บทที่ 48 ปรมาจารย์ปราณ
เมื่อเปลี่ยนระดับการโคจรปราณเป็น‘ยาก’ วงล้อปราณในมุมมองสายตาก็หายไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพโครงสร้างร่างกายที่มีเส้นชีพจรที่ซับซ้อน
ภาพนี้ปรากฏขึ้นในมุมมองสายตาเพียงอึดใจเดียวก็หายไปและไปปรากฏอยู่บนร่างกายของเขาโดยตรง
การปรากฏขึ้นของเส้นชีพจรบนร่างกายนั้นทำให้ยากที่จะมองเห็นเส้นทางโคจรปราณทั้งหมดแต่เกมก็ไม่ได้บีบบังคับขนาดนั้น หากผู้เล่นต้องการดูภาพโครงสร้างร่างกายอีกครั้งก็เพียงแค่หลับตาลง
เพียงเท่านั้นภาพโครงสร้างร่างกายที่มีเส้นชีพจรที่สลับซับซ้อนก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกับแสงสว่างที่วิ่งไปตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ
แสงสว่างนี้คือแสงชี้นำเป็นการชี้นำเส้นทางที่ต้องบังคับให้ปราณโคจรผ่าน
เมื่อได้เห็นเส้นทางโคจรที่สลับซับซ้อนยูเมะก็ยิ้มน้อยๆ แล้วเริ่มตั้งสมาธิเพื่อจดจำเส้นทางทั้งหมด
ด้วยค่าสถานะจิตใจในปัจจุบันความทรงจำของยูเมะย่อมเหนือคนธรรมดา แต่ก็ยังไม่ดีเท่ากับคนที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้โดยเฉพาะแต่หลังจากผ่านการฝึกฝนด้วยการทำสมาธิ ยูเมะก็พบว่าความทรงจำของเขาดีกว่าเดิมมาก
เพียงแค่10 นาทีเศษ เขาก็จำเส้นทางโคจรปราณได้อย่างสมบูรณ์จากนั้นก็เริ่มต้นโคจรปราณไปตามเส้นชีพจรโดยอาศัยการชี้นำของเส้นแสง
ครั้งแรกนั้นยูเมะใช้เวลาในการโคจรปราณหลายนาทีแต่ก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ทุกรอบที่โคจรผ่านไป ระยะเวลาในการโคจรก็จะลดลง
ทีละเล็กทีละน้อยจากหลายนาทีก็กลายเป็นไม่กี่นาที จากไม่กี่นาทีก็เหลือไม่ถึงนาทีจนกระทั่งเหลือเพียงสิบกว่าวินาที
เมื่อบรรลุถึงจุดนี้ยูเมะก็พบว่ามันยากที่จะทำให้ลดลงไปมากกว่านี้เขาจึงเพิ่มระดับความท้าทายให้มากขึ้นด้วยการลืมตาโคจรปราณ
พอลืมตาสมาธิก็ไม่แหลมคมเท่าเดิมอีกระยะเวลาในการโคจรปราณจึงดีดกลับไปที่หลักนาทีอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ยูเมะมีประสบการณ์มาแล้วเขาเพียงแค่ต้องปรับตัวให้คุ้นเคย การลดเวลาในการโคจรจึงลดลงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สิบนาทีก็ลดลงจนเหลือรอบละสิบกว่าวินาทีตามเดิม
เมื่อลดลงมาถึงจุดนี้อีกครั้งยูเมะก็เพิ่มระดับความท้าทายขึ้นอีก เขาไม่นั่งอยู่เฉยๆ แล้ว แต่เริ่มเคลื่อนไหวด้วยการร่ายรำเพลงดาบอย่างช้าๆโดยอาศัยหลักการของมวยไท่เก๊กเป็นตัวช่วย
ปัญหาเดิมก็เกิดขึ้นอีกระยะเวลาในการโคจรปราณก็เพิ่มเป็นหลักนาทีอีกครั้ง แต่ก็ค่อยๆ ลดลงเมื่อสามารถปรับตัวให้คุ้นเคย
หลังจากระยะเวลาโคจรปราณลดลงไปได้ไม่นานเวลาก็เพิ่มขึ้นแล้วลดลง สลับไปสลับมาอย่างต่อเนื่องตามการเคลื่อนไหว
ยูเมะพบว่ามันยุ่งยากเล็กน้อยแต่ก็ท้าทายมาก มันทำให้เขาจมอยู่ในการฝึกอย่างสมบูรณ์โดยไม่รู้ตัว
จากการร่ายรำกระบวนท่าอย่างช้าๆก็กลายมาเป็นการร่ายรำด้วยกระบวนท่าและสกิล ทุกครั้งที่ออกกระบวนท่าความคุ้นเคยก็จะเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปความเร็วในการโคจรปราณและความเร็วในการออกกระบวนท่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อบรรลุถึงจุดหนึ่งยูเมะก็สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติโดยที่ยังสามารถรักษาความเร็วในการโคจรปราณเอาไว้ในหน่วยวินาทีที่มีตัวเลขหลักเดียว
ความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้เกิดขึ้นโดยที่ยูเมะไม่รู้สึกตัวเขาจมอยู่ในการฝึกฝนโดยสมบูรณ์ ทำให้เขาไม่รู้เลยว่าเขาเพิ่งจะทำให้เกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงด้วยประกาศ‘โลก’
เนื้อหาของประกาศโลกนั้นเรียบง่ายมาก เพียงแค่ประกาศความสำเร็จของอาชูร่าในฐานะของ‘ปรมาจารย์ปราณ’ ของปราณอสุราเพียงเท่านั้น
แต่ถึงจะเป็นประกาศที่เรียบง่ายเพียงใดหากมันปรากฏขึ้นในประกาศโลก ไม่ว่าใครขอเพียงยังออนไลน์อยู่ในเกมก็ต้องมองเห็นทั้งสิ้น
ในตอนที่ยูเมะรู้สึกตัวประกาศโลกก็หายไปจากสายตาแล้ว เขาจึงไม่รู้เลยว่าตัวเองประสบความสำเร็จครั้งใหญ่
สิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจกลับเป็นเวลาเนื่องจากเขาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเขาใช้เวลาฝึกนานเกินไปจนพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลอบสังหารไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ความผิดพลาดนี้ทำให้ยูเมะพูดไม่ออกเขาไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ถึงตอนนั้นเขาถึงได้มีโอกาสตรวจสอบรายงานจากระบบจนได้เห็นรายงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“นี่มัน..มีอยู่จริงๆ ด้วยหรือเนี่ย ก็เคยได้ยินหรอกนะว่าคนที่ใช้ปราณแบบควบคุมเองได้เก่งจะได้รับฉายาแบบนี้แต่นี่มัน..ออกจะน่าตกใจเกินไปหน่อยแฮะ”
ยูเมะครางออกมาเบาๆ ด้วยความทึ่ง ขณะมองรายงาน 4 ประโยคที่เรียงต่อกันเริ่มต้นจากความสำเร็จแรกในฐานะของ ‘ผู้ฝึกปราณ’ จากนั้นก็กลายมาเป็น ‘ผู้ใช้ปราณ’ ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงตามมาด้วย ‘ผู้เชี่ยวชาญปราณ’ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ก่อนจะจบลงที่ ‘ปรมาจารย์ปราณ’
ฉายาแต่ละอันนั้นมีค่าสถานะเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปริมาณที่เพิ่มเริ่มจาก 5 เปอร์เซ็นต์และเพิ่มขั้นละ 5 จนจบที่ 20เปอร์เซ็นต์ในระดับปรมาจารย์ปราณ
“นี่มันออกจะน่ากลัวนิดหน่อยนะเพิ่มประสิทธิภาพปราณอสุรา 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อโคจรด้วยตัวเองหากโคจรแบบยาก”
สำหรับคนที่เล่นเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้มานานย่อมรู้ว่า ‘ฉายา’ นั้น หาได้ไม่ยาก แต่ฉายาที่เพิ่มค่าสถานะหรือเพิ่มพลังนั้นหาได้ค่อนข้างยาก ฉายาทั่วไปจะเพิ่มเพียง 1 – 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นและเพิ่มให้โดยมีเงื่อนไข
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ช่วงเวลา จำนวนศัตรู อาวุธที่ใช้ หรือรูปแบบสกิล ล้วนมีผลทั้งหมด
แต่ฉายาที่เพิ่มพลังให้ถึง20 เปอร์เซ็นต์นั้น ตั้งแต่เล่นเกมนี้มาหลายปีเขาก็เพิ่งจะเห็นครั้งแรกก็ตอนนี้
เมื่อเห็นค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นจากฉายาปรมาจารย์ปราณความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจ ทำให้ยูเมะเหยียดยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความคิดที่คนปกติคงไม่คิดที่จะทำ
“จะลองดีไหมนะ มันเสี่ยงอยู่บ้างแต่ถ้าเป็นเราตอนนี้ถ้าจะหนีก็คงไม่ยาก..”
ยูเมะครุ่นคิดอยู่นานสองนานก่อนที่จะตัดสินใจลงมือลอบสังหารต่อโดยไม่สนใจว่าเขาจะพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว
ในตอนนี้ขุนนางเทพกลับเข้าที่พักไปแล้วองครักษ์เทพทั้งหมดก็เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยทำให้ยากที่จะบุกเข้าไปลอบสังหารขุนนางเทพในจวนได้
ความยากนี้เคยมีคนทดลองมาแล้วแม้จะสามารถทำการลอบสังหารได้สำเร็จ แต่ความสูญเสียที่ได้รับนั้นก็เป็นอะไรที่เกินกว่าจะยอมรับได้จึงไม่มีใครคิดที่จะทำแบบนี้อีก
ทว่ายูเมะตอนนี้กลับคิดที่จะทำเขาต้องการใช้การลอบสังหารที่ยากลำบากมาทดสอบความสามารถของตัวเองในปัจจุบันเขาอยากรู้ว่าเขาสามารถโคจรปราณไปพร้อมกับต่อสู้ได้หรือไม่ ถ้าทำได้แล้วเขาจะทำได้ดีขนาดไหน
แม้จะมองดูเหมือนประมาทเกินไปแต่ยูเมะก็ตัดสินใจเสี่ยงทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่อยากลืมความรู้สึกที่ได้รับในตอนนี้เพราะกลัวว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปเขาจะพลาดโอกาสที่จะได้เพิ่มความชำนาญอย่างก้าวกระโดดแบบนี้
หลังจากตัดสินใจได้ยูเมะก็ลุกขึ้น เขาตรวจสอบค่าสถานะเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรเขาก็กินยาบัพที่มีทั้งหมดลงไป จากนั้นโคจรปราณเพื่อสะสมรอบปราณจนครบ 9 วัฏฏะซึ่งสะสมได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการโคจรแบบยากนั้น ต้องการเพียง 1รอบโคจรเท่านั้นในการสะสมรอบปราณให้ได้ 1 วัฏฏะ
ขณะที่การโคจรแบบง่ายนั้นต้องโคจรถึง 9 รอบ ซึ่งต่อให้ทำได้เร็วที่สุด ยูเมะก็ยังต้องใช้เวลาเกือบครึ่งนาที
แต่ตอนนี้เพียงแค่สิบวินาทีเศษก็ได้มาแล้ว1 วัฏฏะ ความสำเร็จนี้ทำให้ยูเมะยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก เขาเชื่อมั่นมากจนถึงขนาดกล้าเดินตรงไปยังจวนของขุนนางเทพโดยตรง
การปรากฏตัวของยูเมะนั้นกระตุ้นองครักษ์เทพประจำจวนขุนนางทันที พวกมันออกมาเคลื่อนไหวขบวนหอกดาบปรากฏขึ้นแน่นขนัด
จากนั้นเพียงอึดใจพวกมันก็เริ่มจู่โจมลูกศรมากมายพุ่งลงมาจากแนวกำแพง พุ่งตรงเข้าใส่ยูเมะเป็นเป้าเดียว
ทว่าพริบตาที่ยิงออกมายูเมะหายไปด้วยสกิลย่นระยะที่ใช้ออกมาด้วยปราณ 1 วัฏฏะ ความเร็วและระยะทางที่เคลื่อนย้ายได้ในครั้งเดียวนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากจากผลลัพธ์ของฉายาปรมาจารย์ปราณ
เพียงก้าวเดียวยูเมะก็เข้าประชิดองครักษ์เทพแนวหน้าทันทีจากนั้นโบกมือ ดาบที่อยู่ในฝักก็พุ่งออกมาแล้วเคลื่อนย้ายตามฝ่ามือด้วยสกิล ‘ปราณคุมศาสตรา’ สกิลนี้เป็นสกิลที่ยูเมะไม่ชำนาญเท่าไหร่นักแต่ก็ยังฝึกมาจนถึงระดับปรมาจารย์เมื่อนานมาแล้ว
สาเหตุที่ทำให้เขาไม่ชำนาญก็เพราะปราณอสุราไม่ใช่ปราณสายควบคุมการใช้ปราณอสุราควบคุมอาวุธโจมตีนั้นจะทำให้พลังลดลงไปส่วนหนึ่ง
แต่เพราะการช่วยเหลือของฉายาปรมาจารย์ทำให้จุดอ่อนของมันหายไป การเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์นั้นทำให้ยูเมะสามารถใช้ปราณอสุราควบคุมดาบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนสามารถฆ่าองครักษ์ที่ยืนอยู่แนวหน้าได้รวดเร็ว5 คน
ด้วยกระบวนท่าเดียวด้วยปราณ 1 วัฏฏะ องครักษ์เทพ 5 คนก็ถูกฆ่าในพริบตา ทว่ายูเมะยังไม่จบเพียงเท่านั้นเขาโบกมือกลับไปอีกครั้งพร้อมกับก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง ดาบที่พุ่งผ่านไปราวกับลำแสงก็พุ่งย้อนกลับมาด้วยความเร็วดุจเดียวกัน
องครักษ์เทพอีก5 คนก็ถูกฆ่าตาย จากนั้นดาบก็ลอยกลับเข้ามาในมือ ยูเมะก็ก้าวตามไปติดๆ จนประชิดแนวที่สามแล้วฟาดฟันดาบออกไปอย่างเร่งร้อนด้วยสกิล‘พายุดาบ’
เมื่อเทียบกับสกิลปราณคุมศาสตราที่ด้อยประสิทธิภาพแล้ว การใช้สกิลผ่านมือโดยตรงนั้นทรงพลังกว่ามากเพราะมันเป็นจุดเด่นแต่เดิมของปราณอสุราอยู่แล้ว
จุดเด่นนี้ขยายตัวขึ้นอีกเพราะฉายาปรมาจารย์ปราณทำให้พลังของพายุดาบนั้นทรงพลังมากจนสามารถฆ่าองครักษ์เทพได้อย่างง่ายดาย
ภาพการฆ่าสังหารฝ่ายเดียวราวกับการตัดหญ้านี้เป็นภาพที่น่าทึ่งมากไม่ว่าใครได้มาเห็นก็คงต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน
ต่อให้องครักษ์เทพจะอ่อนแอกว่าหากเทียบกับทหารเทพแต่ก็เป็นความต่างที่ไม่มากนัก แต่ยูเมะกลับสามารถฆ่าองครักษ์เทพได้ราวกับตัดหญ้ามันจึงเป็นอะไรที่น่าตกตะลึงมาก
เพียงแค่3 กระบวนท่า 4 วัฏฏะปราณ องครักษ์เทพก็ตายไปเกือบยี่สิบคน
แนวป้องกันที่ทุกคนให้ความเห็นว่าแข็งแกร่งจนยากที่จะทำลายได้ไม่ได้ต่างอะไรจากเยื่อกระดาษเมื่ออยู่เบื้องหน้าของยูเมะ
แม้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นผลลัพธ์จากฉายาปรมาจารย์ปราณแต่มันก็ยังน่าเหลือเชื่อเกินไป
คงจะมีเพียงยูเมะเท่านั้นที่ทราบว่าภาพที่ดูเหมือนง่ายนี้แท้ที่จริงแล้วทำได้ยากขนาดไหน การใช้ปราณคุมศาสตราสองครั้งแรกนั้น มีรายละเอียดในการควบคุมที่ซับซ้อนมากเขาต้องควบคุมดาบให้เคลื่อนไปตามช่องว่างของหมวกเกราะต้องควบคุมมันให้เร็วและฟันผ่านไปในจังหวะเดียว
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นเขาถึงจะสามารถฆ่าองครักษ์เทพได้ถึง5 นายในการฟันครั้งเดียว
ส่วนสกิลพายุดาบนี่ก็ง่ายกว่าแค่เล็กน้อยเพราะเขาไม่ต้องเล็งที่จุดอ่อนตรงรอยต่อของหมวกเกราะกับชุดเกราะแต่สามารถเลือกฟันใส่จุดตายของศัตรูได้โดยตรงเพราะมีพลังทำลายที่มากพอ
แต่การจะใช้พายุดาบฆ่าองครักษ์เทพรวดเดียวเกือบสิบนายก็ยังเป็นเรื่องยากเพราะการจะควบคุมดาบที่ฟาดฟันราวกับพายุในอึดใจเดียวนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก
ถ้ายูเมะไม่ได้มีประสบการณ์ควบคุมจนถึงขีดจำกัดมาก่อนเขาคงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็คงไม่ง่ายแบบนี้
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าการทะลวงผ่านแนวป้องกันที่ทรงพลังนี้เป็นฝีมือระดับปรมาจารย์โดยแท้จริง
เมื่อก้าวผ่านแนวป้องกันเข้าไปได้รอยยิ้มของยูเมะก็ยกสูงขึ้น มาดของปรมาจารย์เริ่มปรากฏขึ้นบนร่างกายของเขาทุกก้าวย่าง ทุกการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าชนิดที่ไม่ว่าใครก็สัมผัสได้
วินาทีที่ผ่านเข้าไปในจวนขุนนางเทพยูเมะก็ก้าวต่อไปไม่หยุด เขาไม่สนใจพลธนูที่อยู่บนกำแพงเลยเพราะเขารู้ว่าการหยุดสู้กับพลธนูกลุ่มนี้จะทำให้เขาเสียเปรียบและอาจจะตายได้
การบุกทะลวงเมื่อครู่นี้ดูยิ่งใหญ่มากแต่ก็เกิดจากการใช้ปราณไปถึง 6 วัฏฏะ ยูเมะจึงไม่เหลือรอบปราณมากพอที่จะกวาดล้างพลธนูทั้งหมดเขาจึงตัดสินใจบุกเข้าไปในจวนแทน
ขณะที่วิ่งผ่านประตูเข้าไปเขาก็วกไปทางซ้ายทีขวาที หลบไปตามห้องหับและสิ่งก่อสร้างเพื่อลอบสะสมรอบปราณเพิ่ม
เมื่อเจอกับองครักษ์เทพหากเจอเพียงไม่กี่คน เขาจะใช้กระบวนท่าพื้นฐานฆ่าทิ้งโดยใช้การเสริมพลังจากการโคจรปราณ
แต่ถ้าเจอมากกว่านั้นเขาก็จะสละปราณ1 วัฏฏะเพื่อใช้สกิลโจมตีกวาดล้าง
ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรอบคอบอาศัยการหลอกล่อและหลบหลีก ยูเมะก็ค่อยๆ ฆ่าองครักษ์เทพไปทีละคนสองคนจนสามารถบุกฝ่าเข้าไปถึงห้องนอนของขุนนางเทพได้ในที่สุด
เมื่อมาถึงห้องนอนรอยยิ้มของยูเมะก็ยกสูงขึ้น แต่แทนที่จะพุ่งตรงเข้าหาขุนนางเทพโดยตรงเขากลับพุ่งไปด้านข้าง เพื่อจัดการกับ ‘องครักษ์ลับ’ของขุนนางเทพก่อน
ด้วยการใช้สกิลออกมาติดต่อกัน3 ครั้ง องครักษ์ลับที่ซ่อนตัวอยู่ทั้งหมดก็ถูกฆ่าตายจากนั้นยูเมะจึงหันกลับมาตัดหัวขุนนางเทพทิ้งในดาบเดียว
เมื่อเทียบกับองครักษ์เทพขุนนางเทพก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นฟาง มันไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลยความยากในการฆ่าก็มีแค่การบุกผ่าการป้องกันเข้ามาให้ได้เท่านั้น
ทันทีที่ขุนนางเทพถูกฆ่าภารกิจลับก็ถูกกระตุ้นเช่นกัน ยูเมะที่รู้มาก่อนแล้วก็ไม่ได้แปลกใจ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะต้องหันกลับไปมองหน้าต่างภารกิจอีกครั้งหนึ่ง
“หืม!! แบบนี้เองสินะคนที่เคยลองถึงได้บอกว่าไม่คุ้ม”
ยูเมะถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่เสียงการต่อสู้เริ่มดังขึ้นจากรอบทิศทางทั้งหมดนี้เป็นไปตามภารกิจลับของภารกิจลอบสังหาร
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นมาจากการสนับสนุนของกองกำลังกบฏที่จะเข้ามาช่วยผู้เล่นหากผู้เล่นสามารถทำภารกิจสำเร็จ
จุดที่ทำให้ไม่คุ้มที่จะลอบสังหารในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมก็คือความสูญเสีย เนื่องจากระยะเวลาที่ต้องใช้ในการลอบสังหารมากขึ้น จำนวนศัตรูก็เลยเยอะขึ้นส่งผลให้จำนวนคนจากกองกำลังกบฏถูกส่งออกมามากขึ้นตามไปด้วย
ผลลัพธ์สุดท้ายจึงทำให้ต้องสูญเสียคนจากกองกำลังกบฏมากขึ้นตามไปด้วยซึ่งคนที่เคยผ่านด่านนี้จะทราบว่าจำนวนคนจากกองกำลังกบฏนั้นมีจำกัดเมื่อตายแล้วจะไม่มีการเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งถ้ามีกองกำลังกบฏน้อยเกินไปเมื่อต้องสู้กับเจ้าเมืองก็จะลำบากมาก
ถ้าคนจากกองกำลังกบฏตายหมดของรางวัลในด่านที่ 3 ก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่งและจะไม่ได้รับโบนัสความสำเร็จใดๆ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ฝืนลอบสังหารขุนนางเทพหากพลาดช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะมันจะไม่คุ้มกับของรางวัลที่ได้
แต่หลังจากเข้าใจเรื่องนี้ยูเมะก็เหยียดยิ้มออกมา เขาลอบสะสมรอบปราณอย่างรวดเร็วจากนั้นพุ่งออกไปรวมกลุ่มกับกองกำลังกบฏเพื่อฆ่าศัตรูทันที
ยูเมะตัดสินใจไม่หนีไปในทันทีแต่เลือกที่จะสู้ร่วมกับกองกำลังกบฏแทน เขาใช้ความสามารถที่เหนือล้ำฆ่าฟันไปตลอดทางวิ่งวนรอบจวนขุนนาง ต่อสู้กับองครักษ์เทพที่เหลืออยู่ทั้งหมดรวมไปถึงทหารเทพอีกกว่าครึ่งร้อยที่ถูกส่งมาฆ่าเขาด้วย
เพราะมีกองกำลังกบฏคอยสนับสนุนยูเมะจึงไม่ต้องแบกรับแรงกดดันที่มากนัก เมื่อรวมกับความเร็วในการฆ่าของเขาทหารเทพกว่าครึ่งร้อยก็ไม่ต่างอะไรจากขนมหวานเลย
แม้จะใช้เวลาไปมากแต่ก็คุ้มเพราะเขาสามารถฆ่าทหารเทพได้ถึง 50 นาย ยังมีหัวหน้าหน่วยอีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งที่น่าเสียดายมีเพียงอย่างเดียวคือเขาไม่กล้ารอจนขุนพลเทพของเมืองแห่งนี้นำกำลังมาโจมตีเพราะกลัวว่ากองกำลังกบฏจะตายหมด
ดังนั้นหลังจากฆ่าทหารเทพชุดแรกจบยูเมะก็ถอนตัวกลับไปพร้อมกับกองกำลังกบฏทันที
หลังจากหลบหนีกลับไปถึงโรงแรมได้ ยูเมะก็นั่งพักอยู่ในห้องโถงด้วยความเหนื่อยล้าแต่จิตใจของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
เมื่อเทียบกับการต่อสู้ในด่านที่1 หรือ 2 จำนวนทหารเทพที่ฆ่าได้ในครั้งนี้มีน้อยกว่ากันมาก แต่ถ้าคิดถึงระยะเวลาและความยากง่ายในการฆ่าแล้วการฆ่าทหารเทพกว่าครึ่งร้อยในเวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้นเป็นอะไรที่สนุกมาก
“ถึงจะเสียไปบ้าง แต่ก็คุ้มล่ะนะ..เมื่อเทียบกับของรางวัลแล้วความชำนาญที่ได้จากการโคจรปราณแบบยากมีค่ากว่าเยอะเลย”