Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 132 ดินแดนแห่งดนตรี

                  ในเช้าวันนั้นผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกเรียกตัวมาจากตำหนักต่างๆภายในสำนักได้เดินทางมายังลานหินใหญ่ริมหน้าผาของสำนักลานหินอันกว้างใหญ่นั้นมีขนาดที่ใหญ่โตมากจนสามารถจุคนจำนวนมากที่ถูกเรียกตัวมา

                  ถังเฟยหู่มองไปโดยรอบแล้วคาดคะเนจากสายตาคิดว่าคนทั้งหมดที่อยู่ในที่นี้น่าจะมีจำนวนประมาณเจ็ดร้อยคนเห็นจะได้เขาได้มองสำรวจลานหินที่ริมหน้าผาของสำนักแล้วหวนนึกถึงวันแรกที่ได้มายังสำนัก เขามองออกไปยังทะเลหมอกที่ด้านนอกภาพธรรมชาติอันสวยงามของสถานที่แห่งนี้ยังคงงดงามอยู่เช่นเดิมเหมือนในอดีตไม่มีผิด

                  ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่มาจากอีกทิศทางหนึ่งเมื่อเขามองตามไปก็พบเห็นสตรีในชุดจอมยุทธ์หญิงสีม่วงดูทะมัดทะแมงกำลังเดินมาศิษย์ทั้งหลายต่างแหวกออกเป็นทางเพื่อให้สตรีคนนั้นได้เดิน เสียงที่ดังอื้ออึงอยู่นั้นบ้างก็เป็นศิษย์ชายที่ชื่นชมความงามของนางบ้างก็ชมจิตวิญญาณอันพิเศษที่หาได้ยากส่วนศิษย์หญิงหลายคนต่างก็กล่าวชื่นชมนางแล้วคุยกันว่าต้องการเอานางเป็นแบบอย่างของตน

                  ทุกคนต่างก็เริ่มเดิมทางมาถึงกันหมดแล้วรวมถึงลู่หลิน ตัวแทนของสำนักอีกคนที่ได้เดินทางมาพร้อมกับศิษย์ตำหนักที่สี่ชายหนุ่มร่างใหญ่ได้โบกมือทักทายให้กับถังเฟยหู่ซึ่งเขาเองก็ทักทายตอบรับกลับไปเช่นกันจากนั้นเมื่อเจ้าสำนักมาถึงก็ได้เดินไปยังริมผาเบื้องหลังของเขานั้นเป็นทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ที่ต้องแสงของดวงตะวันในยาวเช้าราวกับเป็นทะเลสีทองอร่ามใบหน้าของเจ้าสำนักเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างภูมิใจ ในตอนนั้นเองที่เขาได้กล่าวขึ้นเสียงของชายชราได้ดังก้องออกไปจนทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจนเขาได้โคจรลมปราณเพื่อเปล่งเสียงออก “ในวันนี้นับว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่สำนักของเขาต้องบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของสำนักตัวแทนในการเข้าร่วมงานชุมนุมเทพดนตรีในปีนี้นับว่ากล้าแกร่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาข้าภูมิใจในเหล่าตัวแทนศิษย์ยิ่งนักอีกทั้งข้าได้หารือกับอาจารย์ของพวกเจ้าแล้วว่าปีนี้จะขอทำการนำพาพวกเจ้าไปเข้าร่วมงานชุมนุมในปีนี้ด้วยเพื่อพาเจ้าไปเปิดูเปิดตา และศึกษาวรยุทธ์ของศิษย์ต่างสำนักเพื่อมาพัฒนาตัวเอง”

                  หยางปินที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ตัวเราะแห้งๆออกมาและพูดเบาๆกับพี่ชายของตนเองที่ยืนอยู่ด้านข้าง“เหอะๆ จะพูดชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดทำไมกัน ศิษย์พี่ก็แค่อย่างอวดพรสวรรค์ของลูกศิษย์ตัวเองก็เท่านั้นเอง”

                  หยางเฟยเทียนได้ยินน้องชายพูดเช่นนั้นก็มาก็ได้แต่ส่ายหัวไปมาพร้อมกับกล่าวกับน้องชายออกไป “คำพูดนี้เจ้าพูดกับข้าแค่สองคนนั้นพอได้ แต่อย่าได้แพร่งพรายออกไปให้ผู้อื่นได้ยินโดยเฉพาะศิษย์พี่เจ้าสำนักไม่เช่นนั้นเขาก็คงโกรธเจ้าเป็นฟืนเป็นไฟแน่”

                  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่เจ้าสำนักได้ทำการโบกมือออกไปชายเสื้อของเขาสะบัดออกตีเข้ากับลม ปลายนิ้วของเขาคีบเอาไว้ด้วยผ้ายันต์อาคม ในพริบตานั้นเองที่ยันต์สีเหลืองที่ขีดเขียนอาคมเอาไว้ได้เผาไหว้ตัวเองกลายเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าเปลวเพลิงนั้นได้พุ่งออกไปทางทะเลหมอกเบื้องหน้าจากนั้นได้เปล่งแสงอันเจิดจ้าออกมา

                  แสงนั้นสว่างเจิดจ้าจนศิษย์ส่วนใหญ่ต้องนำมือมาป้องตาเพื่อบังแสงนั้นเมื่อพวกเขาหันกลับไปมองอีกทีหลังสิ้นแสงลงก็พบว่าที่ตรงหน้าของพวกเขาได้ปรากฏเรือสำเภาไม้ขนาดใหญ่บนเสากระโดงเรือที่ขึงใบเรือขนาดใหญ่เอาไว้บนนั้นเขียนเอาไว้ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่าสำนักเสียงสวรรค์

                  ศิษย์แทบทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่พบเจอสิ่งน่าอัศจรรย์ตรงหน้าเรือนั้นนอกจากจะถูกเรียกออกมาด้วยอาคมแล้วมันยังลอยอยู่บนทะเลหมอกเบื้องหน้าพวกเขาได้ราวกับปาฏิหาริย์นี่เป็นครั้งแรกของศิษย์หลายคนที่มาจากพื้นเพธรรมดาที่ได้พบเห็นเรือเหาะพลังปราณนี่เป็นยานพาหนะที่ใช้เดินทางไกลแต่จำเป็นต้องใช้ลมปราณหล่อเลี้ยงใส่อาคมภายในเรือเพื่อให้มันสามารถเดินทางล่องไปอากาศและท้องฟ้าได้ตามสำนักที่มีขนาดกลางขึ้นไปในยุทธภพก็มักจะมีเรือเหาะแบบนี้เช่นเดียวกัน

                  หลังจากนั้นทุกคนที่ได้เดินทางมาถึงตรงลานหินก็ต่างทยอยขึ้นไปบนเรือกันหมดโดยภายในเรือเหาะนี้ของสำนักนับว่ามีขนาดใหญ่ยิ่งนักโดยภายในเรือได้แบ่งสัดส่วนออกเป็นตำนักต่างๆให้ได้พักพิง

                  หยางเฟยเทียนได้นำพาศิษย์ของตนเดินทางไปยังห้องท้ายสุดของตัวเรือเพื่อให้ศิษย์ทั้งหมดของเขาได้พักผ่อนเมื่อเปิดประตูมาก็พบว่าข้างในเป็นห้องโล่งๆไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรนักแต่ก็นับว่าสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างไม่เบียดเสียดโดยห้องนี้จะเป็นที่พักของศิษย์ภายในตำหนักที่หกทั้งหมด

                  โดยหยางเฟยเทียนนั้นจะแยกไปพักอีกห้องหนึ่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้เหล่าคณาจารย์ยุทธ์ทั้งหลายของสำนักโดยหยางถิงขอติดตามไปพักกับท่านตาของตนเองด้วยซึ่งหยางเฟยเทียนเองก็ไม่ได้ว่าอะไรและปล่อยให้นางตามเขาไปอย่างง่ายดาย

                  หลังจากอาจารย์ได้เดินจากไปศิษย์ทั้งหลายต่างก็หาพื้นที่จับจองเป็นของตนเองรวมถึงถังเฟยหู่เองก็ได้เลือกที่ว่างมุมหนึ่งเพื่อนั่งลงและหลับตาฝึกวิชาต่อไปเนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงเวลาของงานชุมนุมเทพดนตรีแล้วเขาจึงอยากใช้เวลานี้ในการเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด

                  เขาได้ทบทวนวิชาที่อาจารย์สอนในช่วงนี้รวมถึงจำลองภาพการต่อสู้ในหัวเพื่อฝึกฝนเพลงทวนไปพลางๆ อีกทั้งระหว่างนั้นก็ยังได้ควบคุมลมปราณเพื่อโคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงลมปราณวายุที่แปดเปื้อนด้วยพิษของเขาได้ไหลโคจรไปทั่วทั้งร่าง ซึ่งปราณเจ็ดสำเนียงของเขาที่ได้ผสานเข้ากับธาตุพิษไปแล้วก่อนหน้านี้ได้เข้าไปกระตุ้นจุดชีพจรพิษทั้งร้อยแปดให้ทำงานในการสะสมพิษไปด้วย

                  หลังจากที่เขาได้กลืนยาอสูรวายุคลั่งที่ปรุงขึ้นจากขนของฉ่างฟูและเคล็ดลับการหลอมยาของสกุลถังไปก็ทำให้ปราณวายุของเขาแปรเปลี่ยนไปนั่นจึงทำให้เขาเริ่มสังเกตว่าเคล็ดวิชารวมถึงปราณที่มีส่วนผสมของธาตุพิษอยู่จะทำให้การบ่มเพาะของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าวิชาโดยทั่วไปชายหนุ่มคิดว่านี่อาจจะเป็นผลมาจากสายเลือดของสกุลถังที่เขาได้ดีกับพิษหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะวิชาปราณห้าพิษในร่างเป็นตัวเสริมก็ได้

                  ปราณเจ็ดสำเนียงพิษของเขานั้นได้ฝึกจนมาถึงขั้นสองระดับสุดยอดจากทั้งสี่ขั้นแล้วถังเฟยหู่คิดว่าหากฝึกอย่างหักโหมสักหน่อยในระหว่างเดินทางก็อาจจะสามารถทะลวงขั้นไปยังขั้นที่สามได้ก่อนถังที่หมาย

                  เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเร่งเร้าลมปราณของตนเองขึ้นพร้อมกับการไหลเวียนปราณไปยังเส้นลมปราณรอบร่างกายอย่างรวดเร็วที่รอบกายของเขาราวกับจะบังเกิดสายลมอ่อนๆขึ้น พลังปราณวายุในร่างของเขาได้สะสมพลังและสร้างความมั่นคงภายในตันเถียนของเขามากกว่าเดิม

                  วิถีการฝึกตนของเขาแล้วมานั้นเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงให้กับพื้นฐานเสียส่วนมากนั่นเพราะเขาทราบดีว่าพื้นฐานนั้นสำคัญเพียงใด หากรากฐานของผู้ฝึกตนไม่มั่นคงก็อาจทำให้ไม่อาจก้าวหน้าต่อไปได้เรื่องราวเหล่านี้เขาได้รับการสั่งสอนจากท่านตาของเขามาตั้งแต่ยังเด็กที่คำนั้นล้วนจำอยู่ขึ้นใจ

                 

                  หลังจากเดินทางมาได้หลายวัน ในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถสั่งสมลมปราณจนสามารถบรรลุปราณเจ็ดสำเนียงขั้นสามในที่สุดความเข้าใจต่อธาตุลมของเขามีมากขึ้นกว่าหลายส่วนจากการศึกษาวิชาปราณชนิดนี้อีกทั้งพลังพิษที่แฝงเอาไว้ในปราณเจ็ดสำเนียงพิษยังมีความมั่นคงมากกว่าเดิมอีกทั้งยังผสานกันอย่างแน่นแฟ้นกันมากกว่าเดิมเสียอีก อาจจะเป็นเพราะยิ่งโคจรผ่านจุดชีพจรพิษมากเท่าไหรก็ทำให้ความเป็นพิษในปราณวายุเกิดการผสานตัวที่กลมกลืนกันมากขึ้นไปอีกเพราะได้การหนุนเสริมจากชีพจรพิษทั้งหมดบนร่างกายของเขา

                  ชายหนุ่มได้ลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์การฝึกฝนในตอนนั้นเองที่ประตูห้องพักได้ถูกเปิดขึ้นผู้ที่เดินเข้ามานั้นก็คืออิสตรีงามผู้หนึ่ง นางก็คือหยางถิงนั่นเองนางได้หันไปมองโดยรอบห้องก่อนที่สายตาจะไปหยุดตรงร่างของถังเฟยหู่พอดีนางได้เดินอย่างเร่งรีบตรงมายังชายหนุ่มพร้อมกับบอกเขาให้เขารีบตามนางออกไป แม้ชายหนุ่มจะไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักแต่ก็ยังคงติดตามออกไปแต่โดยดี

                  หยางถิงได้นำพาชายหนุ่มมายังดาดฟ้าของเรือภาพที่ชายหนุ่มเห็นตรงหน้านั้นคือทิวทัศน์อันงดงามบนท้องฟ้าที่รายล้อมไปด้วยเมฆหมอกสายลมเย็นฉ่ำได้พุ่งเข้ามาปะทะหน้าของเขาด้วยความเร็วในการเคลื่อนตัวของเรือ

                  ชายหนุ่มได้สูดหายใจกลิ่นอายของอากาศอันสดชื่อเข้าปอดเขาได้มองบรรยากาศที่สวยงามโดยรอบ ภาพที่เห็นตรงหน้าได้ทำให้จิตใจของเขารู้สึกผ่อนคลายลงมากกว่าเดิมแต่ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้ชี้นิ้วไปทางเบื้องหน้า ชายหนุ่มได้หันไปตามปลายนิ้วที่ชี้ไปของหญิงสาวในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้กล่าวออกมา “มองดูนั่นสินั่นคือจุดหมายของพวกเรา”

                  ที่ปลายสายตาของชายหนุ่มได้พบกับหุบเขาขนาดใหญ่ภายใต้เมฆหมอกเบื้องล่างหุบเขานั้นมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ที่แห่งนั้นถูกรายล้อมเอาไว้ด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์

    ที่ใจกลางของหุบเขาได้ปรากฏเรือนไม้ขนาดใหญ่โตราวกับพระราชวังโดยรอบของวังไม้นั้นประกอบด้วยตึกและสิ่งก่อสร้างมากมาย ราวกับใจกลางของหุบเขานั้นคือเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีเรือนไม้นั้นเป็นศูนย์กลาง

                  ในขณะที่เรือของสำนักเขาได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้านั้นเองที่ได้มีสายลมหอบหนึ่งพุ่งเข้ามาจนเปิดเผยเมฆที่กำบังอยู่โดยรอบออกให้เห็นสิ่งต่างๆได้บนท้องฟ้าโดยรอบนั้นต่างมีเรือเหาะพลังปราณกระจายตัวอยู่โดยทั่วเรือเหาะพลังปราณเหล่านั้นราวกับจะปรากฏแรงกดดันบางประการขึ้นเรือเหาะพลังปราณเหล่านี้ต่างก็คือคนจากสำนักชั้นยอดในยุทธภพที่ได้มาเข้ารวมงานชุมนุมในครั้งนี้

                  ชายหนุ่มถึงกับตื่นตะลึงในความยิ่งใหญ่ของงานชุมนุมสำนักดนตรีในแผ่นดินครั้งนี้ยิ่งนักในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้กล่าวออกมา “มันดูยิ่งใหญ่มากเลยสินะศิษย์น้อง”ถังเฟยหู่ได้หันกลับไปพบเห็นศิษย์พี่กล่าวออกมาในขณะที่นางมองออกไปยังเบื้องหน้าสายลมได้พัดให้ผมของนางปลิวไสวไปกับสายลมนางได้ใช้มือสางผมของตนขึ้นไปทัดบนหลังหูก่อนที่จะกล่าวต่อไป “ที่เจ้าเห็นอยู่ตรงหน้าถูกเรียกว่าตำหนักเสียงวิญญาณซึ่งเป็นที่กล่าวขานมาแต่โบราณว่าเป็นต้นกำเนิดของวรยุทธ์ในศาสตร์ดนตรีทั้งปวง ที่แห่งนี้ถูกดูแลโดยยอดยุทธ์ศาสตร์ดนตรีของทางตำหนักอีกทั้งยังเป็นเจ้าภาพการจัดงานที่ทำการจัดอันดับสำนักศาสตร์ดนตรีในแผ่นดินกล่าวง่ายๆก็คือตำหนักเสียงวิญญาณคือกฎเกณฑ์ของสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งหลายนั่นเองผู้อาวุโสทั้งหลายในตำหนักนั้นคือผู้ที่แสวงหาการฝึกตนในศาสตร์ดนตรีอย่างลึกล้ำไม่แสวงหาอำนาจหรือเข้าข้างฝ่ายใด”

                  หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้นไม่นานนักเรือเหาะพลังปราณของพวกเขาก็ได้เข้าใกล้ยังเขตของตำหนักเสียงวิญญาณ เรือเหาะของสำนักทั้งหลายต่างเทียบท่าลงบนพื้นที่ด้านนอกหุบเขานั่นเพราะที่ทางด้านบนของหุบเขานั้นถูกตรึงเอาไว้ด้วยอาคมป้องกันแน่นหนายากจะผ่านเข้าไปได้หากไม่ได้รับอนุญาติ

                  อีกทั้งหากมีผู้ใดกล้าลุกล้ำเท่ากับเป็นการประกาศตนเป็นศัตรูกับตำหนักเสียงวิญญาณหรือเท่ากับเป็นศัตรูกับสำนักศาสตร์ดนตรีทั้งแผ่นดิน หากจะกล่าวไปแล้วแม้แต่ตำหนักของจูเชว่อ๋องผู้ครองแคว้นแห่งนี้ก็ยังต้องเกรงใจตำหนักเสียงวิญญาณอยู่หลายส่วนนั่นยิ่งย้ำเตือนถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตำหนักเสียงวิญญาณแห่งนี้

                  สำนักทั้งหลายต่างทยอยลงจากเรือเหาะพร้อมกับเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปยังเขตของตำหนักเสียงวิญญาณเฉินหลินเจ้าสำนักเสียงสวรรค์เห็นศิษย์ของสำนักตนเตรียมพร้อมกับแล้วที่ทุ่งโล่งเบื้องหน้าหุบเขาเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงได้โบกมือออกไปแล้วทำการเรียกเรือเหาะกลับมา

                  เรือเหาะได้สลายกลายเป็นเถ้าธุลีจากนั้นเถ้าธุลีเหล่านั้นก็ได้กลับมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วทั้งสองของเฉินหลินที่ชี้ออกไปมันได้กลับกลายเป็นยันต์อาคมอีกครั้งหนึ่งเขาได้ทำการเดินนำศิษย์ทั้งหลายให้ตรงไปยังทางเข้าหุบเขาในทันที

                  เมื่อมองไปแล้วได้มีหลายสำนักทยอยเข้าไปกันบ้างแล้วถังเฟยหู่มองสำรวจไปโดยรอบก็พบกับจอมยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกันอยู่หลายคนจากสำนักอื่นบ้างก็ถือเครื่องดนตรีประจำตัวมาด้วยเช่นกันส่วนบางคนก็มีทาสอสูรหรือไม่ก็จิตวิญญาณเดินติดสอยห้อยตามอยู่ไม่ห่างคาดว่าพวกนี้คงจะเป็นผู้ฝึกศาสตร์ดนตรีควบคุมอสูรเป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่แท้แล้วตัวแทนของสำนักต่างๆจะเป็นใครเพราะแต่ละสำนักต่างก็พาผู้คนมาเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้เช่นกัน

                  เมื่อเฉินหลินเดินมาถึงทางเข้าหุบเขาก็ได้พบกับด่านตรวจซึ่งมีบัณฑิตท่าทางสุภาพเป็นผู้ตรวจสอบสำนักต่างๆก่อนจะเข้าไปยังหุบเขาชายในท่าทางบัณฑิตผู้นั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่เบื้องหน้ามีโต๊ะขนาดไม่ใหญ่นักและบนโต๊ะตัวนั้นได้ทำการวางเอาไว้ซึ่งพิณเก่าตัวหนึ่งเฉินหลินเดินเข้าไปหาผู้ตรวจสอบและได้แสดงตราของสำนักให้บัณฑิตผู้นั้นได้ตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบคนนั้นได้ใช้ปราณของตนตรวจสอบตราสำนักนั้นเพียงไม่นานก็ได้ส่งกลับไปให้แก่เฉินหลินดังเดิม

                  “สำนักเสียงสวรรค์…ผ่านไปได้ ขอให้พวกท่านโชคดีในงามชุมนุมปีนี้ข้าคาดหวังให้พวกท่านได้ตำแหน่งที่ดีอย่างที่หวังเอาไว้”ผู้ตรวจสอบกล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนจะผายมือเป็นการบอกให้พวกเขาผ่านไปได้ ผู้ตรวจสอบนั้นได้นำนิ้วแตะไปยังสายพิณและทำการดีดออกไปหนึ่งครั้งเสียงนั้นก้องกังวานไปทั่ว

                  ที่ห้วงอากาศด้านหลังของชายบัณฑิตนั้นได้กระเพื่อมขึ้นลงราวกับผิวน้ำที่ถูกวัตถุกระทบนี่คืออาคมป้องกันของตำหนักเสียงวิญญาณ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบถึงจะสามารถเจ้าไปได้โดยหากแม้เป็นช่วงปกติที่ไม่ใช่งานชุมนุมเทพดนตรีก็ยังคงมีการตรวจตราเช่นนี้เช่นกันโดยกฎเกณฑ์ของที่แห่งนี้จะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในศาสตร์ดนตรีหรือชาวบ้านธรรมดาไร้วรยุทธ์เท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปได้

                  เฉินหลินได้นำพาศิษย์ทั้งหลายเดินผ่านม่านอาคมนั้นไปศิษย์ทั้งหลายต่างเดินผ่านห้วงอากาศนั้นไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อพวกเข้าข้ามผ่านเขตอาคมไปแล้วก็ได้พบเข้ากับบรรยากาศที่แตกต่างออกไปห้วงอากาศภายในหุบเขานั้นช่างสดชื่นพลังปราณภายในกายของพวกเขาราวกับถูกปลุกเร้าขึ้นมา

                  ราวกับห้วงอากาศในที่แห่งนี้แฝงเอาไว้ด้วยศาสตร์อันลึกล้ำของดนตรีอยู่ทุกอณูในใจของถังเฟยหู่คิดว่าที่แห่งนี้ช่างสมกับถูกเรียกขานว่าเป็นต้นกำเนิดของวรยุทธ์ดนตรีทั้งปวงในแผ่นดินซื่อหลิงโดยหากเป็นผู้ที่ฝึกฝนในศาสตร์ดนตรีนับว่าที่แห่งนี้เป็นประโยชน์มากมาย อีกทั้งยังเหมาะสมกับการฝึกยุทธ์ดนตรีอีกด้วย

                  เมื่อพวกเขาทั้งหลายเดินเข้ามาในหุบเขาก็พบสองข้างทางที่เป็นหน้าผาหินและทางเดินที่ตรงไปเรื่อยๆพวกเขาได้เดินตรงเข้าไป ไม่นานนักก็ได้เลยเขตหน้าผาออกมา ที่ตรงหน้าของพวกเขาได้ปรากฏอาคารบ้านเรือนราวกับเป็นเมืองแห่งหนึ่ง

                  สถานที่แห่งนี้ก็คือชายขอบของตำหนังเสียงวิญญาณนั่นเองหลังจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ลูกหลานของคนจากตำหนักเองรวมถึงผู้ที่เข้ามาฝึกยุทธ์ หรือทำการค้าขายกับผู้ฝึกตนในศาสตร์ดนตรีก็ตาม ต่างก็สร้างบ้านเรือนและขยายตัวโดยรอบตำหนักมาเรื่อยหลังจากผ่านเวลามาจนถึงปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นเมืองขนาดย่อมๆขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ดนตรีทีเดียว นั่นเพราะไม่ว่ามองไปทางไหนต่างก็กอปรไปด้วยของที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ดนตรีทั้งนั้น

                  ศิษย์ของสำนักเสียงสวรรค์ต่างก็เข้ามายังเขตเมืองกันหมดแล้วเหล่าอาจารย์ได้นำพาเหล่าศิษย์ของตนเดินตรงเข้าไปที่ใจกลางของเมืองไม่นานนักพวกเขาก็ได้พบเห็นกับตำหนักโบราณขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นอายเก่าแก่ออกมา

                  ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากถึงการเข้ามาถึงยังสถานที่โบราณซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของแนวทางยุทธ์ที่พวกเขาฝึกอยู่ภายในใจของพวกเขาล้วนมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางประการขึ้นไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะพลังงานลึกลับหรือกลิ่นอายอันแปลกประหลาดของตำหนักแห่งนี้ที่ส่งมาหาพวกเขาก็เป็นได้

                  ในตอนนั้นเองที่ได้มีจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากภายในตำหนักเสียงวิญญาณเขาได้มองสำรวจออกไปก็พบเห็นหลายสำนักเริ่มทยอยเดินทางมาถึงแล้วเขาได้อ้าปากแล้วกล่าวออกมา “ยินดีต้อนรับสำนักดนตรีทั้งหลาย”เสียงอันแผ่วเบาจากริมฝีปากของชายคนนั้นได้เดินทางผ่านเสียงและลมปราณอันสลับซับซ้อนก่อนจะถ่ายทอดเข้าสู่หูของทุกคนได้อย่างชัดเจนพวกเขาได้ยินเสียงชายตรงหน้าราวกับเขามายืนอยู่ใกล้ๆแม้จะอยู่ห่างไกลออกไปก็ตามที “ขอเชิญพวกท่านเข้ามาพักผ่อนด้านในเถิด ได้มีหลายสำนักเดินทางมาถึงก่อนแล้วเหลืออีกไม่กี่สำนักก็จะครบตามกำหนดเทียบเชิญ คาดว่าอีกไม่นานงานชุมนุมคงจะใกล้ได้เริ่มแล้ว”

                  ชายคนนั้นได้ผายมือเชิญและเดินนำเข้าไปภายในตำหนักสำนักต่างๆที่ยืนอยู่โดยรอบทางเข้าตำหนักนั้นต่างก็ได้เดินตามคนของตำหนักเสียงวิญญาณเข้าไปสำนักทั้งหลายต่างถูกจัดสรรเข้าพักภายในห้องหับในตำหนักอย่างเรียบง่ายห้องพักภายในตำหนักแห่งนี้มีอยู่อย่างมากมายและกว้างขวางภายในห้องทั้งหลายล้วนไม่มีสิ่งตกแต่งใดๆมากเสียเท่าไหรนักแต่ก็นับว่าสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างไม่ลำบากอะไรนัก

                  เฉินหลินได้กล่าวออกมาเมื่ออยู่หน้าห้องโถงภายในตำหนัก“พวกเจ้าทั้งหลายแยกย้ายกันไปพักผ่อนเสียก่อนเถอะส่วนเหล่าอาจารย์และตัวแทนของสำนักขอให้อยู่ต่อก่อนสักครู่เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการประลอง”เมื่อกล่าวเสร็จศิษย์เกือบทั้งหมดต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามที่พักของตนเองที่ถูกจัดสรรไว้

                  โดยตำหนักแห่งนี้นับว่ามีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนักอีกทั้งยังอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณอันมหาศาลอยู่แทบทุกอณู สมแล้วกับที่เป็นสถานที่ๆคงอยู่มาแต่โบราณเหล่าศิษย์ของสำนักทั้งหลายต่างก็ได้ห้องพักส่วนตัวคนละหนึ่งห้องภายในห้องนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่ายและมีเตียงเพียงหนึ่งหลัง

                  ถังเฟยหู่เข้ามาพักในห้องของตัวเองที่ได้รับมาเขาได้นั่งลงบนเตียงและเริ่มทำการโคจรลมปราณอีกครั้งเพื่อฝึกฝนเวลาของการประลองใกล้เข้ามาเต็มทีเขาจำต้องใช้เวลาทุกช่วงลมหายใจในการพัฒนาตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

                  นอกจากที่จะเป็นการช่วยให้สำนักได้ตำแหน่งที่ดีในการประลองแล้วสำหรับเขาการแข่งขันกับผู้มีฝีมือนับว่าเป็นการฝึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั่นเพราะทุกครั้งที่เขาสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วก็เป็นช่วงที่ชีวิตของเขามักเฉียดใกล้ความตายเสมอทุกครั้งที่ชีวิตของเขาได้สัมผัสความรู้สึกราวนั้นราวกับเป็นการกระตุ้นให้เขาสามารถก้าวหน้าได้ต่อไป

                  ชายหนุ่มได้โคจรลมปราณไปทั่วร่างเพื่อทำการบ่มเพาะลมปราณในตันเถียนของตนต่อไปในการประลองระหว่างสำนักในครั้งนี้เขาจะต้องใช้วิชาที่เป็นรากฐานของสำนักอันแฝงเอาไว้ด้วยศาสตร์แห่งดนตรีทั้งทางตรงและทางอ้อมนี่เป็นหนึ่งในกฎพื้นฐานของการประลองในครั้งนี้

                  อีกทั้งเมื่อการประลองได้เริ่มขึ้นแล้วกลุ่มของสำนักที่ทำการแข่งขันจะต้องทำการบรรเลงบทเพลงขึ้นระหว่างแข่งโดยจะใช้เพื่อสนับสนุนเพื่อนร่วมสำนักหรือสัตว์อสูรของตนก็ย่อมได้ แต่กฎเหล็กข้อสำคัญก็คือบทเพลงของกลุ่มสำนักนั้นๆจะต้องทำการบรรเลงไปอย่างต่อเนื่องระหว่างทำการแข่งหากหนึ่งในกลุ่มคนทั้งสามของแต่ละสำนักถูกขัดจังหวะจนไม่สามารถบรรเลงเพลงต่อไปก็นับว่าได้พ่ายแพ้แล้ว

                  ซึ่งกฎการประลองเช่นนี้ชายหนุ่มก็เข้าใจและคิดว่าสมเหตุสมผลอยู่บ้างเนื่องจากงานชุมนุมนี้มีเพื่อคัดสรรสำนักผู้เป็นยอดทางด้านดนตรีหากไม่ใช้ดนตรีเพื่อตัดสินแล้วจะใช้สิ่งใดตัดสินกันเล่า?

                  หลักจากเขาบ่มเพาะลมปราณได้ประมาณหนึ่งวันเขาก็ได้ตื่นขึ้นจากภวังค์การฝึกเพราะได้ยินเสียงเดินของใครบางคนที่มาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของเขาชายหนุ่มได้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับที่มีเสียงเคาะประตูไม้โบราณของห้องพัก

                  ก๊อกก๊อก

                  ถังเฟยหู่ได้เดินไปที่ประตูพร้อมกับเปิดมันออกเมื่อเปิดประตูเขาก็ได้พบเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่ที่หน้าประตูคนผู้นี้มีร่างกายกำยำสูงใหญ่ ร่างกายของคนผู้นี้นับว่าสูงกว่าเขาถึงหนึ่งฉื่อคนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากลู่หลินหนึ่งในตัวแทนของสำนักเช่นเดียวกันกับเขา

                  ถังเฟยหู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเขาได้กล่าวออกมา “ศิษย์พี่ลู่ ลมอันใดหอบท่านมา ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า?”

                  ลู่หลินยิ้มพลางส่ายหน้าไปด้วย“ข้าไม่ใช่คนที่มีธุระกับเจ้าหรอก หากแต่เป็นพวกท่านอาจารย์และเจ้าสำนักพวกท่านต้องการเรียกพวกเราไปปรึกษาและวางแผนในการประลองเนื่องจากสำนักต่างๆเริ่มเดินทางกันมาใกล้คบแล้วท่านเจ้าสำนักคาดว่าคงอีกไม่กี่วันคงมีการเรียกรวมตัวผู้เข้าร่วมประลองเพื่อเปิดงานชุมนุมเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะศิษย์น้องถัง”ลู่หลินกล่าวเสร็จก็หันหลังและเดินไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ถังเฟยหู่ตอบกลับเลยแม้แต่น้อยชายหนุ่มได้แต่ยิ้มเล็กน้อยและเร่งฝีเท้าติดตามศิษย์พี่ร่างโตตรงหน้าไปให้ทันท่วงที

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    288K 400
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810