สวรรค์นิรันดร์กาล

    ไม่เป็นอย่างที่คิด

            หลังจากที่กลับมาจากตำหนักของฉางเฟิงมู่เฟยเสวี่ยก็รู้สึกอับอายมากตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยเจอใครที่ทำให้นางอับอายเท่าฉางเฟิงมาก่อนนางไม่คิดว่าฉางเฟิงนั้นจะโง่ขนาดนี้แม้แต่เรื่องง่ายๆยังมองไม่ออก

            “เจ้าบ้าฉางเฟิงข้าไม่ยอมแสดงท่าทางแบบนั้นให้กับเจ้าอีกแล้ว”มู่เฟยเสวี่ยกล่าวและอารมณ์เสีย

            “เจ้าว่าใครบ้า”แต่ทันใดนั้นเองเสียงของฉางเฟิงก็ดังขึ้น

            “นี่เจ้าเข้ามาได้ยังไง”มู่เฟยเสวี่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            นางพึ่งจะอาบน้ำเสร็จและตอนนี้อยู่ในชุดที่นอนเนื้อผ้าของชุดนอนมันบางมากเผยให้เห็นผิวพรรณข้างในอย่างชัดเจน

            “ตอนแรกข้าก็กะจะมามอบของขวัญขอโทษให้กับเจ้าแต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่ต้องการ”ฉางเฟิงปรากฏตัวและกล่าวขึ้น

            เมื่อมองไปยังชุดนอนสีม่วงอ่อนของมู่เฟยเสวี่ยก็ทำให้ใบหน้าของฉางเฟิงแดงขึ้นมารูปร่างของมู่เฟยเสวี่ยนั้นออกจะผอมกว่ามู่หลานเล็กน้อยแต่ว่าก็ยังถือว่าหุ่นของนางเย้านวนมากจริงๆ

            “เจ้ามองพอหรือยัง”มู่เฟยเสวี่ยกล่าวด้วยท่าทางเขินอาย

            “นี่คือเม็ดมาที่ข้าปรุงมาให้กับเจ้า”ฉางเฟิงเดินเข้าไปหามู่เฟยเสวี่ยด้วยความกล้า

            หลังจากอ่านหนังสือที่มู่หลินมอบให้แล้วทำให้ฉางเฟิงรู้ว่าตนเองควรจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้หัวใจของมู่เฟยเสวี่ยเต้นแรงแม้นางจะมีความรู้เรื่องชายหญิงมากกว่าฉางเฟิงแต่นางก็ยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์อยู่ดี

            “เจ้าจะทำอะไร”มู่เฟยเสวี่ยตอนนี้หน้าแดงอย่างมากแต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน

            มู่หลินนั้นได้ตามนางมาหลังจากที่ส่งมอบหนังสือให้กับฉางเฟิงแล้วจากนั้นมู่หลินก็ได้บอกว่าฉางเฟิงมีที่มาที่ไม่ธรรมดาให้กับนางรับรู้และแม้แต่จักรพรรดิซงเทียนเองก็ยังไม่มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ของฉางเฟิงจริงๆ

            แต่สิ่งที่สำคัญคือฉางเฟิงนั้นครอบครองสายเลือดที่ไม่ธรรมดาและมันอาจจะทำให้พลังของนางทะลวงระดับได้ง่ายๆแล้วจะไม่ให้มู่เฟยเสวี่ยคาดหวังได้อย่างไร

            “ข้าทำอะไรงั้นเหรอตอนนั้นเจ้าไม่ใช่ว่าต้องการเป็นผู้หญิงของข้างั้นเหรอ” ฉางเฟิงยกยิ้มชั่วร้ายออกมา

            “เป็นอย่างไรข้าทำตามสิ่งที่อ่านมาแล้วนางจะต้องไม่คิดว่าข้านั้นไก่อ่อนอย่างแน่นอน” ฉางเฟิงคิด

            “เจ้าคือข้าไม่ได้ไท่สิงจะหมายความว่าแบบนั้นก็เถอะแต่มันกะทันหันเกินไป” เสียงของมู่เฟยเสวี่ยสั่นเครือ

            “แต่ข้างในกล่องนี้มีเม็ดยาทะลวงจักรพรรดิขอแค่เจ้ากินเข้าไปเจ้าก็กลายเป็นระดับจักรพรรดิทันที”ฉางเฟิงยกกล่องไม้ออกมา

            “นั่นคือเรื่องจริงงั้นเหรอ”แม้มู่เฟยเสวี่ยจะรู้อยู่แล้วว่าเม็ดยาของฉางเฟิงย่อมไม่ธรรมดาแต่นางก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้

            “แน่นอนข้าจะหลอกเจ้าไปทำไม”ฉางเฟิงยกยิ้ม

            มู่เฟยเสวี่ยกลายเป็นเด็ดเดี่ยวนางกระโจนออกไปค่อมร่างของฉางเฟิงทันทีจากนั้นนางก็ใช้พลังของนางฉีกเสื้อผ้าของฉางเฟิงออกอย่างป่าเถื่อน

            “เดี๋ยวก่อนตามเนื้อเรื่องข้าต้องเป็นฝ่ายรุกไม่ใช่หรือ”ฉางเฟิงกรีดร้อง

            “ข้าไม่สนข้าจะเป็นคนนำเอง” มู่เฟยเสวี่ยไม่รอช้านางเองก็ถอดเสื้อผ้าของนางเช่นกัน

            ร่างของทั้งสองพัวพันกันอย่างดุเดือนสุดท้ายฉางเฟิงนำเม็ดยาออกมาใส่ลงไปในปากของตนและป้อนมันให้กับมู่เฟยเสวี่ยพริบตานั้นเองออร่าของมู่เฟยเสวี่ยปะทุขึ้นอย่างรุนแรง กลิ่นอายราชันปรากฏออกมาปกคลุมนิกายบุปผาทำให้ผู้คนพากันตื่นตระหนก

            “ท่านผู้นำทะลวงระดับแล้ว”เหล่าผู้อาวุโสพากันตื่นเต้น

            นิกายอื่นล้วนมีระดับราชันมากกว่า5 คนขึ้นไปแต่นิกายบุปผากลับมีเพียงแค่คนเดียวนั่นย่อมทำให้หลายคนต้องถอนหายใจในความอ่อนแอของนิกายแต่ตอนนี้กลับปรากฏขึ้นมา2 คนแล้ว

            “พวกเราไปแสดงความยินดีกัน”เหล่าผู้อาวุโสพากันมุ่งหน้าไปตำหนักทันที

            “พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าไปรอให้ผู้นำออกมาเอง”เสียงของมู่หลินดังขึ้น

            เมื่อเป็นคำสั่งของมู่หลินหลายคนก็ไม่กล้าเข้าไปและรออยู่ข้างนอกอย่างช้าๆเวลาค่อยๆผ่านไปรุ่งเช้าก็มาถึง เหล่าผู้อาวุโสพากันยืนรอไม่ไปใหนในที่สุกประตูก็เกิดออกมาแต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็ปรากฎคนที่เปิดประตูออกมากลับเป็นฉางเฟิง

            “ผู้อาวุโสฉางเฟิง!!!!!!!!!!!!!!”เหล่าผู้อาวุโสกรีดร้อง

            “อะไรกันพวกเจ้ามาทำอะไร”ฉางเฟิงตื่นตระหนก

            “คำถามนั้นควรจะเป็นพวกข้ามากกว่าทำไมผู้อาวุโสฉางเฟิงถึงมาอยู่ที่นี่”หลายคนพากันตกใจและคาดเดาไปต่างๆนาๆ

            ต้องรู้ก่อนว่าผู้นำของพวกเขาไม่เคยให้ชายใดเข้าไปในตำหนักมาก่อนแต่ตอนนี้ฉางเฟิงกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ดูอ่อนล้านี่จะไม่ทำให้คนอื่นคิดเป็นอื่นได้อย่างไร

            “เอ่อ....คือ....ข้าหลอมเม็ดยาให้ท่านผู้นำแล้วช่วยนางหลอมยา”ฉางเฟิงกล่าว

            “ผู้อาวุโสหลอมเม็ดยาให้กับท่านประมุขอันนี้เราเชื่อแต่การที่ท่านจะช่วยท่านประมุขหลอมสรรพคุณของเม็ดยานี่ออกจะ....”ผู้อาวุโสหลายคนมองหน้ากันแต่ละคนไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด

            “พวกเจ้าไม่เชื่องั้นเหรอดี ถ้างั้นก็อย่ามาให้ข้าหลอมยาให้ก็แล้วกัน” ฉางเฟิงแสดงท่าทางโกรธออกมาก่อนจะเดินออกไป

            “เดี๋ยวก่อนผู้อาวุโสฉางเฟิงพวกเราแค่ล้อเล่น ล้อเล่นเท่านั้นอย่าได้โกรธแบบนั้นสิ” เหล่าผู้อาวุโสพากันหน้าเสียรีบเข้าไปหาฉางเฟิงทันที

            “หึ”ฉางเฟิงเค้นเสียงและเดินกลับตำหนักของตนเอง

            หลังจากฉางเฟิงไปแล้วไม่นานมู่เฟยเสวี่ยก็ออกมากลิ่นอายราชันของนางแข็งแกร่งมากและนางไม่เพียงแต่เป็นราชันธรรมดาเพราะนางทะลวงระดับราชันขั้นที่2 ได้ในทันที

            “ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้นำ”เหล่าผู้อาวุโสพากันตื่นเต้น

            “อืมตอนนี้ในเมื่อข้าทะลวงระดับแล้วข้าจะเป็นผู้นำรุ่นเยาว์ไปประลองในอีก 1เดือนด้วยตัวเอง” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “ยอดเยี่ยมคราวนี้นิกายอีกสามนิกายคงไม่กล้าหาเรื่องเราง่ายๆแล้ว” เหล่าผู้อาวุโสพากันยิ้มออกมา

            “แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”ผู้อาวุโสที่อายุมากแล้วมีหรือที่จะมองไม่ออกว่าฉางเฟิงเข้าไปทำอะไรทั้งคืน

            “ท่านหมายถึงอะไร”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “ท่านผู้นำพวกเรานิกายบุปผาถึงอย่างไรก็มีความรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้วพวกท่านปิดบังพวกข้าไม่ได้หรอก”ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว

            “ก็ดี”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “ก็ดีงั้นเหรอข้าว่าดีมากเลยมากกว่าดูจากสีหน้าที่อ่อนล้าของผู้อาวุโสฉางเฟิงท่านคงจะติดใจเข้าแล้วละสิฮ่า ฮ่า” เหล่าผู้อาวุโสที่เหลือต่างเป็นคนที่ติดตามมู่เฟยเสวี่ยมานานจึงกล้าที่จะล้อเล่นแบบนี้ถ้าเป็นคนอื่นคงถูกมู่เฟยเสวี่ยตกปากไปแล้ว

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน