ยาถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ระดับสวรรค์, ระดับปฐพี, ระดับเสวียน , ระดับหวง เฉกเช่นเดียวกันกับเตาหลอมโอสถ
ทว่าเตาหลอมโอสถระดับเสวียนไม่จำเป็นจะต้องใช้เพื่อปรุงยาระดับเสวียนเท่านั้น เตาหลอมโอสถมีหน้าที่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จให้นักปรุงยาเท่านั้น หากคนที่ไม่รู้วิถีแห่งการปรุงยามากนักมาใช้เตาหลอมโอสถระดับสวรรค์ คนพวกนั้นก็คงทำได้แต่ผุยโอสถ
ในราตรีที่มืดมิดความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
"ช่างเป็นสถานที่ ที่สงบเงียบเสียจริงๆ ... ข้าจะได้มีสมาธิจดจ่อกับการลงมือเสียที"
เย่จื่อเฟิงปัดใบไม้สีแดงที่เอามาปกปิดเตาหลอมโอสถไว้ก่อนหน้านี้ เขาวางเตาหลอมโอสถลงบนหินที่เรียงตัวเป็นวงกลม เก็บรวบรวมฟอนฟืนเอามาเป็นเชื้อไฟยัดใส่ลงไปใต้เตาหลอมโอสถ จากนั้นก็ใช้ลมปราณจุดไฟขึ้น แล้วก็ค่อยๆ เติมเชื้อไฟเพื่อเพิ่มพูนอุณหภูมิความร้อน
ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำเพื่อปรุงยา แต่เขากำลังกลั่นเตาหลอมโอสถต่างหาก!
อย่างคำกล่าวที่ว่า การที่จะทำงานใดให้ได้ดีนั้น จะต้องมีเครื่องมือที่ดีก่อน หลังจากเตาหลอมโอสถใบนี้กลายเป็นระดับเสวียนแล้ว เขาก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องเตาหลอมโอสถใบใหม่อีกต่อไป ทั้งหมดทั้งมวลคงต้องขอบคุณกระบี่เมฆาม่วงโบราณ หากไม่ใช่กระบี่เล่มนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณได้จากที่ใด ต่อให้หามาได้ก็ไม่รู้ว่าจะใช่ระดับวิญญาณหรือไม่
เมื่อเตาหลอมโอสถถูกแผดเผาจนกระทั่งกลายเป็นสีแดง สะเก็ดไฟก็เริ่มปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ
เย่จื่อเฟิงหลับตาลงพร้อมกับถ่ายเทลมปราณลงไปในเตาหลอมโอสถ ปรากฏเป็นชั้นพลังบางๆ ปกคลุมห่อหุ้มรวมเข้าด้วยกัน จากนั้นก็เอื้อมมือข้างหนึ่งหยิบขวดใบเล็กจากกล่องหยก ซึ่งภายในขวดนั้นก็คือเหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณออกมาแล้วเทบางส่วนลงไปในเตาหลอมโอสถ ฉับพลันก็ปรากฏเป็นหมอกควันสีขาวลอยฟุ้งกระจายออกมาพร้อมกับเสียงดัง 'ฉ่า ฉ่า'
เหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณไม่สามารถเทลงเตาได้ทั้งหมดในคราเดียวได้ จำเป็นต้องค่อยๆ ทยอยถ่ายเทลงไปทีละน้อยๆ มิเช่นนั้นเตาหลอมโอสถจะระเบิด เพราะไม่สามารถทานทนต่อพลังระดับวิญญาณได้นั่นเอง และด้วยความโลภของฉางอูเฉิงที่คิดจะยักยอกน้ำจิตไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้เย่จื่อเฟิงได้กล่องหยกเพิ่มขึ้นมาอีกสองสามใบโดยไม่ตั้งใจ
ฟู่! ฟู่! ฟู่!
เมื่อเตาหลอมโอสถระดับสามัญ ดูดซับพลังธรรมชาติจากเหล็กอุกกาบาตไปได้แค่เพียงครู่หนึ่ง ทันใดนั้นมันก็เริ่มบังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หากคนไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวรีบมาเปิดเตารับรองว่าเตาหลอมโอสถใบนี้จะระเบิดทันทีอย่างแน่นอน
เย่จื่อเฟิงไม่ได้ตกใจแม้แต่น้อยเมื่อเห็นมันเป็นเช่นนี้ จากประสบการณ์ที่มีเขารู้ดีว่าเตาหลอมโอสถยังสามารถทนไหว
เขายิ้มเล็กน้อยแล้วหยิบกล่องหยกใบที่ 2 ออกมา แล้วเริ่มเทโลหะอุกกาบาตเหลวระดับวิญญาณเพิ่มลงไป
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เตาหลอมโอสถจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่สะเก็ดไฟกระเด็นออกมาจากเตาหลอมโอสถยังปลิวประเด็นดัง เปรี๊ยะปร๊ะ ไปทั่วทุกทิศทางอย่างดุเดือด สะเก็ดไฟบางจุดกระเด็นตกลงบนแขนของเย่จื่อเฟิงจนเกิดเป็นรอยจุดแดงๆ แต่เย่จื่อเฟิงก็หาได้สนใจแต่อย่างใดไม่ มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และเขายังคงกลั่นเตาต่อไป
"เทขวดที่สามลงไปก็น่าจะเสร็จแล้ว... " เย่จื่อเฟิงมองไปยังร่องรอยเตาหลอมโอสถที่กำลังเปลี่ยนไปแล้วคาดคะเน
อันที่จริงการยกระดับเตาหลอมระดับสามัญขึ้นเป็นระดับเสวียน ใช้เพียงแค่เหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณนั้นยังไม่เพียงพอ แต่สำหรับนักปรุงยาขั้นที่ 3 อย่างเขา สำหรับนักปรุงยาชั้นยอดอย่างเย่จื่อเฟิง ซึ่งเป็นนักปรุงยาระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด ตราบใดที่มีข้าวสารย่อมสามารถปรุงอาหารชั้นเลิศได้
เมื่อเทเหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณกล่องที่สามลงไปในเตาหลอมโอสถ สะเก็ดเปลวไฟก็ปะทุขึ้นสู่ฟ้าทั่วทุกทิศทางบังเกิดเป็นแสงสีแดงฉาน น้ำจิตที่อยู่ภายในได้ก่อตัวขึ้นเป็นผลึกใสเกาะอยู่บนผิวเตาหลอมโอสถ เมื่อเตาหลอมโอสถดูดซับมันลวดลายรูปร่างแปลกประหลาดดูคล้ายดวงดาวก็ถูกสลักฝังลึกลงบนรอบๆ เตาหลอมโอสถ
นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเตาหลอมโอสถกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เตาหลอมโอสถระดับสามัญก็ถูกยกระดับขึ้นเป็นระดับเสวียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้เย่จื่อเฟิงเริ่มยิ้มออก
"ด้วยเตาหลอมโอสถระดับเสวียนใบนี้ ข้าจะต้องการแจกันมหาสมุทรโง่ๆ นั้นไปไย! " เย่จื่อเฟิงเริ่มพูดกับตัวเอง
ถึงแม้แจกันมหาสมุทรจะสามารถเพิ่มระดับการฝึกยุทธ์ได้มากแต่มันก็มีข้อจำกัดอยู่ดี หากคนหนึ่งใช้เวลาสองเดือนในการเพิ่มระดับจากกำเนิดปราณขั้นที่สี่เป็นขั้นที่ห้า แจกันมหาสมุทรก็สามารถลดระยะเวลาในการฝึกลงได้หนึ่งเดือน
ทว่าการเริ่มสกัดโอสถขึ้นมาใช้เองนั้นย่อมเห็นผลเร็วกว่า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักปรุงยาเป็นที่เคารพยำเกรงอย่างยิ่ง อีกอย่างการฝึกในวิถีแห่งการปรุงยานั้นยากกว่าการฝึกยุทธ์มากมายนัก หากไม่ใช่เพราะเย่จื่อเฟิงนั้นหลงใหลในศาสตร์แห่งการปรุงยาแล้วล่ะก็ ระดับการฝึกยุทธ์ของเขาในชาติก่อนก็คงสูงกว่าระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้วอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณทั้งสามขวดก็ระเหยกลายเป็นไอน้ำแตกสลายออกกินพื้นที่เป็นวงกว้าง
ในเวลาเดียวกันเย่จื่อเฟิงก็ถ่ายทอดลมปราณอันเย็นยะเยือกเข้าไปในเตาหลอมโอสถ เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนให้เย็นลง จากนั้นครู่ต่อมาเขาก็เทขวดที่สี่ลงไปแบบรวดเดียว ซึ่งขวดนี้มีปริมาณเหล็กอุกกาบาตหลอมเหลวระดับวิญญาณมากที่สุด
"ตูม! " หลังจากที่ได้รับพลังจิตจำนวนมหาศาลในครั้งเดียว ลวดลายอันแปลกประหลาดก็ค่อยๆ เรืองแสงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อแสงจันทราสาดกระทบลงมา ทำให้เตาหลอมยานั้นส่องประกายสีทองราวกับว่ามันถูกห่อหุ้มไปด้วยทองคำ
เขามองไปที่เตาปรุงยาแล้วพึมพำกับตนเองว่า " ด้วยเพราะกระบี่เมฆาม่วงโบราณนั้นมีพลังธรรมชาติเข้มข้น จึงทำให้สามารถกลั่นเตาปรุงยาได้ถึงระดับนี้ได้! "
แสงสีทองที่ปรากฏขึ้นอยู่บนเตาหลอมนั้นแสดงถึงว่า การยกระดับเตาหลอมและชำระล้างให้บริสุทธิ์นั้นประสบผลสำเร็จโดยบริบูรณ์ หากล้มเหลวควันที่ลอยออกมาจะกลายเป็นสีดำ
กระบี่เมฆาม่วงโบราณที่เขาได้รับจากเป็นรางวัลจากงานชุมนุมบันไดสวรรค์นั้นย่อมไม่ใช่ของธรรมดาอย่างแน่นอน ถึงกระนั้นเขาก็ยังแอบเสียใจบ้าง ในใจเฝ้าคิดว่าสำนักน่าจะมอบกระบี่ให้เขาสักสองเล่ม หนึ่งเอาไว้กลั่นเตา อีกหนึ่งเอาไว้ไปอวดผู้อื่น ถึงเย่จื่อเฟิงจะคิดเช่นนั้นทว่าในสายตาของผู้อื่นแล้ว รางวัลที่เขาได้รับถือว่ามากโขเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับตระกูลเล็กๆ แม้แต่รางวัลอันดับที่ยี่สิบของสือเฉินก็ถือว่าดีเกินคาดแล้วจริงๆ
หลังจากหมอกควันได้สลายหายไป ก็เท่ากับว่าการชำระล้างให้เตาหลอมบริสุทธิ์จะประสบผลสำเร็จโดยสมบูรณ์ รวมถึงการยกระดับจากเตาหลอมระดับสามัญให้กลายเป็นระดับเสวียนก็ประสบความสำเร็จแล้วเช่นกัน
จากนั้นเขาก็หยิบเอามีดสั้นที่ตบมาจากหวางหลินออกมา แล้วจรดคมมีดลงไปบนเตาหลอมโอสถ จากนั้นก็เริ่มตวัดคมมีดวาดลวดลายที่แปลกประหลาดบนเตาหลอมอย่างรวดเร็ว
สะเก็ดไฟเร็วกระจายกระเด็นร่วงลงบนแขนของเย่จื่อเฟิง เขาก็ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเวลานี้ห้วงสมาธิของเขาทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการตวัดคมมีดวาดลวดลาย เขารู้ดีว่าตัวเองไม่อาจผิดพลาดได้แม้แต่เล็กน้อย หากเผอเรอเพียงนิดมันก็จะส่งผลต่อคุณภาพของเตาหลอมยาที่ได้อย่างมาก
สำหรับนักปรุงยาอย่างเย่จื่อเฟิง เตาหลอมโอสถเปรียบเสมือนแขนขาของตนก็ไม่ปาน
ภายใต้การวาดตวัดมือ เย่จื่อเฟิงได้สรรค์สร้างลวดลายดวงดาราสามสิบสองจุด ลวดลายดังกล่าวค่อยๆ ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ พลังธรรมชาติที่อัดแน่นอยู่ภายในลวดลายแต่เดิมก็ค่อยๆ สงบลงด้วยเพราะลวดลายดังกล่าว
หลังจากที่ลวดลายสุดท้ายถูกเติมเต็ม เตาหลอมโอสถก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ลวดลายทั้งสามสิบสองเริ่มเปล่งประแสงเจิดจ้าโดยมีจุดเริ่มต้นจากเตาหลอมแผ่กระจายออกไปในแนวราบ เพียงชั่วครู่หนึ่งแสงดังกล่าวก็หายไป
"สำเร็จเสียที! " เย่จื่อเฟิงยิ้มด้วยท่าทีผ่อนคลาย
เขาถ่ายลมปราณลงในเตาปรุงยา หลังจากนั้นครู่หนึ่งมันก็มีแสงสีแดงเปล่งประกายขึ้นบนลวดลายทั้งสามสิบสอง ซึ่งทำให้เห็นลวดลายเด่นชัดมากขึ้น
นี่คือสิ่งที่จะปรากฏขึ้นเฉพาะบนเตาปรุงยาระดับเสวียนเท่านั้น! แสดงให้เห็นว่าเขาได้ทำการกลั่นเตาหลอมของตนเองได้สำเร็จแล้ว
ตอนนี้เขาสามารถปรุงโอสถระดับสูงกว่าเมื่อก่อน ด้วยส่วนผสมเดียวกันได้!
"เอาล่ะ ในเมื่อข้ากลั่นเตาสำเร็จแล้ว วันนี้ก็พอก่อนดีกว่า"เขาไม่มีส่วนผสมติดตัวมาด้วย จึงตัดสินใจกลับบ้าน
เย่จื่อเฟิงเอาเตาหลอมโอสถกลับไปซ่อนไว้ที่เดิม จากนั้นก็เอาเศษใบไม้กิ่งไม้ปิดกลบไว้บนเตาหลอมอีกที หากมีผู้ใดเดินผ่านแถวนี้ก็จะไม่ทันสังเกตเห็น
....
" จนป่านนี้แล้วไฉนจื่อเฟิงยังไม่กลับมาอีก! เสวี่ยอี๋เราคงไม่ถูกศัตรูจับตัวไปหรอกนะ? "
สีหน้าของเย่ฉงเทียนเต็มไปด้วยความกังวล เขาเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องโถงด้วยความเป็นห่วงเย่จื่อเฟิง
เย่เสวี่ยอี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา " ท่านพ่อปกติท่านชอบพูดอยู่บ่อยๆ ว่าท่านพี่จื่อเฟิงชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกไม่ใช่หรือ? " นางเคยชินกับการที่เย่จื่อเฟิงกลับบ้านดึกแล้ว จึงไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
"นั่น..." หลังจากงานชุมนุมบันไดสวรรค์จบลงเย่ฉงเทียนก็รู้สึกสำนึกผิดที่ตนเองละเลยบุตรชายคนนี้ไป พลังของลูกชายเขานั้นเหนือกว่าที่เขาคาดไว้มาก ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่า จะอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูเย่จื่อเฟิงให้เป็นอย่างดี จะประเคนทรัพยากรทั้งหมดที่ตระกูลเย่มีให้แก่เขา เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นผู้สืบทอดเจ้าบ้านของตระกูลเย่คนต่อไป
"พะ...พ่อผิดเอง บุตรชายของเย่ฉงเทียนชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมันก็มิแปลก ตะ... แต่ว่าถ้าเขายังไม่กลับมาอีก พ่อจะออกไปตามหาเขาเดี๋ยวนี้ "
เย่เสวี่ยอี๋ยิ้มพร้อมกับจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่แล้วก็มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นหน้าประตู
"ไม่จำเป็นต้องออกไปตามหาข้าหรอก ข้ากลับมาแล้ว"เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วเดินเข้าไปในห้อง
"ท่านพี่จื่อเฟิง! " เย่เสวี่ยอี๋ยิ้มร่าแล้ววิ่งเข้าไปหาเขา
ในเวลาเดียวกันนั้นเย่เสวี่ยอี๋กับเย่ฉงเทียนก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างหายไป
"จื่อเฟิงแล้วกระบี่เมฆาม่วงโบราณหายไปไหน? เหตุใดข้าถึงไม่เห็นมันอยู่กับตัวเจ้า? "
จบตอน