จิตคุกคามดังเช่นในคืนวันนั้นที่ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับดีมัวร์ ได้ประเดประดังปะทุขึ้นมาผ่านสายตามรกตคู่นั้น
"ที่ต้องเตือนข้าก็เตือนแล้ว นี่คือสถานที่ซึ่งข้าและลูกน้องใช้แลกเปลี่ยนข่าวสารติดต่อกัน หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็ลองติดต่อพวกเขาดู"
เจสันเดินเข้ามาขอจับมือเพื่อลาจาก โดยมีกระดาษแผ่นเล็กผับติดมือมาด้วยความแยบยล เจสันสวมกอดตบหลังเด็กหนุ่มอย่างห่วงใย เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"พี่น้องข้า สงสัยเจ้าคงต้องเดินทางไปงานเทศกาลเพียงลำพังแล้ว ถึงเวลาต้องลาจากแล้ว หวังว่าจะได้พบกันอีกในอนาคต"
"พบกันอีกในอนาคต"
มิเนอร์วาทวนคำพูดของอีกฝ่าย จะอย่างไรก็เคยทำอะไรหลายอย่างมาด้วยกัน ถ้าไม่นับอาจารย์บัวลอยก็เป็นเจสันและเหล่าลูกน้องนี่แหละ ที่เด็กหนุ่มรู้สึกสนิทด้วยมากที่สุดตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ เด็กหนุ่มยืนจ้องมองแผ่นหลังขอเจสันที่กำลังหายไปหลังเวที หลังจากพอจะทราบต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง ความกรุ่นโกรธได้ถูกแทรกแซงด้วยความคิดเป็นเหตุเป็นผล
การคาดคะเนและแผนการได้ถูกนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม มิเนอร์วาไม่ได้สนใจว่าเจสันจะหนีไปอาศัยที่ไหน การเปิดห้องสูทและกิจกรรมทุกอย่างเกี่ยวกับสูทต้องถูกยกเลิกไปก่อนชั่วคราว เพื่อทำให้อีกฝ่ายคิดว่าตนหนีไปพร้อมกับเจสัน การซ่อนตัวเพื่อรอเวลาชำระความเป็นเรื่องถนัดของเด็กหนุ่มอยู่แล้ว ดังนั้นเวลาทั้งหมด 15 วันที่เหลือก่อนงานเทศกาลแลกเปลี่ยนจะมาถึง จะถูกใช้สำหรับการพัฒนายกระดับความสามารถของตัวเอง เป็นการพัฒนาสิ่งที่ตนเองถนัดนั่นย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้
มิเนอร์วาตัดสินใจเด็ดขาดลงมือทำอย่างว่องไว พับความโกรธแค้นซ่อนไว้ในส่วนลึก แล้วนำพาตัวเองเดินฝ่าข้าวของที่ล้มระเนระนาดหายไปกับความมืด ท่ามกลางสายฝนพรำที่ยังคงตกลงมาไม่ยอมหยุด ข่าวเพลิงไหม้ย่านการค้าในคืนนั้นกระจายไปทั่วพื้นที่เขตเหนือของวังมรณะสาบสูญ มีผู้เสียชีวิตจากเพลิงไหม้ในครั้งนี้มากถึง 7 ชีวิต บาดเจ็บอีกจำนวนมาก
หลังเหตุเพลิงไหม้เวลาก็ได้ผ่านมาแล้วกว่า 10 วัน ผู้คนละแวกนี้ทั้งหมดล้วนเข้าใจว่ากลุ่มใบไม้หอมและเด็กหนุ่มได้หายหน้าไปจากพื้นที่เขตเหนือเป็นที่เรียบร้อย มิเนอร์วาหลบซ่อนตัวใช้เงินเก็บที่มีทั้งหมดลงทุนศึกษาในด้านกลไกสำหรับการบรรจุกระสุนทีละหลายนัด หลังจากได้ทดลองใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็พบข้อด้อยของอาวุธปืนที่ยิงได้เพียงแค่หนึ่งนัด หากโดนกลุ่มคนจำนวนมากรุมทึ้ง กระสุนเพียงสองนัดย่อมหยุดศัตรูได้เพียงแค่สองคนเท่านั้น เรียกได้ว่าไม่เพียงพอ
หากจะต้องพกปืนทีละหลายสิบกระบอกสิ่งนั้นย่อมทำให้ความคล่องตัวที่มีลดน้อยลง อีกทั้งยังเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ การทดลองอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดหลายวันที่ผ่านมา ได้สูบเอาเงินเก็บรวมถึงเงินสำรองทั้งหมดที่มีหายไปเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็คุ้มค่าแล้วเพราะในที่สุดก็ได้ปืนที่พัฒนามาจากปืนต้นแบบตามต้องการ มีการตัดส่วนท้ายของลำกล้องที่ใช้สำหรับบรรจุดินปืนซึ่งยิงได้ทีละนัดออก และเพิ่มในส่วนของลูกโม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนส่วนที่ถูกตัดออกไป
ลูกโม่นี้บรรจุดินปืนและหัวกระสุนได้ครั้งละ 6 นัด ตัวลูกโม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ เด็กหนุ่มบรรจงอัดดินปืนพร้อมหัวกระสุนลงไปในรูลูกโม่แต่ละนัดอย่างใจเย็นจนครบทุกชิ้น
"2 กระบอก กระบอกละ 10 โม่ เป็นจำนวน 120 นัด ตั๊กแตนมรณะ! ข้าจะยิงจนกว่าพวกเจ้าจะเป็นตั๊กแตนร้อยรู ให้สาสมกับที่กล้ามาเผาร้านข้า รอรับผลจากการกระทำของพวกเจ้าเถอะ"
มิเนอร์วาแค่นเสียงเย็น ยกปืนขึ้นมาเหยียดแขนเล็งไปในความมืดด้วยแววตาคมปลาบ
ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนที่ผู้คนต่างพากันหลับใหลอย่างอ่อนแรง เหลืออีกเพียง 3 วันก่อนถึงวันงานเทศกาล ในตรอกซอยที่อยู่ถัดจากพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ในความดูแลของกลุ่มใบไม้หอมไปไม่ไกล มิเนอร์วาในชุดสูทสีเทาดำกำลังเดินผ่านตรอกแห่งนี้ไปอย่างไม่รีบร้อน จะตกปลาย่อมต้องมีเหยื่อล่อและเหยื่อที่ดีที่สุดสำหรับพวกตั๊กแตนมรณะก็คือชุดสูทที่พวกมันปรารถนาจะลอกเลียนแบบ การมาเดินโต้งๆ ท้าทายในถิ่นของศัตรูแบบนี้ย่อมทำให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดาย
มัจจุราชผู้แอบซ่อนหลังเพลิงไหม้กำลังเยื้องย่างแสดงตัวเดินไปตามทาง ผู้คนที่อาศัยอยู่สองข้างทางในซอยเปลี่ยวแห่งนี้ต่างหันมาจ้องมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีในชุดแปลกตาที่ก้าวขาหายเข้าไปในตรอกลึก ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงจะบอกว่ามิเนอร์วาก้มหน้าก้มตาวิจัยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่การฝากฝังอดีตสมาชิกกลุ่มใบไม้หอมให้คอยสืบข่าวของทางฝั่งนี้ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับพวกเขาเหล่านั้นที่ใช้ชีวิตในโลกใต้ดินมาอย่างยาวนาน และสิ่งสำคัญที่ทำให้มิเนอร์วากล้าลุยเดี่ยวเข้ามาทั้งๆ ที่รู้ถึงจำนวนคนและเบื้องหลังบางส่วนของอีกฝ่ายนั้น ก็คือปืนลูกโม่คู่ใหม่ 2 กระบอกในเสื้อสูทและแม่ไม้มวยไทยท่าที่ 0 ซึ่งเป็นไม้ตายลับสืบทอดที่จะสืบทอดให้ศิษย์เพียงรุ่นละหนึ่งคนเพียงเท่านั้น
เรียกได้ว่าอาจารย์ของบัวลอยก็ถ่ายทอดให้บัวลอยคนเดียวเช่นกัน ย่อมพิเศษกว่าศิษย์ทั่วไปหลายสิบคน แม่ไม้นี้ไม่ได้เป็นกระบวนยุทธ์การโจมตีหรือตั้งรับ แต่เป็นไม้ตายลับรักษาชีพ ที่แม้แต่เหล่าอริราชศัตรูของบรรพบุรุษบัวลอยในสมัยโบราณกาลยังหาวิธีรับมือไม่ได้จวบจนถึงปัจจุบันนี้ ขณะกำลังเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยไม่สนใจสายตาที่มองมาจากผู้คนทั่วทั้งซอย เสียงย่ำเท้าดังตึกๆ ทึมทึบของรองเท้าหลายคู่ที่เหยียบพื้นกำลังดังขึ้นมาจากที่ห่างกาย มิเนอร์วาอมยิ้มหยุดเดินจ้องตาผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังพาพวกเดินเข้ามาจากที่ไกล
"อ้าวๆ ๆ นั่นน้องชายที่เจอกันเมื่อตอนนั้นนี่พอดีเลย หลังแยกจากกันข้าก็นึกขึ้นได้ว่าลืมถามวิธีติดต่อเจ้า เลยไปถามกับเจ้าเจสันแต่มันดันไม่ยอมบอก ค่อนข้างเหนื่อยอยู่เหมือนกัน"
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะไม่รู้จุดประสงค์ของเด็กหนุ่มที่พาร่างตัวเองวิ่งเข้ามาหาอันตรายเพียงลำพัง แต่มันก็ไม่สนใจเรื่องนั้นเลยสักนิด
'ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ไม่มาก็แล้วไป แต่เอาคอตัวเองมามอบให้ข้าถึงที่แบบนี้ ข้าก็จะขอรับมาด้วยความเต็มใจ'
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะที่ในเวลานี้ถูกความละโมบโลภมากบดบังในดวงตา ย่อมไม่ระแวงอันตรายจากอีกฝ่าย กลุ่มผู้คนหลายสิบคนเดินตามหลังอีกฝ่ายจนแน่นซอย มีทั้งอาวุธอุปกรณ์ครบมือ กับศัตรูที่เป็นแค่เด็กน้อยที่มีอาวุธประหลาดเพียงแค่คนเดียว มันกำลังคิดว่ามิเนอร์วานั้นเป็นดั่งลูกแกะหลงฝูง ตัวคนเดียวแบบนี้ต่อให้มีอาวุธประหลาดยังไง จำนวนที่ยิงได้ก็ต้องมีจำกัดไปตามพลังวิญญาณ คนจำนวนมากขนาดนี้ยังไงพลังวิญญาณที่ใช้บีบอัดเป็นพลังยิงออกมาย่อมต้องใช้เป็นจำนวนมหาศาล
"ฮะ ๆ ๆ เจ้าโง่หรือแค่ซื่อบื้อกันแน่ เจ้ากำลังจะบอกว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะแค่จะตามหาข้า?"
เมื่อโดนเด็กทั้งด่าทั้งหัวเราะเยาะเย้ยต่อหน้าลูกน้องจำนวนมากขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่คุมอารมณ์ตัวเองได้ดีแค่ไหนก็ต้องมีอาการตัวสั่นปรากฏขึ้นให้เห็น ใบหน้าที่พยายามจะปั้นยิ้มเริ่มเหยเกตัวสั่นด้วยความโกรธ
"เด็กเวร! เอาหัวเจ้ามาให้ข้าซะ รุมมันเลยยังไงวันนี้ก็ต้องเอาชุดทั้งหมดของมันมาให้ได้เบื้องบนกำชับมาหลายครั้งแล้วแสดงว่ามันต้องมีดีอะไรแน่ ใครเอามาได้ข้าจะให้ขึ้นมาเป็นรองผู้นำกลุ่ม"
"ฮ่าๆ ๆ ๆ อย่างพวกเจ้าเนี่ยนะคิดจะเอาหัวข้า?"
เด็กหนุ่มยืนตัวตรงหัวเราะเอามือปิดหน้าข้างหนึ่ง อีกข้างชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
"สวะเช่นพวกเจ้า เอาหัวนี่ไปแทนก็แล้วกัน… พวกสุนัขบัดซบ"
มิเนอร์วายกยิ้มเยาะเย้ยกระเด้าอากาศโชว์ไปหนึ่งที จนกลุ่มคนที่กำลังจะกรูเข้ามาทำร้ายต้องหยุดชะงักไปด้วยความตกตะลึง รู้สึกกรุ่นโกรธจนควันแทบขึ้นหัว
"ไอ้เด็กผี! พวกข้าจะเฆี่ยนสั่งสอนเจ้าแทนมารดาเจ้าเอง มาหาพ่อมา"
"ลูกอีตัวเช่นเจ้า กล้าทำท่าอวดดีแบบนี้กลับข้าเรอะ ข้าจะไปสั่งสอนแม่เจ้าด้… อั๊ก…"
"ปังๆ!"
ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง เสียงพญามัจจุราชสีเงิน ดังขึ้นติดต่อกันก้องไปทั้งซอย วินาทีที่ประกายไฟปะทุติดต่อกันสองครั้งร่างสองร่างที่พึ่งปากดีก็หมดโอกาสได้ปากแจ๋วอีกต่อไป หัวกระสุนที่ถูกออกแบบใหม่โดยอาศัยการคำนวณมากมาย ช่วยเพิ่มโอกาสในการเจาะทะลวงได้ดีมากกว่าของเดิมอย่างเทียบไม่ติด กระสุนนี้ได้ถูกผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีพิเศษ พวกมันทั้งสองนัดพุ่งตรงไปยังหน้าผากของทั้งคู่จนโผล่ทะลุออกทางด้านหลัง โลหิตสาดกระเซ็นล้มลงไปดิ้นกระตุกอยู่พักหนึ่งจึงหมดลมหายใจไปเอง
ผู้คนทั้งหมดต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ พากันแตกฮือถอยหลังหนีตาย ทิ้งอดีตสหายสองคนนอนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นไม่ไยดี ตามแผนแล้วมิเนอร์วาควรต้องถอยก่อน แต่พวกมันทั้งสองคนดันไปพูดจี้จุดของเด็กหนุ่มเข้า ราวกับเกล็ดย้อนของมังกรห้ามแตะต้อง ผลลัพธ์ที่ปากพูดก่อนคิดคือความตายอันเป็นนิรันดร์ที่มิเนอร์วาเป็นผู้มอบให้
เด็กหนุ่มตัดสินใจเปลี่ยนแผนเมื่อเห็นอีกฝ่ายหวาดกลัว ก้าวเดินขึ้นหน้าเข้าไปหาทีละก้าว ฝั่งตรงข้ามก็ถอยหลังหนึ่งก้าวราวกับต้องการรักษาระยะห่าง สองก้าว สามก้าว สี่ก้าว จนกระทั่งถึงก้าวที่ห้า ซึ่งเป็นจุดที่ศพทั้งสองนอนอยู่ เด็กหนุ่มใช้มือล้วงกระเป๋าลับในสูทเพื่อหยิบขวดสีดำขนาดเล็กออกมายืนจ้องมองโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบตัว
"เป็นข้าหูตามืดบอดเอง หลงคิดไปว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีการทำร้ายผู้คนจนพิการและการฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองอย่างเลือดเย็น"
ป๊อก!
เสียงจุกไม้ที่อุดขวดโอสถใบเล็กถูกดึงออก ของเหลวด้านในถูกเทลงไปบนศพทั้งสองอย่างละครึ่งขวด ในสายตาคนภายนอกอาจจะเห็นเป็นของเหลวสีดำ แต่ในสายตาศิษย์แห่งแพทย์เทวะกลับมองเห็นพืชพิษสีดำขนาดเล็กจำนวนมาก ที่มีฟันแหลมคมกำลังอ้าปากกัดกินเนื้อจากซากศพทั้งสอง ราวกับผืนดินแห้งได้รับสายฝน การกัดกินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเริ่มลุกลามรวดเร็ว เวลาไม่ถึง 30 วินาทีศพทั้งสองรวมถึงกองเลือดและกระดูกก็กลายเป็นควันสีดำลอยหายไปในอากาศ เหลือทิ้งไว้เพียงแหวนวงเล็กสองวงที่หล่นอยู่บนพื้น
"เป็นข้าเองที่ใจอ่อน แสดงด้านอ่อนโยนมากเกินไป จนผู้คนไม่รู้จักเข้าใจผิดคิดว่าข้าไร้เดียงสา แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วข้าเป็นใคร?"
มิเนอร์วาก้มลงไปหยิบแหวนทั้งสองขึ้นมาแล้วใส่ลงไปในแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้ว เปรี้ยง!…แสงสว่างส่องประกายวาบเฉียดไหล่มิเนอร์วาไปจนเกินรอยไหม้ดำบนสูทตัวสวย
"พวกเจ้าจะกลัวมันทำไมเห็นนั่นไหม มันก็คนธรรมดาเจ็บได้ล้มเป็น ลุยเข้าไปสิวะ!"
"ตัวโง่งม ข้านี่แหละมัจจุราชที่จะมารับเอาชีวิตเจ้าไป"
ผู้นำกลุ่มยืนถือแท่งเหล็กลักษณะคล้ายปืนรุ่นแรกของเด็กหนุ่มยิงสายฟ้าออกมาอีกครั้ง แต่ดันพลาดเป้าผ่าลงที่ข้างเท้าของเด็กหนุ่มแทน เมื่อหัวไหล่เริ่มชาความคิดของมิเนอร์วาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
'ปืนนั่นยิงได้กี่ครั้งกันแน่! บัดซบข้าต้องกลับไปทำตามแผนเดิมแล้ว'
เด็กหนุ่มหยุดยืนจ้องหน้าพวกมันตะโกนใส่เสียงดัง มุมปากยกยิ้มอย่างดูถูก
"สันดานสุนัขมักมาเป็นฝูง!"
พูดเสร็จก็ขยับร่างกายตั้งกระบวนท่าแม้ไม้มวยลับ ท่าที่ 0 'พญานาคราชพลัดถิ่น' ปรับสมดุลร่างกายได้ก็พุ่งกลับหลังขยับร่างราวกับนาคาเลื้อยร่ายรำ สับเท้าวิ่งหนีหายไปไกล กลุ่มตั๊กแตนมรณะที่โดนยั่วยุดูถูกจนเลือดขึ้นหน้าแต่ละคนจากที่เคยระแวงว่าจะโดนอีกฝ่ายฆ่า พอได้เห็นเด็กหนุ่มจ้ำเท้าวิ่งหนีก็บันดาลโทสะราวกับถูกเด็กมาแกล้งหลอกให้หวาดกลัว
ความหงุดหงิดงุ่นง่านสุมอยู่เต็มอกต้องการปะทุระบายออกมา กลุ่มตั๊กแตนมรณะสับเท้าตะโกนวิ่งไล่ตามไปทันทีไม่ยอมให้คลาดสายตา การหยามหน้ากันในครั้งนี้ต้องได้รับการปลดปล่อยระบายออก!
ไม้ตายลับรักษาชีพที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณย่อมไม่ใช่สิ่งที่ตื้นเขินดังเช่นการวิ่งหนีศัตรู อันเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของชนชาติยอดนักรบผู้สืบทอดศิลปะการเข่นฆ่าด้วยมือเปล่าที่น่าหวาดกลัว กระบวนท่าแม่ไม้พญานาคราชพลัดถิ่นนั้นเป็นแค่กระบวนท่าเตรียมการ ซึ่งเป็นส่วนแรกของท่าลับ เปรียบดังพญานาคาเช่นตัวเด็กหนุ่มกลับพลัดถิ่นหลงมาเจอเหล่าสุนัขเจ้าเล่ห์มากมาย จึงต้องขดตัวม้วนออกมาสร้างระยะ
1 คนและ 1 กลุ่มวิ่งไล่กันมาเป็นเวลานานบางคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็ล้มลงหายใจหอบ เนื่องจากปอดต้องการออกซิเจนจำนวนมาก แต่นั่นย่อมไม่เกิดขึ้นกับมิเนอร์วาผู้เป็นนาคราชที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เด็กหนุ่มวิ่งซิกแซกเลื้อยหลบหลีกสิ่งกีดขวางมากมาย จากนั้นก็หยุดลงยืนหันหลังให้ พวกที่วิ่งตามมา ในตอนนี้พวกมันทั้งกลุ่มเหลือเพียงไม่ถึงยี่สิบคน แต่ละคนกำลังยืนโดยใช้มือยันหน้าขาหอบหายใจเหนื่อยเสียงก่นด่าลามปามไปถึงบุพการีดังขึ้นมาผสมเสียงหอบ
มิเนอร์วาหันหลังกลับมาจ้องมองกลุ่มคนด้านหน้า และกลุ่มที่กำลังวิ่งตามมาสมทบจากที่ไกล ยกมือชี้ไปทางด้านข้างที่หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจ
"เมื่อไม่กี่วันก่อนตรงนี้เคยมีร้านตัดเสื้อ ตรงนั้นมีชายผู้เป็นพ่อได้จากไป ด้านนู้นมีหญิงชราผู้ยังคงเป็นห่วงหลานสาวได้สิ้นใจ ตรงนั้นมีเด็กชายที่อนาคตจะต้องได้เป็นที่พึ่งของครอบครัวนอนตาย พวกเขายังคงไม่ไปไหนรอคอยการปลดปล่อยกลายเป็นวิญญาณอาฆาตอย่างน่าสงสาร"
กลุ่มตั๊กแตนมรณะทั้งหมดได้วิ่งตามมาสมทบจนครบจำนวนคน แต่ละคนล้วนเหนื่อยหอบเมื่อเห็นว่าสงครามยังไม่เริ่ม พวกมันรีบใช้เวลาพักหายใจให้หายเหนื่อย ไม่ได้สนใจสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดแม้แต่น้อย สายตาที่จับจ้องมาของมิเนอร์วาทำเอาพวกมันขนหัวลุก รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่แปลกไป
ในยามที่พญานาคาได้พลัดถิ่น เหล่าอสรพิษร้ายที่เข้ากลุ้มรุมได้ใจเลื้อยไล่ติดตามมา โดยไม่ทันได้รู้ตัวก็เลื้อยมาในสถานที่ซึ่งพวกมันไม่รู้จัก กระบวนแม่ไม้ลับส่วนที่สอง 'หรือจะสู้งูดินเจ้าที่' เปรียบดังพญานาคาหลงถิ่นสู้ไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ หากแต่เหล่าอสรพิษร้ายก็ต้องจำให้ขึ้นใจว่าอย่าได้หลงเข้าไปในถิ่นของพญานาคาเช่นกัน และในขณะนี้กลุ่มตั๊กแตนมรณะก็กำลังทำเรื่องโง่เง่านี้อยู่
ปังๆ! ปังๆ! ปังๆๆๆ ๆ ๆ!
เสียงปืนลั่นขึ้น 10 นัดติดต่อกัน มีร่างไร้วิญญาณล้มลงไปกองร่วงทันที 7 คน ราวกับเสียงปืนนี้คือสัญญาณมรณะ กลุ่มคนมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเดินย่องออกมาพร้อมอาวุธที่ครบมือ นี่ไม่ใช่การละเล่นของมนุษย์ดังเช่นที่อีฟริทเคยดูถูกแล้ว แต่เป็นสงครามที่เอาความเป็นตายมาเป็นพนัน ควันปืนที่ลอยฟุ้งถูกลมหอบหายไป มิเนอร์วาดันโม่บรรจุกระสุนออกมาแล้วรีบสับเปลี่ยนกับโม่ที่อัดดินปืนและกระสุนเตรียมไว้แล้ว จากนั้นจึงรัวยิงซัดซ้ำเข้าไปอีกหลายนัด เหล่าพญานาคาเจ้าที่ซึ่งเคยเป็นสมุนของเจสันก็เริ่มร่วมวงต่อสู้ด้วย
แต่ไม่ได้ถึงกับฆ่าอีกฝ่ายให้ตายเพียงแต่ทำให้หมดสภาพสู้ต่อไม่ได้ กลุ่มตั๊กแตนมรณะล้มลงไปทีละคนสองคน จนในที่สุดก็เหลือเพียงแค่ผู้นำกลุ่มที่อยู่ในสภาพโชกเลือด มิเนอร์วายืนหันหลังอยู่เบื้องหน้าผู้คนมากมาย มีทั้งผู้คนที่สูญเสีย กลุ่มชายหลากหลายวัยที่กลุ่มต้องแตกจนหัวหน้าต้องหนีตาย เหล่าวิญญาณอาฆาตทั้ง 7 ที่คนปกติมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงร้องฮือๆ น่าสงสาร
"เจ้าเคยคิดถึงผลที่จะตามมาหลังจากฆ่าคนด้วยกันเองไปบ้างหรือไม่ เคยคิดไหมว่าสักวันก็จะถูกฆ่าตายบ้าง"
"เหอะ!... จะฆ่าก็รีบฆ่าเศษสวะ ลูกอีตัวข้าจะบอกให้ซูทาร์นาแม่เจ้าอีกไม่นานต้องโดนพวกลูกพี่ข้ารุมโทรมแน่… ถุย!"
ไม่คาดฝันว่าผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะจะรู้จักชื่อมารดาของเด็กหนุ่มอีกทั้งจากที่ฟังดูเรื่องนี้ย่อมไม่ได้ง่ายดายดังเช่นที่ตาเห็นอีกต่อไป มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าการแย่งชิงแบบผลิตสูทไปไกลแล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับของสำคัญกำลังจะถูกแย่งชิงอีกครั้ง
ปัง! ปัง!
เสียงปืนลั่นขึ้นสองนัดพร้อมกับโลหิตที่พุ่งขึ้นมาตรงต้นขาทั้งสองข้าง ผู้ที่ปากร่ำร้องบอกให้ฆ่ากำลังถูกยิงขาจนบาดเจ็บหนัก
"อ๊าก… ไอ้เลว! ระยำเอ๊ย!"
ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะสบถก่นด่า หงายหลังล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น
"ทุกท่านข้าจะจัดการปัญหานี้เอง ช่วยกันมัดพวกเขาไว้ด้วยกันแล้วรบกวนพวกท่านกระจายตัวออกไปให้ไกลหากข้าไม่ตะโกนเรียกให้กลับมา ไม่ว่าจะเกิดเสียงหรือเหตุการณ์ใดขึ้น จำไว้ว่าอย่าได้หันหลังเดินกลับมา"
ทุกคนไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคิดจะทำสิ่งใด แต่ก็ยอมทำตามด้วยความเต็มใจ ที่สามารถทำได้ถึงขนาดนี้เป็นเพราะแผนการและความแข็งแกร่งของมิเนอร์วาล้วนๆ เพียงผู้เดียว หลังจากมัดมือทุกคนเข้าด้วยกันเรียงเป็นแถวยาววนเป็นวงกลมหันหน้าเข้าหากัน ผู้นำกลุ่มตั๊กแตนมรณะกัดฟันตัวสั่นเทาเพราะมองไม่เห็นมิเนอร์วาที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างหลัง
"เจ้าต่อยวืดแล้วสหาย ในตอนแรกข้าก็คิดจะปล่อยพวกเจ้าไปหลังจากจัดการกับผู้นำกลุ่มของพวกเจ้า ถ้าจะต้องโกรธแค้นใครสักคน ก็โทษที่พวกเจ้ามีผู้นำโง่เขลาซะเถอะกล้าเลือกใช้มารดาข้ามาข่มขู่"