พระมหาปราชญ์ดาราใบหน้าขึ้นสีระเรื่อด้วยความประหม่าเล็กน้อยเมื่อถูกเจ้ากระรอกจ้อยจี้จุดเข้าให้ท่านแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความนัยของมันก่อนจะกระแอมไอเสียงดังเพื่อเรียกสติและรักษามาดผู้ทรงวิทยาวุธ แล้วกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูน่าเกรงขามที่สุด
“เจ้าอยากเรียนรู้ อาคม และอิทธิฤทธิ์ของข้าข้าก็ย่อมสอนให้ได้โดยไม่ปิดบัง แต่ทว่า...วิมานอักษรแห่งนี้มีกฎเหล็กที่สืบทอดกันมานาน คือ ‘ธรรมะไม่พึงประทานให้โดยง่าย’ในวิมานอักษรแห่งนี้ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย หากเจ้าต้องการตำราหรือวิชาอาคมใดๆ เจ้าต้องใช้ กุศลผลบุญ ที่สะสมจากการเรียนมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น!”
เจ้าจ้อยหูผึ่งทันทีขนฟู ๆ ของมันสั่นไหวด้วยความสงสัย “กุศลผลบุญ? ต้องทำบุญร้อยวันหรือบริจาคข้าวสารหรือครับอาจารย์?”
พระมหาปราชญ์ดาราส่ายหน้า“ในวิมานอักษรแห่งนี้ กุศลผลบุญวัดกันที่ความเพียรหากเจ้าท่องจำตำราอาคมได้จบเล่มหนึ่ง เจ้าจะได้ คะแนนบุญ หนึ่งแต้มซึ่งคะแนนเหล่านี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นวิชาอาคมตามระดับชั้นพลังที่แบ่งไว้ชัดเจน...”
ท่านโบกมือหนึ่งครั้งปรากฏตัวอักษรทองคำลอยเด่นขึ้นมากลางห้องเรียนเพื่อแสดงลำดับชั้นพลัง:
ระดับเทวราช(1-10 ดาว) : วิชาชั้นสูงของราชาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ระดับโลกบาล(1-10 ดาว) : วิชาขั้นจอมทัพเทพผู้คุมทิศทั้งสี่
ระดับมหิทธา(1-10 ดาว) : วิชาที่มีฤทธิ์เดชเทียบเท่าเทพ (พญานาค/ครุฑชั้นสูง)
ระดับตบะ(1-10 ดาว) : วิชาสายฝึกจิตและพระเวท (ระดับฤาษี/ครูบา)
ระดับเดชะ(1-10 ดาว) : วิชาสายคงกระพันและกายสิทธิ์ (ระดับนักรบอาคม/ยักษ์)
ระดับจุลพลัง(1-10 ดาว) : สัมผัสทิพย์และคาถาขั้นต้น (ระดับเริ่มต้น/ต่ำสุด)
“วิชาระดับ จุลพลัง ขั้น 1 ดาว ต้องใช้ 10 คะแนนบุญ หากเป็นขั้น 2 ดาว ก็ต้องใช้ 20 แต้ม... และมันจะทวีคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามความลี้ลับของวิชา ยิ่งดาวสูงคะแนนที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาลทวีคูณ!”
จ้อยฟังแล้วดวงตาแทบจะถล่นออกมานอกเบ้า“อะไรนะอาจารย์! ท่องตำราตั้งสิบเล่มเพื่อแลกกับวิชาระดับกากที่สุดเนี่ยนะ? ท่องตำราจนหัวงอกก็ได้แค่ระดับเริ่มต้น?นี่มันขูดรีดแรงงานกระรอกชัด ๆ!”
ในขณะเดียวกันมณีภัสสร พญานกเพลิงสาวผู้สูงศักดิ์ ก็นิ่งอึ้งไปนางเริ่มใช้นิ้วเรียวงามนับคำนวณอย่างจริงจัง “ถ้าขั้น 1 ดาวใช้10 เล่ม... 2 ดาว 20... 3 ดาว 40... 4 ดาว 80... 5 ดาว 160...7 ดาว 320... 8 ดาว 640... และถ้าเป็นขั้น 9 ดาว ก็ต้องท่องตำรากว่าพันเล่มเลยหรือนี่!แล้วถ้าเป็นวิชาระดับ ตบะ หรือ มหิทธา ที่ข้าต้องการล่ะ...”
นางหยุดนับไปเสียเฉยๆ ใบหน้าสวยคมเริ่มซีดเผือดลงเรื่อย ๆเมื่อเห็นจำนวนตัวเลขที่เกินกว่าความเพียรของนางจะแบกรับได้จ้อยเห็นมณีภัสสรยืนนิ่งเป็นหินไปแล้ว จึงสะกิดถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “เฮ้แม่นกเพลิง ทำไมไม่นับต่อล่ะ? นิ้วมือนับไม่พอก็ใช้นิ้วเท้าสิ!”
มณีภัสสรตวัดสายตาพิฆาตใส่จ้อยทันที“เจ้ากระรอกสมองถั่ว! ข้าเป็นพญานกเพลิงนะ!นิ้วเท้าข้ามีแค่ไม่กี่นิ้วเหมือนไก่นั่นแหละ ถ้านับรวมปีกด้วยก็ยังไม่ถึงสิบเลย!”
จ้อยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมองนางด้วยสายตาเวทนาประหนึ่งมองเด็กน้อยผู้หิวโหย“วันหลังอย่าไปบอกใครนะว่าเจ้าเป็นพญานกผู้สูงส่งขนาดจำนวนนิ้วยังเท่ากับแม่ไก่ในเล้าเลยข้าว่าเจ้าเป็นไก่ป่าปลอมตัวมามากกว่าล่ะมั้ง?”
“เจ้า... ไปตายซะ!” ตูม! เปลวเพลิงสีทองพุ่งวาบ ร่างของจ้อยกลายเป็นกระรอกดำเมี่ยมเป็นถ่านอีกรอบ
มันทำหน้าเศร้าสร้อยคลานเข้าไปหาอาจารย์“ท่านอาจารย์ครับ... ดูสิครับ ผมโดนยัยไก่ไฟทำร้ายอีกแล้วช่วยชำระล้างให้ผมทีเถอะครับ” พระมหาปราชญ์ดาราถอนหายใจยาวสะบัดมือหนึ่งครั้งขจัดคราบเขม่าออกด้วยความเอือมระอา “จ้อย เจ้าจงตั้งใจฟังข้าให้ดีต่อไปนี้ข้าจะไม่ชำระล้างให้เจ้าง่าย ๆ แล้วนะ หากเจ้าอยากสะอาดเจ้าก็ต้องไปหาทางเอาเอง!”
จ้อยพอได้ยินคำว่าต้องหาทางเองและต้องท่องตำราเพื่อแลกวิชาสมองของเขาก็เหมือนจะหยุดทำงานทันที เขาตัดสินใจในวินาทีนั้นเลยว่า...เขาอยากลาออกไปนอนเล่นที่ดวงจันทร์เสียเดี๋ยวนี้!
“เอาละ ต่อไป... นพ เจ้าจงแนะนำตัวให้เพื่อน ๆ รู้จัก”อาจารย์เปลี่ยนเป้าหมายไปที่เด็กหนุ่มท่าทางกำยำแต่ดูขี้อาย
เด็กหนุ่มที่ชื่อนพ ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางซื่อ ๆ แฝงความเศร้า “สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อ นพท่านพ่อบอกว่าผมเป็นแค่เศษขยะ พญานาค ก็ไม่ใช่ ยักษ์ ก็ไม่เชิงเลยชื่อนพที่แปลว่าสิ่งใหม่ที่เขาไม่ต้องการ ผมมาที่นี่ได้ก็เพราะป้ายคำสั่งเก่า ๆที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ สรุปคือ...ผมเองก็ไม่รู้เลยว่าผมใช้เส้นสายของใครเข้ามาเรียน”
จ้อยเดินเข้าไปตบไหล่นพ“น้องชาย ไม่ต้องเศร้าไป ต่อไปนี้พี่จ้อยคนนี้จะดูแลเจ้าเอง!”มณีภัสสรเบะปากใส่จ้อยทันที “นพ อย่าไปฟังเจ้ากระรอกไร้ค่านี่เลยมาอยู่กับพี่สาวมณีภัสสรดีกว่า ใครรังแกเจ้า พี่จะเผามันให้เกรียมเอง!”จ้อยแค่นหัวเราะ “เหอะ! ขนาดขนข้าเจ้ายังเผาไม่หลุด ยังจะมีหน้าไปคุยโตอีกยัยไก่ไฟ!” ตูม! มณีภัสสรพ่นไฟใส่จ้อยอีกครั้ง
อาจารย์มองทั้งสองอย่างเหนื่อยหน่าย“จ้อย... ดำไปก่อนเถอะ ข้าว่าสีดำก็เข้ากับเจ้าดีนะ” จ้อยไม่ได้สนใจเขาแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ถึงเรื่องกฎระเบียบการแต่งกายจนอาจารย์เริ่มเสียวสันหลัง
“เอาละ เงียบ ๆ กันได้แล้ว” อาจารย์สั่งการ “สุดท้ายนี้ ข้าจะแนะนำสหายอีกสามคนของพวกเจ้าที่ยังอยู่ในห้องน้ำพวกเขาเป็นสามพี่น้องจาก เผ่ายักษา นามว่า นิลเอก, นิลโทและนิลตรี”
“สามพี่ยักษ์เป็นแฝดสาม อายุเพิ่งจะครบแปดพันปีพอดี” พระมหาปราชญ์ดารากล่าว“เมื่อมอบพลังชั้น เดชะ อันมหาศาลมาให้ ก็มักจะพรากเอาสติปัญญาไป เผ่ายักษามีร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งศิลาเหล็กสามารถบดขยี้ขุนเขาได้ด้วยมือเปล่าแม้แต่ข้าเองก็ยังรู้สึกปวดหัวถ้าต้องรับมือกับพวกเขาทั้งสามพร้อมกัน”
เจ้าไม้(ม้านิลมังกร) พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็เป็นประกายวาววับเขาขยับกรงเล็บและเกล็ดนิลบนกายสะท้อนแสงแวววับดุดัน เขาอยากจะลองประลองพละกำลังกับยักษ์ดูสักตั้ง
ส่วนเจ้าจ้อยพอได้ยินชื่อ‘ยักษา’ และ ‘ร่างแข็งแกร่งดั่งศิลา’ แทนที่มันจะกลัว ดวงตาของมันกลับลุกวาวจ้อยเลียริมฝีปากเบา ๆ พลางนึกถึงเมนู ‘ยักษ์ตุ๋น’ ที่จะช่วยบำรุง บุญบารมี ของเขา
จ้อยน้ำลายสอจนแทบจะไหลออกมา“โอ้โห... ร่างใหญ่โตแข็งแรงขนาดนั้น เนื้อคงแน่นน่าดูถ้าเอามาตุ๋นด้วยไฟพญานกเพลิงนาน ๆ คงจะบำรุงดีพิลึก แต่ดูจากขนาดที่อาจารย์ว่า...หม้อเดียวคงจะต้มไม่หมดแน่ ๆ!”