ตอนที่ 36 ผีร้ายแห่งเฟยอวิ๋น.เหลียนหรูเฟิงหน้าดำคร่ำเคร่งขึ้นมาทันที เขาเหวี่ยงตัวหลบออกข้างตามสัญชาตญาณฉึก!ลูกธนูสีดำทมิฬพุ่งแหวกอากาศตรงมา หนึ่งในผู้พิทักษ์ยกกระบี่ขึ้นปัดป้อง แต่มันกลับพลันระเบิดตัวทันทีที่สัมผัสคมกระบี่ผู้พิทักษ์รายนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนที่ร่างจะแหลกกระจุยเป็นชิ้นๆเหลียนหรูเฟิงและผู้พิทักษ์ที่เหลือเป็นอันต้องตกตะลึงกันอีกรอบ พวกเขาประจักษ์แล้วว่าลูกธนูนั้นหาได้รวดเร็วเพียงอย่างเดียว ทว่ายังอัดแน่นไปด้วยพลังระเบิดที่รุนแรงเหลือเชื่อ ไม่มีทางที่พวกเขาจะปัดป้องมันด้วยมือหรืออาวุธใดได้เลย“ศัตรูอยู่ตรงนั้น!”หนึ่งในผู้พิทักษ์ตะโกนก้อง ชี้นิ้วลึกเข้าไปในหมู่บ้านเหลียนหรูเฟิงเห็นเงาร่างหนึ่งแวบผ่านไปบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในตัวหมู่บ้านทันที ร่างเลือนรางนั้นกลับคุ้นตาไอ้หลินสวินกระนั้นหรือเหลียนหรูเฟิงหรี่ตา เป็นไปได้หรือที่จะเป็นไอ้เด็กสิบสามขวบคนนั้น“บุก!”ไม่มีเวลาให้ใคร่ครวญอีก เหลียนหรูเฟิงตะโกนก้องทันทีแล้วปรี่เข้าไปในตัวหมู่บ้านการประจันหน้ากันในหมู่บ้านนับว่าทำได้ลำบากขึ้น เพราะมีหลืบมุมที่เบี่ยงบังอยู่มากมาย ทำให้มือธนูเล็งเป้าหมายได้ยากยิ่งขึ้นผู้พิทักษ์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างช่ำชอง พวกเขารู้ดีว่าถ้าหากเอาแต่ยืนเฉยอยู่นอกหมู่บ้านจะไม่มีที่ให้หลบซ่อนตัวและตกเป็นเป้านิ่งให้มือธนูยิงเล่น พวกเขาทั้งหมดจึงรีบวิ่งตามเหลียนหรูเฟิงเข้ามาในหมู่บ้านอู๋เฮิ่นสุ่ยถึงกับเหงื่อตกเมื่อเห็นสถานการณ์ทั้งหมดนี้ เขาไม่เคยคิดเลยว่าหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้จะมีมือธนูชั้นยอดอาศัยอยู่ด้วย“ผู้เฒ่าอู๋ ลูกธนูนั้นทรงอานุภาพเกินกว่าจะเป็นอาวุธธรรมดา หากข้าเดาไม่ผิด เห็นทีจะจารึก ‘รอยสลักเวทเพลิงปะทุ’ เอาไว้ด้วยเป็นแน่!”บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจเขามีนามว่าหานจวิ้นซาน ลูกสมุนมากความสามารถที่ติดสอยห้อยตามอู๋เฮิ่นสุ่ยมาด้วย เขาบรรลุขั้นที่สี่ของระดับกำลังภายในแล้ว และที่สำคัญกว่านั้นคือเขายังเป็นนักสลักวิญญาณฝึกหัดด้วยแม้เขาหมดหวังที่จะเป็นนักสลักวิญญาณมืออาชีพมานานแล้วเพราะความสามารถไม่ถึง แต่เขายังคงมองรอยสลักวิญญาณออกอยู่ รอยสลักเวทเพลิงปะทุกระนั้นหรือจิตใจของอู๋เฮิ่นสุ่ยกระตุกวูบ “เจ้าหมายความว่ามีนักสลักวิญญาณมืออาชีพอยู่ในหมู่บ้านกระนั้นหรือ”หานจวิ้นซานส่ายศีรษะ “ข้าไม่คิดเช่นนั้น รอยสลักเวทเพลิงปะทุนับว่าเป็นหนึ่งในรอยสลักขั้นพื้นฐาน แม้ข้าจะค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าใช่แน่ แต่ว่า...”“แต่ว่าอะไร” อู๋เฮิ่นสุ่ยถาม“วัตถุดิบที่ใช้ในการหลอมหมึกวิญญาณล้วนหายากนัก ไม่นับรวมว่าต้องจารึกลงบนลูกธนูอีก ที่ตงหลินธนูดอกนั้นสามารถขายได้ราคาสามสิบเหรียญทองแดงเชียว ยากนักหากจะให้คิดว่าหมู่บ้านจนๆ เช่นนี้จะมีอาวุธราคาแพงเช่นนั้น”หานจวิ้นซานขมวดคิ้วมุ่น ข้อนี้เองที่ทำให้เขาสับสนยิ่งนักอู๋เฮิ่นสุ่ยหนังตากระตุก “เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่ามียอดฝีมืออาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้หรือ”ก่อนจะส่ายศีรษะสลัดความคิดนั้นทิ้ง “ไม่สิ ถ้าหากที่นี่มียอดฝีมืออยู่จริง เหตุใดเขาต้องหลบๆ ซ่อนๆ แล้วซุ่มยิงเราที่หน้าหมู่บ้านด้วย จากที่ข้าประเมินแล้ว ศัตรูน่าจะไม่ได้ทรงพลังอะไรมากนัก มันจึงต้องทำเช่นนั้น”หานจวิ้นซานพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น ศัตรูของเราหมดพลังไปกับการระดมยิงก่อนหน้านี้มาก หากพวกเหลียนหรูเฟิงคว้าโอกาสนี้ไว้ ก็คงจะล้มไอ้หมอนั่นได้แน่นอน”อู๋เฮิ่นสุ่ยรู้สึกโลภขึ้นมา “แปลว่าเราอาจจะได้รู้ว่าลูกธนูพวกนั้นทำขึ้นอย่างไร และทำเงินจากมันได้เป็นกอบเป็นกำสินะ”หานจวิ้นซานฉีกยิ้มแล้วตามน้ำไป “ใช่แล้วขอรับ ใครจะไปคิดว่านอกจากที่นาศักดิ์สิทธิ์ชั้นดีหลายสิบหมู่ หมู่บ้านเล็กๆ จนๆ อย่างนี้ยังจะมีอุโมงค์ใต้เหมืองร้างที่พรั่งพร้อมไปด้วยตะกรุดเขี้ยวโลหิต กับอาวุธอย่างธนูเวทเพลิงปะทุอยู่ด้วย”อู๋เฮิ่นสุ่ยสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยอย่างเยือกเย็น “หลังจากเหลียนหรูเฟิงจัดการศัตรูนั่นลงได้ ทุกอย่างจะตกเป็นของเรา!”หานจวิ้นซานถาม “ท่านผู้เฒ่าอู๋ เราควรช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่”อู๋เฮิ่นสุ่ยแสยะยิ้มและตอบช้าๆ ทอดสายตาไปยังหมู่บ้านอันห่างไกล “อย่าให้มือเราต้องแปดเปื้อนเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกบ้านนอกนั่นเถอะ”...หมู่บ้านเฟยอวิ๋นไม่ได้ใหญ่โต ทว่าตรอกซอกซอยและบ้านเรือนต่างเรียงรายกันอย่างไร้ระเบียบ อันเกิดจากขาดการวางผังเมืองที่ดี ทำให้มันมีสภาพไม่ต่างจากใยแมงมุมขนาดใหญ่หากใครหมายจะหลบซ่อนในซอกหลืบเหล่านี้แล้ว ก็คงไม่ง่ายที่จะหาพบ เพราะผู้ฝึกปราณที่อยู่ต่ำกว่าระดับจิตผสานวิญญาณหามีพลังจิตแข็งแกร่งพอจะจับร่องรอยของผู้ที่คิดจะหลบซ่อนตัวได้ พวกเขาทำได้เพียงใช้จักษุประสาทและโสตประสาทในการค้นหาเท่านั้นหลินสวินไม่กังวลเลยแม้เพียงนิดเขาแน่ใจทีเดียวว่าศัตรูของเขาไม่มีใครอยู่สูงกว่าระดับกำลังภายใน เขาจึงขอให้เซียวเทียนเริ่นย้ายชาวบ้านทุกคนออกจากหมู่บ้านไปก่อนล่วงหน้า เพื่อที่เขาจะได้ใช้ประโยชน์จากชัยภูมิที่สลับซับซ้อนสังหารเหลียนหรูเฟิงและผู้พิทักษ์ทุกคน โดยไม่ต้องกลัวจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำตอนนี้เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง คว้าถุงหนังใส่น้ำมากระดกในถุงนั้นเต็มไปด้วย ‘น้ำเชื่อมวิญญาณ’ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณของเขาในระยะเวลาอันสั้น สามครั้งที่เขายิงธนูออกไปกินพลังวิญญาณของเขามากกว่าครึ่งหากเขายังไม่บรรลุขั้นที่สามของระดับกำลังภายในและได้เกลียวคลื่นวิญญาณมาขัดเกลาพลังวิญญาณจนสมบูรณ์แบบแล้ว เขาคงไม่มีทางยิงธนูเวทเพลิงปะทุสามครั้งติดต่อกันได้ระหว่างที่รอให้พลังวิญญาณกลับคืนมา จิตใจของหลินสวินก็กลับมาสงบอีกครั้ง กระนั้นภายในจิตใจเขาก็ยังรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถสังหารเหลียนหรูเฟิงลงได้เขาจงใจที่จะฆ่าเหลียนหรูเฟิงก่อนที่เขาจะรู้ตัว แต่หาสำเร็จไม่คิดมาถึงตรงนี้ ภาพของชายชราเคราแพะก็แวบเข้ามาในหัวของเขา เขาไม่เคยพบคนผู้นั้นมาก่อน แต่สัญชาตญาณกลับบอกเขาว่าชายชราผู้นี้อันตรายกว่าเหลียนหรูเฟิงหลายเท่านัก“ทำไมเหลียนหรูเฟิงต้องพามันกลับมาที่เฟยอวิ๋นด้วย พวกมันต้องการสิ่งใดกันแน่”หลินสวินขมวดคิ้ว เขารู้ว่าอะไรๆ ชักจะซับซ้อนขึ้นแล้ว แผนเดิมที่เขาคิดไว้ตั้งใจจะจัดการกับเหลียนหรูเฟิงและบรรดาผู้พิทักษ์เท่านั้น บุคคลอันตรายนอกเหนือจากที่เขาคาดการณ์ไว้ดูจะสร้างความกดดันแก่หลินสวินเพิ่มยิ่งขึ้นไม่ช้าพลังวิญญาณของเขาก็กลับคืนมาเต็มดังเดิม หลินสวินรู้สึกสดชื่นและเลิกหมกมุ่นกับความคิดในแง่ลบเขาเก็บคันธนูกระดูก แล้วหยิบกริชกรีดนภาขึ้นมากำไว้แทน เขาสูดหายใจลึกแล้วก้าวย่างออกจากประตูไปดุจพญาแมวปราดเปรียวการต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อไม่ใครก็ใครตายตกไป เขาเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วหมู่บ้านหาได้เงียบเชียบอีกต่อไป เสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนโหวกเหวกได้ยินแว่วมาเป็นระยะ แสดงว่าเหลียนหรูเฟิงกับบรรดาผู้พิทักษ์กำลังควานหาตัวหลินสวินอยู่“กำจัดไปสาม เหลืออีกสิบสอง ชายชราเคราแพะนั่นอันตรายที่สุด ตัวเหลียนหรูเฟิงเองก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน...”หลินสวินคำนวณอย่างว่องไวขณะที่ค่อยๆ ย่องออกไปที่ตรอกอย่างระมัดระวังครั้นกำลังจะเลี้ยวหัวมุมหนึ่งเขาก็พลันหยุดกึก ในดวงตาฉายแววเย็นเยียบ เขาไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่สัมผัสได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาเขากลั้นหายใจแล้วเขยิบเข้าประชิดกำแพง เฝ้ารอคอยร่างหนึ่งปรากฏแก่สายตาเขาในความเงียบ ผู้พิทักษ์คนนั้นมือหนึ่งถือกริช อีกมือถือโล่ ระแวงและระแวดระวังตอนที่หลินสวินเห็นศัตรู อีกฝ่ายก็มองเห็นเขาเช่นกัน ทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงสามฉื่อโดยไม่รอรี แสงสีเขียวแวบตัดอากาศ หลินสวินเฉือนร่างของผู้พิทักษ์คนนั้นด้วยกริชกรีดนภา ดุจภูผาถล่มโครมลงใส่ผู้พิทักษ์คนนั้นโต้ตอบอย่างว่องไว เขากู่ร้องด้วยโทสะ ยกโล่ขึ้นมาป้องกันกริชของหลินสวินไว้ได้ ก่อนไสกระบี่ยาวในมือขวาสวนมายังหลินสวินในคราวเดียวกันเคร้ง!อนิจจาเขาประเมินความสามารถของหลินสวินต่ำไปนัก โล่นั้นแตกออกเป็นเสี่ยงในพริบตา และเขาเองก็กระเด็นหวือลอยไปกระแทกกับกำแพงอีกฟากของตรอก ศีรษะของเขาพับลงอีกข้างและไม่มีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาอีกเลยหลินสวินกระโจนไปข้างหน้าและเชือดคอของผู้พิทักษ์คนนั้นโดยไม่รอท่า เลือดพุ่งกระฉูดกระจายไปทั่วเขาค้อมตัวลงแล้วพุ่งพรวดไปต่อ ประหนึ่งแมวป่าที่มีเพียงปลายนิ้วเท้าสัมผัสกับพื้นดิน หายตัววับไปจากตรอกนั้นอีกครั้งผู้พิทักษ์คนนั้นระดับปราณอยู่ในขั้นที่สองของระดับกำลังภายใน หาได้เป็นภัยต่อหลินสวินอีกต่อไป ชัยชนะจึงตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัยผู้พิทักษ์อีกคนหนึ่งได้ยินเสียงดังก็ตรงมายังที่เกิดเหตุ แต่ก็พบเพียงร่างไร้วิญญาณนอนตายอยู่ที่พื้น ไม่มีร่องรอยของหลินสวินแม้เพียงนิด เขาส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความแค้นไม่ทันไรหลินสวินก็จัดการสังหารผู้พิทักษ์ได้อีกคนที่มุมหนึ่งทางอีกฟากของหมู่บ้าน ครั้งนี้เขาพุ่งตัวลงมาจากหลังคาและผ่ากะโหลกของผู้พิทักษ์คนนั้นแยกจากกันในฉึบเดียว ผู้พิทักษ์คนนั้นร่วงผล็อยลงกับพื้นโดยไม่ทันเปล่งเสียงร้องหลังจากนั้นหลินสวินก็อันตรธานหายไปราวกับผีเขาเตรียมการสำหรับงานนี้มาก่อนแล้ว สองสามวันก่อนเขาตระเวนเดินดูทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน และจดจำจุดซ่อนตัวทุกแห่งไว้จนขึ้นใจ เขาเพียงแต่ต้องรอคอยในความมืดและเตรียมพร้อมอยู่เสมอในขณะที่คู่ต่อสู้ของเขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ จึงถูกพรากชีวิตไปโดยไม่รู้ตัวยิ่งนานเข้าเหลียนหรูเฟิงและบรรดาผู้พิทักษ์ก็เริ่มใจเสีย ความเคียดแค้นและความหวาดกลัวที่เอ่ยออกมาไม่ได้เกาะกุมจิตใจของพวกเขาตอนแรกก็ได้รับการต้อนรับด้วยลูกธนูที่หน้าหมู่บ้าน มาตอนนี้ก็ถูกบังคับให้ต้องลงสนามสู้กลางตรอกซอกซอยในหมู่บ้าน พวกเขาฉลาดพอจะรู้ว่าศัตรูของพวกเขานั้นเตรียมตัวมาอย่างดี และรอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่แล้วหนึ่งเค่อผ่านไป ผู้พิทักษ์คนหนึ่งก็เข้ามาหาเหลียนหรูเฟิงด้วยความหวาดกลัว และรายงานเสียงเบา “หัวหน้าเหลียน ชาวบ้านทุกคนไปจากที่นี่หมดแล้ว เราไม่มีไพ่ที่เหนือกว่าให้ถือแล้ว นี่มันกับดักชัดๆ”“หุบปาก เรื่องนั้นข้าดูออก”ตอนนี้เหลือผู้พิทักษ์เพียงหกชีวิตเท่านั้นที่รายล้อมอยู่รอบเหลียนหรูเฟิง เขาตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงเรียกผู้พิทักษ์ที่แยกย้ายกันไปกลับมารวมตัวกันอีกครั้งแค่คิดไม่ถึงว่ามีผู้พิทักษ์ห้าคนแล้วที่ถูกสังหารไปในเวลาเพียงหนึ่งเค่อ เหลือที่ยังอยู่รอดเหลือเพียงเจ็ดชีวิตรวมตัวเขาด้วย“ไอ้หลินสวิน!”เขากัดฟันกรอดด้วยความชิงชัง ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าพวกเขามีศัตรูเพียงหนึ่งเดียว คือไอ้เด็กสิบสามขวบคนนั้นทว่า...เขาคาดไม่ถึงว่าภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่เขาเกลียดนักเกลียดหนาจะกลายมาเป็นนักฆ่าที่เลือดเย็นและทรงพลังเช่นนี้ได้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลู่ถิงกับเฉียนฉีก็ถูกมันสังหารเรียบร้อยแล้ว!“ไอ้เฒ่าเซียวเทียนเริ่นไปคว้าตัวไอ้เด็กโฉดนั่นมาจากไหนกัน”เหลียนหรูเฟิงอยากจะรู้คำตอบเสียให้ได้ฟิ้ว!ฉับพลันนั้นเอง เสียงหวีดแหลมคุ้นหูก็ดังมาแต่ไกล มันเป็นเสียงของลูกธนูที่พุ่งแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วแต่สำหรับเหลียนหรูเฟิงแล้ว มันคือเสียงของความตายที่จะมาพรากชีวิตของเขาไป เขาคำรามด้วยใบหน้าถอดสี “เวรเอ๊ย เจ้าอีกแล้วสินะไอ้เด็กเวร!”
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ