ท่ามกลางบรรยากาศเมืองทารอนยามเช้า แสงแดดสาดส่องผ่านหมอกฝุ่นบางๆ เหนือถนนหิน เสียงตะโกนต่อรองของพ่อค้าและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังก้องผสมกับกลิ่นเครื่องเทศและควันจากเตาย่าง กลิ่นของเครื่องเทศอบอวลผสมกับกลิ่นเหล็กกล้าที่เพิ่งถูกตีขึ้นใหม่ เสียงเหรียญทองและเงินกระทบกันดังก้องแข่งกับเสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้า ราเมซควบอัคคาวิส ไปตามท้องถนนที่ครึกครื้น ลูกน้องผู้คุ้มกันของเขาควบตามอย่างระแวดระวัง ใบหน้าของราเมซในตอนนี้เคร่งขรึมและครุ่นคิด ราวกำลังแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่า เขาละสายตาจากถนน มองไปรอบตัว ภาพของพ่อค้าที่ต่อรองสินค้าด้วยความดุดัน เด็กๆ ที่วิ่งเล่นไล่จับกัน และชีวิตชีวาของทารอนที่เคยรุ่งเรือง แต่ในแววตาของผู้คน ทั้งพ่อค้าและพลเมือง กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง สายตาเหล่านั้นจ้องมองราเมซราวคมดาบที่ทิ่มแทงหัวใจ ราวกับทุกคนฝากความหวังสุดท้ายไว้กับชนชั้นสูงของสภาพ่อค้า
“ความหวังทั้งหมด…อยู่กับเราแล้วงั้นหรือ” เขาพึมพำเสียงต่ำ สองมือกำบังเหล็กบังคับบังเหียนแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูด ความเจ็บจากแผลสดที่กำปั้น รอยต่อยโต๊ะไม้แข็งในสภาเมื่อไม่นานมานี้ ย้ำเตือนว่าเขาไม่สามารถถอยได้
ราเมซหันไปสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เร่งความเร็วขึ้นอีก พวกเราต้องรีบกลับคฤหาสน์!”
“ขอรับ!” เหล่าผู้คุ้มกันตอบรับพร้อมเพรียง พวกเขากระตุ้นอัคคาวิสให้พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายตามหลัง
ณ คฤหาสน์ของราเมซช่วงใกล้รุ่งสาง
แสงแรกของวันสาดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ สะท้อนเงาของโคมไฟน้ำมันที่แกว่งไหว อาเธอร์ตื่นจากฝันร้าย เขาดันร่างกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผมเขายุ่งเหยิง ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน เขามองไปที่เดวิด ซึ่งนั่งนิ่งที่มุมห้อง หลับตาวิเคราะห์อัญมณีเวทสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งแสงระยิบราวดวงดาว
อาเธอร์หันมองออกนอกหน้าต่าง เหม่อลอยไปกับแสงสีทองที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในห้อง นานหลายนาที จนกระทั่งเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น “นายฝันร้ายหรือ?” เดวิดที่เมื่อครู่ยังนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง ตอนนี้ยืนอยู่ข้างเตียงของอาเธอร์เงียบๆ ราวกับผี
“โอย!” อาเธอร์สะดุ้ง เอามือจับหน้าอก หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ “อย่าเข้ามาใกล้โดยไม่มีสุ้มมีเสียงสิ! เกือบหัวใจวายแล้ว!”
“เพราะนายเหม่อลอยอยู่ เลยสัมผัสถึงผมไม่ได้เองต่างหาก” เดวิดตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
อาเธอร์หยุดจับหน้าอก หายใจช้าลง มองไปที่เดวิดที่ยืนจ้องเขาอยู่ข้างเตียง เขาถอนหายใจยาว “ฉัน…ฉันฝันถึงธีรีออน อัลฟ่าน่ะ…”
เดวิดนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร เพียงรอให้อาเธอร์พูดต่อ ราวรู้ว่าคำพูดต่อไปจะหนักหนา
“ฉันฝันถึงระเบิดขนาดใหญ่ที่ระเบิดอยู่รอบดวงดาว เสียงกรีดร้องของผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” อาเธอร์กอดตัวเอง มือสั่นเล็กน้อย “ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงจากเปลวไฟที่เผาไหม้ชั้นบรรยากาศ พื้นผิวดาวทั้งดวงค่อยๆ เปลี่ยนจากน้ำทะเลสีฟ้าครามกลายเป็นทะเลลาวาและแมกมาสีแดงฉาน” เขาหยุด หายใจติดขัดราวยังติดอยู่ในฝันนั้น
เดวิดนั่งลงข้างอาเธอร์บนเตียง วางมือบนไหล่ของเขาเบาๆ “เมื่อวานนายพูดถึงนายพลแอนเดอร์สัน มันคงทำให้นายคิดถึงเขา... และอาจทำให้นายคิดถึงพ่อแม่ของนายด้วย”
อาเธอร์หันไปสบตาเดวิด ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “มันไม่สมเหตุสมผลเลย ฉันจำหน้าพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ และที่สำคัญ... ฉันไม่เคยไปเหยียบบนธีรีออน อัลฟ่าเลยสักครั้ง!” เขากอดเข่าตัวเองแน่น “ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ความทรงจำก่อนหน้านั้น ก่อนที่ฉันจะเจอกับนายพลแอนเดอร์สัน มันว่างเปล่า ว่างเปล่ามาตลอด”
เดวิดหยุดคิดชั่วครู่ ราวกำลังเลือกคำพูด “บางทีมันอาจเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเกินกว่าที่จิตใจของนายจะรับได้ มันเลยลบออกไป” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “บางทีนายควรทำแบบนั้นเหมือนกัน ลืมมัน แล้วก้าวต่อไป”
อาเธอร์มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าสะท้อนในดวงตาของเขา “ก็จริงอย่างที่นายพูด ถ้านายพลแอนเดอร์สันเห็นฉันในสภาพนี้ เขาคงกระโดดถีบฉันจนล้ม แล้วก็กระทืบซ้ำแน่ๆ” เขาหัวเราะแห้งๆ แววตายังคงหลงเหลือร่องรอยความเจ็บปวด
เดวิดนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร ใบหน้าเขายังคงไร้อารมณ์
อาเธอร์เปลี่ยนสีหน้า กลับมาเป็นท่าทีเจ้าเล่ห์ตามปกติ เขาหันไปถามเดวิด “นายวิเคราะห์อัญมณีเวทนั้นได้อะไรบ้างล่ะ?”
“ไม่มากก็น้อย” เดวิดตอบ พร้อมหยิบอัญมณีเวทขึ้นมา แสงจากมันสะท้อนบนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของเขา “ตั้งแต่เรามาถึงมิดเทอรา ผมสัมผัสได้ถึงอนุภาคประหลาดที่ลอยอยู่ในอากาศอย่างเบาบาง แต่ตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ”
“พอผมได้วิเคราะห์อัญมณีนี้ มันทำให้รู้ว่าอนุภาคเหล่านั้นเหมือนกับที่อัญมณีเวทปล่อยออกมา แต่เข้มข้นกว่ามาก” เดวิดอธิบาย มือหมุนอัญมณีช้าๆ ราวกำลังมองลึกเข้าไปในแก่นของมัน
“งั้นมันก็คือ ‘อนุภาคเวท’ สินะ” อาเธอร์พูดขึ้น พร้อมตั้งชื่อสุดเท่ให้มันด้วยรอยยิ้ม
“จะเรียกแบบนั้นก็ได้” เดวิดพยักหน้า “อนุภาคเวทเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ราวกับของเหลวที่เปลี่ยนรูปตามภาชนะ มันปรับตัวตามคำสั่งที่กำหนด ในตอนนี้ ผมเดาว่าคาถาและสลักเวทเป็นหนึ่งในรูปแบบคำสั่งเหล่านั้น”
“เหมือนแหวนของนักบวชเฒ่าฟาริมที่สั่งให้รักษาบาดแผล หรือคทาแห่งแสงที่สร้างโล่พลังงาน?” อาเธอร์เอียงศีรษะ ครุ่นคิด
“ถูกต้อง แต่ยังเป็นแค่สมมติฐานและคำอธิบายง่ายๆ” เดวิดตอบ “ผมยังต้องการข้อมูล หลักฐาน และการทดลองเพิ่มเพื่อหาคำตอบที่สมบูรณ์มากกว่านี้”
“ตอนนี้แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ” อาเธอร์โบกมือ “งั้นอัญมณีนี้ก็เหมือนแบตเตอรี่ที่เปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้สินะ?”
“เราแค่ต้องหาชุดคำสั่งที่เปลี่ยนพลังงานจากอนุภาคเวทเป็นรูปแบบอื่น” เดวิดกล่าว ราวนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังแก้ปริศนา
“ ‘พลังงานนั้นไม่มีวันสูญหาย มันเพียงแค่เปลี่ยนรูปไป’ งั้นสินะ” อาเธอร์พยักหน้า ยิ้มมุมปาก “ดีที่ฟิสิกส์ของโลกเรายังเหมือนในมิดเทอราอยู่บ้าง”
“เท่าที่เรารู้ในตอนนี้เท่านั้นแหละ” เดวิดตอบ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น “ท่านอาเธอร์ ท่านเดวิด ท่านราเมซกลับจากสภาแล้วขอรับ” เสียงคนรับใช้ดังจากด้านนอก “ท่านราเมซรอท่านทั้งสองอยู่ที่ห้องรับรองขอรับ”
“เข้าใจแล้ว!” อาเธอร์ตะโกนตอบ กระโดดลงจากเตียง “ดูท่านี่น่าจะเรื่องสำคัญ เพราะปกติราเมซกลับจากสภา เขาจะพักผ่อนก่อน แต่นี่เรียกเราทันที”
“น่าจะเป็นเรื่องด่วน ควรรีบไปหาเขา” เดวิดพูด พร้อมเก็บอัญมณีเวทลงในกระเป๋า
คนรับใช้พาอาเธอร์และเดวิดไปยังห้องรับรอง โต๊ะไม้ยาววางอาหารเรียบง่าย ขนมปัง ผลไม้ และน้ำผึ้ง ต่างจากมื้อหรูหราที่ราเมซชอบจัด ราเมซนั่งอยู่หัวโต๊ะ ใบหน้าเคร่งขรึม วาอินนั่งข้างๆ กำลังเคี้ยวขนมปัง
“โอ้ พวกเจ้ามาแล้วรึ” ราเมซมองขึ้นจากจานอาหาร “มานั่งกินด้วยกันก่อนเถอะ”
อาเธอร์เดินไปนั่งข้างราเมซ สายตาสะดุดที่มือของราเมซ ซึ่งมีรอยแผลแดงและรอยช้ำ เขาขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นกับมือของเจ้างั้นหรือ?”
ราเมซยกมือขึ้นโชว์ มุมปากยกเป็นรอยยิ้ม “นี่น่ะหรือ? ไม่มีอะไร ข้าแค่โมโหอะไรนิดหน่อย เลยต่อยกำแพง ฮ่าๆ!” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตากลับหนักอึ้ง
อาเธอร์แค่นยิ้ม ไม่เชื่อคำพูดนั้นนัก แต่ก็หยิบขนมปังมากัดคำหนึ่ง รับประทานไปพลางๆ ขณะที่เดวิดนั่งลงเงียบๆ สายตาจับจ้องราเมซราวกำลังวิเคราะห์
เมื่อทุกคนอิ่ม ราเมซเช็ดปากด้วยผ้าลินิน หันไปหาอาเธอร์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สถานการณ์ตอนนี้แย่ลงทุกที สงครามอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว”
อาเธอร์เช็ดปากเช่นกัน วางผ้าลงช้าๆ “เล่าให้หมด เรื่องมันเป็นยังไง?”
“เมื่อสองสามวันก่อน พวกโจรคาร์ทุซปล้นคาราวานครั้งใหญ่” ราเมซเริ่มเล่า ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน “สินค้ามูลค่ากว่าแปดพันเหรียญทองหายวับ สภาแตกแยก บางตระกูลอยากรอ บางตระกูลอยากสู้ แต่ที่แน่ๆ ท่านโซลามอนมอบอำนาจให้ข้าควบคุมกองกำลังของตระกูลอัลดาริสและตระกูลใต้บังคับบัญชาเต็มที่”
อาเธอร์ใช้นิ้ววาดวงกลมบนโต๊ะไม้ คิ้วขมวดขณะครุ่นคิด เขาถอนหายใจยาว “คงไม่มีทางอื่นแล้วสินะ”
“เจ้ามีแผนอะไรบ้าง?” ราเมซถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวังปนความกังวล
“สถานการณ์แย่ลงอย่างที่เจ้าว่า ตัวเลือกของแผนเราน้อยลงทุกที” อาเธอร์ตอบ สีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากราเมซ
“วาอินว่างหรือเปล่า?” อาเธอร์หันไปถาม “ข้าต้องการให้เขาไปทำอะไรบางอย่าง”
“ข้าให้เขาติดตามเจ้าได้เลย อยากใช้เขาทำอะไรก็แล้วแต่เจ้า” ราเมซสั่ง วาอินพยักหน้ารับคำ
วาอินหันมาหาอาเธอร์ “ท่านอาเธอร์อยากให้ข้าไปทำสิ่งใดขอรับ?”
“อย่างแรก เราต้องนัดประชุมลับ มีข้า เดวิด เจ้า ราเมซ คาย่า และวาลาส” อาเธอร์อธิบาย “ต้องเป็นสถานที่ที่ไม่เป็นที่สนใจ เจ้าไปหาสถานที่นัดพบ แล้วแจ้งพวกเขาให้พร้อม”
“เข้าใจแล้วขอรับ!” วาอินลุกขึ้น เตรียมออกไปทำตามคำสั่ง
“เดี๋ยวก่อน!” อาเธอร์คว้ามือวาอินไว้ที่หน้าประตู กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินแค่สองคน “ข้าต้องการวัตถุดิบ... ผงกำมะถัน เกลือป่น และถ่านจากไม้สนดำ... ข้าไม่รู้ทารอนเรียกมันว่าอะไร แต่ลักษณะเป็นแบบนี้...” เขาอธิบายรายการวัตถุดิบอย่างละเอียด วาอินพยักหน้าจดจำทุกคำ
“เท่านั้นใช่ไหมขอรับ?” วาอินถามย้ำ
“แค่นั้น จดไว้ด้วย เดี๋ยวลืม อย่าเอามาผิดล่ะ!” อาเธอร์ตบไหล่วาอินเบาๆ
“ขอรับ!” วาอินทำความเคารพ ผลักประตูออกไป
ราเมซมองตามวาอินด้วยความสงสัย แต่เดวิดที่ได้ยินทุกคำด้วยการได้ยินของหุ่นยนต์เช่นเขา หันมาถามอาเธอร์ “ของที่นายให้วาอินไปซื้อ นี่นายจะเอาไปทำสิ่งนั้นหรือ?”
“ก็ประมาณนั้น” อาเธอร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เทคโนโลยีของมิดเทอรานี่ยังไม่มีอะไรแบบนั้นแน่”
“มันคืออะไร?” ราเมซถาม ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้
“ไว้คอยดูเองดีกว่า” อาเธอร์หลบคำถาม หันมาเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฟังนะ ราเมซ ต่อให้พวกข้าแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่อาจทำให้ทารอนชนะสงครามโดยไม่สูญเสียอะไรได้ พวกเราทำได้แค่ทำให้ทารอนได้เปรียบมากที่สุด”
“ข้าเข้าใจดี” ราเมซตอบ สีหน้าเครียดหนัก
“การตัดสินใจของเจ้าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ มันเส้นทางที่จะเป็นการกำหนดอนาคตของทารอน” อาเธอร์พูดอย่างจริงจัง “เจ้าต้องเลือก จะชนะแค่เพียงศึกตรงหน้า หรือจะชนะสงครามทั้งหมด?”