74 : ดาวดับแสง [2]
‘จากปากคำคนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงให้การว่าได้ยินเสียงปืนยิงติดต่อกันหลายนัดจึงโทรแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้หนีหายไปแล้ว พบเพียงเลือดบนพื้น จึงคาดการณ์ว่าเกิดเหตุยิงกันระหว่างผู้มีอิทธิพลแถบนั้น...’
เพราะข่าวที่ฉายออกโทรทัศน์พอดี ทำให้ตนัยซึ่งเพิ่งเก็บโต๊ะลูกค้าเสร็จกำลังถือถาดที่เต็มไปด้วยจานและแก้วใช้แล้วไปยังครัวหลังร้านเป็นต้องหยุดชะงัก เพื่อเงยหน้ามองดูข่าวพร้อมเสี้ยวความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก น่าประหลาดที่เขารู้สึกสังหรณ์ใจกับข่าวนี้ยังไงชอบกล
เพราะสมาธิยังจดจ่ออยู่กับข่าวนั่นเอง แค่สัมผัสเบาๆบนบ่าก็ถึงกับทำให้เขาสะดุ้งเฮือก
“หวา ตกใจขนาดนั้นเชียวเหรอ ขอโทษด้วยนะคะ” หญิงสาวเจ้าของมือนั้นพูดอย่างสำนึกผิด
ตนัยแอบถอนหายใจ วางถาดในมือลงบนเคาน์เตอร์ก่อนหันกลับมามองลลัน ที่วันนี้อยู่ในชุดเดรสสีฟ้าสดใสเข้ากับฤดูร้อนไม่ใช่น้อย
“แล้วคุณมานี่ทำไม”
“ก็มาลุ้นกับคุณด้วยไง” ลลันยิ้มเผล่ ยกกระเป๋าโน้ตบุ๊คขึ้นวางบนโต๊ะทานอาหาร ทั้งที่ตัวเองไม่ได้สั่งอะไรมาทานเลยสักอย่าง แต่เป็นภาพที่พนักงานคนอื่นเห็นจนชินตา
“ลุ้น? เรื่องอะไรเหรอ”
“แหม่ ลืมไปแล้วเหรอคะ วันนี้เป็นวันประกาศผลเข้ามหาลัยฯ นะคะ” ลลันทำหน้าไม่อยากเชื่อว่าเขาจะลืมเรื่องนี้ได้ลงคอ ขณะเปิดเว็บไซต์ดูผล กรอกรหัสประจำตัวของตนัยลงไป
“ไม่ได้ลืม เพียงแต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นด้วย” ตนัยถามด้วยความงุนงง
“นี่มันวันตัดสินชะตาของคุณเลยนะ ถ้าเกิดไม่ได้...”
“ได้อยู่แล้วล่ะ ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย”
ลลันตั้งท่าจะค้านกับความมั่นใจนั้น แต่หน้าประกาศผลบนจอก็โผล่มาพอดี ทำเอาเธอถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง เมื่อผลที่ออกนั้นบอกว่า
“ได้อันดับ...หนึ่ง?” อะไรจะแม่นปานตาเห็นขนาดนี้ “นี่คุณรู้ได้ยังไงกันน่ะ”
ตนัยยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจอย่างที่ควรจะเป็น เขาพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องจริงแท้ของโลกนี้ “ผมประเมินความสามารถของตัวเองได้ และเชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้แน่นอน ไม่มีทางผิดพลาดไปหรอก”
คนฟังได้ยินแบบนั้นแล้วถึงกับหัวเราะเหอะๆ ออกมา “ไปพกความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนกันน่ะ นี่คุณกำลังทำให้คนที่พยายามอ่านหนังสือแทบตายหมั่นไส้เอานะคะ”
แน่นอนว่าตนัยไม่สนใจเหมือนเดิมและส่งสายตาที่อ่านได้ว่า ‘นั่นเพราะพวกนั้นยังพยายามไม่พอต่างหาก’ มาให้ ทำเอาลลันที่เป็นคน ‘พยายามไม่พอ’ นั้นแทบอยากเอาหัวโขกกับแป้นพิมพ์ให้รู้แล้วรู้รอดไป
แต่แน่นอนว่าลลันก็ยังคงเป็นลลันอยู่วันยังค่ำ ถึงตัวเองจะพลาดอันดับหนึ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม เธอก็ยังเป็นดวงดาวที่ถึงแม้ท้องฟ้าจะมืดมิด ก็ไม่มีทางดับแสงจรัสของมันได้ เพียงไม่นานหญิงสาวก็สลัดความหม่นหมองได้อย่างรวดเร็ว และหันมาท้าวคางยิ้มให้
“แต่แบบนี้ก็เท่ากับว่าตนัยเป็นรุ่นน้องของฉันแล้วสินะ” เมื่อตนัยตัดสินใจเลือกไปเรียนคณะและมหาลัยฯ เดียวกันกับเธอ
ที่เลือกไม่ใช่เพราะมีเธออยู่ แต่เพราะเขาลองฟังลลันแนะนำแต่ละคณะที่มีอยู่แล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับสายบริหารมากที่สุดต่างหาก
“งั้นคุณอยากกินอะไรก็สั่งเถอะ ผมเลี้ยงเอง ตอบแทนที่ช่วยสอนผมในหนึ่งปีมานี้”
“จริงเหรอ!?” ดวงตากลมโตเป็นประกายทันที ก่อนจะตะโกนสั่งพ่อครัวที่สนิทกันพอสมควรด้วยรายการอาหารยาวเหยียด “ฉันเอา คาโบนาร่าสปาเก็ตตี้นะ แล้วก็ชีสเบอร์เกอร์ แซนด์วิชแฮมชีส ซัลซ่าสลัด ยำถั่วพู โอ๊ะ ขอเฟรนซ์ฟรายด์มากินเล่นด้วย กับหัวหอมทอด แล้วก็...”
“พอแล้ว!” ตนัยรีบร้องห้ามทันทีกับการสั่งที่เหมือนจะเหมาหมดร้านนั่น ถึงเขาจะบอกว่าเลี้ยงก็เถอะ แต่นี่มันชักจะเกินขอบเขตของเงินในกระเป๋าที่มีอยู่น้อยนิดแล้วนะ
“เอ๋!” ลลันร้องเสียงสูง ทำปากจู๋ “ไหนบอกอยากกินอะไรก็สั่งไง”
“นั่นไม่เรียกว่ามนุษย์กินแล้ว!”
หญิงสาวหัวเราะฮิๆ กับอาการหลุดมาดของเขา และทุกครั้งที่ตนัยได้ยินเสียงหัวเราะใสเสนาะนั้นเป็นต้องหายโกรธทุกที
ไม่เพียงแค่นั้น หลายอย่างในชีวิตเขา ทุกวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีลลันคอยช่วยไว้ พ่อของหญิงสาวคงมีตำแหน่งใหญ่อยู่พอควรในมหาวิทยาลัย ทำให้เขาที่ไม่มีวุฒิม.6 สอบเข้าได้เหมือนเด็กคนอื่นๆพร้อมด้วยทุนเรียนพิเศษสำหรับเด็กไม่มีค่าเล่าเรียนอย่างเขา
ตนัยเคยถามว่าทำไมเธอต้องมาช่วยเขาด้วย ทั้งที่แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน
พอฟังคำถามนั้น ลลันก็เอียงคอสงสัยเหมือนจะถามตัวเองอยู่เช่นกัน แต่หลังจากผ่านไปหลายนาที หญิงสาวก็ยิ้มกว้าง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจเหลือล้นว่า
“ไม่รู้เหมือนกันสินะคะ”
...ขอย้ำคำเดิมตั้งแต่แรกเริ่มที่รู้จักกัน...ผู้หญิงอะไรพิลึกชะมัด
ชีวิตมหาวิทยาลัยของตนัยเริ่มขึ้นด้วยความแปลกใหม่ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้มาอยู่ในที่ที่มีคนอายุพอๆกับตัวเองมากขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบการทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น หลายครั้งที่เขาโดดเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ จนลลันที่เป็นสต๊าฟจับได้ จึงพยายามไล่ต้อนให้เขาไปเข้าร่วมกิจกรรม พอเห็นเขาไม่ยอมทำตามแต่โดยดี ก็เรื่ม...ใช้กำลังลากตัวเขาไปให้ได้
“มัน..ไม่ใช่เรื่องไร้สาระซะหน่อย ฮึ้บ! มัน..ทำให้คุณรู้..จักเพื่อนมากขึ้นนะ อ๊า! ทำไมคุณถึงได้ตัวหนักอย่างนี้นะ” เธอโวยวายเมื่อดึงชายหนุ่มที่มาโดดร่มอยู่แถวใต้ต้นไม้ให้ลุกไม่เป็นผล จนสุดท้ายเพื่อเห็นแก่ลลัน เขาไม่อยากทำให้เธอผิดหวัง ตนัยจึงยอม...ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นจนได้
แต่ชายหนุ่มกลับทำเรื่องผิดคาด เมื่อพอถึงฐานที่ต้องใช้ความคิด เขาก็สามารถควบคุมเพื่อนให้มาช่วยกันระดมความคิด ออกคำสั่งราวกับเป็นหัวหน้าแก้ปัญหาผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา จากเด็กจอมโดดกิจกรรม ก็กลายเป็นคนเด่นประจำรุ่นไปอย่างรวดเร็วจนแม้แต่ลลันยังตะลึง
“ไม่ไหวเลยน้า ถ้าคิดจะทำก็ทำได้แท้ๆ” ลลันที่กำลังเก็บของเมื่อกิจกรรมเลิกแล้วทำเป็นบ่นนู่นบ่นนี่ แต่ในน้ำเสียงก็ยังมีกระแสความภาคภูมิใจปิดไว้ไม่ปิด จนเพื่อนของเธอทำสายตาเจ้าเล่ห์
“จริงๆ ก็แอบภูมิใจอยู่ใช้ม้า”
“แน่อยู่แล้ว” ลลันยืดอกรับอย่างแข็งขัน
“เธอชอบตนัยอยู่สินะ”
ลลันลนลานทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น “มะ..ไม่ใช่นะ แค่ห่วง...ใช่ ห่วงตามประสาคนรู้จักเท่านั้นเอง” ทั้งท่าทาง น้ำเสียง และใบหน้าขึ้นสีจัด ล้วนบ่งบอกความจริงในใจที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทันสังเกต แต่ท่าทีเหล่านั้นเป็นต้องหยุดลงเมื่อเพื่อนของเธอพูดต่อว่าให้เธอจะทำอะไรก็รีบทำ เพราะหากเรียนจบแล้วอาจไม่ได้เจอกันอีก ทำให้ลลันกังวลขึ้นมา จำได้ว่าตนัยบอกว่าบ้านที่ตัวเองจากมานั้นอยู่ไกลมาก
“วันนี้สนุกรึเปล่าคะตนัย” ลลันถามชายหนุ่มข้างตัว ขณะกำลังกลับที่พักซึ่งต้องไปต่อรถประจำทางอีก
หญิงสาวหัวเราะคิกคักเมื่ออีกฝ่ายตอบอึกอักว่าก็พอได้อยู่ บ่งบอกว่าเขาคงสนุกไม่น้อยเลย
“สนุกเท่าที่อยากสนุกเถอะค่ะ เชื่อฉันเถอะ ไม่มีอะไรที่ทำไปแล้วจะไร้ประโยชน์หรอกนะคะ ถึงจะไม่อยากให้คุณมองเพื่อนในแง่นั้นก็เถอะ แต่ว่าเพื่อนร่วมรุ่นของคุณในวันนี้ สักวันในอนาคตอาจจะกลายเป็นเพื่อนทางธุรกิจของคุณก็ได้นะคะ เพราะงั้นทำความรู้จักกันไว้ ไม่เสียหายหรอกค่ะ” ลลันพูด และรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องเก็บคำของเธอไปคิด ตนัยรับฟังคำพูดของเธอเสมอ นั่นทำให้เธอแอบดีใจอยู่เงียบๆ
จนกระทั่งเมื่อมาถึงป้ายรถประจำทาง หญิงสาวเป็นฝ่ายนั่งรอ โดยมีอีกคนยืนอยู่ข้างๆ ลลันก็รวบรวมความกล้าถามออกไปได้ในที่สุด
“พอคุณเรียนจบแล้ว จะกลับไปทำงานที่บ้านรึเปล่าคะ”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ฉายแววประหลาดใจ แต่สิ่งที่ทำให้ลลันกลัวนั้นส่งผลให้เธอพูดต่อไม่หยุดเหมือนเขื่อนทะลัก ที่หากรูรั่วแล้วก็ยากจะอุด เมื่อแรงดันน้ำนั้นช่างมหาศาล
“พอคุณจบแล้วก็ต้องอยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองแน่เลยสินะ อื้อ..ใช่อยู่แล้วล่ะ คุณเป็นคนแบบนั้นนี่นา อีกอย่าง..คุณบอกใช่มั้ยว่าบ้านของคุณน่ะอยู่ไกลมากๆ เลย เพราะฉะนั้น หลังจากวันนั้นแล้ว ฉัน...คงไม่ได้เจอคุณอีกสินะ” ในที่สุดสิ่งที่เธอกังวลที่สุดก็หลุดออกไปจากปากจนได้ ลลันไม่กล้ามองหน้าสบตา กำมือแน่นกลัวคำตอบ
แต่เธอต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆชายหนุ่มก็นั่งลงกระแทกที่นั่งแรง จนรับรู้ได้ถึงอารมณ์ กำลังจะร้องขอโทษ คำนั้นก็ถูกกลืนหายไป เมื่ออีกฝ่ายพูดขัดเสียก่อน
“ที่นั่นไม่มีอะไรให้ไปพัฒนาหรอก” ตนัยเอ่ยเสียงเรียบ “ผมไม่อยากกลับไปในที่แบบนั้นอีกแล้ว วางใจเถอะ...คุณยังได้เจอผมอีกแน่” เขาพยายามจะส่งยิ้มกลับมาให้
ทั้งที่นั่นน่าจะเป็นหลักประกันว่าเธอจะยังได้เจอเขาอยู่ก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลเช่นนั้น กลับไม่ทำให้รู้สึกดีใจเลยสักนิดเดียว
กว่าลลันจะกล้าถามถึงเรื่องที่บ้านของเขา เวลาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งปี ในช่วงหลังงานฉลองสอบเสร็จ ตนัยอาสาเดินไปส่งหอที่หญิงสาวอยู่ แม้ใกล้พอเดินไปได้ แต่ก็ยังอันตรายเกินกว่าจะให้ผู้หญิงคนเดียวเดินในซอยเปลี่ยวอยู่ดี แม้ลลันจะบอกว่าไม่ต้องไปส่งก็ได้ เพราะพวกเพื่อนของเขาคงอยากให้ตนัยอยู่ต่อ
“ผมห่วงคุณมากกว่าคนพวกนั้น” ตนัยตอบแค่นั้น แต่ลลันกลับรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาทันที
สำหรับตนัย แม้ไม่ใช่ตอนกลางคืนก็จะไปส่งหญิงสาวอยู่ดี เขาอยากจะแน่ใจว่าหญิงสาวถึงที่หมายโดยปลอดภัย และลลันก็รับรู้ได้ถึงความคิดนี้จึงได้แต่ลอบยิ้มบาง
“จบไปอีกปีแล้วสินะคะ”
“ใช่”
“...คุณเคยบอกว่าไม่อยากกลับไปบ้านตัวเอง เพราะอะไรเหรอคะ” คำถามหลุดออกมาดื้อๆจนคนฟังถึงกับตามไม่ทัน เท้าชะงักหันมามองคนถามเหมือนไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกรึเปล่า
“เมื่อกี้นี้...”
“ใช่ ฉันถามคุณค่ะว่าทำไมไม่อยากกลับบ้าน” ลลันตอบก่อนได้ยินคำถามซะอีก และกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “และขอห้ามคุณไม่ตอบ เฉไฉไปเรื่องอื่น หรือกระทำอันใดที่ทำให้คุณไม่ยอมตอบคำถามนี้ด้วยนะคะ”
บังคับกันด้วยรอยยิ้มอย่างนั้น กะฆ่าเขาให้ตายชัดๆ เลย เมื่อรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาปฏิเสธไม่ได้
“...พูดไปคุณอาจไม่เชื่อก็ได้”
“ฉันรู้ว่าคุณไม่โกหกหรอกค่ะ”
ตนัยพยักหน้าเหมือนจะรู้ว่าเธอคงเชื่อเขา
“ผมมาจากเกาะน่ะ”
นั่นเป็นคำอธิบายคำแรกที่กล่าวถึงบ้านเกิด เพราะคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่บอกได้ง่ายสุด ก่อนจะบอกว่าเกาะที่ว่านั้นตั้งอยู่ที่ไหน คนที่อาศัยเป็นเผ่าเอดีวาส และใช้ชีวิตกันแบบโบราณที่ควบคุมโดยคนเข้มงวดไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเลยจนเขาเอือม ถึงได้หนีมาอยู่นี่
ตนัยไม่ได้บอกว่าตัวเขาเป็นใคร สำคัญอย่างไรต่อเผ่านั้น เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องน่าอวด เป็นเรื่องน่าอายซะมากกว่าถ้าจะบอกว่าตัวเองจะได้เป็นผู้นำเผ่า...บนเกาะที่ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียว
“แม้แต่ไฟฟ้าก็ไม่มีเหรอคะ อินเทอร์เน็ตก็ด้วย?” ลลันถามเสียงสูง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนั้นอยู่บนโลกใบนี้
“บอกแล้ว ว่ามัน...”
“สุดยอดไปเลย!”
ตนัยตะลึง ทั้งตกใจและประหลาดใจกับท่าทีเกินคาดของหญิงสาว เธอทำเหมือนกับเจอแหล่งขุมทรัพย์ชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้ว
“ฉันอยากไปที่นั่นจังเลยค่ะตนัย อยากไปดูดาวที่นั่นจังเลย”
“ดาว?”
“...แม่ของฉันเป็นนักดาราศาสตร์ค่ะ ตอนเด็กๆ ท่านชอบชวนออกมาดูดาวตอนกลางคืนบ่อยๆ ถึงจะคอยชี้ว่านั่นคือกลุ่มดาวโน้นดาวนี้ แต่ฉันก็จำไม่ได้ซะที” ลลันหัวเราะแหะๆ “แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ชอบมองมันค่ะ”
นั่นคือความจริงแท้ แม้คนที่มักชักชวนออกไปดูฝนดาวตกด้วยกันจะไม่อยู่แล้วก็ตาม
ลลันถอนหายใจ “แต่ว่าในเมืองแบบนี้ ทั้งตึกทั้งแสงไฟมีมากซะจนกลบแสงบนท้องฟ้าจนหมด ถ้าอยากดูก็ต้องไปตามชนบท แต่คิดดูสิคะ แค่ออกไปนอกเมืองนิดเดียวก็ได้เห็นดาวตั้งขนาดนั้นแน่ะ หากได้ไปที่เกาะบ้านเกิดของตนัยล่ะก็ จะต้องวิเศษมากๆแน่เลย” เธอพูดอย่างตื่นเต้นคล้ายเด็ก...ใสบริสุทธิ์...และเปล่งประกาย
“ฉันอยากเป็นดาว...แม้กลางคืนจะมืดมิดขนาดไหน มีเพียงแสงดาวที่เจิดจรัสอยู่บนนั้น ส่องนำทางผู้คนไม่ให้หลงทาง ช่างใจดี...และอ่อนโยน ฉันเองก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง”
คุณเป็นอยู่แล้ว... ตนัยอยากตอบกลับไปแบบนั้น แต่รู้ดีว่าเธอคงปฏิเสธพร้อมกับหัวเราะแก้เขินกับคำกล่าวเกินจริง ทั้งที่ตนัยคิดว่ามันไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
ลลันเงยหน้ามองฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาราใด เอื้อมแขนออกไปค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะรำพันออกมาเบาๆ “น่าเสียดายจังเลย...ถ้าหากสามารถเห็นดวงดาวได้จากทุกที่บนโลกนี้ก็คงจะดี โลกแบบนั้น...”
ตนัยมองหญิงสาวที่มีสีหน้าเศร้าหมองอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงจะไม่รู้ว่าเธอทำแบบนั้นเพราะมีเพียงดวงดาวเท่านั้นที่คอยเชื่อมโยงระหว่างแม่กับเธออยู่ก็ตาม แต่ตนัยก็ไม่ต้องการให้เธอทำหน้าแบบนั้นอยู่ดี จึงตัดสินใจพูดในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าพูดออกไป
“สักวันหนึ่ง ผมจะพาคุณไปที่บ้านผม จะให้คุณดูดาวที่ไม่มีสิ่งใดมาบดบังเอง”
“เอ๋? แต่...” ลลันทำหน้าลำบากใจ เพราะรู้อีกฝ่ายไม่อยากกลับไป
“ไม่เป็นไร ถ้าเพื่อคุณแล้ว ผมจะยอมกลับไปอีกครั้ง...ถ้ามีคุณไปด้วย ไม่เป็นไรหรอก”
ลลันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ยื่นนิ้วก้อยออกมา “สัญญาแล้วนะคะ”
นิ้วก้อยของคนสองคนเกี่ยวรัดกัน ไม่ใช่เพียงคำสัญญาที่เชื่อมโยงทั้งคู่เอาไว้ แม้ไม่เอ่ยปากแต่รับรู้ได้ถึงความรู้สึก
เธอคือคนสำคัญ...ตนัยบอกตัวเอง เพื่อเธอแล้ว เขาต้องพยายาม เขาทิ้งบ้านเกิดมาทิ้งชีวิตเก่านั้นไป และลลัน...เป็นคนที่ทำให้ชีวิตใหม่ของเขาเริ่มต้นขึ้นได้ เธอคือทุกอย่างในชีวิต และอยากจะมีเธออยู่ข้างกันไปตลอดชีวิต
หลังเรียนจบและทำงานหาประสบการณ์มาสองปีเต็ม ตนัยก็ตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเองขึ้นมา โดยรวมกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันมาทั้งจากเพื่อนที่มหาลัย และจากบริษัทที่ทำงานเดิม
ตนัยเพิ่งเข้าใจสิ่งที่ลลันพร่ำบอกก็วันนี้เอง หากเขาไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น คงไม่มีใครกล้าเชื่อใจตามเขามาแน่ พวกคู่ค้าจากบริษัทเดิมก็ไว้ใจที่จะลงทุนกับเขา จากบริษัทเล็กๆก็สามารถเปิดสาขาใหม่ได้อีกหนึ่งหลังจากเปิดตัวมาสามปี นั่นทำให้ตนัยตัดสินใจทำสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา
“นี่คุณได้กินข้าวบ้างมั้ยคะเนี่ย ผอมเชียว รู้นะคะว่าตั้งใจทำงาน แต่ยังไงก็ช่วยห่วงสุขภาพหน่อยเถอะค่ะ” เปิดประตูรับหญิงสาวเข้ามาปุ๊ป ก็วิจารณ์ทันที ในมือหอบของที่จะมาทำกับข้าวให้เขาทาน ทั้งที่ตนัยไม่ได้ตั้งใจให้เธอมาทำอะไรแบบนี้สักหน่อย
เขาเรียกเธอมาเพราะธุระอื่น แต่ตนัยก็อดยิ้มไม่ได้ทุกทีเมื่อหญิงสาวบ่นนู่นบ่นนี่ เขารู้ดี...บ่นด้วยความเป็นห่วงก็จริงแต่ก็บ่นพอเป็นพิธีไปอย่างนั้นเองแหละ เป็นวิธีแสดงออกถึงความรักอย่างหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้มา
ระหว่างที่เอาวัตถุดิบไปวางบนโต๊ะในครัว จู่ๆ ตนัยก็เข้าไปกอดเธอจากทางด้านหลัง
“ตะ..ตนัย?” ลลันทั้งตกใจและเขินอาย จริงอยู่ว่าพวกเขาคบกันอยู่ แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยทำอะไรเกินเลยไปกว่าการจับมือกัน
ลลันใจเต้นตึกตัก รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกอดตัวเองแน่นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ จับตัวเธอให้หันไปเผชิญหน้ากับเขา มือใหญ่เชยคางให้หญิงสาวเงยขึ้นสบกับดวงตาสีน้ำตาลแก่ของตน
“แต่งงานกับผมได้มั้ย...แสงดาวของผม?”
ดวงตากลมใสเบิกกว้างขึ้น โดยเฉพาะยิ่งคำหลังที่ใช้เรียกเธอ เมื่อรู้ถึงความหมายที่ซ่อนไว้ในนั้นดี
ตั้งแต่ตนัยเดินทางมาใช้ชีวิตที่นี่ ชีวิตของเขาก็เหมือนกับหลงทางอยู่ในป่ามืด มองไม่เห็นสิ่งใด เพียงสิ่งเดียวที่คอยส่องนำทาง ชี้นำทางแก่เขานั่นคือดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนฟ้า มีเพียงสิ่งนั้นเท่านั้น นั่นคือความหมาย
คุณคือทุกสิ่งของผม
นั่นทำให้หยาดน้ำตาของลลันเอ่อคลอ ก่อนจะไหลลงมาในที่สุด
“...ค่ะ” ลลันตอบรับ และส่งยิ้มที่ตนัยคิดว่าสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาให้ “ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ”
ตนัยรั้งลลันเข้ามากอดไว้ทันทีได้รับคำตอบ เมื่อคิดดูดีๆแล้วนั่นคงเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด เมื่อได้รักใครสักคน และได้รักนั้นตอบกลับมา
“แต่ว่านะคะ” เสียงลลันดังอู้อี้ เพราะหัวซบบ่าเขาอยู่ ก่อนจะขืนตัวออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “ฉันนึกว่าคุณจะขอฉันแต่งงานตามวิธีของเผ่าคุณซะอีก”
อา...บรรยากาศแห่งความโรแมนติกลอยละล่องไปเสียแล้ว
“ผมไม่ทำหรอก” ตนัยปฏิเสธด้วยใบหน้าที่ติดจะแดงอยู่ไม่น้อย เขาเคยบอกลลันเรื่องวิธีการขอแต่งงานของเผ่าเอดีวาสมาก่อน แล้วก็รู้ด้วยว่ามันเป็นวิธีที่น่าอายไม่ใช่น้อย ไร้ซึ่งคำพูดใด แต่การกระทำนั้นบอกทุกสิ่ง น่าอายพอๆกับพระเอกในหนังที่คุกเข่ายื่นแหวนขอนางเอกแต่งงานนั่นแหละ
“แต่ว่าฉันอยากลองมีประสบการณ์แบบนั้นดูบ้างนี่นา ทำสักหน่อยไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่”
“น้า นะคะตนัย”
“ไม่!”
.....................................................................................................
...........................................................................
............................................
เป็นภาพแห่งความสุข จนไม่กล้าคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
“ยังอยากจะดูต่อมั้ย”
นานไปชั่วครู่ กว่าอีกฝ่ายจะพยักหน้าตอบ
คนถามหลับตาลง จมสู่ห้วงอดีตอีกครั้ง
ภายห้องคอนโดในห้วงสุขถูกแทนที่ด้วยป่าไพรช่วงเย็นค่ำ คนกลุ่มหนึ่งไล่ล่าคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยปืน คนที่ถือปืนล้วนต่างสวมชุดชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น
“นั่นเป็นวันที่ฉันรักษาสัญญาว่าจะพาลลันไปยังเกาะเอดีวาส”
เสียงเล่าเรียบเฉยผิดกับภาพการไล่ล่าอันดุเดือดตรงหน้า
“เพื่อไปขึ้นเรือที่จอดอยู่อีกฟากหนึ่งของป่า จึงจำเป็นต้องเดินฝ่าเข้าไปในป่าลึก”
เสียงยังคงเล่าต่อไป
“ทำให้พวกเราไปเจอกับพวกลอบค้าไม้โดยบังเอิญ นั่นเป็นวันสุดท้าย...”
“กรี๊ดดดด!!”
เสียงกรีดร้องดังทั่วแทงลึกเข้าไปในหัวใจคนที่ได้ยิน
“ที่แสงสว่างในโลกของฉันมืดดับลง”
หัวใจเต้นรัว กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งเกร็งจนทำให้ขาเกือบพันกันอยู่หลายครั้ง แต่ยังคงฝืนตัวไว้ จะล้มไม่ได้เมื่อร่างคนรักอยู่ในอ้อมแขน สายตาจ้องไปเพียงทางข้างหน้า ไม่กล้าก้มลงมองอาการ พยายามบอกตัวเองว่าของเหลวที่ไหลไปตามแขนสองข้างนั้นเป็นเพียงเหงื่อของตัวเขาเอง
“ท่านตนัย! รีบหนีไปครับ” คนนำทางพาไปหาเรือร้องบอก ก่อนจะวิ่งแฉลบไปอีกทางเพื่อใช้ตัวเองล่อพวกที่ไล่ตามตามเขาไปแทน ปกป้องชีวิตของว่าที่ผู้นำเผ่าคนต่อไปอย่างสุดชีวิต
ได้ยินเสียงเล็กๆ ร้องเรียกชื่อเขา ตนัยได้แต่กระชับร่างนั้นให้แน่นขึ้น คิดในว่าต้องไม่เป็นอะไร คนที่รออยู่ที่เรือมีคนเป็นหมออยู่ หากไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง..ต้องดีขึ้น
ตนัยคิดเช่นนั้น เพราะอย่างนั้น เมื่อไปถึงจุดหมาย ร้องเรียกให้คนที่เป็นหมอเข้ามาดูอาการลัน สติอารมณ์ที่เพียรรักษาให้สงบมาโดยตลอดเป็นต้องขาดผึง เมื่ออีกฝ่ายกลับลุกขึ้นมาพลางส่ายหน้า พูดอะไรสักอย่างว่าสายไปบ้างล่ะ อุปกรณ์ไม่พร้อมบ้างล่ะ
จะเหตุผลไหนก็ช่างหัวมันเถอะ ตนัยไม่อยากได้ยิน เขาตรงเข้าไปกระชากเสื้อผู้ชายคนนั้นทันที
“ฉันบอกให้รักษา ก็รักษาไปสิวะ!” ทุกอย่างขาดสะบั้นจนแทบไม่ได้ยินอะไร ยกเว้นเพียงเสียงของเธอเท่านั้น
“อย่า...โทษพวกเขาเลยค่ะ”
“ลลัน!” ตนัยรีบเข้าไปกุมมือเธอไว้แน่นทันที “ไม่เป็นไรนะ คุณจะต้องไม่เป็นอะไร” แม้จะได้ยินจากปากคนเป็นหมอว่า สายไป แล้วก็ตามที
ทรายใต้ร่างหญิงสาวจับตัวเมื่อสัมผัสกับของเหลวข้นที่ไหลทะลักจากปากแผลตรงท้องไม่หยุด ลลันกระอักไอออกมาเป็นเลือด รู้สภาพร่างกายของตัวเองดี
ใบหน้าขมวดนิ่วด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่กระนั้นก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา
“ไม่..เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..กับฉัน ก็อย่าโทษพวกเขาเลยค่ะ”
“คุณเป็นขนาดนี้แล้วยังจะไปห่วงคนอื่นอีกทำไม!” เป็นครั้งแรกที่ตนัยขึ้นเสียงใส่ ลลันถึงกับทำหน้าเหวอออกมา
“เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่คุณกล้าตะคอก..ใส่ฉันเนี่ย”
“อย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้มั้ย ลลัน ผมไม่ยอมให้คุณตายหรอกนะ ไม่มีทาง!”
“มาพูดกันแบบนี้ ฉันลำบากใจนะคะเนี่ย” ลลันยังคงพูดต่อไปด้วยรอยยิ้ม มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกก่อกุมยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของคนรักอย่างแผ่วเบา จนตนัยที่เห็นเช่นนั้นแล้วรู้สึกทรมานเสียเอง น้ำตาไหลออกมาจากคู่ตาสีน้ำตาลแก่ ยังคงเฝ้าบอกต่อไปว่าจะไม่มีทางให้เธอตาย
“ขอร้องล่ะค่ะ หยุด..เถอะ” ลลันพยายามห้าม “หยุดเถอะ...ตนัย”
“แล้วคิดว่าผมจะยิ้มเหมือนยอมรับทุกอย่างได้เหมือนคุณรึไง”
“ค่ะ เพราะไม่งั้น...”
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่รอยยิ้มบนหน้านั้นเริ่มบิดเบี้ยวไป ร่างที่เคยนอนสงบนิ่งเริ่มสั่นเทิ้มอย่างมิอาจควบคุม และในที่สุด ตนัยก็ได้เห็นความจริง
“เพราะไม่งั้น ฉันคงพูดไม่ได้ว่าฉันไม่เป็นไร...ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันมีความสุขมาก และไม่นึกเสียใจเลย ฉันมีความสุขมากพอแล้วกับ...กับชีวิตนี้ ฮึ่ก!” ลลันกำลังร้องไห้ “ฉันพูดไม่ได้ ยิ่งเห็นคุณเสียใจขนาดนี้ยิ่งพูดไม่ออก”
ตนัยไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ระหว่างตัวเขากับลลัน ใครกันที่ร้องไห้ออกมามากกว่า
“ยังมีอีกมากที่อยากจะทำ ฉันยังอยากใช้ชีวิตร่วมกับคุณ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณให้นานกว่านี้...” นานจนมีลูกมีหลานเยอะๆ ใช้ชีวิตนี้กับพวกเขา นานเท่านาน...ได้จับมือนี้ด้วยกันไป แก่ไปด้วยกันและตายไปด้วยกัน
“ฉัน...”
ลลันสะอื้น ก่อนจะพูดออกมาด้วยความรู้สึกจากใจจริงทั้งหมด
“ฉันยังไม่อยากตาย...ฉันยังไม่อยาก..ไม่อยากตาย”
แม้จะรู้ว่าเขาต้องรู้สึกแย่ แต่ลลันก็เก็บซ่อนความกลัวนี้ไม่ได้อีกแล้ว เธอบีบมือตนัยแน่นราวกับจะส่งผ่านความกลัวนี้สู่เขาด้วย
ลลันมองหน้าชายคนที่เธอรักทั้งน้ำตา ก่อนจะมองเลยไปสู่ท้องฟ้ากว้างที่กลายเป็นสีน้ำเงินเข้มยามค่ำคืน
‘ฉันอยากเป็นดาว...แม้กลางคืนจะมืดมิดขนาดไหน มีเพียงแสงดาวที่เจิดจรัสอยู่บนนั้น ส่องนำทางผู้คนไม่ให้หลงทาง ช่างใจดี...และอ่อนโยน ‘
อา...
‘น่าเสียดายจังเลย...ถ้าหากสามารถเห็นดวงดาวได้จากทุกที่บนโลกนี้ก็คงจะดี โลกแบบนั้น...’
แม้กระทั่งตรงนี้ก็ยังคงไม่เห็นดาวเลยสักดวง มือพยายามจะเอื้อมไปไขว่หา แต่มันกลับไม่ปรากฏให้เห็น
“ไม่...เห็นเลย ไม่เห็นดาวเลย” ลลันพึมพำ
“น่า..เสียดาย..จัง” เธอพูดได้เพียงแค่นั้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหนเป็นทาง มือที่เคยยกสูงร่วงหล่นลงสู่ผืนทราย ดวงตาสีอ่อนเหม่อลอยไม่สะท้อนภาพใดอีกแล้ว
ร่างบางไม่ขยับอีกแล้วแม้จะถูกคนรักเขย่าอีกสักกี่ครั้ง ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วแม้เสียงร้องของคนรักก็มิอาจไปถึง เธอจากไปแล้ว ถูกพรากไปจากเขาแล้ว...ตลอดกาล
แต่นั่นยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่ไม่อาจล้างแค้นให้เธอได้
“หมายความว่าจะให้ฉันไปทั้งที่ไอ้พวกที่ฆ่าภรรยาฉันลอยนวลงั้นเหรอ!”
“ท่านตนัยโปรดเข้าใจด้วยครับ ป่านี้เป็นเขตสงวน หากถูกถามว่าเราเข้ามาทำอะไรที่นี่ก็จะพลอยแย่ไปด้วยนะครับ”
ตนัยกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ในอ้อมแขนโอบร่างเย็นเฉียบของคนรักไว้แน่น มองหน้าของเธอโดยที่รู้ว่าตัวเองไม่อาจล้างแค้นคนที่บังอาจมาพรากชีวิตเธอไปได้
“บัดซบ! บัดซบ!”
ความคั่งแค้นระเบิดออกมา กู่ร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ
ทำอะไรไม่ได้ เธอตายโดยที่เขาไม่อาจทำอะไรให้เธอได้เลย
เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของชายหนุ่ม ในขณะเดียวกันที่มีอีกเสียงหนึ่งผสานไปด้วยกันกับเขา คนที่เฝ้ามองมาตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งบัดนี้ แบกรับความทุกข์ทรมานนี้ไปด้วยกัน
แบกรับ...แม้กระทั่งความแค้น