บทที่80 หวนคืน
“เพียงขัดขวางข้าถึงกับต้องลงทุนทำขนาดนี้"
ชิงหวงกล่าวขึ้นพร้อมกับสาดประกายตาอันตรึงเครียดมองน่านน้ำที่หมุนวนด้วยพลังธรรมชาติที่ถูกผนึก
ส่งผู้อาวุโสใหญ่ของพรรคมายังไม่พอ พวกมันยังสิ้นเปลืองพลังญาณแลทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสร้างค่ายกลพลังญาณระดับนี้ขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชี้ชัดว่าพวกมันต้องการถอนรากถอนโคนตัวปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคานอำนาจของพวกมันถึงเพียงไหน
ขอเพียงพรรคปธุมอัคคีตกต่ำไร้อำนาจเหมือนช่วงยี่สิบปีมานี้ก็คงเพียงพอต่อการจะขึ้นเหนือคานอำนาจของพวกมัน
ชิงหวงทุบหมัดลงยังกราบเรือ
“ศึกนอกว่าหนาหนักแล้ว ศึกในกลับปะทุขึ้นสร้างความสูญเสียแก่กันเองอีกพวกเจ้ามันช่างเป็นพวกที่เห็นแก่ตัวแลไร้สามัญสำนึกยิ่งนัก!”
ด้วยม่านหมอกภายใต้ราตรีกาล จะหาจุดสังเกตุเพื่อควานหาดวงตาของค่ายกลพลังญาณนับว่ายากเย็นนักชิงหวงจึงได้แต่รับมือตามสถานการณ์ พร้อมกับออกปากเร่งบุตรชายตนให้วกเรือหลบห่างขอบเขตของค่ายกลให้ได้มากที่สุด
แต่เรือพึ่งหันหัว แท่งหินจำนวนมากที่มิเคยดำรงอยู่บริเวณน่านน้ำแห่งนี้ก็พลันผุดขึ้นราวดอกเห็ดมองฝ่าม่านหมอกใต้แสงจันทร์ล้วนเห็นเป็นแท่งตั้งตรงราวกับหอกแหลมที่ผุดขึ้นกลางผิวน้ำเรือที่วกแล่นไปด้วยระยะที่กระชั้นชิดนี้ ทำให้ใต้ท้องเรือถูกแท่งหินทะลวงไปหลายแห่งน้ำที่เชี่ยวกรากก็พลันกระทบใต้ท้องเรือแลทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านี้แท่งหินก็คล้ายกับถูกบางสิ่งหมุนควงมันจึงพลันหมุนวนขึ้นอย่างรวดเร็วพุ่งเจาะทะลวงตัวเรือแทบทะลุเป็นรูพรุน ดีที่ได้ฮุ่ยจวินส่งหมัดทะลวงนภาทำลายออกหินเหล่านั้นจึงได้แหลกลานแลอันตธานหายไปสิ้น
บนเรือปรากฏรูขึ้นนับสิบ สิ่งใดก็ยากที่จะมาปิดการไหลทะลักของน้ำได้ทุกผู้บนเรือจึงเริ่มโกลาหลมิอาจประคองสติ จะมีเพียงฮุ่ยจวินที่คิดสิ่งหนึ่งออก มันจึงเร่งเร้าลมปราณเจ็ดดาราพร้อมเบิกดาราในจุดที่หนึ่งทันที
มหาวิถีเจ็ดดาราดวงที่หนึ่งปรากฏ พลังลมปราณอันลึกล้ำที่ราวกับเวิ้งสุญญากาศก็แผ่ขยายครอบร่างของมันทันใดฮุ่ยจวินฝืนแผ่สยายขอบเขตรัศมีของเวิ้งสุญญากาศ เวิ้งวงกลมรอบกายค่อยๆ เคลื่อนออกเป็นวงกว้างมวลน้ำที่ทะลักไหลเมื่อถูกเวิ้งสุญญากาศเข้าไปแทนที่ก็เกิดการผลักดันแลปิดกลั้นจนน้ำมิอาจเข้ามายังเรือได้อีก
ทว่าโขดหินเหล่านั้นมิใช่โขดหินธรรมดา เมื่อมีสิ่งร้ายกาจมาขัดขวางมัน มันก็เปรี่ยนรูปลักษณ์แลรูปแบบการโจมตีในทันทีจากหอกที่ทื่อตรงตั้งตระหง่านก็กลับกลายเป็นห่าธนูที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า และเพียงชั่วพริบตามันก็ร่วงหล่นลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน!
ฮุ่ยจวินฝืนคงสภาวะของมหาวิถีเจ็ดดาราได้ไม่นานนักเพราะกฎเกณฑ์ที่มันใช้ออกยังคงขาดห้วงไม่ต่อเนื่อง ดวงดาราดวงที่หนึ่งนี้จึงกระชากพลังลมปราณมันไปเป็นจำนวนมากเมื่อมากจนเกินความควบคุม ความสมดุลและความต่อเนื่องจึงไม่สัมพันธ์กัน ทำให้พลังดังกล่าวคงอยู่อีกครู่ใหญ่ก็สูญสลายน้ำที่สามารถปิดกั้นมาพักใหญ่ก็ทะลักไหลราวกับทำนบแตกอีกครา
ด้านล่างมีน้ำผุดขึ้น ด้านบนมีห่าธนูหินที่มืดฟ้ามัวดินแม้เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายรวมถึงสองบิดาบุตรตระกูลชิงจะร่วมมือกันถึงเพียงไหนก็ยากที่จะรับมือได้อย่างหมดจดภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้เสียงตูมจึงดังสนั่นขึ้นหลายครา น่านน้ำแตกกระเซ็นซ่านจนปรากฏเป็นเสาน้ำขนาดเล็กกระดอนขึ้นสูงตัวเรือที่โดยสารมาสั่นคลอนอยู่ครู่ใหญ่ก็จมดิ่งลงในห้วงมหาธารามิอาจต่อต้าน ภาพที่บังเกิดปรากฏเพียงชั่วประกายไฟแลบจากนั้นเรือก็จมหายไปจากคลองจักษุสายตาในทันที
ภาพโลหิตที่ผุดขึ้นบนผิวน้ำสะท้อนกับแสงจันทร์ดูน่าขนลุกยิ่งมีร่างของผู้ฝึกญาณเดนตายหลายผู้ที่รับมือกับห่าธนูหินซึ่งร่วงหล่นมิได้ พวกมันจึงได้ทอดร่างกลายเป็นศพพร้อมจมไปกับเรือ
ส่วนผู้ที่เหลือรอดหากไปบาดเจ็บ ก็พลาดท่ามิอาจประคองตัวยิ่งถูกแรงสูบของน้ำซึ่งเกิดจากมวลอากาศบนเรือที่อับปาง ร่างของพวกมันจึงติดกับเรือแลมีชะตากรรมที่ย่างกรายเข้าหาจุดจบเฉกเช่นเรือที่พวกมันโดยสารมาในทุกที
ฮุ่ยจวินที่มีพละกำลังทางร่างกายที่แข็งแกร่งซึ่งเกิดมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมันฝืนแรงดึงดูดของมวลอากาศที่สูญเสียจากภายในเรือ ร่างขยับไหวติงภายใต้แรงที่ฉุดดึงนี้ได้กำลังจะทะยานออกไปคว้าร่างของชิงหวง ชิงถงและช่วยเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ยังรอดชีวิตออกมา แต่แล้วจู่ๆ ที่ใต้น้ำเบื้องล่างหางตามันก็เหลือบเห็นบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว!
ฮุ่ยจวินจึงวาดมือใต้ท้องน้ำ พลังลมปราณก่อรวมที่ฝ่ามือราวกับกระแสคลื่นที่เตรียมจะถาโถมรอจนสิ่งที่เคลื่อนไหวมุ่งมาในรัศมี มันก็ซัดฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นออกไปอย่างรวดเร็ว
แต่ฝ่ามือนี้เพียงขยับได้ครึ่งเดียว ชิงหวงที่มิทราบว่าขยับมาตั้งแต่เมื่อใดก็คว้าแขนของมันไว้บุรุษชราส่ายศีรษะอย่างเชื่องช้าใต้ธารน้ำ ก่อนจะแสดงพลังญาณบางอย่างออกมา ใต้ธารธาราเกิดภาพคล้ายไฟลุกท่วมครู่หนึ่งสิ่งที่เคลื่อนไหวเข้ามาอย่างรวดเร็วจึงดูเชื่องช้าลง ก่อนที่ฮุ่ยจวินจะรู้สึกว่าบนร่างของตนได้มีสิ่งใดเข้าพันธนาการอย่างไม่ทันตั้งตัวจากนั้นร่างของมันก็ถูกฉุดลากออกไปในทันที
โดยไม่รู้ว่ามันถูกลากใต้กระแสธารที่มีน้ำไหลเชี่ยวไปไกลเท่าไหร่แต่ขณะที่มันกำลังจะกลั้นลมหายใจไม่ไหวเต็มกลืน ร่างก็คล้ายหล่นวูบลงยังหลุมลึกที่มิน่าจะมีได้ภายใต้กลางแม่น้ำรู้สึกว่าร่างหล่นวูบเพียงครู่เดียว โลกในความรู้สึกของมันก็กลับตาลปัตรไปแล้ว
จากใต้บึงน้ำอันเชี่ยวกราก จู่ๆ มันก็มาปรากฏยังผืนปฐพีที่ไม่คุ้นตาแห่งหนึ่งภายใต้แสงจันทรานวลกระจ่างที่ส่องถึง ดูเหมือนที่แห่งนี้จะไม่มีหมอกหนาดั่งเช่นแม่น้ำร้อยลี้ที่มันประสบแม้เพียงนิด
ฮุ่ยจวินหอบหายใจหนักและไอออกมาหลายคำ ก่อนจะจ้องมองไปที่เบื้องหน้าด้วยความงุนงงสงสัย
“ที่นี่ที่ไหน"
เป็นชิงหวงที่จ้องมองมวลน้ำร่วงหล่นซึ่งพวกมันพึ่งผ่านเข้ามาด้วยหัวคิ้วขมวดแน่นก่อนจ้องมองแผ่นหลังของฮุ่ยจวินด้วยความสงสัยบางอย่าง ครู่ใหญ่มันค่อยกล่าวตอบ
“ที่นี่ก็คือบึงลี้ลับที่เจ้าต้องการมาอย่างไรล่ะ"
ฮุ่ยจวินทวนคำ
“บึงลี้ลับ"
จากนั้นมันก็มองไปรอบบริเวณพบว่ามีเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่รอดชีวิตนอนกระอักไออย่างรุนแรงร่วมอยู่ด้วยจำนวนคนที่ปรากฏตรงนี้ทำให้ฮุ่ยจวินทราบได้ทันทีว่าผู้ฝึกญาณจำนวนมิน้อยที่ร่วมทางกันมาได้ตกตายภายใต้เหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว
“เพื่อพลังอำนาจ ไม่ว่าที่แห่งใดก็หนีมิพ้นการต่อสู้แย่งชิงจริงๆ”
ชิงหวงทอดถอนลมหายใจ
“โลกก็เป็นเช่นนี้ บางทีอาจมีเพียงความตายที่ทำให้พวกเราหลุดพ้นอย่างแท้จริง"
ตอนนี้ชิงถงได้เข้าไปตรวจดูอาการของเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่เหลือรอดส่วนฮุ่ยจวินที่นึกขึ้นได้ว่ามีบางสิ่งฉุดลากตนมามันก็รีบสาดสายตามองไปที่บริเวณโดยรอบทันทีซึ่งภายใต้เงามืด กลับมีร่างที่แปลกประหลาดราวกับมิใช่มนุษย์ยืนอยู่อย่างมากมาย เห็นแววตาเคร่งขรึมคละเคล้ากับความแปลกใจของฮุ่ยจวินชิงหวงจึงกล่าวอธิบาย
“พวกมันคือคนของพรรคปธุมอัคคีที่ปกป้องน่านน้ำบริเวณบึงลี้ลับแห่งนี้ซึ่งชุดที่พวกมันสวมใส่เป็นชุดที่ถูกคิดค้นขึ้นตามภูมิปัญญาเพื่อให้การดำรงอยู่ที่ใต้น้ำได้นานขึ้นรวมถึงทำให้เคลื่อนไหวในน้ำได้รวดเร็วราวกับมัจฉา"
ที่ฮุ่ยจวินเห็นเป็นตัวประหลาด แท้จริงกลับเป็นชุดที่สวมใส่ของคนกลุ่มหนึ่งนั่นเองขณะที่ชิงหวงกำลังกล่าวอธิบายอยู่นั้น เหล่าคนที่สวมชุดประหลาดก็ต่างเข้ามาคารวะบุรุษชราชิงหวงด้วยความยินดี
“ผู้อาวุโส ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว"
“เกือบยี่สิบปีที่ท่านและบุตรชายหายตัวไปพวกเราล้วนคิดว่าท่านประสบชะตากรรมเสียแล้ว"
จากนั้นเหล่าคนที่สวมชุดประหลาดก็กวาดตากลมโตแดงก่ำมองไปยังทุกผู้คล้ายกำลังมองหาผู้ใดชิงหวงล่วงรู้ในความคิดของคนเรานี้ มันเองก็มีความคิดแลความต้องการเช่นนั้นเหมือนกันทว่าความเป็นจริงกับความฝันช่างยากที่จะทำให้เป็นสิ่งเดียวกันได้
ทั่วอาณาบริเวณจึงเงียบไปชั่วขณะคล้ายล่วงรู้ว่าความต้องการของพวกตนได้พานพบกับความผิดหวังอีกคราก่อนที่ชิงถงจะกล่าวถามขึ้นทำลายบรรยากาศที่ชวนอึดอัดนี้
“นายหญิงเป็นเช่นไรบ้าง”
บุคคลที่อยู่ในชุดประหลาดกล่าวตอบ
“ถูกผู้อื่นกดขี่ข่มเหงแต่ท่านก็ยังพอรับมือทว่าเรื่องราวในอดีตกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำในนางทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ"
ชิงหวงได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าที่รู้สึกผิดในทันทีจิตใจลังเลที่จะคืนกลับสู่พรรคที่เปรียบเสมือนบ้านของตน เป็นฮุ่ยจวินที่สังเกตุเห็นอาการและพอจะเรียบเรียงเรื่องราวได้มันจึงกล่าว
“คนเราสิ่งที่หนีมิพ้นคือความจริง มีแต่ต้องเผชิญมันเท่านั้น"
ชิงหวงมองฮุ่ยจวินจากนั้นก็ผงกศีรษะ
“กล่าวได้ดี"
แล้วบุรุษชราชิงหวงพร้อมกับบุตรชายมันก็ตัดสินใจก้าวเดินนำหน้าพาฮุ่ยจวินและเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายไปยังบ้านของตนที่มิได้คืนกลับมาเกือบยี่สิบปีทันทีเสมอมาพวกมันพยายามหนีความจริง แต่มันหนีมามากพอแล้ว มันจะไม่ปล่อยให้ใครต้องแบกรับไว้เพียงคนเดียวอีก
ชิงหวงและกลุ่มคนชุดประหลาดเดินนำพาทุกผู้ไปจนถึงลานไม้กลางบึงบัวขนาดใหญ่ราตรีที่ต้องรับมือกับอุปสรรคนานัปการผ่านไปจนใกล้รุ่งสาง แสงจันทราอันนวลกระจ่างเริ่มจะเลือนหายแลถูกแทนที่ด้วยแสงสีแดงเจือจางทางฟากฟ้าตะวันออกภาพทิวทัศน์ของบึงบัวยามที่ฟ้าสลัวจึงเริ่มเด่นชัดขึ้น
นอกจากบัวนานาพันธุ์ที่เริ่มผลิดอกส่งกลิ่นหอมสีสันที่หลากหลายตัดกับใบกลมหยัก บ้างรีเรียวสีเขียวสดก็ทำให้เป็นภาพที่งดงามยิ่ง กอปรรวมเข้ากับตึกรามที่ทำจากไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านสูงเด่นรอบบึงบัวแซมด้วยไม้ดอกที่ดูสดใสคละเคล้ากลิ่นหอมจรุ่ง ที่แห่งนี้จึงมิต่างจากแดนเซียนเร้นลับแม้แต่น้อย
ฮุ่ยจวินได้มองภาพที่เกินคำบรรยายนี้คนก็พึมพำออกมา
“นี่น่ะหรือบึงลี้ลับ ไม่เหมือนที่คิดไว้เลยซักนิด…สถานที่ใหญ่โตแลงดงามเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไรที่จะหลบรอดสายตาของปฐพีได้?"
ขึ้นชื่อว่าลี้ลับ แน่นอนว่ามันต้องมีความลี้ลับบางอย่างที่ซ่อนเร้นจึงทำให้คนทั้งปฐพีมิอาจทราบได้ว่ามีสถานที่แห่งนี้ดำรงอยู่ ฮุ่ยจวินคิดเท่าไหร่ก็คิดมิออกว่าพวกมันซ่อนสถานที่แห่งนี้ด้วยวิธีใดและบึงลี้ลับนี้ปรากฏอยู่ส่วนไหนบนแม่น้ำร้อยลี้ เพราะการที่มันสามารถมายังที่นี่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฉุกละหุกเกิดขึ้นเมื่ออยู่ใต้กระแสธารอันเชี่ยวกราก
หรือสถานที่แห่งนี้อยู่ใต้น้ำ?
ความคิดนี้จึงเป็นความคิดเดียวที่น่าจะอธิบายถึงความลี้ลับแลซ่อนเร้นของสถานที่แห่งนี้ได้ใกล้เคียงที่สุด
เดินไปพลางคิดไปพลาง จวบจนกระทั่งชิงหวงได้ชะงักเท้าลงเมื่อบรรลุถึงตึกไม้ขนาดสูงใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางของตึกอื่นๆเบื้องหน้าประตูบานสีแดง มีป้ายสลักคำว่าปธุมอัคคีเด่นชัดอยู่ เจตจำนงแห่งอัคคีที่กำจายออกมาจากป้ายก็เด่นชัดเป็นอย่างมากเด่นชัดจนทำให้โลหิตของฮุ่ยจวินคล้ายถูกกระตุ้น ความร้อนในโลหิตราวกับจะปะทุไปด้วยเปลวเพลิงที่แผดผลาญชายหนุ่มจึงยกมือขึ้นมากุมอกซ้าย คนหอบหายใจหนักพร้อมกับเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังเกิดสิ่งใดขึ้นกับมัน มันก็ยังมิอาจหาคำตอบให้กับตัวเอง
อีกทั้งหลังจากได้มองเห็นสัญลักษณ์ของพรรคที่อยู่หน้าประตูมันก็ต้องรู้สึกว่าคล้ายกับของสิ่งหนึ่งที่มันถือครองอยู่ทำให้เกิดเป็นข้อสงสัยขึ้นมาทันใด
ด้านชิงหวงยังคงมีสีหน้าลังเลรู้สึกผิดแต่ยังมิทันที่มันจะกระทำสิ่งใดต่อ ประตูสีแดงบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิด สตรีชราท่าทางทุกข์ตรมและอมโรคก็ก้าวเดินออกมาด้วยความยินดีชิงหวงและชิงถงพอเห็นนางก็พลันเข้าไปคุกเข้าอย่างพร้อมเพรียง ชิงหวงกล่าวโดยที่หน้ายังคงก้มมองดิน
“เป็นข้าน้อยที่มิได้เรื่อง มิอาจปกป้องผู้ใดทั้งยังต้องปล่อยให้นายหญิงแบกรับความกดดันเพียงผู้เดียวมาอย่างยาวนาน ข้าน้อยละอายใจยิ่งนัก"
สตรีชรานางนั้นกลับหาได้กล่าวโทษมัน นางเพียงไอออกมาคำหนึ่งแล้วกล่าวอย่างอ่อนแรง
“อย่าได้โทษตัวเองเลย เพียงกลับมาก็ดีมากแล้ว”
เห็นความทุกข์ตรมและแววแห่งความลำบากที่ฉายชัดผ่านทางสีหน้าแลรูปลักษณ์ภายนอกของนายหญิงชิงหวงมันก็รู้สึกเจ็บปวดในจิตใจ ครั้งหนึ่งนายของมันได้ฝากฝั่งให้ดูแลนายหญิงรวมถึงคนในพรรคให้ดีแต่มันกลับมิอาจกระทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายได้ ยิ่งคิดมันก็ยิ่งเจ็บใจจนต้องโขกศีรษะลงพื้นอย่างรุนแรงเป็นเวลาเนิ่นนานมันจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้ากลับมาแล้ว ข้าจะมิยอมให้ผู้ใดสร้างความลำบากแก่ท่านและพรรคของพวกเราอีก"
สตรีชราก็ผงกศีรษะ
“ลุกขึ้นเถิด ท่านและบุตรคงจะลำบากมาโดยตลอดที่ตามหาตาแก่ไม่ได้เรื่องผู้นั้น"
กล่าวถึงตาแก่ สีหน้าของสตรีชราก็ยิ่งดูเศร้าสลดคล้ายว่านางได้รู้แล้วว่าคงไม่มีโอกาสได้พบพานกับมันอีกแล้ว ขณะที่คิดเศร้าใจอยู่นั้นสายตาของสตรีชราก็ตกไปที่เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตาย ก่อนที่จะหยุดพินิจมองฮุ่ยจวินเป็นพิเศษ
เห็นสายตาของผู้เป็นนายจับจ้องมองฮุ่ยจวินชิงหวงก็เข้าใจว่าผู้เป็นนายกำลังกังวลต่อตัวตนที่ไม่มีพลังญาณนี้ จึงกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พวกมันเพียงหนีร้อนมาพึ่งเย็น ข้าน้อยรับประกันว่าพวกมันไม่มีอันตรายใด"
สตรีกลางคนพินิจมองฮุ่ยจวินมิวางตา ส่วนฮุ่ยจวินและเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายก็ล้วนประสานมือคารวะนางอย่างนอบน้อมทันที
“พวกเราไร้ที่พึ่งพิง ได้แต่หวังพึ่งบารมีของท่านแล้ว"
สตรีชรายังคงจับจ้องอยู่ที่ฮุ่ยจวิน ส่วนปากก็กล่าวขึ้น
“คิดซะว่าที่นี่คือบ้านของพวกเจ้าเถิด”
ก่อนที่สตรีชราจะหันคืนกลับมาที่ชิงหวงและชิงถง
“ส่วนพวกเจ้าเองก็รีบไปพักรักษาตัวก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง"
สองบิดาบุตรตระกูลชิงต่างผสานมือคารวะผู้เป็นนายหญิงหลังจากที่คืนกลับมาบ้านอีกหน หลังจากที่แบกจิตใจอันหนักอึ้งแลความละอายใจกลับมา ด้วยท่าทีที่ไม่ถือโทษแลไม่ตำหนิพวกตนสองบิดาบุตรก็คล้ายบังเกิดเป็นความผ่อนคลายที่ชะโลมจิตใจให้พวกมันไปได้บ้าง พวกมันจึงไม่จมจ่อมแต่ในห้วงความรู้สึกผิดจนเกินไปในใจตอนนี้จึงมีเพียงความคิดที่จะปกป้องผู้เป็นนายที่เหลืออยู่อย่างสุดความสามารถ มิให้มาเสียใจภายหลังเฉกเช่นที่ประสบอยู่ในตอนนี้