โลกอมตะ
บนภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้จำนวนมาก ชายหนุ่มร่างซูบผอมเล็กน้อยยืนอยู่บนยอดต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาอยู่ในชุดจีนโบราณ จ้องมองไปที่ท้องฟ้า ก่อนที่ถอนหายใจยาวๆ ออกมา
“ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์กับพวกศิษย์พี่ ศิษย์น้องจะเป็นยังไงกันบ้าง” เขาพึมพำ น้ำเสียงแฝงเร้นเอาไว้ด้วยความเศร้าหมอง
ถ้าหากหลินเฉินมาอยู่ที่นี่ เขาจะรู้ได้ในทันทีว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากลูกศิษย์คนที่สองของเขาหวังมู่
นับตั้งแต่ที่เข้าไปในช่องว่างมิติกับพวกศิษย์พี่ ศิษย์น้อง เพื่อติดตามท่านอาจารย์ของเขาไป เขาก็ถูกดีดออกมาจากช่องว่างมิติในภายหลัง กลับมายังจุดที่เปิดช่องว่างมิติ จากนั้นเวลาก็ผ่านมาหลายวัน
เขาพยายามที่จะเปิดช่องว่างมิติ เพื่อลองเข้าไปใหม่อีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะทำได้
ด้วยพลังความแข็งแกร่งที่เขามี มันยังไม่อาจเพียงพอที่จะเปิดช่องว่างมิติ เพื่อตามไปหาทุกคนได้
สุดท้ายเขาจึงได้แต่ค้นหาวิธีอยู่ในโลกอมตะแห่งนี้อย่างที่เห็น ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะค้นพบวิธี หรือวันหนึ่งท่านอาจารย์ของเขาและพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องจะกลับมา
“ช่างเงียบเหงายิ่ง” หวังมู่ถอนหายใจยาวๆ ออกมาอีกครั้ง บอกตามตรงว่าการไม่มีทุกคนอยู่ มันทำให้ชีวิตของเขาเงียบเหงาเป็นอย่างมาก
แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ที่มีทุกคนอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ภายในป่าเร้นลับ ร่วมสุข ร่วมทุกข์ หัวเราะไปด้วยกัน
เมื่อคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น หวังมู่ต้องส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น เขาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ วันเวลาเหล่านี้จะหวนมาอีกครั้ง
“โลกอมตะ เงียบสงบเหลือเกิน” หวังมู่กวาดสายตามองไปรอบๆ
โลกอมตะ แม้เป็นโลกที่กว้างใหญ่ แต่มันก็เงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ ทุกคนมุ่งมั่นใฝ่หาความเป็นอมตะด้วยการฝึกตน มีน้อยครั้งที่จะเกิดสงครามหรือว่าต่อสู้ฆ่าฟันกัน
“หือ?” ทันใดนั้นเหมือนว่าหวังมู่จะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาต้องหายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่
เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มายืนอยู่บนท้องฟ้าในที่ห่างไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ลิบลับ
สายตาของหวังมู่ได้กวาดมองลงไป เขาพบเห็นกลุ่มชายชุดดำหกคน ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับจุติสวรรค์ขั้นปลาย กำลังไล่ล่าหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระดับจุติสวรรค์ขั้นต้น
“มีความงามไม่เลว” หวังมู่อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
หญิงสาวที่ถูกไล่ล่า ใบหน้างดงามยิ่ง ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างของเธอ ที่ราวกับสวรรค์แกะสลักสรรสร้างขึ้นมาให้เป็นหนึ่งในความงามเหนือโลกใบนี้
ความงดงามของเธอ เหนือกว่าเทพธิดาหลายๆ คนที่เขาเคยได้พบเห็นมาเสียอีก
“ดูจากอายุแล้ว เพียงสามสิบต้นๆ นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียว” หวังมู่พยักหน้าอย่างชื่นชม
อีกฝ่ายมีอายุไม่มาก แต่กลับมาถึงระดับจุติสวรรค์ขั้นต้นแล้ว ถ้าหากว่าไม่เรียกว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง แล้วจะเรียกอะไรได้
“ทักษะหลบหนีดีมาก แม้ถูกไล่ตามจากผู้ฝึกตนระดับจุติสวรรค์ขั้นปลายหกคนยังไม่พลาดท่า” หวังมู่พูดกับตัวเองอย่างเงียบๆ
แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะลงไปช่วยแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากที่จะช่วย แต่เขาอยากดูก่อนว่าหญิงสาวคนนี้ จะเอาตัวรอดจากกลุ่มชายในชุดดำได้หรือไม่
หากไม่ได้จริงๆ เขาค่อยยื่นมือเข้าไปช่วยตอนนั้นก็ยังไม่สาย
ภายในป่าด้านล่าง กลุ่มชายชุดคลุมสีดำไล่ล่าติดตามหญิงสาวอย่างไม่ลดละ ยิ่งมาความเร็วของพวกเขายิ่งเพิ่มขึ้น
“ฉิงชิงเฉิน หยุดซะ เจ้าไม่อาจหนีพวกข้าพ้น!” ชายชุดคลุมสีดำคนหนึ่งตวาดออกมา น้ำเสียงเย็นเยียบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของหญิงสาวที่หลบหนีอยู่ด้วยความโหดเหี้ยม
ฉิงชิงเฉินผู้งดงามอยู่ในชุดอาภรณ์สีเหลืองอำพัน มุมปากมีคราบเลือด เธอไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ส่งเสียงที่เย็นชาออกมา “กุยหวางและพวกเจ้ากลุ่มคืนเดือนมืด จะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเจ้าทำ!”
เธอแน่นอนว่าไม่โง่พอที่จะหยุด หยุดแล้วตาย เธอจะหยุดให้โง่ทำไม เธอมาจากนิกายระดับกลาง ซึ่งเป็นขุมอำนาจที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในโลกอมตะแห่งนี้
วันนี้เธอออกมาทำภารกิจกับศิษย์พี่ผู้ชายสองคน ซึ่งมีระดับพื้นฐานฝึกตนสูงกว่าเธอสองขั้น ซึ่งก็คือระดับจุติสวรรค์ขั้นปลาย
แต่ใครจะคิดว่าจะประสบพบเจอกับโชคร้าย เจอคนของกลุ่มคืนเดือนมืดเข้า กลุ่มคืนเดือนมืด เป็นกลุ่มคนชั่วที่มาร่วมตัวกัน ชอบฆ่า ปล้นชิงสมบัติ สิ่งของต่างๆ ระดับแน่นอนว่าเทียบได้กับนิกายระดับกลาง
ผลคือศิษย์พี่ผู้ชายสองคนจากนิกายของเธอถูกฆ่า มีแต่เธอที่ยังรอดชีวิตอยู่ แต่จะรอดต่อไปหรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเธอจะหนีพ้นหรือไม่
“ฮ่าฮ่า อย่าโง่ไปหน่อยเลย ฉิงชิงเฉิน เจ้าไม่ใช่ศิษย์หลักของนิกายใจกระจ่างด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้ที่นิกายใจกระจ่าง จะยอมลงมือต่อกลุ่มคืนเดือนมืดของพวกข้า แค่เพียงเพราะพวกข้าฆ่าพวกเจ้าไปไม่กี่คน!”
ชายชุดคลุมสีดำที่ชื่อกุยหวางหัวเราะเย้ยหยันออกมา แทบจะไม่มีความรู้สึกใดเลยสักนิด กับคำพูดของฉิงชิงเฉิน
ใบหน้าสวยงามของฉิงชิงเฉินจมลง เธอรู้ดีว่ามันเป็นอย่างที่กุยหวางพูด นิกายใจกระจ่าง จะไม่ลงมือโจมตีกลุ่มคืนเดือนมืด เพราะเธอและศิษย์พี่สองคนของเธอที่ถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน
เหตุผลนั้น มันชัดเจนอยู่แล้ว มันเป็นเพราะเธอไม่ใช่ศิษย์หลัก เธอเป็นแค่ศิษย์ในเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับอาจารย์ของเธอ
อาจารย์ของเธอเป็นชายชราที่มักมากในกามคุณคนหนึ่ง โลภในร่างกายของเธอ อยากที่จะได้เธอจนตัวสั่น
แต่เธอที่มีศักดิ์ศรีไหนเลยยินยอม นำเรื่องนี้ไปรายงานต่อผู้อาวุโสคุมกฎ เป็นผลให้อาจารย์ชราหื่นกามของเธอถูกประณาม สุดท้ายความสัมพันธ์ของเธอกับอาจารย์ก็ย่ำแย่ แทบจะขาดสะบั้น
และเธอก็รู้ดีว่า ชายชราคนนี้ยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้ เธอจึงหาโอกาสที่จะหลบหนีออกจากนิกายมานานแล้ว และวันนี้ก็เป็นโอกาส
แต่เธอดันพบกับโชคร้ายอย่างการมาพบกับกลุ่มคนจากกลุ่มคืนเดือนมืดเสียก่อน
“ศิษย์พี่กุยหวาง รีบไล่ตามนางให้ทันเถอะ ความงามระดับนี้ ทำให้เจ้าโลกของข้า ผงาดขึ้นมาแล้ว!” หนึ่งในชายชุดคลุมดำพูดออกมาอย่างหื่นกระหาย ในขณะที่เร่งความเร็วไล่ตามสุดชีวิต
สีหน้าของกุยหวางเย็นชา “นางจะหนีไปไหนได้ อีกเดี๋ยว คงหมดแรงที่จะหนีแล้ว แต่อย่าคิดว่าเจ้าจะได้ลิ้มลองนางก่อน คนแรกต้องเป็นข้า!”
“ข้ารู้แล้วน่า” ชายคนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับเดียวกันกับกุยหวาง แต่ก็อ่อนแอกว่าเล็กน้อย จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะยอมให้กุยหวางก่อน
ทางด้านคนอื่นๆ อีกสี่คน แน่นอนว่าไม่มีความเห็น พวกเขาจะยังไงก็ได้ทั้งนั้น
‘เป็นแบบนี้ต่อไป เราได้จบแห่แน่!’ ฉิงชิงเฉินคิดในใจอย่างสิ้นหวัง เธอหนีมานานแล้ว พลังปราณที่มีใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว
หากว่ายังสลัดพวกกุยหวางไม่พ้น ชีวิตของเธอมีหวังได้ตกอยู่ในกำมือของพวกมันแน่ และหากเป็นแบบนั้น มันก็ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!
จบบทที่ 144