหกปี นักเดินทางก็หายตัวไปอีกครั้ง พร้อมกับกลุ่มสัตว์อสูรที่ลดอัตราการเกิดลง
จนกระทั่งหกปีก่อนนักเดินทางพวกนี้ก็กลับมาใหม่อีกครั้ง
วิฬาร์ได้ฟังแล้วก็ฉุกใจคิดนี่อาจจะเป็นประวัติศาสตร์หนึ่งของเกมที่ไม่มีใครเคยรู้นี่แสดงว่าบริษัทเกมพัฒนาประวัติศาสตร์เกมไปพร้อมๆ กับการทดสอบเขาคงส่งกลุ่มผู้พัฒนาบางส่วนเข้ามาในเกมเป็นระยะๆเพื่อทดสอบความสมดุลและความยากง่ายของภารกิจ จนกระทั่งการเปิดเบต้าเทสต์ครั้งก่อนที่เริ่มส่งคนนอกบริษัทเข้ามา
นี่แสดงว่าหลังจากการทดสอบครั้งก่อนเสร็จสิ้นบริษัทเกมก็ปรับปรุงเนื้อหาพร้อมกับเร่งความเร็วในเกมบางส่วนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจากนั้นก็เปิดให้ผู้เล่นเข้ามาใหม่
เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แล้วศัตรูของท่านคนนั้นชื่ออะไรหรอครับ?” เขาต่อบทสนทนา ชวนคุยต่อ
“ซาลาดิน”ท่านเอ่ยชื่อที่ทำให้วิฬาร์ถึงกับเบิกตาโพลงเมื่อได้ยิน
“ซาลาดิน?จอมอาคมแห่งวัทกัน?” เขาทวนชื่อและฉายาของ NPC ตนนี้อย่างไม่อยากเชื่อ
โลกช่างกลมจริงๆ