3เดือนผ่านไป
เมอร์ลินนั้นใช้ชีวิตเป็นนักเรียนที่ดีแม้การเริ่มต้นที่ชั้นปีที่ 3 จะเป็นอุปสรรคของเขาอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยที่เขาแทบจะไม่แยแสกับมัน
ในตอนเริ่มแรกทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขาแต่ความเย็นชาและสงบนิ่งของเขาทำให้คนเหล่านั้นเลิกที่จะสนใจไป
การศึกษาวิชาศาสตร์ของเวทมนต์ตลอด3 เดือนที่ผ่านมาทำให้เมอร์ลินเปิดประสบการณ์เป็นอย่างมากเพียงความรู้ในสารานุกรมนั้นไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจในศาสตร์นี้และการที่เขาได้รับการติวเข้มจากเมลดี้นั้นก็เป็นประโยชน์เป็นอย่างมากเช่นกัน
แม้ว่าทุกครั้งที่เมลดี้สอนเมอร์ลินจะทำให้เธอนั้นถูกลดความภาคภูมิใจในการเป็นอัจฉริยะของตัวเธอไปบ้างนั่นเป็นเพราะเมอร์ลินนั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกินไป การเข้าใจในสิ่งที่สอนเพียงแค่การฟังครั้งเดียวนั้นสร้างความน่าเหลือเชื่อและความเหลือเชื่อให้กับเธอเป็นอย่างมาก
กระทั่งการอ่านเมอร์ลินนั้นสามารถอ่านหนังสือทุกเล่มเพียงการมองผ่านเพียงครั้งเดียวไม่เพียงแค่เขาสามารถจดจำมันได้แต่เขายังเข้าใจในเนื้อหาอีกด้วย พรสวรรค์ในการเรียนรู้ของเขานั้นทำให้อัจฉริยะทั่วโลกต้องร่ำไห้แม้แต่เมลดี้เองก็ไม่มีข้อยกเว้น
มันไม่ใช่แต่ทฤษฏีแม้แต่ภาคปฏิบัติเมอร์ลินก็สามารถทำมันได้อย่างดีเยี่ยม
เมลดี้และเมอร์ลินนั้นมีธาตุมืดที่เป็นธาตุประจำตัวเหมือนกันเธอจึงได้สอนวิชาก้นหีบของเธอให้แต่เมอร์ลิน
เมอร์ลินนั้นสามารถประสบความสำเร็จในการร่ายเวทย์แม้ว่าเขาจะทำมันเป็นครั้งแรกยิ่งเขาได้ทำมันในครั้งต่อไปการร่ายเวทย์ก็ยิ่งเพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้นราวกับคนที่ฝึกฝนมาเป็นพันๆ ครั้ง
เมลดี้ทำได้แต่อ้าปากค้างพรสวรรค์ของเด็กคนนี้เหมือนดั่งปีศาจ เขากระหายในความรู้และดูดกลืนมันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าเด็กคนนี้จะทำอะไร ทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมดสำหรับเขา
ภายใน3 เดือน เมลดี้แทบจะไม่หลงเหลือความรู้ใดๆ ที่จะถ่ายทอดอีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าเธอนั้นจะเป็นอาจารย์ของศิษย์คนนี้แต่เธอก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาในพรสวรรค์ปีศาจนี้ไม่ได้เด็กคนนี้นั้นเป็นลูกรักของทวยเทพโดยแท้
ด้วยนิสัยอันเงียบขรึมและกลิ่นอายนิ่งสงบของเมอร์ลินจึงทำให้ไม่มีนักเรียนคนไหนอยากที่จะเข้าใกล้เขา
เว้นเสียแต่เด็กหนุ่มที่ชื่อเกร์เทลเขานั้นมีนิสัยที่คล้ายกับมิลาสที่ชอบเกาะติดเมอร์ลินสิ่งที่แตกต่างระหว่างสองคนนี้ก็คือการพูดมิลาสที่ได้ฉายาว่าจอมวิปลาสนั้นเป็นคนที่พูดน้อย แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อเกร์เทลคนนี้กลับพูดมากการพูดของเขานั้นมากกว่ามิลาสเกือบ 10 เท่าได้
ทุกๆวันเกร์เทลจะต้องสรรหาเรื่องพูดมาพูดให้แก่เมอร์ลินฟัง เมอร์ลินนั้นก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีคือการฟังด้วยความเงียบงันความเงียบของเมอร์ลินนั้นไม่สามารถที่จะหยุดการพูดของเกร์เทลได้แต่ถึงอย่างนั้นเมอร์ลินก็ไม่ได้ไล่เขาไป
ด้วยการที่ตามติดเมอร์ลินไปทุกๆที่ของเกร์เทล จนตอนนี้ทั้งสองสามารถเรียกกันและกันว่าเพื่อนได้แล้ว
ส่วนเคลย์พี่ชายต่างมารดาของเมอร์ลินนั้นนับตั้งแต่วันนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย อาจเป็นเพราะว่านักเรียนปี 5-6ส่วนใหญ่นั้นต้องออกไปทำภารกิจนอกโรงเรียน บางภารกิจนั้นอาจจะใช้เวลานานยิ่งภารกิจนั้นยากเท่าไหร่แต้มคะแนนภารกิจที่ได้มาก็ยิ่งคุ้มค่าเท่านั้น
นักเรียนของโรงเรียนเวทย์อารากอนนั้นเปรียบเสมือนกำลังเสริมของอาณาจักรภารกิจนอกโรงเรียนส่วนใหญ่จะได้รับมาจากอาณาจักรโดยตรงซึ่งภารกิจเหล่านั้นจำเป็นจะต้องใช้ผู้ใช้เวทมนต์เสียเป็นส่วนใหญ่
โรงเรียนเวทย์แห่งนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ผลิตบุคลากรชั้นเลิศเพื่อป้อนให้แก่อาณาจักรอารากอนก็ว่าได้นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เมื่อจบการศึกษามีจำนวนไม่น้อยที่เข้ารับตำแหน่งทำงานรับใช้อาณาจักรบางคนที่มีฝีมือดีนั้นสามารถไต่เต้าไปถึงระดับดยุกหรือแม้กระทั่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มอัศวินโต๊ะกลมซึ่งเป็นเสาหลักของอาณาจักรเลยก็มี
มีความเป็นไปได้ว่าเคลย์นั้นติดภารกิจอยู่นอกโรงเรียนจึงทำให้ตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาทั้งสองไม่ได้พบกันอีกเลย
แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วเพราะเมอร์ลินก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคนของตระกูลเซอร์เตสสักเท่าไหร่
เมื่อเมย์ได้ออกจากปราสาทหลังนั้นแล้วเมอร์ลินก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะไปข้องแวะกับตระกูลนี้อีก ส่วนหนึ่งเพราะเขาเห็นแก่บิดาของเจ้าของร่างนี้ที่เป็นคนของตระกูลเซอร์เตสเขาจึงตัดใจไม่ผูกใจแค้นใดๆ กับคนในตระกูลนั้น
ท่ามกลางบรรดานักเรียนในชั้นเรียนปีที่3 เมอร์ลินนั้นเพียงนั่งฟังอาจารย์ที่บรรยายอย่างเงียบๆจะมีบ้างที่เสียงของเกร์เทลนั้นถูกสอดแทรกเข้ามา
จนกระทั่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบการสอนในคาบนี้ได้พูดเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจขึ้นมามันคือเรื่องของอุปกรณ์เวทย์ เมอร์ลินรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีเมื่อหัวข้อนี้ถูกเอ่ยขึ้น
อาจารย์คนนั้นกำลังพูดถึง“อาวุธวิญญาณ”
อาจารย์ที่สอนวิชานี้อยู่ในวัยชราศีรษะของเขาไร้เส้นผม เขาเป็นคนตัวเล็กและมีหลังที่โค้งงอสวมใส่ชุดนักเวทย์สีน้ำตาลตัดขาวกำลังบรรยายความรู้หน้าชั้นเรียน
"อย่างที่ทราบกันว่าอาวุธวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเสาะหามาใช้งานได้อย่างง่ายดายเพราะอำนาจของมันนั้นยิ่งใหญ่กว่าอาวุธธรรมดาทั่วไปกระทั่งอาวุธเวทย์ก็ไม่อาจเทียบได้”
“ต้นกำเนิดของอาวุธวิญญาณแต่ละชิ้นนั้นพวกมันถูกสร้างมาจากอำนาจของวิญญาณผู้มีเจตจำนงอันแรงกล้า เจตจำนงเหล่านั้นไม่จำกัดว่ามันจะเป็นคนสัตว์อสูร หรือแม้กระทั่งสิ่งของเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีเจตจำนงอันแรงกล้าจนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังอันมหาศาลได้สิ่งเหล่านั้นก็จะก่อเกิดเป็นรูปลักษณ์ของอาวุธวิญญาณ”
"ปัจจุบันผู้ที่ครอบครองอาวุธวิญญาณในอาณาจักรต่างๆ นั้นมีจำนวนที่น้อยเป็นอย่างมากหากผู้ใดที่ได้ครอบครองมันแล้วคนเหล่านั้นจะทรงอำนาจเป็นอย่างยิ่งคนทั่วไปล้วนไม่อาจต่อกรกับผู้ที่ถือครองอาวุธวิญญาณได้”
"อาวุธวิญญาณนั้นต่างจากอาวุธธรรมดาพวกมันนั้นมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง และมันก็ไม่ใช่สิ่งของที่ใครจะครอบครองได้อาวุธวิญญาณนั้นจะเป็นผู้เลือกนายของมันเอง ดังนั้นแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้ครอบครองถูกฆ่าเพื่อแย่งชิงจิตวิญญาณที่อยู่ในอาวุธชิ้นนั้นจะหนีหายไปหรือไม่ก็สูญสลายไร้ตัวตนอาวุธที่ไม่มีจิตวิญญาณนั้นก็จะไม่ถูกเรียกว่าอาวุธวิญญาณอีกต่อไปพวกมันจะกลายเป็นเศษเหล็กดีๆ นี่เอง การครอบครองสักชิ้นหนึ่งจึงถือเป็นเรื่องที่ยากผู้คนที่จะสามารถครอบครองมันได้จะต้องใช้โชคและวาสนาที่ดี"
อาจารย์ชรานั้นหยุดพูดพักหนึ่งแล้วกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้อง เมื่อเห็นว่านักเรียนของเขานั้นมีความตั้งใจฟังที่ดีเขาจึงพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยต่อ
"อาวุธวิญญาณแต่ละชิ้นนั้นจะมีพลังที่พิเศษเฉพาะตัวมันขึ้นอยู่กับว่าเจตจำนงของวิญญาณที่อยู่ในอาวุธนั้นเป็นจิตวิญญาณหรือเจตจำนงชนิดใดหากผู้ถือครองสามารถควบคุมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาวุธวิญญาณชิ้นนั้นจะกลายเป็นสิ่งของที่ทรงพลังและน่ากลัวเป็นอย่างมาก"
"หากจะพูดถึงคนที่ใช้อาวุธวิญญาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วล่ะก็อาณาจักรของเรานั้นยังมีอยู่คนหนึ่ง เขาคนนั้นก็คือดราก้อน เอส เอริก ผู้ที่ได้ชื่อว่าวีรบุรุษแห่งอารากอน”
“ด้วยการใช้อาวุธวิญญาณที่ชำนาญของเขานั้นเขาสามารถทำได้กระทั้งใช้พลังพิเศษยกเรือรบของศัตรูให้พลิกคว่ำได้นับสิบๆ ลำภายใต้การกระทำเพียงครั้งเดียวการใช้พลังพิเศษของอาวุธวิญญาณของท่านเอริกนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากอย่างที่รู้กันเพราะความสามารถนี้ทำให้ท่านเอริกนั้นถูกเสนอชื่อให้เป็นเสาหลักของอาณาจักรนับสิบๆครั้ง แต่เขาก็ปฏิเสธมันเรื่อยมา"
"พวกเจ้าสังเกตกันไหมว่าทำไมเสาหลักของอาณาจักรที่ได้ชื่อว่ากลุ่มอัศวินโต๊ะกลมนั้นถึงมีอยู่ไม่กี่คนพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ถูกคัดเลือกมาจากผู้มีพลังในระดับขั้นจอมเวทย์เพียงอย่างเดียวการมีเป็นจอมเวทย์นั้นยังไม่เพียงพอที่จะเป็นอัศวินโต๊ะกลมได้แต่พวกเขาเหล่านี้จำเป็นต้องมีอาวุธวิญญาณไว้ในครอบครอง”
“นอกจากอาวุธวิญญาณจะมีพลังพิเศษอันอัศจรรย์แล้วมันยังมีความวิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการตื่นของอาวุธวิญญาณแม้อาวุธวิญญาณจะมีพลังพิเศษติดตัวมาแต่นั้นก็ยังไม่ใช่พลังที่แท้จริงของมันดังนั้นแล้วผู้ครอบครองแต่ละคนจำเป็นต้องทำการปลุกอาวุธวิญญาณให้ตื่นขึ้น”
'การตื่นของพลังวิญญาณ'
เมื่อได้ฟังคำๆนี้ ปฏิกิริยาของทุกคนก็เปลี่ยนไป พวกเขานั้นตั้งใจฟังเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น
"เมื่อใครก็ตามที่สามารถปลุกให้พลังของอาวุธวิญญาณตื่นขึ้นได้เจตจำนงของวิญญาณที่อยู่ในอาวุธวิญญาณนั้นจะส่งพลังอันมหาศาลให้แก่ผู้ใช้ เมื่อพลังวิญญาณถูกหลอมรวมเข้ากับร่างของผู้ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเราเรียกผู้ใช้การตื่นของอาวุธวิญญาณว่าผู้ใช้ภูษาวิญญาณ ... "
เมื่ออาจารย์บรรยายถึงจุดนี้เมอร์ลินก็มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา
“หรือเป็นไปได้ว่าความลับของสมบัติโซโลมอนจะขึ้นอยู่กับการตื่นของดาบเอกซ์แคลิเบอร์”
เมอร์ลินนั้นสามารถสัมผัสถึงสมบัติโซโลมอนในช่วงเวลาสั้นๆที่อาเธอร์มีการใช้ดาบ แต่ไม่นานสัมผัสนี้ก็หายไปหรือมันอาจเป็นไปได้ว่าดาบเล่มนี้จำเป็นต้องทำการปลุกให้ตื่นเสียก่อนถึงจะเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมันออกมา
แนวความคิดนี้สามารถเป็นไปได้มันสามารถอ้างความสมเหตุสมผลนี้ได้สัมผัสที่หายไปในชั่วพริบตานั้นอาจเป็นเพราะพลังของดาบเอกซ์แคลิเบอร์ยังไม่ถูกปลุกขึ้นมา
มันมีความเป็นไปได้ว่าหากดาบนั้นถูกปลุกขึ้นมาแล้วจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นสมบัติของโซโลมอน
เมอร์ลินเชื่อว่าทฤษฏีนี้อาจมีความเป็นไปได้มากกว่าห้าสิบส่วนร้อย
หากทฤษฏีนี้เป็นจริงเมอร์ลินนั้นไม่มีทางที่จะแย่งชิงอาวุธชิ้นนี้จากอาเธอร์ได้ เพราะหากเขาได้มันมามันจะไม่ต่างกับเศษเหล็กชิ้นหนึ่ง ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฏีนี้ได้คือต้องทำการส่งเสริมความสามารถของอาเธอร์ทำให้อาเธอร์สามารถปลุกดาบเอกซ์แคลิเบอร์ตื่นขึ้นมาให้ได้
เมอร์ลินหมกมุ่นในทฤษฏีนี้อยู่นานที่สุดแล้วเขาก็เอ่ยปากถามอาจารย์ประจำวิชา
"ขออภัยท่านอาจารย์ข้ามีเรื่องจะถาม”
เมอร์ลินพูดแทรกในระหว่างที่อาจารย์คนนั้นกำลังบรรยาย
อาจารย์นั้นหรี่ตาลงแล้วมองมายังเมอร์ลิน
“ว่ามานักเรียนตัวน้อย”
เมอร์ลินเมื่อได้รับอนุญาตให้ถามเขาก็เอ่ยถามคำถามทันที
“หากผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้วเกิดเสียชีวิตอาวุธวิญญาณชิ้นนั้นจะเป็นอย่างไร"
"อืม... เป็นคำถามที่ดี หากผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณเกิดตายขึ้นมา มันสามารถเป็นไปได้2 กรณี หนึ่งคืออาวุธวิญญาณชิ้นก็จะหาเจ้านายคนใหม่ของมัน สองคือมันอาจจะสลายตามเจ้านายของมันไปสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงของอาวุธวิญญาณชิ้นนั้นด้วยอาวุธบางชิ้นนั้นมีเจตจำนงที่แรงกล้าเกิดมาเพื่อรับใช้เจ้านายเพียงคนเดียวหากเจ้านายของมันตายมันก็ยินดีที่จะตายตามเจ้านายของมัน”
อาจารย์คนนั้นหยุดพูดและเดินออกออกมาข้างหน้าแล้วพูดต่อ
“หากคนคนหนึ่งคิดที่จะแย่งชิงอาวุธวิญญาณต่อให้คนคนนั้นจะมีพลังและอำนาจมากมายขนาดไหนแต่หากเจตจำนงของอาวุธชิ้นนั้นไม่ยอมรับ มันก็ยากที่จะเป็นเจ้าของดังนั้นแล้วการแย่งชิงอาวุธวิญญาณจึงน้อยนักที่จะเกิดขึ้นมันไม่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับผู้ครอบครองอาวุธวิญญาณการเสี่ยงที่มีผลลัพธ์ไม่แน่นอนนั้นคือการเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า”
“ขอบคุณท่านอาจารย์”เมอร์ลินเอ่ยขอบคุณแล้วก็กลับมาครุ่นคิดกับเรื่องนี้
หากมันเป็นไปตามที่เขาคิดดาบนั่นเกิดเป็นสมบัติของโซโลมอนจริงๆเขาจะต้องรอให้เจ้าอาเธอร์สามารถปลุกพลังวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาให้ได้เสียก่อน
อย่างที่อาจารย์คนนั้นบอกมันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยที่จะแย่งชิงอาวุธวิญญาณมาจากผู้ครอบครอง
นี่ไม่ได้หมายความว่าเมอร์ลินนั้นเกรงกลัวในอาเธอร์แต่เขากลัวว่าหากการแย่งชิงล้มเหลว อาวุธวิญญาณชิ้นนั้นจะสูญสลายไปหรือหนีไปอยู่กับเจ้าของคนอื่นที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
หากเป็นแบบนั้นมันจะยุ่งยากเป็นอย่างมากสำหรับภารกิจของเขา