บทที่ 87: ความจริงในอดีต (The Pass of Truth)
“ในตอนนั้น นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าหญิงสาวที่เป็นบุตรีของขุนศึกในตระกูลทาเคดะ พร้อมกับยื่นมือเข้าช่วยนางผู้นั้นในการคว้าตัวโนบุยาสึมาครอบครอง หลังจากที่นางตอบตกลงที่จะขอรับการช่วยเหลือจากนางเทวีอสูรฯ นั่น...”โทโมเอะถอนหายใจสักพัก ก่อนที่เธอจะเริ่มเอ่ยถามโอคัทสึขึ้นมาว่า“โนบุนากะนั่นไม่มีสิ่งใดที่เขารักนอกจากอำนาจ ดังนั้น เขาจึงไม่มีทางที่จะคิดถึงเจ้า...จนถึงกับเขียนจดหมายถามสารทุกข์สุกดิบนั่นหรอกนะ ตอนนั้นเจ้าไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั่นเลยหรือ”เมื่อได้ยินในสิ่งที่โทโมเอะเอ่ยถามออกเช่นนั้น โอคัทสึก็เริ่มนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้“ตอนนั้น ข้ารู้สึกเสียใจมากที่แมวของข้าได้ถูกนางผู้หญิงคนนั้นฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการวางยาพิษ ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีจดหมายที่ท่านพ่อเขียนส่งมา เมื่อข้าได้อ่านข้อความในจดหมายนั่น ข้าก็รู้สึกดีใจมากที่ยังมีท่านพ่อคอยอยู่เคียงข้าง จนไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั่นเลย ถ้าอย่างงั้นก็...”“ใช่แล้วหล่ะ ทั้งหมดนั่นล้วนเป็นแผนการของนางเทวีอสูรฯ มันอาศัยจังหวะที่เจ้ากำลังเป็นทุกข์ในการสร้างจดหมายปลอมนั่นขึ้นมาเพื่อหลอกเจ้า” ทางด้านโอคัทสึ เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็เริ่มแสดงสีหน้าที่ตกใจออกมาอย่างสุดขีด เธออ้าปากกว้างออกมาเพียงน้อยนิด ดวงตาคู่งามสีครามนั้นพลางเบิกกว้างออกมาเพียงเล็กน้อย“งั้นก็แสดงว่า เจ้านางเทวีอสูรฯ นั่น...มันปลอมจดหมายของท่านพ่อมาหลอกข้าอย่างงั้นสินะ”โอคัทสึกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทานิดๆ ความรู้สึกโกรธแค้นภายในใจของเธอนั้นก็เริ่มค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละน้อย เมื่อได้รู้ความจริงทุกอย่างมาจากโทโมเอะ โอคัทสึรู้สึกเสียใจมากกับความโง่เขลาของตัวเธอเอง เธอพลางกัดฟันแน่นอยู่ภายในปากคู่งามของเธอโทโมเอะรีบยกมือเรียวงามขึ้นตบเข้าที่ไหล่ของโอคัทสึอย่างแผ่วเบา จนทำให้คุโนะอิจิสาวค่อยๆ หันหน้ามองไปที่ใบหน้างามของมิโกะสาว“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดีนะ เพราะข้าเองก็เคยสูญเสียชายคนรัก และคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป...ด้วยฝีมือของนางเทวีอสูรฯ นั่นเหมือนกัน”โทโมเอะพูดปลอบประโลมโอคัทสึ โดยที่มือเรียวงามของมิโกะสาวนั้นยังคงจับเข้าที่บริเวณไหล่ของคุโนะอิจิสาวที่อยู่ตรงหน้า โอคัทสึรีบเข้าไปสวมกอดร่างงามของโทโมเอะอย่างแนบชิด แล้วร้องไห้โฮออกมาราวกับเด็ก มีน้ำตาไหลรินออกจากดวงตาคู่งามสีครามของเธอ ทางด้านโทโมเอะก็ค่อยๆ หลับตาพริ้มบนใบหน้างามที่ยิ้มแย้มนิดๆ ด้วยความอ่อนโยน พลางกอดปลอบประโลมคุโนะอิจิสาวอย่างแผ่วเบา ในท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลดสักพัก อาคามาสึรุกิ ภูติพิทักษ์ปลาสากกระบี่ ซึ่งเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของโนบุยาสึก็ได้พุ่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในสร้อยอัญมณียาซาคานิที่ถูกสวมไว้ที่บริเวณลำคองามระหงของยูกินะ ก่อนที่เธอจะได้เห็นภาพความทรงจำของเจ้าหญิงฮิเมรากิอีกครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าชายฟุซาฮิโตะได้รับการสืบทอดบัลลังก์ต่อจากองค์จักรพรรดิฮานาโซโนะที่ 2 ผู้เป็นพระราชบิดาที่ได้สละราชสมบัติทั้งหมดให้กับผู้เป็นพระราชโอรสคนรองของพระองค์ ในนามขององค์จักรพรรดิสึชิมิกาโดะที่ 2 ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รับการแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิสึชิมิกาโดะที่ 2 ให้ขึ้นเป็นองเมียวจิฮิเมะ หรือเจ้าหญิงนักพรตองเมียวแห่งราชสำนัก พร้อมกับได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์เหล่าบรรดาผู้คนทั้งบ้านเมืองนั้น เมื่อได้รู้แล้วว่าองเมียวจิหญิงที่คอยตระเวนช่วยเหลือชาวบ้านในการขจัดสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่คอยคุกคามพวกเขาอยู่นั้นก็คือเจ้าหญิงฮิเมรากิในราชสำนักที่เป็นถึงองค์หญิงรัชทายาทแห่งองค์จักรพรรดิฮานาโซโนะที่ 2 พวกชาวบ้านทั้งหมดจึงต่างก็พากันศรัทธาในตัวของเจ้าหญิงฮิเมรากิทันที2 ปีต่อมา ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมโยโกะก็ได้ตัดสินใจหลบหนีออกมาจากพระราชวังหลวง และออกตามหาเจ้าหญิงฮิเมรากิ ผู้เป็นพี่สาวของเธอ จนกระทั่งทั้งสองได้มาเจอกันที่ทุ่งนาแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างที่เจ้าหญิงฮิเมรากิกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะนั้นกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดหลังจากที่การต่อสู้นั้นจบลง เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบพาร่างเจ้าหญิงฮิเมโยโกะวัย 7 ขวบที่กำลังนอนสลบอยู่นั้นกลับไปพักฟื้นที่บ้านพักติดลำธารในกลางป่าทันที และเช้าวันต่อมา เจ้าหญิงฮิเมโยโกะวัย 7 ขวบก็ได้รู้สึกตัวขึ้นที่ห้องนอนของเจ้าหญิงฮิเมรากิภายในบ้านพักแห่งนั้น“ท่านพี่” เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ จนได้มาพบกับเจ้าหญิงฮิเมรากิกำลังนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นนั่งบนฟูกนอน และหันมองไปที่ใบหน้างามของเจ้าหญิงฮิเมรากิ ผู้เป็นพี่สาว“ไหนลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยซิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ถึงได้หนีออกมาจากวังเช่นนั้น”เจ้าหญิงฮิเมโยโกะวัย 7 ขวบถอนหายใจสักพัก ก่อนที่เธอจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้ผู้เป็นพี่สาวได้ฟัง ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิ เมื่อได้รู้เรื่องทุกอย่างมาจากปากของเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ เธอจึงรีบมุ่งหน้าไปยังพระราชวังหลวงในเมืองเกียวโตทันทีณ พระราชวังหลวงในเมืองเกียวโต มีองเมียวจิหญิงนางหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามาที่หน้าประตูวังอย่างช้าๆ ซึ่งมีทหารองครักษ์ทั้งสองนายกำลังยืนเฝ้าที่หน้าประตูวัง“เจ้าเป็นใคร เจ้าจะเข้ามาในนี้ไม่ได้”ทหารองครักษ์ทั้งสองนายนี้ต่างก็พยายามที่จะเฝ้าประตูหน้าวังเอาไว้อย่างสุดกำลัง“ข้าเอง” ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงขององเมียวจิหญิงที่อยู่ตรงหน้า ทหารองครักษ์ทั้งสองนายนั้นก้ได้รู้ทันทีเลยว่า องเมียวจิหญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าหญิงฮิเมรากิ“ท่านองค์หญิงสาม”“มีธุระอันใดหรือขอรับ”ทหารองครักษ์ทั้งสองนายที่คอยเฝ้าประตูอยู่ที่หน้าวังนั้น ต่างก็เอ่ยถามเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยความสงสัย“ข้าต้องการจะเข้าเฝ้าพระองค์ ข้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องแจ้งให้พระองค์ทราบ”เมื่อได้ทราบวัตถุประสงค์ของการมาในครั้งนี้แล้ว ทหารองครักษ์ทั้งสองนายนั้นไม่รอช้า จึงรีบเปิดทางให้เจ้าหญิงฮิเมรากิเดินเข้าไปในวังหลวงทันทีณ ตำหนักพระโรงภายในวัง มีทหารองครักษ์ในวังนายหนึ่งรีบวิ่งตรงเข้ามาในตำหนักพระโรง เพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ซึ่งกำลังประทับอยู่บนราชบัลลังก์“ท่านองค์หญิง 3 ขอเสด็จเข้าเฝ้าพระองค์ขอรับ เห็นท่านองค์หญิงตรัสมาว่า ท่านองค์หญิงทรงมีเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบเสด็จมาแจ้งให้พระองค์ทราบขอรับ”“งั้นเจ้าก็รีบพาตัวเข้ามา”“ทรงทราบแล้วขอรับ พระองค์”ทหารองครักษ์ในวังนายนี้เอ่ยรับคำสั่งพลางก้มหัวโค้งคำนับให้กับพระองค์เป็นการกราบถวายบังคม ก่อนที่เขาจะรีบลุกขึ้นยืน และเดินออกจากตำหนักพระโรง เพื่อพาตัวเจ้าหญิงฮิเมรากิมาเข้าเฝ้าพระองค์ที่ประทับอยู่บนราชบัลลังก์ภายในตำหนักพระโรง“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ น้องสาม”องค์จักรพรรดิตรัสทักทายเจ้าหญิงฮิเมรากิที่ค่อยๆ เสด็จเข้ามานั่งทับเท้าอยู่ตรงหน้าพระองค์ที่อยู่ภายในตำหนักพระโรง ก่อนที่เธอจะรีบก้มหัวโค้งคำนับเป็นการกราบถวายบังคม“ที่ว่ามีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้ทราบนั่น มันเรื่องอะไรกันหรือ”องค์จักรพรรดิตรัสถามด้วยความสงสัย เจ้าหญิงฮิเมรากิถอนหายใจสักพัก ก่อนที่เธอจะทรงเล่าเรื่องทุกอย่างให้พระองค์ได้ทรงรับทราบ เมื่อได้ทรงทราบเรื่องทุกอย่างจากเจ้าหญิงฮิเมรากิแล้ว พระองค์นั้นกริ้วมาก จึงทรงมีคำสั่งเรียกให้ทุกคนในวังหลวงทั้งหมดรีบมาเข้าเฝ้าพระองค์ที่ตำหนักพระโรงโดยด่วน