จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 112 การต้อนรับของคนตระกูลไป่ Re

            ภายในป่าอาถรรพ์

            ชาย 2 คนพากันเดินออกมาจากคฤหาสน์เก่าแก่ที่มีบริเวณกว้างขวางมาก  บนฟ้ามีแต่หมอกปกคลุมตลอดทั้งปี  ที่นี่คือที่ตั้งของตระกูลไป่ที่เก่าแก่  พวกเขายังคงเก็บรักษาคัมภีร์บ่มเพาะ  คัมภีร์วิชายุทธ์และคัมภีร์ปรุงโอสถที่สมบูรณ์เอาไว้ได้  หากแต่ของเหล่านั้นไม่สามารถสู้คัมภีร์ที่ไป่ฉีมีในมือได้แม้แต่น้อย  


            แต่แค่นั้นก็ทำให้ระดับของคนในตระกูลนั้นอยู่ในระดับสูงเทียบเคียงกับพวกตำหนักเทพได้เลยทีเดียว  โดยเด็กที่เกิดในตระกูลไป่จะถูกบังคับให้ฝึกพลังปราณตั้งแต่อายุ 5 ขวบ  หากถึงอายุ 15 ปีแล้วยังไม่สามารถไปถึงชั้นปราณนภาได้  จะถูกตัดสินว่าเป็นขยะ และถูกลดขั้นไปเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลแทน


            “ทำไมท่านผู้นำต้องให้เรามารับลูกชายของคนที่ถูกขับออกจากตระกูลด้วย” ไป่ชิบ่น


            “หลานทั้งคน  ท่านผู้นำตระกูลคงต้องการให้มาเป็นคนสืบทอดตำแหน่งต่อจากท่านนั่นแหละ” ไป่เชอะตอบสิ่งที่ตนคิด


            “ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี  เด็กนั่นไม่ได้ฝึกพลังปราณเลย  ถ้ามาอยู่ที่ตระกูลก็ไม่ต่างจากขยะที่ต้องกลายเป็นบ่าวรับใช้  อีกอย่างพวกเราต้องเดินทางมารับมันด้วย  น่าเบื่อจริง ๆ” ไป่ชิกล่าว


            “เราทำหน้าที่ของพวกเราไปตามปกตินั่นแหละ  แค่ไม่สนทนาด้วย  วางตัวเป็นกลางก็พอ” ไป่เชอะกล่าว


            พวกเขาเดินเรื่อยเปื่อยไม่รีบร้อน  เพราะกว่าคนที่พวกเขาต้องมารับจะมาถึง  ก็คงเลยเที่ยงไปแล้ว  พวกเขาจึงออกล่าสัตว์อสูรรายทางไปบ้าง  เพื่อจะได้ไม่มีสัตว์อสูรขวางทางพวกเขา  ระหว่างที่พาเด็กนั่นเดินทางไปยังตระกูล


            ฝั่งไป่ฉีนั้นนั่งรออยู่จนกระทั่งเขาสัมผัสได้ว่าคนจากตระกูลไป่ 2 คนนั้นใกล้จะเห็นเขาแล้ว  เขาจึงวาดมือเก็บเอาศาลาทั้งหลังกลับเข้าไปในแหวนมิติของตนเอง  แล้วถือร่มกางไว้ให้ดูเหมือนพวกหนุ่มเจ้าสำอางค์


            'ในเมื่อพวกนั้นอยากจะเป็นราชสีห์  ข้าก็จะเป็นเป็นมังกรห่มหนังแกะหลอกพวกมันไปก่อน' ไป่ฉียกยิ้มขึ้น


            ไม่นานไป่ฉีก็เห็นชายวัย 30 กว่า 2 คนเดินออกมาจากป่า  จากที่เขาประเมินดูพวกนี้อยู่ในระดับราชันย์ขั้นต้น  การที่ส่งคนระดับนี้มาแสดงว่าในป่ามีโอกาสเจอสัตว์อสูรระดับชั้นปราณนภาอยู่บ้าง


            “เจ้าคือไป่ฉี ใช่หรือไม่” ไป่ชิถาม


            “ใช่แล้ว  ผมชื่อไป่ฉี” ไปฉีตอบ


            “แต่งตัวประหลาดนัก  เอาเถอะไปกันได้แล้ว  จะได้ไปถึงตระกูลก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  ในป่าแห่งนี้มีสัตว์ร้ายที่เจ้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน  ช่วงกลางคืนจะเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด  ดังนั้นรีบเดินเร็ว ๆ ล่ะ” ไป่เชอะกล่าว  ก่อนที่ทั้ง 2 จะไม่สนใจไป่ฉีและเริ่มหันหลังเดินเข้าป่าไป


            'พวกเจ้าคิดอะไรทำไมข้าจะไม่รู้  ดูถูกกันตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า  เดี๋ยวบิดาผู้นี้จะจัดหนักให้พวกเจ้าต้องมาเลียแข้งเลียขาเลย  คอยดู' ไป่ฉีคิด


            ระหว่างทางนั้นทั้ง 2 คนได้จัดรูปแบบโดยการที่คนหนึ่งเดินนำหน้าไป่ฉี  อีกคนเดินตามหลังไป่ฉี และทั้ง 2 คนยังลอบตรวจสอบท่าทางของไป่ฉีด้วย


            'เจ้าเด็กนี่การก้าวเท้าไม่ติดขัด  ทั้ง ๆ ที่เดินในพื้นที่ป่าแบบนี้กลับเดินได้อย่างสบาย' ไป่ชิเกิดความอยากรู้ขึ้น


            'ท่วงท่าสง่าผ่าเผย  สมแล้วที่เป็นหลานของท่านไป่ชิงหยาง' ไป่เชอะที่เดินตามหลังเริ่มลดอคติที่มีต่อไป่ฉีลงบ้าง  ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเดินโดยไม่บ่น  ดูแล้วร่างกายแข็งแรงดี  น่าจะมากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ  หากได้ฝึกยุทธ์อาจมีสาว ๆ ในตระกูลยอมแต่งงานด้วยก็เป็นได้  เพราะชายหนุ่มมีหน้าตาราวเทพเซียนเช่นนี้ในตระกูลหาได้ยาก  น่าจะเพราะการแต่งงานกันภายใน


            ช่วงหลังเด็กที่เกิดมานั้นแม้จะมีผิวที่ดี  แต่หน้าตากลับเรียกว่าธรรมดาไปจนถึงอัปลักษณ์  มีเพียงสายเลือดของไป่ชิงหยางที่เป็นผู้นำตระกูลเท่านั้นที่ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาวหน้าตาดีออกมาบ้าง  แต่ก็ไม่บ่อยนัก  ซึ่งน้อยจนแทบจะนับได้ด้วยนิ้วมือได้เลยทีเดียว


            'หรือว่าที่ท่านไป่ชิงหยางนำเด็กนี่กลับเข้าตระกูลเพราะเหตุนี้กันนะ' ไป่เชอะคิด


            'หือ พลังปราณแบบนี้มัน  สัตว์อสูรเหรอ  ทั้งหมด 31 ตัว  ฝูงหมาป่าหิมะ  คิดถึงจริง ๆ' ไป่ฉีคิด


            “ชักแปลก ๆ แล้วนะไป่ชิ  แถวนี้พวกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยหายไปไหนกันหมดเนี่ย” ไป่เชอะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นควมผิดปกติ  ระยะการตรวจจับของพวกเขานั้นสู้ไป่ฉีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


            “ใช่ ยังไงดูแลเจ้าหนูนี่ดี ๆ ก็แล้วกัน  ส่วนเจ้าก็อยู่ใกล้ ๆ ไป่เชอะเอาไว้นะ” ไป่ชิหันมาสั่งไป่ฉี


            ฉับพลันเสียงไหวของใบไม้และต้นหญ้าดังมาเรื่อย ๆ  โดยเสียงของมันกำลังใกล้มา และยังตรงมาที่กลุ่มของไป่ฉีอีกด้วย  ทั้งไป่ชิและไป่เชอะต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก  กว่าพวกเขาจะรู้สาเหตุของการที่ป่าเงียบผิดปกติก็สายเกินไปเสียแล้ว


            “บ้าฉิบ  ทำไมพวกมันถึงมาอยู่แถวนี้ได้” ไป่ชิเห็นหมาป่าขนสีขาวแผ่ไอเย็นออกมารอบตัว  ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายเย็นเยียบจับจ้องมายังพวกเขา


            “มีมากขนาดนี้พวกเราตายแน่” ไป่เชอะไม่อยากจะเชื่อ  หมาป่าหิมะกว่า 30 ตัวล้อมพวกเขาไว้ทุกทางเสียแล้ว


            “เจ้าหนู  เสียใจด้วยนะ  ดูท่าทางแกคงจะไปไม่ถึงตระกูลไป่แล้วล่ะ” ไป่ชิกล่าวขึ้น


            “โชคร้ายของแกจริง ๆ ดันมาเจอกับฝูงหมาป่าหิมะ  คาดว่าภายในป่าส่วนลึกที่พวกมันอยู่คงจะมีอะไรเกิดขึ้นแน่  พวกมันถึงได้ข้ามพื้นที่มาชายป่าแบบนี้” ไป่เชอะกล่าว


            “เจ้าพวกนี้น่ารักดีออก  ว่าไหมครับ” ไป่ฉีเดินชิว ๆ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวพวกมันแม้แต่น้อย  เขาเดินเข้าไปใกล้กับพวกมันก่อนจะเรียกของสิ่งหนึ่งขึ้นมาชูไว้ให้พวกมันเห็น


            “นั่นมันอะไรน่ะ  เขี้ยวสัตว์เหรอ  แต่เหมือนเป็นคริสตัลมากกว่า” ไป่เชอะมองดูสิ่งที่ไป่ฉีถืออยู่ในมือ


            จ่าฝูงหมาป่าหิมะเดินออกมาข้างหน้าฝูง  มันจ้องไปยังเขี้ยวที่เหมือนผลึกแก้วสีฟ้าสดใสที่ร้อยอยู่กับเชือกเก่า ๆ เส้นหนึ่ง  


            แท้จริงแล้วสิ่งที่ไป่ฉีถืออยู่คือเขี้ยวของหมาป่าหิมะที่เข้าสู่ระดับราชันย์จักรพรรดิแล้ว  พวกหมาป่าหิมะนั้นถือว่าเขี้ยวเป็นสิ่งสำคัญมาก  ตามธรรมเนียมของพวกมันนั้นจะมอบเขี้ยวของมันให้กับมนุษย์ที่เชื่อใจได้เท่านั้น  หากได้จากการแย่งชิงหรือฆ่ามันเขี้ยวจะไม่ส่องประกายเช่นนี้  จากลักษณะของเขี้ยวนี้ทำให้จ่าฝูงหมาป่าหิมะดวงตาเบิกกว้าง  ก่อนที่มันจะหมอบลงแทบเท้าของไป่ฉี  ส่งผลให้หมาป่าหิมะตัวอื่นหมอบตามไปด้วย


            “นี่มันบ้าอะไรกันฟะ” ไป่ชิตะโกนขึ้น  ก่อนจะโดนไป่เชอะปิดปาก  สถานะการณ์ตอนนี้ล่อแหลมมาก  การส่งเสียงอาจไปกระตุ้นให้พวกมันที่ดูจะสงบลงคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก


            “ของในมือเด็กนั่นต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ” ไป่เชอะกระซิบ


            “น่าจะอย่างนั้น” ไป่ชิเห็นด้วย


            ไป่ฉีใช้จิตของเขาสื่อสารกับจ่าฝูงหมาป่าหิมะ และขยายขอบจิตวิญญาณให้ทุกตัวสามารถได้ยินสิ่งที่เขากำลังจะสื่อสาร  สายตาของเขาแสดงถึงความอ่อนโยน


            'ของชิ้นนี้เป็นของแม่หมาป่าหิมะ  ข้าได้เธอช่วยดูแลตอนเด็ก ๆ  พอโตขึ้นข้าได้ช่วยชีวิตนางกับลูก ๆ ไว้  ต่อมาเมื่อนางบรรลุถึงชั้นราชันย์จักรพรรดิแล้ว  นางจึงมอบเขี้ยวนี้ให้กับข้า ไป่ฉีสื่อสารไปแบบนั้น


            'นางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่' จ่าฝูงหมาป่าหิมะถาม


            'น่าเสียดายที่นางสิ้นอายุขัยไปเสียก่อนจะบรรลุระดับเทวะ' ไป่ฉีกล่าว


            'ช่างน่าเสียดาย  หากนางยังอยู่ข้าอยากได้รับคำชี้แนะจากนางสักหน่อย' จ่าฝูงหมาป่าหิมะกล่าว


            'ปกติที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของพวกเจ้า  ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กัน' ไป่ฉีถาม


            'มีสัตว์อสูรที่สำเร็จชั้นราชันย์ทรราชถือกำเนิดขึ้น  มันคืออสรพิษ 9 หัว  ที่ผ่านมามันจำศีลบ่มเพาะไม่มีทีท่าว่าจะตื่นมานับพันปี  แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะตื่นขึ้นพร้อมกับการบรรลุเลื่อนระดับ' จ่าฝูงหมาป่าหิมะเล่าสาเหตุที่พวกมันอพยพออกมาจากส่วนลึกของป่า


            'พวกเจ้าออกห่างจากทางที่คนพวกนี้ใช้เดินทางก่อน' ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับวาดมือออกไป  ปรากฏห่อผ้าจำนวนมากตกลงมา


            'สิ่งเหล่านี้คือ......' จ่าฝูงหมาป่าหิมะถาม


            'ข้างมีเนื้อสัตว์  ข้าให้พวกเจ้าเป็นเสบียงไปก่อน  หลังเสร็จเรื่องที่ตระกูลของข้าแล้ว  ข้าจะพาเจ้าไปยังที่พำนักของข้า  ที่นั่นเหมาะสมแก่การฝึกบ่มเพาะพลัง' ไป่ฉีกล่าว


            'ขอบคุณท่านมาก  เช่นนั้นพวกข้าขอตัว' จ่าฝูงกล่าวก่อนจะให้สัญญาณสมาชิกในฝูงมาคาบเอาห่อผ้าใส่เนื้อเหล่านี้และจากไปอย่างรวดเร็ว


            “เฮ้อ รอดตัวไปที” ไป่ชิถอนหายใจออกมา


            “เจ้าหนู  แกมีแหวนมิติด้วยงั้นเหรอ” ไป่เชอะถาม


            “แสดงว่าตอนพ่อของข้าออกมาจากตระกูล  คงถูกสั่งห้ามไม่ให้เอาอะไรติดตัวมาเลยสินะ  ส่วนแหวนนี้ข้าซื้อมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทรา  พวกเจ้าที่ตัดขาดตัวเองจากยุทธภพ  คงจะไม่รู้จักหรอกมั้ง” ไป่ฉีกล่าว


            “เจ้าหนู  แกฝึกยุทธ์ด้วยงั้นเหรอ” ไป่ชิถาม


            “ถ้าไม่ฝึกแล้วข้าจะใช้มันได้เหรอ  อ้อ  ถ้าพวกเจ้ายอมปิดเรื่องนี้ไม่ให้พ่อของข้ากับคนที่ตระกูลรู้  สิ่งนี้จะเป็นของพวกเจ้า” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับนำคัมภีร์เล่มหนึ่งออกมา  มันเป็นเคล็ดวิชาเกราะกายาเพชร  ซึ่งเป็นวิชาสายป้องกันระดับราชันย์


            ไป่ฉีได้ตรวจสอบความทรงจำของทั้ง 2 แล้ว  พวกเขาเชื่อถือได้  ส่วนนิสัยดูถูกคนมันเป็นนิสัยที่ติดตัวชาวยุทธ์ส่วนใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร  แม้แต่ตัวเขาในอดีตก็เช่นกัน


            ไป่ชิกับไป่เชอะรีบคว้าเอาไว้ก่อนจะเปิดอ่าน  เพียงไม่นานพวกเขาก็มองคัมภีร์กับไป่ฉีสลับกัน  แม้จะไม่อยากเชื่อแต่พวกเขาบอกได้เลยว่าสิ่งที่อยู่ในมือเขานั้นเป็นของจริง


            “ทราบแล้วขอรับนายน้อย” ไป่ชิรีบเปลี่ยนสรรพนามเรียกไป่ฉีทันที


            “พวกเราจะไม่บอกใครเรื่องนี้แน่นอนขอรับ  นายน้อยไป่” ไป่เชอะเองก็เช่นกัน


            “งั้นพวกเราเดินทางกันต่อเถอะ” ไป่ฉีเริ่มก้าวเดินนำหน้าไป่ชิกับไป่เชอะ  ซึ่งทั้ง 2 ก็เดินตามหลังไป่ฉีไปติด ๆ  แหงล่ะ  ขนาดสัตว์อสูรชั้นราชันย์ตั้ง 31 ตัว  ชายหนุ่มยังทำให้พวกมันถอยไปได้  พวกเขายังจะมีอะไรต้องกลัวอีกล่ะ


            ใช้เวลาสักพัก  ทั้ง 3 คนก็มาถึงประตูใหญ่คฤหาสน์กลางป่าจนได้  จากที่ไป่ฉีดูเวลาแล้วน่าจะประมาณ 4 โมงเย็น


            ด้านหน้าประตู  ไป่ฉีเห็นไป่ชิงหยางยืนอยู่  ด้านหลังเองก็มีผู้อาวุโส 4 คนยืนรออยู่


            'จิตมุ่งร้ายของเจ้าพวกนั้นไม่คิดจะเก็บมันไว้เลยสินะ' ไป่ฉีคิดขณะเดินมาถึงหน้าประตู


            “ท่านผู้นำ  พวกเราพานายน้อยมาแล้วขอรับ” ไป่ชิกล่าวขึ้น  คำพูดของเขาทำให้ไป่ชิงหยางและผู้อาวุโสต่างสงสัยว่าเหตุใดไป่ชิถึงได้เรียกไป่ฉีเช่นนั้น


            “ไป่ชิ เจ้าพูดอะไรน่ะ  ลูกของคนที่ถูกขับออกจากตระกูลถือเป็นคนนอก  จะมาเรียกนายน้อยได้ยังไง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ


            “เงียบซะ  ข้าเป็นคนตัดสินใจเอง” ไป่ชิงหยางกล่าวขัด


            “ข้าไม่รู้ธรรมเนียมของที่นี่หรอกนะ  ขอเรียกท่านว่า ปู่ เฉย ๆ ก็แล้วกัน” ไป่ฉีไม่มีท่าทีเกรงกลัวไป่ชิงหยางแม้แต่น้อย


            “มารยาทต่ำจริง ๆ ไป่ชิงหยุนไม่ได้สั่งสอนมารึไง” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวขึ้น


            “พ่อของข้าเกี่ยวอะไรด้วย  พ่อตัดขาดจากตระกูลและไม่คิดหวนกลับมาอีก  จึงไม่ได้สอนเรื่องเกี่ยวกับตระกูลแม้แต่น้อย  ถ้าปู่ไม่บังคับให้ข้ามา  ข้าไม่มีทางมาที่ที่ขับไล่พ่อของข้าออกไปอย่างเลือดเย็นหรอก” ไป่ฉีกล่าว


            “เจ้าเด็กนี่  อยากโดนสินะ” ผู้อาวุโสเตรียมที่จะก้าวออกมาหาไป่ฉี  แต่ถูกไป่ชิงหยางยกมือขึ้นห้ามไว้


            “ไป่ชิ  ไป่เชอะ  พวกเจ้าพาหลานของข้าไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้  ส่วนเจ้า….ไป่ฉี  6 โมงเย็นข้าจะให้ไป่ชิกับไป่เชอะไปตามเจ้ามาร่วมโต๊ะอาหาร  ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด” กล่าวจบไป่ชิงหยางก็หันหลังเดินจากไป  แน่นอนว่าเขาส่งสายตาเป็นเชิงว่าให้ผู้อาวุโสทั้ง 4 เดินตามเขาไปด้วย


            'ดูจากสายตาก็รู้ว่า 4 คนนี้หวังเลื่อยขาเก้าอี้ผู้นำตระกูลอยู่  หึหึ เห็นทีจะมีเรื่องสนุกให้ทำอีกแล้ว  การรังแกเด็กน้อยพวกนี้ก็ถือเป็นอะไรที่ข้าใช้เล่นฆ่าเวลาได้ดีทีเดียว  ไหน ๆ ได้พักทั้งที  ขอสนุกกับการทำให้เด็กน้อยพวกนี้กระอักเลือดกันดีกว่า หึหึ' ไป่ฉีคิด


            “นายน้อย  เชิญขอรับ” ไป่ชิเดินนำไป่ฉีไป  ส่วนไป่ฉีก็เดินตามไป  โดยมีไป่เชอะเดินตาม


            ระหว่างทางมีอาคาร 3 ชั้นหลังหนึ่งตั้งอยู่  บนชั้น 3 มีหน้าต่างที่ขึงผ้าม่านบางสีชมพูอ่อนไว้  ภายในมีหญิงสาวงามราวเทพธิดากำลังมองมาที่ไป่ฉี


            “นั่นเหรอลูกชายของไป่ชิงหยุน  อัปลักษณ์ซะจริง” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นด้านหลังหญิงสาว


            “ท่านแม่รู้จักหรือคะ” หญิงสาวถาม


            “โม่ลี่  ข้าขอเตือนเจ้า  คนอ่อนแอแบบนั้นไม่เหมาะกับเจ้าแม้แต่น้อย  อีกอย่าง  เจ้าควรที่จะตกลงรับหมั้นหลานชายของผู้อาวุโสลำดับ 2 ได้แล้วนะ  ฝ่ายนั้นเขาถามแม่หลายคราแล้ว” หญิงวัยกลางคนกล่าว


            “ข้าไม่แต่งกับคนหน้าตาอัปลักษณ์เยี่ยงนั้นหรอก  สู้ข้ารอลูกหลานสายท่านไป่ชิงหยางไม่ดีกว่าหรือ  อายุของข้าก็เพิ่ง 16 เมื่อไม่นานนี้  ไม่แน่ทางสายตระกูลท่านผู้นำอาจให้กำเนิดทายาทที่รูปงามก็เป็นได้” ไป่โม่ลี่กล่าว


            “ฮึ่ย ไม่รู้ล่ะ  ยังไงเจ้าต้องต้องรับหมั้น  มิเช่นนั้นข้าจะไม่ให้เจ้าออกไปจากเรือนนี้แม้แต่ก้าวเดียว” หญิงวัยกลางคนกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องของหญิงสาวไป  ส่วนหญิงสาวก็มองไปยังไป่ฉีไม่วางตา  นางไม่เคยเจอชายหนุ่มรูปงามแบบนี้ในตระกูลมาก่อน


            "ข้าควรทำลายวรยุทธ์ของตัวเองแล้วออกจากตระกูลไปกับเขาดีหรือไม่นะ  อยู่ที่นี่มีแต่จะต้องแต่งงานเพื่ออำนาจในตระกูล  หากให้เขาพาข้าออกไปแล้วช่วยสอนเรื่องต่าง ๆ ในโลกภายนอกให้คงจะดีไม่น้อย  อยู่แบบนี้ราวกับนกน้อยในกรงทองไม่มีผิด  ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านไป่ชิงหยุนถึงเลือกโลกภายนอกมากกว่า” ไป่โม่ลี่พึมพำออกมาเบา ๆ

    ____________________________

    =w=a จัดกันแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้ ไว้พรุ่งนี้จะมาอัพใหม่นะครับ ยังไงฝากติดตามเพจด้วยนะครับ สามารถแจ้งคำผิดได้ในเพจเลย


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน