ความคาดหวังภายในใจของหลี่จงหยวนที่ลอยลิ่วขึ้นสูงเป็นหมื่นจั้ง[1]ร่วงดิ่งตกลงมาพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดีทำเอาความผิดหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่สุดท้ายก็กัดฟันพูดขึ้น “นักหลอมยาจำเป็นต้องลงทะเบียนกับสภาโอสถที่สาขาย่อยของบริษัท ‘ตันติ่งกรุ๊ป’ นายท่านไปมาหรือยังครับ?ผมยังได้ยินมาอีกว่าต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติก่อน เอิ่ม...ไม่ทราบว่านายทำการเปิดประสาทสัมผัสรับรู้หรือยังครับ?”
สวีหยางอี้ชะงักไปเล็กน้อยเพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน หลังจากเงียบลงไปพักหนึ่งก็เอ่ยขึ้น “นายไปหาซื้อของพวกนี้มาก่อนร้านค้ารายย่อยของตู้มหาสมบัติในเมืองถานซานมีของพวกนี้ขายอยู่”
หลี่จงหยวนแทบอกแตกตาย
นี่มันอะไรกันวะ?
แบบนี้ก็ได้เหรออยู่ๆ คิดอยากเป็นนักหลอมยา ก็จะลองหลอมยาเองเลยเหรอ? แบบนี้ได้เหรอ?!
และที่สำคัญก็คือเงินที่ต้องซื้อของพวกนี้ก็เป็นเงินของเขา!
ชีวิตของเขาถูกผูกติดกับสวีหยางอี้ในฐานะปีศาจสัตว์เลี้ยงและเจ้านายแน่นอนว่าเจ้านายต้องมีศักดิ์สูงกว่าการที่ใช้เงินของเขาเพื่อการฝึกตนก็ย่อมเป็นเรื่องปกติแต่ว่าการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้มันได้เหรอ?
“เงินไม่พอครับ...”เขาพยายามกัดฟันพูดขึ้นอย่างกล้ำกลืนฝืนทน “ผมมีเงินแค่สิบล้าน... ซื้อรถใหม่ไปเจ็ดแสนซื้อบ้านหลังนี้ไปห้าแสน... เสียเงินตกแต่งภายในใหม่หนึ่งแสน... นายท่านครับดอกจื่อหยางหนึ่งจินราคาสองแสน... เงินไม่พอจริงๆ ครับนายท่าน!”
“เงินของพวกเราตอนนี้สามารถหลอมยาได้แค่ห้าครั้งครับ!”
“เงินสิบล้านไม่พอแน่นอน”สวีหยางอี้จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน มุมปากกึ่งยิ้มกึ่งหุบ “แต่ว่าพวกเราสามารถยื่นขอทุนสนับสนุนกับบริษัทตันติ่งกรุ๊ปสำหรับมือใหม่ได้”
“นายท่านครับ!”หลี่จงหยวนตกใจสะดุ้งโหยง รอยยิ้มอันขมขื่นพลันผุดขึ้นทันที “ผู้ที่ยื่นขอทุนสนับสนุนนี้ต้องเป็นนักหลอมยาเท่านั้น!อีกทั้งต้องมีร่างแผนการของโครงการ ผลการชี้วัด จำนวนคนในทีมและรายงานความคืบหน้าของโครงการ! และต้องมีกราฟตัวเลขและแผนผังผลการชี้วัดสำหรับให้บริษัทตันติ่งกรุ๊ปตรวจสอบนักหลอมยาหน้าใหม่ที่เข้าร่วมโครงการทุนสนับสนุนนี้ต้องมีหินวิญญาณสำรองในบัญชีหลักแสนถึงหลักล้าน!แล้วทีม CFO ของบริษัทตันติ่งกรุ๊ปจะทำการคาดการงบประมาณด้วยตัวเอง...”
“นายกำลังบ่นฉันอยู่เหรอ?”ยังไม่ทันสิ้นสุดของพูด สวีหยางอี้ก็กึ่งยิ้มกึ่งหุบให้หลี่จงหยวน
หลี่จงหยวนรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัวก้อนหนาทึบติดอยู่ที่ลำคอ กลั้นอยู่หลายวินาที จนในที่สุดก็ยิ้มประจบก่อนพูดออกไป “ผมไม่กล้าทำแบบนั้นหรอกครับเพียงแต่...”
เขายังพูดไม่ทำจบสวีหยางอี้ก็ปัดมืออย่างรำคาญ พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย “นายไม่ต้องเรียกฉันว่านายท่านอะไรนั่นแล้วฟังไม่คล่องหูเลย เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วกัน”
“หลายปีก่อนหน้านี้ฉันเจอชื่อชื่อหนึ่งจากการ์ตูนที่อ่านตอนว่างๆ” สวีหยางอี้ทำท่านึกย้อนกลับไปก่อนเคาะโต๊ะระรัว“ใช่แล้ว ชื่อว่าเจ้าคางคกบุนตะ [2]แล้วกัน”
“เอิ่ม...ได้ครับ...”
“นายแค่ต้องทำตามที่ฉันบอก”สวีหยางอี้เอ่ยปากพูดอย่างนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก “ฉันไม่เคยทำสัญญากับคนนอกเผ่าพันธุ์อย่างเสมอภาค”
ลูกกระเดือกสวีหยางอี้กระเพื่อมขึ้นลงก่อนตอบรับเสียงต่ำ “เข้าใจแล้วครับ”
“ในพื้นที่แถบนี้มีผู้ฝึกตนว่างงานกี่คน?”
เมื่อได้รับฉายาชื่อใหม่หลี่จงหยวนก็พูดขึ้นเสียงต่ำ “น่าจะประมาณยี่สิบสามสิบคน... นาย ทะ เอิ่ม คุณสวีคุณต้องการจะรับสมัครพวกเขาเหรอครับ?”
“ฉันต้องการรับสมัครผู้ฝึกตนสามคนที่มีคุณสมบัติดังนี้มีความสามารถด้านการจัดการทรัพยากร ด้านการวางแผนคำนวณเวลาการฝึกตนยิ่งเป็นคนจากตู้มหาสมบัติยิ่งดี แล้วก็ซื้อเตาหลอมยาคุณภาพดีๆ ให้ฉันด้วย ไปได้”
“คุณสวี...” หลี่จงหยวนกลืนน้ำลายก่อนกัดฟันถาม“คุณแน่ใจว่าไม่ต้องการหัวฉีดยาเหลว เครื่องอัดยาแคปซูล และเครื่องปั่นส่วนผสมใช่ไหมครับ?”
สวีหยางอี้กวาดมองเขาไปหนึ่งทีทำเอาหลี่จงหยวนโค้งตัวและพูดขึ้นทันที “อีกห้าชั่วโมง คุณจะได้ของตามต้องการครับ”
หลี่จงหยวนทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งนักตอนนี้เป็นเวลาตอนบ่าย พอตกเย็นรถขนของก็มาส่งของทันที รวมทั้งผู้ฝึกตนวัยกลางคนอีกสามคน
“จางกงจ่าง”เมื่อผู้ฝึกตนวัยกลางคนเห็นสวีหยางอี้ที่นั่งอยู่ตรงกลางห้องก็รับรู้ขึ้นมาทันทีว่าคนนี้คือผู้จ้างงานตัวจริงครั้นแล้วก็โค้งตัวทำความเคารพ “ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นอดีตเจ้าหน้าที่สถิติแผนกเภสัชกรรมของตู้มหาสมบัติ”
“หลี่มู่อดีตเจ้าหน้าที่ด้านการประสานงานของ CSIB ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น”
“หวางชุนหลายพนักงานเกษียณอายุแผนก IT ของ CSIB ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น”
สวีหยางอี้เพียงพยักหน้าสายตาพลันเหลือบไปมองเตาหลอมยาความสูงครึ่งค่อนคนที่อยู่ด้านหลังหลี่จงหยวน
เป็นเตาหลอมที่ไม่แพงมากนักเมื่อทักษะบางอย่างหายสาบสูญไปอุปกรณ์ที่เกี่ยวของกับทักษะนั้นๆ ก็เหลือคุณค่าเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือของสะสม
เตาหลอมเตานี้มีสี่ขาด้านบนมีอักขระพิศวงสลักอยู่เป็นแถบ มีรูกลมๆ อยู่ห้ารูโดยแบ่งเป็นช่องใส่พืชสมุนไพรวิเศษตามธาตุทั้งห้า กลางเตาหลอมมีคราบสีดำแข็งเกรอะกรังเกาะอยู่เป็นพรืดปราศจากกลิ่นผิดแปลก ทว่าเป็นกลิ่นหอมโชยอ่อนๆ ของยาจากพฤกษานานาพรรณ
นี่มันคราบตะกอนยาหลอม...สวีหยางอี้กวาดสายตามองคราบสีดำด้วยดวงตาวาวประกายรำไร ไม่รู้ว่านักหลอมยาที่เคยใช้เตาหลอมนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?การที่หลอมยาจนทำให้กลิ่นและร่องรอยการหลอมยาติดอยู่บนตัวเตาหลอมได้แบบนี้เขาจะต้องมีทักษะการหลอมยาที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เตานี้อาจมีอายุหลายร้อยปีหรือไม่ก็เป็นพันปี แล้วตอนนี้ก็ตกมืออยู่ที่เขา
“มันชื่ออะไร”เขามองเตาหลอมยาพลางเอ่ยถาม
“ไม่มีชื่อครับ”หลี่จงหยวนยิ้มประจบ “คุณสวีตั้งชื่อให้มันได้ตามสบายเลยครับ”
สวีหยางอี้เดินเข้าไปพลางลูบเตาหลอมเบาๆ“ถ้างั้น... ให้มันชื่ออีหยวน[3]แล้วกัน”
“เต๋าให้กำเนิดหนึ่งหนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง[4] ครั้นเมื่อศักราชเริ่มต้นใหม่ทุกสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง แกอาจจะไม่ใช่เตาหลอมสามขาดั้งเดิมแต่เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาน ในที่สุดก็ตกมาอยู่ในมือฉัน นับได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ขัดเกลาแกให้กลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม”
ผ่านไปสักพักเตาหลอมยาก็ส่งเสียงหวืดหวูดออกมาคล้ายเสียงมังกรคำราม สวีหยางอี้พยักหน้าอย่างพอใจ
“ถ้าฉันไม่ได้เรียกห้ามเข้ามา”
เมื่อพูดจบ สวีหยางอี้ก็หามเตาหลอมยานั้นเดินเข้าห้องฝึกตนด้วยมือข้างเดียว
เมื่อเห็นสวีหยางอี้เดินไปถึงประตูห้องจางกงจ่างก็ลูบคางพลางคลี่ยิ้มเอ่ยถามหลี่จงหยวน “สหายนายรู้รึเปล่าว่าพวกเราต้องทำอะไร?”
“ไม่รู้เหมือนกัน!”สีหน้าของหลี่จงหยวนนิ่งขรึมลงไปทันที หน้าตาเขาเบี้ยวบูดจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้เงินสิบล้านเชียวนะ... เงินเก็บตลอดหลายปีของเขา! กลับใช้หมดเกลี้ยงภายในครึ่งวัน!ซ้ำยังซื้อของที่ไม่ได้ใช้พวกนี้มาอีกเป็นกอง!
ไม่เคยตรวจวัดระดับประสาทสัมผัสของตัวเองไม่เคยเข้าเรียนตามหลักสูตร ไม่เคยทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแต่เขากับกล้าบ้าบิ่นหลอมโอสถน้ำด้วยตัวเอง!
ตอนนี้อุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นเครื่องกลั่นยาเหลวจากแผนกวิจัยการฝึกตนที่มีชื่อเสียงของของบริษัทหมิงเจินเพียงแค่ใส่วัตถุดับปรุงยาในสัดส่วนที่กำหนดลงไปอย่างแม่นยำยาเหลวที่ผลิตขึ้นมาก็ไร้ที่ติ ประสิทธิภาพของยาก็ขึ้นกับฝีมือของนักหลอมยาและการกะสัดส่วนด้วยประสาทสัมผัสที่แม่นยำถ้าใส่มากกว่าหรือน้อยกว่าเพียง 0.1%ประสิทธิภาพที่ได้ออกมาก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตั้งแต่ศาสตร์และวิทยาการการหลอมยาโบราณหายสาบสูบไปนี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนในยุคปัจจุบันคิดค้นขึ้นมาและทำได้ดีที่สุดแล้ว
กลับมาพูดถึงสวีหยางอี้
เขาเป็นใครกัน!เขาไม่มีความรู้ ประสบการณ์ อุปกรณ์ช่วยเหลืออะไรเลยแต่กลับกล้าหลอมยาขึ้นเองเนี่ยนะ! ซ้ำยังใช้เตาหลอมที่สุดแสนจะโบราณนี้อีก!แล้วโอสถน้ำที่หลอมขึ้นมาจะผ่านการตรวจสอบความสะอาดและปลอดภัยได้อย่างไร?แล้วใครจะกล้าทำการทดสอบประสิทธิภาพให้เขา?
นอกจากความหวังในการหลบหนีจะริบหรี่แล้วการที่ต้องมาเห็นเงินของตัวเองถูกคนอื่นใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ทำเอาภายในใจของเขาราวกับถูกมีดเสียบแทงก็มิปาน!
“บุนตะ”
“ครับ! ครับ!คุณสวีต้องการอะไรเหรอครับ?” คำด่าทอที่ดังระงมในห้วงสมองของหลี่จงหยวนเมื่อครู่สลายหายไปเมื่อถูกแทรกด้วยเสียงของสวีหยางอี้สีหน้าของเขาพลันค่อยๆ เผยรอยยิ้มขึ้นช้าๆราวกับเล่นมายากลเปลี่ยนหน้าที่สั่งได้ดั่งใจ
สวีหยางอี้ยืนอยู่ด้านหน้าประตูทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งหุบมองมายังเขา “จำไว้ว่านายยังมีอีกเรื่องที่ต้องทำฉันหวังว่าจะได้เห็นความคืบหน้าตอนออกฌาน”
“รับทราบครับ!”หลี่จงหยวนขานรับ สวีหยางอี้หมายถึงเรื่องกล่องจิ๋วปริศนา
“ตึ่ง”เสียงประตูปิดลง หลี่จงหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามระลอกความเจ็บช้ำขมขื่นภายในใจค่อยๆ ทุเลาลงใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มแข็งกระด้างขึ้นก่อนเอ่ย “ดูเหมือนว่า...คุณสวีจะต้องการหลอมโอสถน้ำ พวกเรามีหน้าที่จดบันทึกการสูญเสียของวัตถุดิบยาจำแนกประเภท บันทึกสัดส่วน จำเป็นต้องต้องแม่นยำทุกขั้นตอนตัวเลขต้องละเอียดยันหลักทศนิยมสามตำแหน่ง และสังเกตดูระยะเวลาการหลอมยาด้วย...อย่างไรก็รบกวนด้วยแล้วกัน”
คำว่ารบกวนด้วยแล้วกันถูกพูดออกจากความจำใจนักหลอมยาก็เหมือนกับบ่อสูบเงิน ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ! กว่าพวกนักหลอมยาจะได้เงินทุนสนับสนุนพวกเขาล้วนแต่กินไม่อิ่ม อดข้าวอดน้ำขายเลือดขายเนื้อตัวเองเพื่อซื้อวัตถุดิบปรุงยากันทั้งนั้น
ไฟแห่งความอัดอั้นสุมแน่นอยู่กลางอกแต่ก็ไม่อาจระบายออกมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกเปลี่ยนชื่อไปเสียดื้อๆ หลี่จงหยวนได้แต่กัดฟันกรอดพลางเดินขึ้นไปด้านบน
โดยปล่อยให้ผู้ฝึกตนทั้งสามคนที่อยู่ด้านล่างมองตากันปริบๆ
“หลอมยางั้นเหรอ?”หลังจากนั้นไม่กี่วินาที หวางชุนหลายก็มองไปยังประตูห้องของสวีหยางอี้ที่ปิดสนิทราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน“หลอมยางั้นเหรอ? ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?”
“เหอะๆ ... ฉันก็คิดว่าฉันตาฝาดไปแค่คนเดียวใช้เตาหลอมยาหลอมยาด้วยวิธีดั้งเดิม...”
หลี่มู่ถอนหายใจพลางรินน้ำลงแก้วอย่างเหม่อลอย“ทั้งผู้ฝึกตนและปีศาจ มีทั้งพรรคสันติภาพและพรรคปฏิวัติ พรรคสันติภาพเน้นย้ำการกระชับความสัมพันธ์และสันติภาพเป็นหลักพรรคปฏิวัติเน้นวิธีการแบบเผด็จการฉันเป็นใหญ่...ส่วนพวกเราจัดว่าเป็นคนของฝั่งสันติภาพ ในเมื่อได้รับงานนี้มาแล้วก็ไม่ต้องไปสนใจว่าใครเป็นคนว่าจ้างหรอกสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเราก็คือได้เงินค่าจ้าง”
ทั้งสามคนไม่พูดอะไรขึ้นอีกต่างคนต่างหามุมนั่งของตัวเองและนั่งเล่นแล็ปท็อบที่ตัวเองพกมากัน
ห้องใต้ดินถูกแบ่งเป็นสองส่วนครึ่งหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ฝึกตนแน่นอนว่าห้องนี้เป็นห้องฝึกตนส่วนตัวของเขา
เขามองดูการตกแต่งห้องรอบๆอย่างพอใจ ก่อนวางเตาหลอมยาลงข้างหน้า
ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินแข็งและเสริมด้วยวัสดุกักเก็บเสียงหนาเตอะดัดแปลงออกมาเป็นห้องที่อยู่เรียบง่ายแต่กักเก็บเสียงและป้องกันแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างที่รู้กันว่าเขาเป็นพวกมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธิ์ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำ ตัวที่จับหนูได้ต่างหากถึงจัดว่าเป็นแมวที่ดีที่สุด
เขาไม่สนใจวิธีการตั้งต้นอย่างที่บอกว่าเขาเน้นไปที่ผลลัพธิ์ก็เหมือนกับที่เขาไม่สนใจว่าคนที่ร่วมมือกับเขาเป็นมนุษย์หรือปีศาจหากมันทำให้เขาได้ตามผลลัพธิ์ คนอย่างเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร
ครั้นนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นเขาก็หลับตาลง สงบสติอารมณ์ และกำหนดจิตจมดิ่งสู่ทะเลลมปราณเพียงพริบตาคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ก็โผล่ขึ้นมาในห้วงสมองเขาอีกครั้ง
--------------------------------------------------------------------------------
[1] จั้ง คือหน่วยวัดของจีน โดย 1จั้ง เท่ากับ 2.5 เมตร
[2] คางคกบุนตะ เป็นหนึ่งในคางคกจากเขาเมียวโบกุจากการ์ตูนเรื่องนารูโตะ
[3]一元 อีหยวน หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ เป็นคำมงคลของคนจีน
[4] เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสองสองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง เป็นคำกล่าวจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง บทที่42 โดยเคยมีผู้เชี่ยวชาญแปลไว้ว่าเต๋าทำให้เกิดความมีขึ้นมาจากสภาพไร้รูป หนึ่งกลุ่มก้อนพลังงานถือกำเนิดขึ้น จากนั้นจึงแยกเป็นสองซึ่งก็คือหยินหยาง จากหยินหยางเกิดเป็นสามเหยาปากว้า แต่ละกว้าในปากว้าแทนค่าธรรมชาติได้รอบตัวแต่ละกว้าก่อเกิดเป็นสรรพสิ่ง