Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 53 : เรียนรู้

    เสียงล้อยังดังอยู่


    ครั้งแรกมันเป็นเพียงเสียงของยางรถที่บดลงบนหิมะแข็ง เสียงคุ้นเคยของรถเก่าคันหนึ่งซึ่งถูกบังคับให้เคลื่อนต่อไปบนถนนที่โลกแทบลืมไปแล้ว ถนนสีขาวซีดทอดยาวไปข้างหน้าโดยไม่มีเส้นแบ่งเลน ไม่มีรอยเท้ามนุษย์ ไม่มีป้ายไฟ ไม่มีเสียงเมือง ไม่มีแม้แต่เงาของชีวิตที่ควรจะตื่นขึ้นมาพร้อมเช้า


    มีเพียงหิมะ


    ลม


    และรถคันนี้ที่ยังไม่ยอมตาย


    ฝากระโปรงหน้าสั่นเบา ๆ ตามจังหวะเครื่องยนต์ที่ไม่สม่ำเสมอ เสียงโลหะบางส่วนใต้ท้องรถกระทบกันเป็นครั้งคราวเหมือนกระดูกที่หลวมเกินไปในร่างสัตว์บาดเจ็บ กระจกหน้าซึ่งแตกร้าวเป็นใยแมงมุมด้านหนึ่งสะท้อนแสงสีเทาของฟ้าก่อนรุ่งอรุณออกมาเป็นเส้นซีด ๆ ทุกครั้งที่รถตกหลุมตื้นใต้หิมะ รอยแตกเหล่านั้นจะสั่นไหวเหมือนแผลที่ใกล้ฉีกออกอีกครั้ง


    กลิ่นน้ำมันไหม้ยังค้างอยู่ในห้องโดยสาร ลมเย็นลอดเข้ามาจากช่องกระจกแตกด้านหลังและรอยร้าวตรงขอบประตู ทุกครั้งที่ใครสักคนหายใจออก ไอสีขาวจาง ๆ จะลอยขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถูกแรงสั่นของรถและกระแสลมพัดสลายหายไป


    ภายในห้องโดยสารควรมีเพียงสิ่งเหล่านั้น


    เครื่องยนต์ที่ครางแหบแห้งอยู่ใต้ฝากระโปรง


    ยางที่บดผ่านหิมะแข็งบนถนน


    ลมหนาวที่เสียดผ่านรอยแตกของกระจก


    และลมหายใจของคนที่เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไร


    แต่หลังจากรถแล่นออกจากสถานีพักรถมาได้ไม่นาน คาเอลก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีบางอย่างมากกว่านั้น


    ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองกำลังระแวง


    คิดว่ามันเป็นเพียงแรงสั่นจากช่วงล่างที่เสียหาย หรือเสียงสะท้อนจากถนนที่ถูกหิมะกลบ


    แต่ยิ่งฟัง


    เขายิ่งแน่ใจว่าจังหวะของล้อรถไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง


    มันไม่ได้ดังชัดในอากาศ ไม่ได้เป็นเสียงก้าว ไม่ใช่เสียงคำราม ไม่ใช่เสียงกรงเล็บขูดพื้น มันอยู่ต่ำกว่านั้น ลึกกว่านั้น ช้ากว่านั้นเพียงเล็กน้อย เหมือนแรงสั่นสะเทือนที่เดินอยู่ใต้ถนน เหมือนบางสิ่งใต้ชั้นหิมะกำลังพยายามหัดเลียนแบบการเคลื่อนที่ของรถคันนี้


    ล้อหน้าบดลงบนหิมะ


    เสี้ยวหนึ่งต่อมา พื้นลึกข้างใต้ตอบกลับ


    ล้อหลังลากผ่านชั้นน้ำแข็งบาง ๆ


    เสี้ยวหนึ่งต่อมา บางสิ่งที่อยู่ต่ำลงไปกว่าถนนขยับตาม


    มันขยับช้ากว่าเพียงนิดเดียว


    เหมือนกำลังปล่อยให้รถนำหน้าไปก่อน


    ราวกับนักล่าที่มั่นใจว่าเหยื่อไม่มีทางหายไปไหน


    และความอดทนของมันมีมากเกินกว่าที่มนุษย์ควรมี                                                               


    นั่นคือสิ่งที่ทำให้คาเอลไม่สามารถละสายตาจากกระจกหลังได้นานเกินสองสามวินาที


    ภาพสุดท้ายจากสถานีพักรถยังค้างอยู่ในหัวเขาราวกับรอยไหม้บนจอภาพ รอยเท้าเล็ก ๆ ของลูน่าหน้าประตูหลังถูกหิมะกลบลงทีละนิด ก่อนพื้นสีขาวตรงนั้นจะยุบเป็นแนวยาวตามทิศเดียวกับรถ ไม่ใช่การยุบแบบพื้นถล่ม ไม่ใช่การเคลื่อนไหวรุนแรง แต่มันช้า เงียบ และมีเจตนา


    เหมือนบางสิ่งใต้หิมะไม่ได้เพียงรับรู้ว่าเด็กหญิงเคยยืนอยู่ตรงไหน


    แต่มันจำได้


    รอยเท้า


    ทิศทางเดิน


    น้ำหนักเท้า


    จดจำได้ว่าลูน่าเกือบเดินออกไปทางไหน


    และตอนนี้


    พวกมันกำลังเฝ้าสังเกตเธอ


    ในกระจกหลัง ลูน่านั่งอยู่กลางเบาะหลัง ตัวเล็กจนดูเหมือนถูกเสื้อผ้าหลายชั้นกลืนหายไป เธอหลับแล้ว แต่การหลับของเธอไม่มีความสงบอยู่ในนั้นเลย มือข้างหนึ่งยังกำชายเสื้อโวร่าแน่น นิ้วซีดเล็ก ๆ จิกผ้าไว้ราวกับถ้าปล่อยมือ โลกทั้งใบจะดึงเธอกลับไปหาประตูหลังของสถานีพักรถอีกครั้ง รอยแดงจากความเย็นยังติดอยู่ตามหลังมือและข้อเท้า เท้าของเธอถูกพันด้วยผ้าเท่าที่มิเลียหาได้จากกระเป๋าเวชภัณฑ์ ผ้าบางส่วนเปียกชื้นจากหิมะละลาย บางส่วนมีเลือดซึมออกจากผิวแตกจนกลายเป็นสีชมพูจาง ๆ


    เธอหลับทั้งน้ำตา


    ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าปลอดภัย


    แต่เพราะร่างกายของเด็กคนหนึ่งไม่สามารถแบกรับความกลัว ความหนาว และความเหนื่อยได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว


    โวร่านั่งอยู่ข้างเธอ นิ่งเหมือนรูปสลักที่ถูกวางไว้ในรถซึ่งกำลังวิ่งผ่านโลกหลังความตาย แขนข้างที่ลูน่ากำชายเสื้อไว้ถูกตรึงอยู่ในท่าที่ทำให้ไหล่และข้อศอกต้องชาไปตั้งแต่นานแล้ว แต่เธอไม่ขยับ ไม่ดึงเสื้อคืน ไม่แม้แต่จะปรับท่านั่งเพื่อลดความปวด มืออีกข้างวางทับนิ้วเล็ก ๆ ของเด็กหญิงไว้เบา ๆ ไม่ได้จับแน่นพอจะบังคับ แต่หนักพอให้ลูน่ารู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนั้น


    ฉันอยู่ตรงนี้


    โวร่าไม่ได้พูดซ้ำ


    แต่ประโยคนั้นยังมีน้ำหนักอยู่ในรถ


    มันอยู่ในมือที่ไม่ยอมขยับ อยู่ในไหล่ที่ยอมชา อยู่ในสายตาของมิเลียที่เหลือบกลับไปดูเด็กหญิงทุกครั้งที่รถสะเทือนแรง อยู่ในความเงียบของแจ็กซ์ที่ผิดธรรมชาติจนคาเอลแทบไม่คุ้น


    แจ็กซ์ควรพูดมากกว่านี้


    ควรบ่นเรื่องเครื่องยนต์ ควรสบถใส่ถนน ควรประชดว่าถ้าใครพบรถคันนี้ในอนาคตช่วยฝังมันพร้อมเกียรติยศทางช่างด้วย หรืออย่างน้อยก็ควรพูดอะไรบางอย่างเพื่อกลบความกลัวของตัวเอง


    แต่ครั้งนี้เขาเลือกเงียบ


    มือทั้งสองจับพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีด นิ้วโป้งข้างขวาเคยเผลอเคาะลงบนหนังหุ้มพวงมาลัยสองครั้ง ก่อนที่เขาจะหยุดทันทีราวกับเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังสร้างจังหวะเพิ่มขึ้นมาในรถ เขากลืนลมหายใจลงไปเงียบ ๆ แล้วจ้องถนนตรงหน้าต่อ แสงสีเทาอ่อนของเช้ามืดสะท้อนบนดวงตาเขา ทำให้สีหน้าที่ปกติชอบแกล้งไม่จริงจังดูเหนื่อยและแก่ขึ้นหลายปี


    คาเอลเห็นทุกอย่าง


    และนั่นคือปัญหา


    เขาเห็น 


    เข้าใจทุกอย่างมากเกินไป


    ลูน่าอยู่กลางรถ จุดอ่อนที่สุดและเป็นสิ่งที่ต้องปกป้องก่อนทุกอย่าง โวร่าอยู่ฝั่งซ้ายหลัง เร็วที่สุดในพื้นที่ปิด นิกซ์อยู่ฝั่งขวาหลัง ได้ยินสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน มิเลียอยู่ด้านหน้าในระยะที่เอื้อมถึงทั้งคาเอล นิกซ์ และลูน่าได้ถ้ารถไม่เสียหลัก แจ็กซ์เป็นมือขับ ห้ามเสียสมาธิก่อนถึงจุดหลบ


    กระสุนเหลือจำกัด


    ระดับเชื้อเพลิงลดเร็วกว่าที่ควร


    เครื่องยนต์ที่เสียหายจากการหนีการโจมตีเมื่อวันก่อน


    กระจกหลังแตกบางส่วน


    ประตูทางซ้ายข้างหลัง เปิดออกแล้วอาจปิดไม่ได้


    ถ้าถูกโจมตีจากใต้พื้นซ้ำจุดเดิม รถอาจหยุดทันที


    หยุด


    คาเอลบอกตัวเอง


    แต่ความคิดเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย


    มันจัดทุกคนเป็นตำแหน่งต่อไปอย่างเงียบงัน ไร้ความเมตตา ราวกับมีอีกคนหนึ่งอยู่ในหัวเขา คนที่ไม่ต้องการชื่อ ใบหน้า และไม่ต้องการความทรงจำของใครทั้งนั้น ต้องการเพียงระยะ เวลา โอกาสรอด และผลลัพธ์


    เขาเกลียดความคิดแบบนั้น


    เพราะมันมีเหตุผล เป็นเรื่องที่ถูกต้อง 


    มันได้ช่วยให้พวกเขารอด


    และเพราะยิ่งมันช่วยได้มากเท่าไร ก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองจะเชื่อมันมากขึ้นเท่านั้น


    คนในรถคันนี้ไม่ใช่ช่องในแผนผัง


    ไม่ใช่ตัวเลขหรือทรัพยากร


    และไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถขีดทิ้งได้เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง


    พวกเขาคือคนจริง ๆ


    โวร่าไม่ใช่หน่วยเคลื่อนที่เร็วที่เหมาะกับการเสี่ยงตาย เธอคือคนที่ยอมให้เด็กคนหนึ่งจับชายเสื้อไว้ทั้งคืน เพราะคำว่า “ฉันอยู่” ของเธอมีความหมายกว่าความเจ็บที่แขน


    มิเลียไม่ใช่จุดปรับเสถียรของทีม เธอคือคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรแตะเขา และเมื่อไรควรแค่เฝ้ามองให้อยู่ในระยะสายตา


    แจ็กซ์ไม่ใช่มือขับและช่างสนาม เขาคือคนที่ยังพยายามซ่อมเครื่องเล่นเพลงเก่าในโลกที่ไม่ควรเหลือที่ให้เพลงอีกแล้ว


    นิกซ์ไม่ใช่สัญญาณผิดปกติ เขาคือเด็กหนุ่มที่กลัวว่าถ้าวันหนึ่งตัวเองตอบเสียงฝูงกลับไป เขาอาจไม่มีทางแยกได้อีกว่าเสียงไหนเป็นของตัวเอง


    ลูน่าไม่ควรเป็นตัวแปรใด ๆ ในความคิดของเขา


    เธอเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง


    คาเอลสูดลมหายใจเข้า อากาศเย็นบาดลำคอจนเจ็บ


    เมื่อเขาเหลือบไปด้านข้าง มิเลียกำลังมองเขาอยู่


    เธอไม่ได้ถามว่าเขาเป็นอะไร ไม่ได้พูดคำเตือนเดิม ไม่ได้เอื้อมมือมาดึงเขากลับเหมือนหลายครั้งก่อนหน้านี้ เธอเพียงวางมือไว้ใกล้คอนโซลกลาง ฝ่ามือเปิดเล็กน้อย ปลายนิ้วอยู่ในระยะที่เขามองเห็นได้จากหางตา


    ตำแหน่งนั้นไม่มีประโยชน์ทางยุทธวิธีเลย


    และเพราะมันไม่มีประโยชน์ทางยุทธวิธี มันจึงช่วยเขาได้


    มันเป็นสิ่งหนึ่งในรถที่ไม่ยอมกลายเป็นตัวเลข


    คาเอลมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองถนน


    รถวิ่งต่อไปอีกหลายกิโลเมตร


    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    และความไม่มีอะไรนั้นค่อย ๆ กดทับทุกคนเหมือนหิมะที่ตกลงบนหลังคารถทีละชั้น


    ถนนข้างหน้าทอดยาวผ่านแนวสนสีดำที่ยืนอยู่สองข้างทาง กิ่งไม้จำนวนมากหักลงใต้แรงพายุเมื่อคืน ปลายกิ่งที่โผล่พ้นหิมะออกมาดูเหมือนนิ้วมือแห้ง ๆ ของคนตายที่ยังพยายามชี้ทางให้ใครสักคน แต่ไม่มีป้ายบอกทางใดเหลืออ่านได้ ป้ายบางอันถูกน้ำแข็งเคลือบจนเป็นแผ่นขาว ป้ายบางอันล้มลงครึ่งหนึ่งและถูกหิมะฝังจนเหลือเพียงเสาเอียงเหมือนกระดูกขาที่หักผิดรูป


    แสงเช้ามืดไม่ได้ทำให้โลกสดขึ้น มันเพียงทำให้ความว่างเปล่าชัดกว่าเดิม


    เมืองที่เคยอยู่ไกลออกไปถูกกลืนด้วยม่านหิมะจนเหลือเพียงเงาเหลี่ยม ๆ ของหลังคาและเสาไฟ ไฟถนนบางดวงยังติดอยู่แม้ไม่มีใครซ่อมมันอีกแล้ว แสงสีส้มอ่อนกะพริบใต้หิมะที่เกาะหนา ทำให้มันดูเหมือนดวงตาป่วย ๆ ของสัตว์ที่กำลังจะตาย


    หิมะด้านหลังกลบรอยล้อเร็วเกินไป


    ทุกครั้งที่คาเอลมองกระจกหลัง ร่องลึกที่ยางรถทิ้งไว้จะสั้นลงอีกนิด ราวกับพื้นสีขาวกำลังยกตัวขึ้นเองเพื่อปิดร่องรอยของพวกเขา ไม่ใช่ลม ไม่ใช่หิมะใหม่ แต่เป็นการลบอย่างตั้งใจ โลกหลังรถดูเหมือนกำลังปิดปากตัวเอง ไม่ยอมทิ้งเสียงเก่าไว้ให้รบกวนการฟังครั้งต่อไป


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกข้าง หนึ่งครั้ง


    สองครั้ง


    ครั้งที่สามเขาหายใจเข้าทางจมูกแรง ๆ แล้วพูดด้วยเสียงที่พยายามให้เป็นน้ำเสียงเดิม


    “ถ้ารถคันนี้ระเบิด ฉันขอให้ทุกคนจำไว้ด้วยว่าฉันเตือนเรื่องกลิ่นน้ำมันไหม้มานานแล้ว และไม่มีใครให้เกียรตินักวิชาชีพด้านการซ่อมโลกพัง ๆ อย่างฉันเลย”


    เสียงนั้นลอยอยู่ในรถครู่หนึ่ง


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์เงียบไปครึ่งลมหายใจ ก่อนพึมพำต่อเบากว่าเดิม


    “โอเค มุกนี้แย่เอง ฉันรับผิดชอบ”


    รถตกหลุมตื้นใต้หิมะ ล้อหน้ากระแทกพื้นแข็ง เสียงเหล็กใต้ท้องรถดังขึ้นสั้น ๆ หลังจากเสียงนั้น คาเอลรู้สึกถึงแรงสั่นอีกชั้นหนึ่งตามมาช้ากว่าเล็กน้อย มันเล็กมาก เล็กจนถ้าไม่ตั้งใจฟัง เขาอาจคิดว่าเป็นแค่เสียงช่วงล่างของรถ


    แต่แจ็กซ์ได้ยิน


    เห็นได้จากวิธีที่เขาหยุดหายใจไปนิดหนึ่ง


    “ช่วงล่าง?” คาเอลถาม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบไม่ใช่


    แจ็กซ์ไม่ตอบทันที เขาฟังถนนเหมือนหมอที่กำลังฟังหัวใจคนไข้ซึ่งอาจไม่ใช่มนุษย์


    “ถ้าเป็นช่วงล่าง” เขาพูดในที่สุด 


    “มันคงเป็นช่วงล่างที่ขยับไปอยู่ใต้ถนนฝั่งซ้ายได้เอง”


    นิกซ์สะดุ้งเบามาก


    ไม่ใช่เพราะประโยคของแจ็กซ์


    แต่เหมือนบางอย่างใต้ผิวของเขาสะดุ้งก่อน


    เด็กหนุ่มนั่งอยู่ฝั่งขวาของเบาะหลัง ไหล่ห่อเข้าหาตัว มือข้างหนึ่งกดอยู่กลางอกใต้เสื้อกันหนาว นิ้วของเขาขยับเป็นจังหวะสั้น ๆ เหมือนพยายามจับไม่ให้บางอย่างในอกเคาะตอบ ผ้าพันคอที่คลุมคออยู่หลวมลงเล็กน้อย เผยให้เห็นเส้นสีเข้มใต้ผิวที่ลากจากไหปลาร้าขึ้นด้านข้างลำคอเป็นเงาจาง ๆ


    มันไม่ได้เต้นตามหัวใจ


    มันเต้นตามอะไรบางอย่างที่ช้ากว่านั้น


    ลูน่าขยับในความหลับ


    นิ้วเล็ก ๆ ที่กำชายเสื้อโวร่ากระตุกแน่นขึ้น ริมฝีปากแห้งแตกเผยอออก เสียงเล็กมากไหลออกมาทั้งที่ดวงตายังปิดอยู่


    “อย่าตามหนูมา…”


    ทั้งรถเงียบลงทันที


    เครื่องยนต์ยังดัง ลมยังลอดผ่านกระจกแตก แจ็กซ์ยังขับ แต่ความเงียบของคนในรถหนาแน่นขึ้นในพริบตา หนาจนเสียงหายใจสะดุดของลูน่าฟังชัดกว่าทุกอย่าง


    โวร่าไม่ปลุกเธอ


    เธอเพียงก้มมองเด็กหญิง มือที่วางทับนิ้วเล็ก ๆ กดแน่นขึ้นนิดหนึ่ง น้ำหนักนั้นไม่มาก แต่พอให้ลูน่าในความหลับหยุดดิ้นไปครู่หนึ่ง แก้มของเด็กหญิงแนบลงกับชายเสื้อโวร่าเหมือนหาที่หลบจากบางอย่างที่แม้แต่ความฝันก็ไม่ยอมปล่อย


    นิกซ์ยกมือขึ้นแตะหู


    แล้วชะงักกลางทาง


    เขาดึงมือกลับมากดที่อกแทน ใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด


    คาเอลหันไปมองเขาผ่านช่องระหว่างเบาะ


    “นิกซ์”


    เสียงเรียกนั้นไม่ได้ดัง แต่ทำให้นิกซ์สะดุ้งเหมือนถูกจับได้ว่ากำลังฟังสิ่งต้องห้าม


    “ผมไม่อยากพูด” นิกซ์กระซิบ


    ไม่มีใครเร่งเขา


    มิเลียค่อย ๆ หันตัวมาเล็กน้อย แต่ไม่เอื้อมไปแตะทันที เธอมองเด็กหนุ่มเหมือนกำลังคำนวณระยะห่างที่พอดีระหว่างการช่วยกับการทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นของแตกหัก


    นิกซ์หลับตาแน่นหนึ่งครั้ง ก่อนพูดออกมา


    “ฝูงไม่ได้ไล่ตามเราแบบเดิมแล้ว”


    แจ็กซ์นิ่ง


    มือบนพวงมาลัยไม่ขยับ


    “นายหมายความว่าไง” คาเอลถาม


    นิกซ์กลืนน้ำลาย เสียงกลืนนั้นฝืดจนเหมือนขูดผ่านคอแห้ง


    “เมื่อก่อนมันเหมือนได้กลิ่น เหมือนได้ยินเสียงดัง ๆ แล้วตามมา แต่ตอนนี้…” เขาหยุด หายใจเข้าไม่เต็มปอด “ตอนนี้ฝูงกำลังฟังเสียงจากพวกเรา”


    โวร่ามองขึ้นจากลูน่า


    นิกซ์ยังไม่สบตาใคร


    “หนัก เบา อุ่น เคลื่อนที่ เด็ก…” คำสุดท้ายเบากว่าคำอื่นจนแทบหายไป 


    “เหมือนสิ่งที่อยู่ใต้หิมะกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง แยกว่าอะไรหนักกว่า อะไรเบากว่า เฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหว”


    “เรียนรู้ว่าใครเป็นใคร”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง


    "แยกแยะตัวตนพวกเรา"


    ลูน่าในอ้อมแขนโวร่าหายใจสะดุดเบา ๆ เหมือนได้ยินคำว่าเด็กแม้ยังไม่ตื่นเต็มตา


    นิกซ์เปิดตาขึ้น ดวงตาของเขาแดงเล็กน้อยจากความเหนื่อยและการอดหลับ แต่ลึกเข้าไปมีความกลัวอีกแบบซ่อนอยู่ ไม่ใช่ความกลัวศัตรูข้างนอก แต่เป็นความกลัวสิ่งที่ตัวเองได้ยินจากข้างใน


    “นักล่าใต้พื้นกำลังเฝ้ามอง… รอดูว่าเราจะตอบสนองยังไง”


    คาเอลหันกลับไปมองถนน


    ความคิดในหัวเย็นลงทันที


    ถ้าฝูงกำลังเฝ้าสังเกตพวกเขา มันย่อมรอให้พวกเขาแสดงปฏิกิริยา


    ตอบสนองเร็วเกินไป สิ่งนั้นจะรู้ว่าพวกเขารู้ตัวแล้ว


    ไม่ตอบสนองเลย ฝูงก็จะมีเวลาศึกษามากขึ้น


    ทุกการเร่งความเร็ว


    ทุกการหักหลบ


    ทุกการหยุดชะงัก


    ล้วนเป็นข้อมูล


    และทุกครั้งที่พวกเขาพยายามเอาชีวิตรอด


    สิ่งที่อยู่ใต้หิมะก็กำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างไปพร้อมกัน


    “แจ็กซ์”


    “หืม”


    “อย่าเพิ่งทำอะไร”


    แจ็กซ์เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง


    “อธิบายเพิ่มหน่อย เพราะฟังดูเหมือนแผนที่แย่มาก”


    “ขับเหมือนเดิมไปก่อน”


    “นั่นแหละที่ฉันไม่ชอบมากกว่าเดิม”


    “สิ่งนั้นกำลังรอดูว่าเรารู้ไหม”


    แจ็กซ์ถอนหายใจผ่านฟัน


    “แปลว่าแผนของเราคือแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีอะไรใต้ถนนกำลังนับรอบล้อเราอยู่”


    “ใช่”


    “ดีมาก ชอบมาก ฉันชอบเวลาชีวิตเหลือตัวเลือกที่แย่กับแย่กว่า”


    มิเลียมองคาเอล


    แวบเดียว


    แต่เขารู้ว่าเธอฟังน้ำเสียงของเขา ไม่ใช่แค่คำสั่ง เธอฟังว่าความนิ่งนั้นยังเป็นของเขาหรือเป็นของอะไรบางอย่างที่ค่อย ๆ เขียนทับเขาอยู่ข้างใน


    คาเอลไม่รู้คำตอบ


    เขารู้แค่ว่าถ้าเสียงเขาสั่นตอนนี้ แจ็กซ์อาจเร่งผิดจังหวะ โวร่าอาจเตรียมเปิดประตูก่อนเวลา มิเลียอาจต้องแบ่งความสนใจมาที่เขาแทนลูน่ากับนิกซ์ และนิกซ์อาจได้ยินสิ่งใต้หิมะดังขึ้นเพราะความกลัวของทุกคน


    ดังนั้นเขาต้องนิ่ง


    แม้ความนิ่งนั้นจะเหมือนประตูบานหนึ่งที่ปิดตัวตนข้างในเขาทีละชั้น


    ถนนข้างหน้าเปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย แนวต้นสนด้านซ้ายถอยห่างออกไป ก่อนจะบีบกลับเข้าแนวถนนอีกครั้ง ด้านขวาเป็นเนินหิมะสลับกับร่องลึกที่ลมปั้นไว้ตลอดคืน ร่องหิมะเหล่านั้นเหมาะเกินไปสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องการซ่อนตัวโดยไม่ต้องลงมาบนถนน


    คาเอลเห็นพื้นที่นั้นแล้วรู้ทันที


    ถ้าเขาเป็นนักล่า เขาจะเริ่มตรงนี้


    ไม่ฆ่าทันที


    แค่ทดสอบเหยื่อ


    พื้นหิมะด้านซ้ายของถนนยุบลงเป็นเส้นยาว


    ไม่เร็ว


    ไม่ลึก


    เหมือนนิ้วใครสักคนลากอยู่ใต้ผ้าขาว


    “หักซ้าย” คาเอลพูด


    แจ็กซ์ยังไม่ทันหันไปมอง


    หนามชุดแรกแทงขึ้น


    เสียงน้ำแข็ง ดิน และสิ่งแข็งคล้ายกระดูกฉีกผ่านกันดังสนั่น หนามสีเข้มพุ่งขึ้นจากพื้นด้านซ้ายท้ายรถ เฉียดกันชนหลังไปไม่ถึงฝ่ามือ ปลายมันขูดใต้ท้องรถเป็นเสียงแหลมยาวจนประกายไฟสั้น ๆ กระเด็นออกจากใต้พื้น


    รถสะบัด


    แจ็กซ์สบถลั่นแล้วหักพวงมาลัยสวนทันที ล้อหลังปัดบนหิมะแข็ง ตัวรถเอียงไปด้านขวาจนลูน่าตื่นผวา เธอกำลังจะร้อง แต่โวร่าดึงเธอก้มลงกับตักก่อนเสียงจะเต็มปอด มือหนึ่งกดท้ายทอยเด็กหญิงไว้ อีกมือคว้าใบมีดข้างเบาะขึ้นมาในจังหวะเดียวกัน


    มิเลียจับพนักเบาะเพื่อทรงตัว ไหล่กระแทกขอบประตูจนเกิดเสียงทึบ แต่เธอยังเอื้อมอีกมือไปกันนิกซ์ไม่ให้หน้าคว่ำลงไปกับพื้นรถ


    นิกซ์ครางเบา ๆ


    ไม่ใช่จากแรงกระแทก


    แต่เพราะเสียงใต้พื้นใกล้เกินไป


    หนามหดกลับลงใต้หิมะรวดเร็วและสะอาดเกินไป ทิ้งไว้เพียงรอยแตกในถนนกับเศษหิมะที่ปลิววนเหมือนควันขาว


    แจ็กซ์ดึงรถกลับเข้าร่องได้ทันก่อนล้อหน้าจะไถลลงกองหิมะข้างทาง เขาหายใจออกแรง ๆ เหมือนเพิ่งโผล่ขึ้นจากน้ำ


    “มันพลาดไหม”


    คาเอลมองกระจกข้าง


    เส้นยุบด้านหลังไม่ได้พุ่งตรงเข้ารถทันที มันหยุดห่างออกไปเล็กน้อย แล้วขยับขนานกับพวกเขา เหมือนกำลังปรับระยะใหม่


    “ไม่”


    แจ็กซ์เม้มปากจนกรามขึ้นสัน


    เขาไม่ถามต่อ


    เพราะไม่จำเป็น


    คาเอลมองถนนข้างหน้า เสียงในหัวเขาเงียบลงแบบที่น่ากลัวที่สุด สนามรบเริ่มมีรูปร่าง สิ่งที่อยู่ใต้พื้นโจมตีเฉียดท้ายรถก่อน มันวัดความเร็ว มุมหักหลบ เวลาตอบสนอง น้ำหนักรถหลังเสียหลัก และความสามารถของคนขับ


    สิ่งใต้พื้นไม่ได้โกรธ


    ไม่ได้รีบ


    ไม่ได้เสียสมาธิกับเหยื่อที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม


    ฝูงกำลังเรียนรู้


    “แจ็กซ์” คาเอลพูด


    “ว่ามา”


    “อีกสามวินาที ลดคันเร่งครึ่งหนึ่ง แล้วเร่งกลับ อย่าเบรก”


    “ถ้าเครื่องยนต์หลุดออกไปวิ่งเอง ฉันจะให้มันฟ้องนาย”


    “สาม”


    แจ็กซ์กัดฟัน


    “สอง”


    “ฉันแค่บอกไว้ก่อนว่าแผนนี้โหดร้ายต่อรถมาก”


    “หนึ่ง”


    แจ็กซ์ผ่อนคันเร่ง รถชะลอลงเพียงเล็กน้อย เสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนจากคำรามแหบเป็นครางต่ำ ล้อบดหิมะช้าลง


    แรงสั่นใต้พื้นตามไม่ทัน


    แรงสั่นนั้นยังเคลื่อนในจังหวะเดิมไปอีกครึ่งก้าว ก่อนสะดุดเหมือนสิ่งที่อยู่ข้างล่างพยายามปรับตัว


    “เร่ง”


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่ง รถกระชากไปข้างหน้า กลิ่นไหม้พุ่งแรงขึ้นจนมิเลียขมวดคิ้ว เครื่องยนต์ไอแห้ง ๆ หนึ่งครั้ง แต่ยังดึงรถออกไปได้


    พื้นด้านซ้ายยุบอีกครั้ง หนามแทงขึ้นผ่านจุดที่รถเพิ่งอยู่ ไม่ใช่จุดที่รถอยู่ตอนนี้ ปลายคมฉีกหิมะขึ้นกลางอากาศอย่างไร้เป้าหมาย ก่อนหดลงไปช้ากว่าครั้งแรกครึ่งจังหวะ


    นักล่าใต้พื้นกำลังแก้จังหวะของตัวเอง


    “ได้ผล” แจ็กซ์พูด น้ำเสียงเหมือนทั้งโล่งใจและอยากอาเจียน 


    “ฉันเกลียดแผนนี้ชะมัด แต่ดันได้ผล”


    “อย่าทำซ้ำแบบเดิม”


    “แน่นอน เพราะทั้งรถและวิญญาณฉันรับได้แค่ครั้งเดียว”


    ลูน่าเริ่มขยับในอ้อมแขนโวร่า ดวงตาเธอเปิดแล้ว แต่ยังพร่าจากความตื่นตระหนกและน้ำตา เด็กหญิงพยายามเงยหน้าขึ้นมองนอกหน้าต่าง แต่โวร่ากดเธอกลับลงต่ำโดยไม่ใช้แรงมาก


    “อย่ามอง”


    “มันตามหนูใช่ไหมคะ” ลูน่าถาม


    เสียงนั้นเล็กมาก และเพราะเล็กมาก มันจึงตัดผ่านเสียงเครื่องยนต์ได้ชัดกว่าที่ควร


    โวร่าไม่ตอบทันที


    คาเอลเห็นความเงียบของเธอในกระจกหลัง


    เธอไม่ใช่คนโกหกเก่ง โดยเฉพาะกับเด็กที่กำลังถามความจริงซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนอยากปิดบัง


    ลูน่ากำชายเสื้อเธอแน่นขึ้น


    “ใช่ไหมคะ”


    โวร่าก้มมองเด็กหญิงเพียงครู่เดียว ใบหน้าของเธอยังนิ่ง ดวงตายังเย็น แต่มือที่ปิดหลังคอลูน่าอยู่ไม่ได้แข็งกระด้าง


    “พวกมันต้องผ่านฉันก่อน”


    ไม่มีคำว่าไม่


    ไม่มีคำว่าใช่


    แต่ลูน่าฟังแล้วค่อย ๆ ลดหน้าลงอีกครั้งเหมือนเลือกเชื่อประโยคนั้นแทนโลกทั้งใบ


    คาเอลไม่มีเวลามองนานกว่านั้น


    บนเนินด้านขวา เงาร่างสูงผอมโผล่ขึ้นระหว่างต้นสนสองต้น


    มันยืนนิ่งอยู่ในพายุหิมะบาง ๆ ผิวคล้ำปนม่วงดำของเกราะชีวภาพกลืนกับเงาป่าได้ดีจนถ้าไม่ได้มองหาอันตรายอยู่ก่อน อาจคิดว่าเป็นตอไม้บิดเบี้ยว แต่ดวงตาเล็ก ๆ ของมันสะท้อนแสงเช้ามืดเป็นจุดเย็นเยียบ


    ไฮดราลิสก์


    มันไม่ได้พุ่งลงมา


    ไม่ได้ไล่รถ


    มันยกแขนขึ้นและยิง


    หนามพุ่งลงจากเนินเป็นเส้นดำตัดผ่านอากาศ ไม่ได้เล็งกลางรถ แต่เล็งหน้ารถด้านซ้าย บังคับให้แจ็กซ์หักขวาเข้ากองหิมะและออกจากร่องถนน


    “แจ๊กซ์ ห้ามหักพวงมาลัยไปทางขวา!” คาเอลตะโกน


    แจ็กซ์ฝืนพวงมาลัยไว้ หนามปักลงหน้ารถไม่ถึงหนึ่งเมตร หิมะระเบิดขึ้นใส่กระจกหน้า เศษน้ำแข็งกระแทกแผ่นกระจกแตกร้าวดังพรึ่บ รอยแตกแผ่เพิ่มเหมือนเส้นเลือดสีขาว


    หนามชุดที่สองตามมาเร็วกว่าเดิม


    คราวนี้มันพุ่งเข้าหากระจกหลังฝั่งลูน่า


    โวร่าขยับก่อนเสียงเตือนใด ๆ ร่างเธอพลิกจากท่านั่งนิ่งเป็นการเคลื่อนไหวต่ำและคมกริบ มือหนึ่งดึงลูน่าลงใต้ระดับเบาะ อีกมือสะบัดใบมีดขึ้นในพื้นที่แคบจนแทบไม่มีมุมให้ฟัน


    หนามทะลุกระจกเข้ามา


    เสียงแก้วแตกแหลมบาดหู เศษกระจกใสปลิวเป็นฝนเล็ก ๆ เข้าหาเบาะหลัง ลูน่ากรีดร้องสั้น ๆ แต่ถูกโวร่ากดไว้แน่น ใบมีดของโวร่าปะทะหนามกลางอากาศ เสียงคมพลังงานเสียดกับเปลือกชีวภาพดังจนฟันคาเอลเสียวตาม หนามเบี่ยงไปปักเบาะหลังแทน แรงกระแทกทำให้โวร่าถอยไปครึ่งคืบ ปลายหนามที่แตกออกเฉือนผ่านต้นแขนเธอเป็นแผลยาว เลือดสีแดงเข้มหยดลงบนแขนเสื้อและกระเด็นแต้มแก้มของลูน่า


    ลูน่าจ้องเลือดนั้น


    โลกของเด็กหญิงเหมือนหดเหลือเพียงหยดแดงบนผิวคนที่เพิ่งบอกว่าจะอยู่


    ริมฝีปากของเธอสั่นเล็กน้อย


    “หนูขอโทษ”


    เสียงนั้นเบาจนแทบหายไปกับเสียงเครื่องยนต์


    โวร่าดึงหนามออกจากเบาะแล้วโยนทิ้งออกทางช่องกระจกแตก ลมเย็นพุ่งเข้ามาแรงขึ้นทันที


    “ไม่”


    ลูน่ากะพริบตา


    “แต่พี่เลือดออก”


    โวร่าใช้หลังมือปาดเลือดที่ไหลลงมาถึงข้อมือราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อย


    “ก้มลง”


    ลูน่าเม้มปากแน่น


    ดวงตาของเธอยังคงจับอยู่ที่แผลตรงแขนของโวร่า


    “มันตามหนูใช่ไหมคะ”


    คราวนี้โวร่าหันมามองเธอเต็มตา


    ความเงียบระหว่างทั้งคู่สั้นมาก แต่หนักพอให้คาเอลรู้สึกได้จากเบาะหน้า


    “มันต้องผ่านฉันก่อน” โวร่าพูดซ้ำ


    ลูน่ากะพริบตา น้ำตาใหม่ไหลตามคราบเก่า เธอไม่ได้ถามต่อ แต่เปลี่ยนจากกำชายเสื้อเป็นกอดเอวโวร่าไว้แน่น เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยเพียงเสี้ยววินาที คนตรงหน้าจะถูกพรากออกไปก่อนเธอ


    ไฮดราลิสก์ตัวที่สองโผล่บนเนินถัดไป


    ตัวที่สามอยู่ด้านซ้ายไกลกว่า


    ไม่ใช่แค่หนึ่งตัว ไม่ใช่แค่ซุ่มยิง


    มันจัดตำแหน่งกันตามแนวถนน


    คาเอลเห็นภาพทั้งหมดเชื่อมกันในหัว


    ลอร์เกอร์คุมพื้น


    ไฮดราลิสก์คุมแนวข้าง


    ถนนข้างหน้าหายเข้าไปในพื้นที่สีขาวกว้างผิดปกติ ตอนแรกมันดูเหมือนเนินหิมะธรรมดาที่ลมพัดทับจนเรียบ แต่พอไฟหน้ารถกวาดผ่าน เงาดำขนาดใหญ่ก็โผล่ขึ้นมาจากใต้ผิวขาวทีละช่วง


    ไม่ใช่หิน


    ไม่ใช่อาคาร


    เป็นซากรถบรรทุก


    ครึ่งคันของมันเอียงจมอยู่ใต้หิมะ ราวกับถูกโลกทั้งใบค่อย ๆ กลืนลงไปทีละปี ด้านหลังยังมีอีกคัน และอีกคัน เงารูปสี่เหลี่ยมของตู้คอนเทนเนอร์โผล่ขึ้นมาจากพื้นขาวเป็นช่วง ๆ เหมือนกระดูกของลานขนส่งเก่าที่ถูกฝังไว้แต่ยังไม่ยอมผุหาย


    ลานจอดรถบรรทุก


    หรือจุดพักขนส่งสักแห่ง


    หิมะกลบทุกอย่างจนแทบมองไม่ออกว่าเส้นทางจริงอยู่ตรงไหน แต่โครงสร้างเหล็กจำนวนมหาศาลยังอยู่ข้างใต้ และถ้ารถถูกบังคับให้เข้าพื้นที่นั้นด้วยความเร็วผิดจังหวะ พวกเขาอาจติดอยู่กลางซากเหล็กโดยไม่มีพื้นที่หลบ


    นี่ไม่ใช่การไล่ล่าแล้ว


    นี่คือการต้อนเข้าจุดฆ่า


    ความคิดนั้นเย็นเฉียบ


    และเพราะมันเย็นเฉียบ คาเอลจึงรู้ว่าตัวเองกำลังเข้าใจพวกมันมากเกินไป


    เขาเห็นรูปแบบของฝูงเหมือนเห็นการวางกำลังของมนุษย์


    เห็นเจตนาในความเงียบ


    เห็นการทดลองในสิ่งที่ควรเป็นสัญชาตญาณสัตว์


    และส่วนหนึ่งในหัวเขาไม่ได้ตื่นกลัว


    ส่วนนั้นกำลังตอบกลับมา


    กำลังคำนวณ


    กำลังยอมรับว่านี่คือสนามรบ


    “แจ็กซ์ เปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง”


    “ถ้ารถคันนี้รอด ฉันจะขอโทษมันทุกวัน”


    “ตอนนี้”


    แจ็กซ์ผ่อนคันเร่งแล้วเร่งกลับทันที เครื่องยนต์ไอแห้ง ๆ เสียงล้อเปลี่ยนจังหวะเพียงครู่เดียว


    พื้นใต้ถนนด้านหน้ากลับยุบพร้อมกันหลายเส้น


    ไม่ใช่เส้นเดียวอีกต่อไป


    ครั้งนี้มันไม่หลงจังหวะ


    มันรอจังหวะใหม่อยู่แล้ว


    หนามชุดใหญ่แทงขึ้นขวางถนนตรงหน้ารถเป็นแนวเฉียงเหมือนซี่กรง ปลายแต่ละอันสูงเกือบถึงกระโปรงรถ บางอันแทงขึ้นก่อน บางอันตามหลังในจังหวะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ บีบทางให้รถต้องชะลอหรือหักเข้าหาเนินที่ไฮดราลิสก์รออยู่


    แจ็กซ์แตะเบรกแล้วปล่อยทันทีเพื่อไม่ให้รถหมุน แต่พื้นลื่นเกินไป ล้อหน้าปัดออกจากร่อง เสียงยางเสียดน้ำแข็งดังยาว ตัวรถหมุนเอียงครึ่งเลน ก่อนหยุดติดในแอ่งหิมะกลางพื้นที่เปิด


    โลกหยุดพร้อมรถ


    แค่เสี้ยววินาที


    แต่เสี้ยววินาทีนั้นยาวพอให้คาเอลเห็นทุกอย่าง


    ไฮดราลิสก์บนเนินยกแขน


    ลอร์เกอร์ใต้พื้นขยับเข้าแนวกลางรถ


    แจ็กซ์ยังดึงล้อออกจากแอ่งไม่ได้


    ลูน่าอยู่ต่ำในอ้อมแขนโวร่า แต่ถ้าหนามแทงทะลุกลางรถ โวร่าบังไม่ได้


    มิเลียอยู่ใกล้นิกซ์และลูน่า แต่ไม่มีอะไรป้องกันแรงแทงจากใต้พื้น


    นิกซ์ไม่เสถียร


    โวร่าขยับเร็วที่สุด


    ถ้าให้เธอเปิดประตูออกไปตัดแนวหนามด้านขวา โอกาสรอดต่ำ แต่ไม่ใช่ศูนย์ เธอมีฝีมือ มีความเร็ว มีความเย็นในการเคลื่อนไหว เธอเป็นคนเดียวที่อาจออกไปแล้วกลับเข้ามาได้ก่อนรถถูกแทงซ้ำ


    คำสั่งขึ้นมาถึงปลายลิ้น


    โวร่า—


    มิเลียหันมามองเขา


    ไม่ใช่มองศัตรู


    ไม่ใช่มองถนน


    มองเขา


    สายตานั้นไม่ใช่การตำหนิ ไม่ใช่ความหวาดกลัวชัดเจน ไม่ใช่การขอร้อง แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้คำสั่งในลำคอคาเอลหยุดค้างทันที


    เธอเห็น


    เห็นว่าเขากำลังจะเลือกคนที่มีโอกาสสำเร็จสูงสุด แม้เสี่ยงตายมากที่สุด


    เห็นว่าในหัวของเขา โวร่ากำลังถูกลดจากคนที่ลูน่ากอดอยู่เป็นตำแหน่งเคลื่อนที่เร็ว


    เห็นก่อนที่เขาจะพูดออกมา


    และเพียงเท่านั้นก็พอให้คาเอลรู้สึกเหมือนความเย็นในอกลึกลงไปอีกชั้น


    ลูน่ากรีดร้อง


    “ข้างล่างค่ะ!”


    ช้าไปครึ่งลมหายใจ


    หนามหลักพุ่งขึ้นใต้ท้องรถ


    นิกซ์ตอบสนองก่อนสติ


    เขาไม่ได้ตะโกน ไม่มีแสง ไม่มีหน้าต่างระบบ ไม่มีท่าทางของคนใช้พลัง เขาเพียงสะดุ้งสุดตัวราวกับเสียงใต้หิมะกระแทกเข้าไปในกระดูก แล้วฝ่ามือของเขาก็กดลงบนพื้นโลหะของรถอย่างแรง


    เสียงฝ่ามือกระแทกพื้นรถดังเล็กมากเมื่อเทียบกับเสียงรอบตัว


    แต่ในวินาทีนั้น มันเหมือนมือของนิกซ์แตะลงบนผิวของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะทั้งผืน


    เส้นสีเข้มใต้ผิวคอของเขาเด่นขึ้นทันที มันลากผ่านไหปลาร้าไปยังแขนเหมือนรากไม้ที่ได้รับน้ำผิดชนิด ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บและความตกใจพร้อมกัน ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่มีเสียงสะอื้น


    แล้วจังหวะใต้หิมะก็สะดุด


    ไม่ใช่หยุด


    ไม่ใช่เชื่อฟัง


    มันเหมือนเสียงสองคลื่นชนกันผิดจังหวะ เหมือนสิ่งที่อยู่ข้างล่างกำลังฟังรถ แต่จู่ ๆ มีอีกเสียงหนึ่งตอบกลับในภาษาที่มันรู้จักแต่ไม่คาดว่าจะได้ยินจากเหยื่อ


    หนามที่ควรแทงทะลุใต้ท้องรถเบี่ยงออกไปไม่กี่องศา


    น้อยมาก


    น้อยจนไม่มีใครนอกจากคนที่กำลังจะตายเห็นคุณค่าของมัน


    แต่น้อยนั้นทำให้ปลายหนามเฉือนโครงด้านล่างแทนที่จะทะลุห้องโดยสาร เสียงโลหะฉีกดังแสบหู รถถูกยกขึ้นด้านหนึ่งครึ่งคืบก่อนกระแทกกลับลงพื้น เศษเหล็กกระเด็นจากใต้ท้องรถ เครื่องยนต์สะดุดจนเกือบดับ


    “เหยียบให้มิด!” คาเอลตะโกน


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งสุดแรง


    ล้อหลังฟรีบนหิมะ


    รถไม่ขยับ


    เครื่องยนต์ร้องดังขึ้นเหมือนกำลังถูกบังคับให้กลืนไฟ


    “ไปสิวะ!” แจ็กซ์ตะโกนใส่รถมากกว่าสิ่งที่ไล่ล่าพวกเขา


    ล้อหลังกัดเจอพื้นแข็งในวินาทีถัดมา รถกระชากหลุดจากแอ่ง พุ่งผ่านช่องแคบระหว่างหนามสองต้นโดยมีเสียงโลหะด้านข้างถูกขูดลากยาว


    นิกซ์ล้มลงกับเบาะ เลือดกำเดาไหลผ่านริมฝีปากลงคางทันที มิเลียคว้าผ้าจากกระเป๋าเวชภัณฑ์มากดใต้จมูกเขา แต่ไม่มีเวลาพูดอะไรยาวกว่านั้น


    ลานรถบรรทุกเปิดกว้างตรงหน้าแล้ว


    สิ่งที่เมื่อครู่เป็นเพียงเงาดำใต้ม่านหิมะ ตอนนี้เผยรายละเอียดชัดขึ้น เห็นหัวรถบรรทุกคันหนึ่งจมอยู่ครึ่งล้อ เห็นตู้คอนเทนเนอร์เอียงทับกันเหมือนกำแพงที่ถูกผลักล้ม เห็นโครงเหล็กใต้ผืนขาวที่หิมะปิดไว้ไม่มิด เห็นทางแคบ ๆ ระหว่างซากรถที่อาจพอให้รถคันนี้ลอดผ่านไปได้ ถ้าแจ็กซ์ไม่พลาดแม้แต่ครึ่งจังหวะ


    “เข้าไปในลาน” คาเอลพูด


    “ช่วยบอกทีว่านายล้อฉันเล่นอยู่”


    “มันหนักกว่าเรา”


    แจ็กซ์เงียบไปครึ่งจังหวะ


    แล้วเข้าใจ


    สิ่งที่อยู่ใต้พื้นฟังแรงสั่น ฟังน้ำหนัก ฟังจังหวะการเคลื่อนที่ของรถ ถ้าพื้นด้านล่างไม่ได้มีเพียงรถคันนี้อีกต่อไป มันอาจอ่านผิดได้


    ไม่ใช่เพราะมันโง่


    แต่เพราะทั้งลานจะกลายเป็นเสียงรบกวน


    แจ็กซ์สบถเบา ๆ แล้วหักพวงมาลัย


    รถพุ่งเข้าหาลานซากเหล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้หิมะ


    แทบจะทันทีที่ล้อบดผ่านพื้นที่นั้น พื้นด้านล่างก็ตอบสนอง


    หิมะยุบตัวเป็นแนวยาว


    ลอร์เกอร์กำลังตามมา


    หนามชุดแรกพุ่งขึ้นจากใต้หิมะ


    มันไม่ได้แทงใต้ท้องรถ


    มันทะลุผ่านโครงรถบรรทุกเก่าคันหนึ่งจนเศษสนิมกระจายออกมาเป็นฝุ่นสีน้ำตาลแดงกลางพายุ หนามอีกชุดกระแทกเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์ด้านซ้าย เสียงเหล็กบิดงอดังลั่นไปทั่วลาน ราวกับทั้งสถานที่ถูกปลุกให้ร้องด้วยความเจ็บ


    “ได้ผล!” แจ็กซ์ตะโกน


    ประโยคนั้นอยู่ได้ไม่ถึงลมหายใจ


    เสียงหวีดจากเนินด้านขวาตัดเข้ามาในลาน


    ไม่ใช่ยิงใส่รถตรง ๆ


    ไฮดราลิสก์ยิงเข้าใส่ตู้คอนเทนเนอร์ที่เอียงอยู่ข้างหน้า


    หนามกระแทกเหล็กดังปังจนทั้งตู้สะบัด รอยสนิมแตกออกเป็นฝุ่นแดง เสี้ยววินาทีต่อมา น้ำหนักหลายตันของมันก็เริ่มล้มลงขวางช่องทางที่รถกำลังจะลอดผ่าน


    แจ็กซ์หักพวงมาลัยจนรถเอียง


    ขอบตู้คอนเทนเนอร์ครูดหลังคารถดังสนั่น เศษเหล็กสนิมกับกระจกแตกกระจายเข้ามาในห้องโดยสาร โวร่าดึงลูน่าลงต่ำแล้วใช้ไหล่กับหลังของตัวเองบังเด็กหญิงไว้ แรงกระแทกทำให้เธอชนพนักเบาะ แผ่นเหล็กคมชิ้นหนึ่งกรีดผ่านเหนือไหล่เธอเป็นรอยยาว


    ลูน่ากรีดร้องเต็มเสียง


    เด็กหญิงอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมาในทันที ลมหายใจของเธอติดอยู่ในอก ดวงตาจับอยู่กับสีแดงบนแขนเสื้อสีเข้มของโวร่า สีแดงที่สดเกินไป ชัดเกินไป และจริงเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งถูกบอกว่า “มันต้องผ่านฉันก่อน”


    “หนู…” เธอกระซิบ


    โวร่าหายใจแรงขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนกดมือที่ไม่ได้ถือมีดลงบนท้ายทอยลูน่า บังคับให้เด็กหญิงก้มกลับลงไปโดยไม่รุนแรง


    “แต่พี่เลือดออก…”


    “ฉันยังไม่ตาย”


    คำตอบนั้นสั้น ห้วน และเย็นเหมือนเดิม แต่ปลายนิ้วของโวร่าที่แตะหลังคอลูน่ากลับไม่แข็งเลย เธอกดเด็กหญิงไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่าเดิม ใช้ร่างของตัวเองบังช่องกระจกแตกโดยอัตโนมัติ ทั้งที่เลือดยังไหลลงมาตามแขน


    หนามอีกเส้นแทงขึ้นใต้ซากตู้สินค้าแทนที่จะเป็นใต้ล้อรถ ตู้ทั้งใบสะบัดแล้วเอียงลง ขอบเหล็กบดหิมะจนเกิดเสียงครืนต่ำ รถลอดผ่านเงาของมันในระยะไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน


    แจ็กซ์เหยียบคันเร่งสุดแรง


    รถกระแทกผ่านคันหิมะด้านปลายลาน ล้อหน้าหลุดจากร่องเหล็กที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นขาวแล้วกระแทกถนนอีกฝั่งอย่างรุนแรงจนทุกคนตัวลอยครึ่งวินาที ล้อหลังตามลงมากระแทกซ้ำ เสียงบางอย่างใต้รถแตกดังกร๊อบ เครื่องยนต์สะดุด ดับไปครึ่งจังหวะ


    โลกเงียบลง


    ครึ่งวินาที


    ไม่มีเสียงเครื่องยนต์


    ไม่มีเสียงล้อ


    มีเพียงเสียงลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้พร้อมกันทั้งคัน


    แล้วเครื่องยนต์ก็ติดกลับมาอย่างแหบพร่า


    แจ็กซ์หัวเราะออกมาเสียงเดียว เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ใกล้ร้องไห้มากกว่าขำ


    “ฉันรักแก รถบ้า ฉันรักแกมากกว่าบางคนในรถอีกตอนนี้”


    ไม่มีใครถามว่าบางคนคือใคร


    ด้านหลัง ตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกหนามกระแทกเอียงถล่มลงอีกส่วน ฝุ่นหิมะและสนิมพุ่งขึ้นเป็นม่านสีขาวเทา ซากเหล็กบิดงอปิดทับร่องที่ลอร์เกอร์เคลื่อนตามมา หนามหนึ่งยังแทงค้างขึ้นจากพื้นกลางลาน ขยับกระตุกสองครั้งเหมือนแขนที่ติดกับดัก ก่อนหยุดนิ่งเพราะโครงเหล็กหนีบไว้แน่นเกินไป


    ไฮดราลิสก์บนเนินไม่ได้ตามลงมา


    มันยืนนิ่ง


    มองรถที่หนีออกไป


    เหมือนกำลังบันทึกว่าเหยื่อใช้เสียงของซากเหล็กทั้งลานบิดจังหวะของมันได้


    ไม่ใช่แค่มัน


    ร่องใต้หิมะรอบลานหยุดพร้อมกันชั่วครู่


    เหมือนทั้งพื้นที่กำลังรับข้อมูลเดียวกัน


    รถวิ่งออกจากลานรถบรรทุกเข้าสู่ถนนที่เปิดกว้างกว่าเดิม พายุหิมะเบาลงจนเห็นแนวป่าไกล ๆ เป็นเงาดำซ้อนกันหลายชั้น แสงเช้ามืดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้โลกอุ่นขึ้น ทุกอย่างยังเป็นสีขาว เทา และดำ เหมือนโลกถูกลบสีออกไปจนเหลือเพียงรูปร่างของสิ่งที่ยังไม่ตาย


    คาเอลนั่งนิ่ง


    มือของเขากำแน่นบนตักจนเล็บจิกฝ่ามือ


    เขาสั่งถูก


    ทุกคนยังมีชีวิต


    รถยังวิ่ง


    ฝูงถูกทิ้งไว้ด้านหลัง


    แต่ความโล่งใจไม่มา


    สิ่งที่มาแทนคือความว่างเย็น ๆ ในอก เหมือนทุกคำสั่งที่ออกจากปากเขาเมื่อครู่ไม่ได้แค่พารถหนีความตาย แต่พาเขาถอยห่างจากบางอย่างในตัวเองอีกก้าว


    เขาเกือบสั่งให้โวร่าออกไป


    ถ้ามิเลียไม่มองเขาตอนนั้น เขาจะพูดออกไปหรือไม่


    คำตอบนั้นไม่ชัด


    และเพราะไม่ชัด มันจึงน่ากลัว


    มิเลียไม่ได้พูดทันที


    เธอกำลังพันแผลให้โวร่า ลูน่านั่งตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ มือยังจับชายเสื้อโวร่าแน่นแม้มิเลียต้องขอให้ขยับออกเพื่อพันผ้า เด็กหญิงทำตาม แต่ไม่ยอมปล่อยทั้งหมด เลือดของโวร่าซึมผ่านผ้าพันแผลสีขาวเร็วเกินไป สีแดงสดบนผ้าขาวทำให้ลูน่าจ้องจนตาไม่กะพริบ


    “เจ็บไหม” ลูน่าถามเสียงสั่น


    โวร่ามองเธอ


    “นิดเดียว”


    แจ็กซ์พึมพำจากด้านหน้า “แปลว่าเจ็บมาก”


    โวร่ามองเขาผ่านกระจกหลัง


    แจ็กซ์รีบมองถนน


    “ฉันพูดกับเครื่องยนต์ ไม่ได้พูดกับเธอ”


    ครั้งนี้ไม่มีใครหัวเราะเหมือนเดิม แต่ความเงียบไม่แข็งเท่าก่อนหน้านี้ มันเป็นความเงียบของคนที่ยังมีชีวิตและยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับการยังมีชีวิตนั้น


    มิเลียพันแผลให้โวร่าเสร็จ แล้วหันไปหานิกซ์ เด็กหนุ่มยังนั่งก้มหน้า ผ้าที่กดจมูกเปื้อนเลือดจนแดงเข้ม เขาหายใจผ่านปากช้า ๆ ราวกับกลัวว่าถ้าหายใจผิดจังหวะ สิ่งข้างใต้จะได้ยินอีกครั้ง


    “เอาผ้าออกนิดหนึ่ง” มิเลียพูด


    นิกซ์ทำตาม มือเขาสั่นมากจนมิเลียต้องจับข้อมือไว้เบา ๆ


    เลือดยังซึม แต่ช้าลง


    เส้นสีเข้มใต้คอเขาชัดขึ้นกว่าเดิม มิเลียเห็น นิ้วของเธอหยุดอยู่ใกล้เส้นนั้นครึ่งจังหวะ ก่อนจะดึงผ้าพันคอขึ้นปิดให้เขาอย่างระวัง ไม่มีคำถาม ไม่มีสีหน้าตื่นกลัว แต่ความเงียบของเธอทำให้นิกซ์หลบตาลงต่ำกว่าเดิม


    “ผมไม่ได้สั่งมัน” เขาพูดอีกครั้ง


    คราวนี้เสียงเบามาก เหมือนพูดกับพื้นมากกว่าคนในรถ


    “ผมไม่ได้อยากให้มันฟัง”


    คาเอลหันไปมองเขา


    นิกซ์ไม่เงยหน้า


    “ถ้ามันตอบผมได้…” เขาหยุด กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “แปลว่ามันรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ ใช่ไหมครับ”


    ไม่มีใครตอบทันที


    เพราะบางคำถาม ถ้าตอบเร็วเกินไป จะกลายเป็นการโกหก


    คาเอลอยากบอกว่าไม่ใช่


    อยากบอกว่านิกซ์ยังเป็นนิกซ์ ไม่ใช่ช่องสัญญาณ ไม่ใช่ประตู ไม่ใช่สิ่งที่ฝูงสามารถจำแล้วตามกลับมาได้


    แต่โลกนี้เก็บคำโกหกไว้ไม่ได้นานพออีกแล้ว


    “มันรู้ว่าเรามีคนที่รบกวนจังหวะมันได้” คาเอลพูด


    คำว่า “คน” หลุดออกมาช้ากว่าที่ควร


    มิเลียเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที


    ไม่ใช่ตำหนิ


    แต่เป็นการมองที่ทำให้คาเอลรู้ว่าเธอจับความช้านั้นได้


    เขาเกือบใช้คำอื่น


    เกือบพูดว่า “บางอย่าง”


    เกือบลดนิกซ์เหลือเพียงฟังก์ชันในสนามรบอีกครั้ง


    มิเลียวางมือบนไหล่นิกซ์เบา ๆ


    “เขาชื่อนิกซ์” เธอพูด


    เสียงไม่ดัง แต่ชัดพอให้ทั้งรถได้ยิน


    คาเอลนิ่งไป


    โลกนอกหน้าต่างยังไหลผ่านเป็นสีขาวเทา แต่ในหัวของเขา เส้นแผนที่บางเส้นเงียบลงเล็กน้อย


    ไม่ใช่หาย


    แค่ถอยกลับไป


    เพราะชื่อหนึ่งถูกวางลงตรงกลางสนามรบ


    นิกซ์


    ไม่ใช่ตัวแปร


    ไม่ใช่อุปกรณ์รบกวนฝูง


    ไม่ใช่ความเสี่ยงทางชีวภาพ


    นิกซ์


    คาเอลสูดลมหายใจเข้า กลิ่นน้ำมันไหม้ยังบาดจมูก


    “ใช่” เขาพูดเบา ๆ “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มไม่ตอบ แต่ไหล่ที่เกร็งอยู่คลายลงเพียงนิดเดียว


    รถวิ่งต่อไปอีกพักใหญ่โดยไม่มีการโจมตี


    ไม่มีหนามแทงขึ้นจากพื้น


    ไม่มีไฮดราลิสก์บนเนิน


    ไม่มีเงาวิ่งตามในป่า


    แต่เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนจึงฟังมากกว่าเดิม


    แจ็กซ์ขับโดยไม่พูดมุกอีก มือของเขายังจับพวงมาลัยแน่น แต่อาการสั่นลดลงเหลือเพียงการกระตุกเล็ก ๆ ทุกครั้งที่ล้อเจอพื้นแข็ง เสียงเครื่องยนต์แย่ลงอย่างชัดเจน มันไม่ใช่เสียงคำรามอีกต่อไป แต่เป็นเสียงครางยาวของเครื่องจักรที่ยังไม่ยอมตายทั้งที่มีของเหลวบางอย่างรั่วอยู่ใต้ฝากระโปรง กลิ่นไหม้มีชั้นใหม่เพิ่มเข้ามา คล้ายกลิ่นน้ำหล่อเย็นร้อนจัดผสมกับโลหะเปียก


    มิเลียตรวจแผลโวร่าอีกครั้ง แล้วหันไปดูนิกซ์สลับกับลูน่า เธอไม่ได้ถามคาเอลเรื่องสายตาเมื่อครู่ ไม่ได้ถามว่าเขาเกือบสั่งอะไร แต่ความไม่ถามนั้นกลับหนักกว่า หากเธอพูดออกมาตรง ๆ คาเอลอาจมีคำตอบ อาจแก้ตัว อาจบอกว่าเขายังไม่พูด


    แต่เธอไม่พูด


    และความเงียบของเธอกลายเป็นพื้นที่ให้เขาได้ยินสิ่งที่ตัวเองเกือบเป็น


    ลูน่ายังไม่ปล่อยโวร่า


    ดวงตาของเด็กหญิงไม่ได้มองออกไปนอกหน้าต่างอีกแล้ว เธอมองนิกซ์ มองผ้าเปื้อนเลือด มองมือของเขาที่สั่นอยู่บนตัก มองเส้นผ้าพันคอที่ปิดบางอย่างตรงคอเขาไว้ไม่มิด


    “เมื่อกี้…” ลูน่าพูดเบามาก


    ไม่มีใครขัด


    “มันได้ยินพี่นิกซ์ด้วย”


    นิกซ์ก้มหน้าลงกว่าเดิม


    มือของเขากำผ้าบนตักแน่นจนข้อนิ้วซีด


    แจ็กซ์มองกระจกหลังแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปทันที


    คาเอลมองลูน่าผ่านกระจกหลัง


    “มันยังตามอยู่ไหม”


    ลูน่าไม่ตอบทันที


    โวร่าแตะหลังเธอเบา ๆ แต่ไม่บังคับให้ตอบ เด็กหญิงหลับตาลงช้า ๆ เหมือนกำลังฟังด้วยส่วนที่ไม่ใช่หู อากาศในรถเย็นลงอีกเพราะลมผ่านกระจกแตก แต่คาเอลรู้สึกว่าใบหน้าของลูน่าซีดลงจากอย่างอื่นมากกว่าความหนาว


    รถยังวิ่ง


    เสียงยางบดหิมะกลับมาเป็นเสียงเดียว


    ไม่มีจังหวะที่สองตามหลัง


    หรืออาจมี แต่ไกลเกินกว่าคนในรถจะได้ยิน


    ลูน่าส่ายหน้า


    ทุกคนควรโล่งใจ


    แต่สีหน้าของเธอไม่ใช่สีหน้าคนโล่งใจ


    “ไม่ค่ะ”


    เธอหยุด


    ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย


    “มันหยุดจำ”


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลังทันที แล้วรีบหันกลับไปมองถนน เหมือนกลัวว่าถ้ามองนานกว่านั้น เขาจะเห็นสิ่งที่ตัวเองซ่อมไม่ได้


    มือของเขาจับพวงมาลัยแน่นขึ้น


    เขาไม่ถามว่า “มันหยุดจำ” หมายถึงอะไร


    บางครั้ง การไม่รู้คำตอบก็ยังดีกว่า


    ไกลหลังรถ ตรงจุดที่ตู้คอนเทนเนอร์เอียงทับซากรถบรรทุกและซากเหล็กฝังหนามไว้ใต้หิมะ ผืนหิมะขยับขึ้นเล็กน้อย


    ไม่ใช่การพุ่ง


    ไม่ใช่การไล่


    แค่ยกตัวขึ้นเหมือนอกของสิ่งมีชีวิตที่สูดลมหายใจ


    หนามหนึ่งแทงขึ้นจากใต้หิมะอย่างช้า ๆ


    มันไม่ได้โจมตีอะไร


    เพียงโผล่ขึ้นมาครึ่งหนึ่ง หยุดนิ่งกลางอากาศ แล้วเอียงไปแตะซากโลหะที่รถเฉียดผ่านก่อนหน้านี้


    กึก


    มันหดกลับ


    จากนั้นพื้นใกล้จุดที่รถเคยติดกลางพื้นที่เปิดยุบลงเล็กน้อย


    กึก


    หนามอีกเส้นแตะลงตรงนั้น


    หดกลับ


    เหมือนกำลังทดสอบซ้ำ


    เหมือนกำลังถามตัวเองว่าจังหวะไหนผิด


    หิมะรอบลานซากเหล็กกลับมาเรียบทีละน้อย รอยแตกถูกกลบ ร่องนูนที่เคยขยับอยู่ใต้พื้นหยุดนิ่งทีละเส้น จนพื้นที่ทั้งหมดดูเหมือนจุดพักขนส่งร้างหลังอุบัติเหตุในพายุ


    แล้วรอยยุบใหม่ก็เกิดขึ้น


    ครั้งนี้มันไม่ได้ลากตามรอยล้อรถ


    ไม่ได้มุ่งไปตามทางที่รถหนีไป


    มันลากเป็นวงช้า ๆ รอบจุดที่รถเคยติด


    รอบจุดที่นิกซ์เคยกดมือลงกับพื้นโลหะ


    รอบจุดที่จังหวะของฝูงสะดุด


    วงนั้นกว้างขึ้นทีละน้อย


    แล้วหยุด


    ใต้หิมะ ไม่มีเสียงคำราม


    ไม่มีเงาวิ่งตาม


    ไม่มีการโจมตีครั้งใหม่


    มีเพียงผืนสีขาวที่นิ่งลงอย่างผิดธรรมชาติ ท่ามกลางซากรถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ และเลือดที่หยดหายไปใต้หิมะ


    สิ่งนั้นไม่ได้ไล่ตามต่อ


    มันหยุดอยู่ตรงจุดที่เสียงของนิกซ์เคยแตะมัน


    ไม่ใช่หยุดแบบลังเล


    แต่หยุดเหมือนคำสั่งบางอย่างเพิ่งเปลี่ยนทิศอยู่ลึกลงไป


    แล้วเริ่มฟังใหม่


    คราวนี้ ไม่ใช่แค่จังหวะล้อรถ


    แต่เป็นจังหวะหัวใจของคนในรถทีละคน


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570