ตอนที่ 9 ตกลงร่วมมือกัน
“ท่านวางใจเถอะ รายได้ไม่มีทางลดน้อยลงกว่าตอนนี้แน่นอน ตรงกันข้ามกลับจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเสียอีก” ถงเชียนเห็นสีหน้าของเขา ก็เดาได้เลยว่าเขาคงไม่เต็มใจ
เถ้าแก่โรงน้ำชาค่อยมีสีหน้าดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีความสงสัยอยู่ในใจเต็มเปี่ยม ทว่ามิได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ขอเพียงเขาเห็นด้วย ส่วนที่เหลือก็ง่ายขึ้นแล้ว
ในที่สุดฝีเท้าที่สั่นโคลงเคลงเพราะอาการหน้ามืดของหัวหน้าคณะละครก็หยุดชะงักลง “เช่นนั้นก็ทำตามที่เ้าว่า”
คงต้องตามนี้แล้ว มิเช่นนั้นเกรงว่าคณะละครคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงอย่างไรเสียก็ควรหาทางออกอื่นจึงจะถูก
ถงเชียนพยักหน้าด้วยความพอใจ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะกลับมาอีก ท่านกลับไป...” นางเหลือบมองคณะละครบนเวทีแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างมีเลศนัยว่า “ปรึกษากับพวกเขาสักหน่อยเถอะ”
เมื่อตกลงกับหัวหน้าคณะละครเสร็จแล้ว ก็ถือว่าเื่นี้สำเร็จไปได้ถึงเจ็ดส่วน เหลืออีกแค่สามส่วนเท่านั้น ถงเชียนยังไม่อยากจัดการตอนนี้
คนกลุ่มหนึ่งวิ่งกรูกันเข้ามา
“หัวหน้า เหตุใดท่านจึงรับปากไปล่ะ?”
“หญิงผู้นั้นดูอายุแค่สิบกว่าปี ข้าเห็นนางพูดจาโกหกปลิ้นปล้อนอยู่เต็มปากเต็มคำ แล้วจะให้เชื่อนางง่ายๆ ได้อย่างไร?”
“จริงด้วย...”
เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินออกจากประตูไป เหล่าคณะละครต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากอยู่ในระยะไกลมาก ถึงแม้จะได้ยินไม่ชัดนัก แต่ก็พอจะคาดการณ์เื่ราวได้คราวๆ
พวกเขาต่างก็เป็คนเก่าคนแก่ของคณะละคร ก่อนหน้านี้มีนักแสดงเอกจากไปหลายคน จึงทำให้กิจการไม่ค่อยเฟื่องฟูนัก ค่าจ้างในแต่ละเดือนของพวกเขาก็ยิ่งน้อยลงทุกที พอมาตอนนี้เรี่ยวแรงที่เคยมีทรุดโทรมลงไปมาก ทุกคนต่างมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยเหมือนพร้อมที่จะพังทลายลงทุกเมื่อ
แต่ยังดีกว่าไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน ในเมื่อหัวหน้าตกลงกับหญิงผู้นั้นแล้ว อนาคตของพวกเขาก็คงตกอยู่ในอันตราย
เวลานี้ ผู้คนทั้งหลายต่างส่งเสียงจ๊อกๆ แจ๊กๆ ข้าพูดคำหนึ่งส่วนเ้าพูดคำหนึ่ง คิ้วที่ขมวดด้วยความเศร้าหมองจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ั้แ่ต้นจนจบหัวหน้าคณะเพียงขมวดคิ้วแน่นเป็ปม ไม่พูดไม่จา
เขาใช้ชีวิตมาค่อนชีวิตแล้ว วันนี้เป็วันที่เขาทุ่มสุดตัว เมื่อลองย้อนกลับไป ครั้งนี้ที่ยอมเสี่ยงก็เพราะเข้าตาจน ดังนั้นจึงรู้สึกกังวลใจ
นั่งอยู่ข้างเวทีไม้เป็เวลานาน ท่ามกลางผู้คนที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด ต่อมาจึงหันหลังจากไปอย่างเงียบๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ถงเชียนถูกปลุกให้ตื่นั้แ่เช้าตรู่ มานั่งอยู่บนรถลาด้วยอาการสะลึมสะลือ จึ้ซิวผิงนำของที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อยัดใส่แขนนาง แล้วปิดประตูสนิท
กลิ่นอาหารโชยเข้ามาในจมูก ช่วยปัดเป่าความงุนง่วงให้คลายลง ถงเชียนลืมตาขึ้นมาก็เห็นแผ่นแป้งทอดในมือ
“วันนี้รีบมากจริงๆ เ้ากินเสียหน่อยเถอะ อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว”
จี้ซิวผิงมองนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นถุงน้ำให้
ถงเชียนมองสิ่งของที่อยู่ในมืออย่างเงียบๆ และก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นทันที
“แล้วท่านล่ะ?”
ในเวลานี้จี้ซิวผิงนั่งอยู่บนรถลา พอได้ยินก็หันกลับไปยิ้ม “ข้ากินมาแล้ว”
พอรีบรุดไปในเมือง ฟ้าก็สร่างพอดี ความงุนง่วงเพียงเล็กน้อยได้จางหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน
ถงเชียนนำบทละครพื้นบ้านไปยังคณะละคร เนื่องด้วยเป็เวลาที่ค่อนข้างเช้า หัวหน้าคณะจึงยังไม่มา แต่นางยังคงหาที่นั่งรอ
เมื่อรีบรุดมาเป็เวลานาน ท้องย่อมหิวบ้างเป็ธรรมดา นางหยิบแผ่นแป้งทอดอีกหนึ่งซีกออกมากินอย่างละเมียดละไม
จี้ซิวผิงเปิดผ้าม่านมาเห็นภาพนี้เข้าก็ขมวดคิ้วเบาๆ แล้วดึงแผ่นแป้งทอดนั้นมา
“สิ่งนี้กินไม่ได้แล้ว ข้าจะไปซื้อขนมไส้ถั่วแดงให้เ้า”
ถงเชียนเห็นเขามีท่าทางเช่นนี้ก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะเหตุใด?”
นางจงใจเงยหน้าขึ้นเบาๆ คิ้วและตาของนางเป็เส้นโค้งสวยงาม
ใบหน้าหล่อเหลาของจี้ซิวผิงเห่อแดง ถูกสายตาที่หยอกล้อนี้ทำเอาหูแดงก่ำ
ถงเชียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” จากนั้นเขาก็วิ่งหนีเตลิดไป
ประจวบกับวันนี้มีตลาดนัด สถานที่ขายขนมไส้ถั่วแดงอยู่ค่อนข้างไกล จึงใช้เวลาไปกลับนาน
ขนมไส้ถั่วแดงยังไม่ทันจะมาถึง หัวหน้าคณะละครก็มาถึงเสียแล้ว คาดว่าคงจะบอกก่อนล่วงหน้าแล้ว ในเวลานี้ทุกคนจึงมากันครบ
ถงเชียนไม่สนใจสายตามองมาทางตนเ่าั้ “บอกหน่อยสิว่า ท่านพูดกับพวกเขาแล้วหรือยัง?”
คนเ่าั้มีท่าทางเหมือนจะไม่ยอมรับ ต่างเชิดหน้าขึ้นด้วยกันหมดทั้งสิ้น อีกนิดคงจะชี้ใส่จมูกตนเองแล้ว
คนธรรมดาทั่วไปย่อมััได้ถึงเจตนาร้ายของพวกเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถงเชียน
หัวหน้าคณะมีสีหน้าที่ปรากฏให้เห็นถึงความอ่อนเพลีย เมื่อคืนคงจะไม่ได้นอนพักผ่อนให้ดี พอได้ยินแล้วก็ไม่พูดไม่จา
ถงเชียนเห็นเหตุการณ์เป็เช่นนี้ก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ดูเหมือนความคิดในการทำงานนี้คงจะยังไม่ถึงจุดที่้า
“เช่นนั้น” นางส่งบทละครพื้นบ้านไป “ให้พวกเขาดู”
พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ถ้าจะดี ก็ให้อ่านก่อนแล้วค่อยพูด
หัวหน้าคณะรับบทละครพื้นบ้านมา สีหน้าเซื่องซึมเมื่อสักครู่นี้แปรเปลี่ยนเป็ฮึกเหิมในทันทีราวกับถูกฉีดเืไก่เข้าเส้น ใช้ฝ่ามือประคองราวกับเป็สิ่งของล้ำค่า
คนที่อยู่ด้านข้างเห็นเขามีปฏิกิริยาเช่นนี้ ก็อดเหลือบมองไม่ได้ เขยิบเข้าไปมองดูใกล้ๆ
“ไหน ไหน” มีคนตบเขาเบาๆ “เขียนสิ่งใดไว้?”
ผู้คนในคณะละครจำนวนมากต่างก็ร่ำเรียนกันมาน้อย ด้วยฐานะทางบ้านยากจน ต้องออกมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จึงไม่มีเงินมากพอจะที่จะเรียนหนังสือ ดังนั้นส่วนใหญ่ต่างก็ไม่รู้หนังสือ
ส่วนพวกที่อ่านหนังสือออกต่างพากันขยับเข้ามาใกล้ รวมตัวกันแออัดยัดเยียด
“ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง!” มีคนปรบมือชื่นชม
บางครั้งก็ส่งเสียงอุทานประหลาดใจ ทำให้คนที่ไม่รู้หนังสือเริ่มร้อนใจ
“หัวหน้าคณะรู้สึกว่าเล่มนี้เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้วเป็เช่นไร?”
“ล้วนมีดีเฉพาะตัว” หัวหน้าคณะเงยหน้าขึ้นอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่อยากละสายตาไป โดยที่ความสุขบนใบหน้าไม่ลดลงเลย “ยอดเยี่ยมทั้งคู่”
คณะละครของพวกเขานี้ ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย เปลี่ยนเื่มาไม่รู้จักกี่เื่ ไม่มีความคิดใหม่ๆ มานานแล้ว ดังนั้นเื่ราวในสมุดเล่มนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง
โชคดีที่คณะละครอยู่มายาวนานหลายปี จึงแยกแยะข้อดีข้อเสียของบทละครพื้นบ้านเล่มนี้ออก
“หลังจากนี้ค่อยอ่าน ตอนนี้ข้าอยากคุยเื่สำคัญก่อน” ถงเชียนดึงสมุดเล่มนั้นกลับมา
ดวงตาหลายคู่รีบจ้องตาม
หัวหน้าคณะรู้สึกได้ว่าตนเสียมารยาทแล้ว “เชิญกล่าว”
“ข้ายังมีบทละครพื้นบ้านอีกมาก ในเมื่อร่วมมือกันแล้ว ข้าก็จะไม่คิดเงิน ทว่าข้ามีเพียงข้อตกลงเดียว” ถงเชียนเอ่ย “ต้องแสดงตามวิธีของข้า”
“วิธีอะไร?” หัวหน้าคณะละครถาม
“จงลืมการขับร้อง การพูด การร่ายรำและการต่อสู้เ่าั้ของพวกท่านไปเสียให้หมด แล้วแสดงเนื้อหาในบทละครพื้นบ้านนี้ออกมา” ถงเชียนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ
หัวหน้าคณะละครถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น...จะใช้วิธีการแสดงอย่างไร?”
พวกเขาเป็คณะละคร สิ่งที่แสดงก็คือการขับร้อง การพูด การร่ายรำและการต่อสู้ แต่มาวันนี้กลับให้พวกเขาลืมสิ่งเหล่านี้ไปเสียได้ ไม่เพียงแต่พวกเขา แม้แต่จี้ซิวผิงที่เพิ่งกลับจากไปซื้อขนมไส้ถั่วแดงมาก็ยังอึ้งไป
แม้เขาจะไม่มีโอกาสได้ฟังละครขับร้อง แต่ก็เข้าใจไม่มากก็น้อย สิ่งที่ถงเชียนพูดนั้น เหมือนเป็การโยนก้อนหินหนักลงบนน้ำอย่างมิต้องสงสัย
สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่ระลอกคลื่น แต่เป็คลื่นที่โหมซัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
“ดูแล้วเ้ามันก็เป็แค่เด็กสาวที่ทำอะไรไม่เป็ ดีแต่พูดจาเหลวไหล! พวกเราเรียนละครขับร้องมาั้แ่ยังเด็ก คำพูดของเ้าเพียงประโยคเดียวกลับ้าโค่นล้มทุกสิ่ง เ้าจงใจใช่หรือไม่?” มีบางคนโกรธจนระงับความโกรธไม่ได้ คิดจะพุ่งเข้ามา
จี้ซิวผิงก้าวไปข้างหน้า ดึงถงเชียนมาไว้ข้างหลัง “ทุกท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ฟังเชียนเอ๋อร์พูดให้จบก่อน”
นับั้แ่นางฟื้นขึ้นมา เขามักจะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่นางเป็ภรรยาเขา การปกป้องนางถือเป็เื่ที่สมควรแล้ว
เขามีกลิ่นอายสุภาพอ่อนโยนดังผู้ทรงความรู้ เมื่อมาอยู่ท่ามกลางฝูงชนแล้วจึงดูโดดเด่นเป็อย่างมาก
หัวหน้าคณะละครน้อมตัวประสานมือคารวะ “ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย หากมีสิ่งใดที่ได้ล่วงเกินไป ขอท่านโปรดอภัยด้วยเถิด”
“ซิวผิง ท่านกับข้ามาแสดงละครพื้นบ้านนี้ด้วยกันดีหรือไม่?”
ถงเชียนก้าวออกมา เงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้นมองเขา
จี้ซิวผิงหันกลับไปมองนาง เอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “ได้สิ”
ถงเชียนยิ้ม ทั้งสองยืนประสานสายตากัน ด้วยใจที่ยังอาลัยอาวรณ์ แสดงบทบาทชายหนุ่มผู้มากความสามารถกับหญิงงาม