ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่30 มือเงาเเห่งบูรพาวายุ

    ลานประลองที่หนึ่ง หลี่หมิง แห่งสำนักบูรพาวายุ ปะทะ ไป๋หยุนเซิง แห่งดาราม่วงส่องฟ้า!


    สองเงาร่างยืนประจัญหน้ากันกลางลาน ลมรุนแรงพัดกรูราวหมื่นพายุคลุ้มคลั่ง


    หนึ่งคือบุรุษชุดฟ้าเงินเย็นชาแฝงพลังอหังการ


    อีกหนึ่งคือชายหนุ่มในชุดม่วงเข้ม ดวงตาแหลมคมดั่งเหยี่ยว ถุงมือคริสตัลข้างขวากำลังสั่นเบาๆ


     “ข้ารอศึกนี้มานาน…เทพกระบี่อัสนี!” ไป๋หยุนเซิงเอ่ย ดวงตาฉายแววร้อนแรง



    หลี่หมิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ


     “ข้าไม่สนใจชื่อเสียง…เพียงต้องการข้ามเจ้าไปพบผู้ที่ควรประมือจริงๆ”



    สองเงาร่างพุ่งเข้าปะทะในพริบตา!


    หมัดฟ้าคราม!


    กระบี่วายุคราม!


    แสงสีฟ้าสลับม่วงระเบิดกลางลานประลอง พื้นลานแตกร้าวด้วยแรงปะทะ ทุกกระบวนท่าคมเฉียบไร้ความลังเล


    เสียงกระบี่ผสานเสียงหมัดดังสนั่น ทั้งสองรุกและรับอย่างไม่หยุดหย่อน ร่างหนึ่งเคลื่อนไหวราวลมกรด อีกคนพุ่งทะยานดั่งพายุโหม


    หลายสิบกระบวนท่าผ่านไป ทั้งสนามยังไร้ผู้ได้เปรียบ


    …แต่หลี่หมิงยังคงไม่เร่งฝีมือ ใบหน้าของเขายังสงบนิ่ง


    “พอเพียงแล้ว...ข้าต้องเก็บแรงไว้ให้เขา” เขาพึมพำเบา




    ในชั่วพริบตานั้นเอง เขาวาดกระบี่หนึ่งจังหวะเล็ก


    เงากระบี่ปลิววูบ…ไม่ได้โจมตีตรงตัวไป๋หยุนเซิง แต่เสี้ยวลมสะบัดกระแทกตรงพื้นใต้เท้าอีกฝ่าย!


    พื้นหินถล่มลงเล็กน้อย…พอดีกับที่ไป๋หยุนเซิงเสียหลัก


    ผัวะ!


    ร่างของเขาร่วงตกจากขอบลานประลอง!


    แม้ยังมีแรงเหลือ แต่ตามกฎ…ตกเวทีคือพ่ายแพ้


    เสียงตัดสินดังขึ้นทันทีโดยไร้ข้อกังขา


    ไป๋หยุนเซิงกัดฟันแน่น กำหมัดแน่นจนถุงมือสั่นสะท้าน


     “เจ้า…เจ้าเจตนา!”




    หลี่หมิงหันหลังกลับไปทันทีโดยไม่กล่าวสิ่งใด ราวกับในใจของเขา มีเป้าหมายเพียงผู้เดียวเท่านั้น


     “อวี้เหวิน…อย่าให้ข้าผิดหวัง”


    ---


    เสียงฆ้องสุดท้ายดังขึ้น…สิ้นสุดสามสนามการประลอง


    อวี้เหวิน


    เซี่ยชิงหลัว


    และหลี่หมิง


    สามยอดอัจฉริยะ ผู้ผ่านเข้าสู่รอบตัดสินสุดท้ายแห่งตำหนักมังกรเมฆา!


    และเบื้องหลังชัยชนะเหล่านั้น…ต่างปิดบังไฟที่ลุกโชนอยู่ในหัวใจของพวกเขาแต่ละคน ไฟซึ่งพร้อมจะระเบิดออกในการประลองสุดท้าย…ที่จะสะท้านทั้งเมืองซูไห่!


    ---


    เสียงเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งลานประลองอีกครั้งหลังจบการต่อสู้ของสามสนาม ทุกสายตายังคงจับจ้องไปยังเวทีดั่งต้องมนตร์ เหงื่อที่เกาะบนหน้าผากของผู้ชมไม่ใช่เพราะแสงแดด… หากเพราะความกดดันจากการประลองอันดุเดือดเมื่อครู่ที่ยังไม่จางหาย


    จากนั้นเสียงหนึ่งพลันดังกังวานทั่วทั้งลาน หนักแน่น เยียบเย็น ดุจสายลมเหนือยอดเขา


    “ผู้เข้าสู่รอบเวียนสู้ ได้แก่… อวี้เหวิน ผู้บ่มเพาะอิสระ เซี่ยชิงหลัว แห่งหิมะนิรันดร์ และหลี่หมิง แห่งสำนักบูรพาวายุ!”


    เสียงประกาศนี้ดังก้องเป็นระลอก คล้ายหอกน้ำแข็งแทงทะลวงลงในใจผู้ชม! ทุกคนเบิกตากว้าง จิตใจพลุ่งพล่านขึ้นอีกครา


    “การแข่งขันรอบเวียนสู้จะเริ่มในอีกหนึ่งก้านธูป ให้ผู้เข้าสอบทั้งสามพักฟื้นร่างกาย ปรับสมดุลพลัง และเตรียมใจเข้าสู่การตัดสินครั้งสุดท้าย!”


    เสียงนั้นยังไม่ทันจางหาย ลานประลองก็กลับสู่ความคึกคักอีกครา ผู้คนต่างพากันซุบซิบ ถกเถียงถึงผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้น บ้างตะโกนเชียร์ บ้างถอนหายใจเมื่อนักสู้ที่ตนเชียร์ต้องพ่ายแพ้


    ขณะเดียวกัน อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นตามมา


    “ผู้แพ้ในรอบที่ผ่านมา ได้แก่ หลัวเทียนอี้ จูซงเทียน และไป๋หยุนเซิง… จะเข้าสู่การเวียนสู้จัดอันดับลำดับ 4 ถึง 6 เพื่อจัดลำดับขั้นในตำหนัก”


    ประกาศนี้แม้ไม่หวือหวาดังสามคนแรก หากแต่ก็มีความสำคัญในเชิงเกียรติยศ มิใช่ผู้ใดจะมาถึงตำแหน่งอันดับหกของตำหนักมังกรเมฆาได้โดยง่าย ผู้ชมบางส่วนที่ติดตามฝีมือของผู้แพ้ก็ยังตื่นเต้นรอชมศึกของพวกเขาอย่างไม่ลดละ


    …


    ณ มุมหนึ่งของลาน


    อวี้เหวินเดินเงียบ ๆ สองมือประสานไว้ข้างหลัง ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดให้เห็น แม้เบื้องหน้าเขาคือชัยชนะรอบแรก แต่ความว่างเปล่าภายในกลับก่อตัวขึ้นเช่นหมอกหนาวยามรุ่งสาง


    “หลัวเทียนอี้…” เขาพึมพำเสียงเบา ดวงตาลึกล้ำคล้ายกำลังครุ่นคิด


    “เหตุใดเขาจึงยอมแพ้… ข้ายังมิทันแม้แต่จะชักหมัดออกมา” ความเงียบที่คู่ต่อสู้มอบให้หาใช่ความเมตตาไม่ หากแต่เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ดั่งปริศนาแห่งราตรีที่ไม่มีจันทร์


    เสียงของซ่งเหยียนเฟยในมิติสร้อยคอดังขึ้น


    “เจ้ากำลังหวั่นไหวหรือ?”


    “ไม่…” อวี้เหวินตอบเบา ดวงตามีแสงแห่งความมุ่งมั่นวาบผ่าน


    “ข้าเพียงอยากรู้ว่า… เขามองเห็นสิ่งใดในตัวข้า”


    …


    อีกด้านหนึ่ง ใต้ร่มไม้เรียงราย


    เซี่ยชิงหลัวนั่งสงบนิ่งอยู่บนแผ่นหิน ผ้าคลุมขาวบางของนางไหวเอนตามแรงลมเย็น มือเรียวข้างหนึ่งวางไว้บนตัก อีกข้างประสานกับดวงจิตในตนเพื่อรวบรวมปราณเย็นจากทั่วร่าง


    หยดเหงื่อยังเกาะบางเบาบนหน้าผาก แต่ดวงตาคู่นั้นยังเยือกเย็น มั่นคง… ปราศจากความลังเล


    “จูซงเทียน… เป็นคู่ต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม” นางเอ่ยเบา ๆ เสียงดุจเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น


    “ทว่าข้าจะไม่หยุดที่ตรงนี้ ยังมีอวี้เหวินผู้นั้น… และหลี่หมิงที่รออยู่เบื้องหน้า”


    …


    ทางตะวันออกของลานประลอง


    หลี่หมิงยืนพิงต้นไม้ใหญ่ กระบี่วายุครามยังสะพายอยู่หลัง ดวงตาของเขายังคงนิ่งเฉกเช่นพายุที่ซ่อนอยู่ในท้องฟ้าไร้เมฆ


    แต่ลึกในแววตานั้น… กลับมีประกายแห่งเปลวเพลิงอันมิอาจดับ


    เขายังจำได้ดี วันนั้นที่ตลาดเมืองซูไห่ เขาเพียงยื่นคำสั่งเพื่อแย่งชิงหินพิเศษจากร้านลึกลับ ด้วยนามแห่งสำนักบูรพาวายุ ย่อมไม่มีใครกล้าโต้แย้ง…


    ทว่ากลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง… กล้าก้าวออกมาขวางไว้ กล้าสบตาเขาตรง ๆ และเอ่ยถ้อยคำเรียบง่ายว่า


    “ของสิ่งนี้… ข้าอยากได้เช่นกัน”


    ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีพลังปราณใดโถมใส่ แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับเยือกเย็น ดื้อดึง และแน่วแน่ยิ่งกว่าหอกกล้า… ทำให้เขา หลี่หมิง ต้องเป็นฝ่ายถอยจากเบื้องหน้าผู้คนในตลาด!


    แม้เรื่องนั้นผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ความอัปยศในใจของเขายังมิได้จางหาย


    เขาเอื้อมมือจับกระบี่เบา ๆ เสียงดาบครางต่ำในฝักคล้ายรับรู้ความรู้สึกเจ้าของ


    “อวี้เหวิน… ข้าจะใช้เวทีนี้ ลบล้างความอับอายวันนั้นให้สิ้น!”


    …


    เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป 


    ลานประลองถูกปัดกวาดจนไร้ฝุ่นละออง แสงแดดบ่ายส่องผ่านกลุ่มเมฆบางเบา กลายเป็นลำแสงหนึ่งตกลงกลางเวที ประหนึ่งแสงจากสวรรค์สาดลงเพื่อเป็นสักขีพยานในศึกที่จะเกิดขึ้น


    เสียงประกาศจากผู้ดูแลดังขึ้นอีกครา ดังกังวานจนแม้แต่ยอดเขาเบื้องหลังก็ยังสะท้อนกลับ


    “ถึงเวลาการเวียนสู้ สามผู้แข็งแกร่งจะเผชิญหน้ากันคนละสองรอบ เพื่อชิงตำแหน่งผู้หนึ่งเดียวที่จะได้ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของตำหนักมังกรเมฆา!”


    “รอบแรก อวี้เหวิน ปะทะ หลี่หมิง!”


    เสียงนั้นราวฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ


    ไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่มเติม บรรยากาศทั่วทั้งลานกลับแน่นิ่งในชั่วพริบตา ทุกสายตาต่างเบิกกว้าง ราวกับต้องมนต์สะกดด้วยเพลิงไฟแห่งความคาดหวัง


    ...เพราะทุกคนรู้


    ความบาดหมางของทั้งสองนั้น ถูกจารึกไว้ในใจผู้คนตั้งแต่วันที่มีเรื่องกัน ณ ตลาดใหญ่แห่งเมืองซูไห่


    วันนั้น หลี่หมิงผู้ถืออำนาจแห่งสำนักบูรพาวายุ พยายามใช้อำนาจชิงซื้อหินวิญญาณลึกลับ แต่กลับถูกขวางหน้าโดยชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มิเคยปรากฏชื่อในแวดวงฝึกยุทธ์มาก่อน


    ไม่เพียงแต่ไม่ยอมหลีกทาง แต่อวี้เหวินกลับแสดงความเหนือชั้นออกมาเบื้องหน้าฝูงชนจำนวนมาก ทำให้หลี่หมิงต้องสูญเสียทั้งเกียรติยศและศักดิ์ศรีไปต่อหน้าต่อตา


    นับจากนั้น ชื่อของอวี้เหวิน ผู้ฝึกตนอย่างอิสระ ได้ถูกจารไว้ในบัญชีแค้นของนายน้อยแห่งบูรพาวายุโดยมิอาจลบเลือน


    ...


    กระบี่วายุครามในฝักเงินกระจ่างพลันปรากฏเบื้องหลังหลี่หมิง ดาบเล่มนั้นแนบอยู่กลางหลังของเขา เสียงกระซิบจากผู้ชมแว่วผ่านอากาศ


    “กระบี่วายุคราม… เล่ากันว่าเพียงวูบเดียวก็สามารถฟันต้นไม้ใหญ่ขาดครึ่งโดยไม่มีแม้แต่เสียง! นั่นคือกระบี่ของ ‘เทพกระบี่อัสนี’!”


    หลี่หมิงก้าวขึ้นเวทีอย่างสงบนิ่ง เครื่องแต่งกายสีฟ้าเงินไหวตามสายลม ดวงตาเย็นชาของเขากวาดมองศัตรูตรงหน้าเพียงแวบเดียว ทว่าในสายตานั้นกลับแฝงเร้นด้วยคลื่นพายุที่พร้อมระเบิดออกทุกขณะ


    อวี้เหวินมองกลับอย่างสงบ ใบหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับแน่วแน่ แข็งกร้าวดั่งหินผา หยัดยืนประหนึ่งขุนเขามิไหวเอน


    เสียงระฆังประลองดังขึ้น!


    หลี่หมิงไม่รอช้า พลันทะยานกายพุ่งเข้าใส่ ประหนึ่งพายุฤดูร้อนซัดโถมลงกลางป่า กระบี่วายุครามถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วที่เกือบมองไม่ทัน เส้นแสงสีฟ้าเงินพาดผ่านอากาศราวสายฟ้า


    ฉับพลัน..


    เงากระบี่ซัดตรงมาอย่างไร้ปรานี อวี้เหวินกลับพลิกกายหลบไปด้านข้างพร้อมหมุนตัวตวัดหมัดสวนเข้าเป้าทันที


    “หมัดอัคนีสังหาร!”


    เปรี้ยง!


    เสียงระเบิดของหมัดปะทะกระบี่ดังกึกก้อง กระแสลมแรงดุจพายุโหมกระหน่ำจนผืนลานสั่นไหว


    หลี่หมิงถอยหลังเล็กน้อย สะบัดปลายกระบี่กลับเข้าสู่ท่วงท่าตั้งรับ ใบหน้าเย็นชาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง ก่อนกระซิบเสียงต่ำ


    “เจ้าคือผู้บ่มเพาะอิสระ… แต่ถึงกระนั้น เจ้ากล้าทำให้ข้าต้องเสียหน้ากลางตลาด… วันนี้ ข้าจะลบเจ้าออกจากเส้นทางนี้เอง!”


    อวี้เหวินไม่ตอบกลับแม้ครึ่งคำ แววตาของเขาแน่นิ่งเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง ความอดกลั้นที่ปิดซ่อนมาแสนนานถูกขับเน้นออกทุกหมัด


    หมัด หมัด หมัด!


    ทุกการโจมตีของอวี้เหวินเต็มไปด้วยแรงอาฆาตปะทุจากอดีต ความแค้นที่ถูกเหยียบย่ำเพียงเพราะไร้สำนัก มิอาจมีชื่อเสียงเฉกเช่นหลี่หมิง


    กระบวนท่าของหลี่หมิงแม้ปราดเปรียว รวดเร็ว แฝงไว้ด้วยศิลปะแห่งกระบี่ที่ประณีต


    แต่พลังของอวี้เหวินกลับหนักหน่วงดั่งขุนเขา กระบวนหมัดทุกชุดดุดันเร่าร้อน แฝงความโหดเหี้ยมจากประสบการณ์ต่อสู้จริง


    เสียงกระบี่ฟันผ่านอากาศ! เงาหมัดฟาดใส่เสี้ยววินาที!


    ความเร็วของทั้งสองพุ่งทะยานเกินระดับกำเนิดกายขั้นต้นไปไกลนัก เสียงปะทะระลอกแล้วระลอกเล่าดังกระหึ่มสะท้าน


    จนกระทั่ง..


    หลี่หมิงถอยกรูดกลับไปหลายก้าว หอบหายใจเล็กน้อย ดวงตาสาดประกาย


    “หึ…เจ้าบังคับให้ข้าต้องใช้กระบวนท่านี้เสียแล้ว”


    กล่าวจบ กระบี่วายุครามในมือของเขาพลันเรืองแสงบางเบา แรงลมพลันพัดกรรโชกไปรอบเวที ราวกับพายุฤดูใบไม้ผลิที่สะบัดผ่านทุ่งหญ้า


    “กระบวนท่าที่สี่… วายุอัสนีพิฆาต!”


    เสียงผู้ชมรอบเวทีพลันเงียบสนิท!


    “เป็นไปได้อย่างไร... เขาฝึกกระบวนนี้ได้ถึงขั้นใช้จริงแล้วหรือ?”


    “นั่นคือท่าไม้ตายของเจ้าสำนักรุ่นก่อน...!”


    บนอัฒจันทร์ที่ประดับธงฟ้าคราม ชายผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาว ปักลายวายุสีเงินอย่างงดงาม สายตาแน่วนิ่งจ้องมองเวที ดวงตาเปล่งแสงแห่งความภูมิใจอย่างยากจะปิดบัง


    “หมิงเอ๋อร์… ฝึกฝนได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ…”


    เจ้าสำนักบูรพาวายุ พ่อของหลี่หมิงเอง


    ฉัวะ!


    สายฟ้าแห่งกระบี่ผสานแรงลมพุ่งทะลวงเข้าหาอวี้เหวิน เสียงแตกกระจายของอากาศดังกึกก้อง!


    อวี้เหวินแค่นเสียง กายเขาบิดหลบไปด้านข้างในจังหวะเสี้ยววินาที ก่อนชิงใช้หมัดซัดสวน


    เสียงระเบิดสะท้านสะเทือน ผืนลานแตกร้าวเป็นทางยาว การต่อสู้เข้าสู่ห้วงแห่งพลังคลุ้มคลั่ง ไม่มีผู้ใดยอมใครอีกต่อไป


    แต่แล้ว ในช่วงหนึ่งที่แรงทั้งสองปะทะกันอีกครา หลี่หมิงพลันชะงัก หมัดหนึ่งของอวี้เหวินตวัดเข้าเป้าอย่างเฉียบคม ตรงซี่โครงซ้ายของเขาเต็มแรง!


    โครม!


    ร่างหลี่หมิงกระเด็นปลิวตกขอบเวที ท่ามกลางเสียงอุทานของผู้ชมทั่วทั้งลาน


    อวี้เหวินยืนนิ่ง หายใจแผ่วเบา ใบหน้าไม่เผยความยินดีใด ๆ เขาหันหลังก้าวลงจากเวทีอย่างสงบ


    แต่แล้ว..


    เสียงวูบวาบจากเบื้องหลังพลันดังขึ้น!


    ร่างของหลี่หมิงพุ่งทะยานกลับมาในพริบตา ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะ ดวงตาแดงฉาน!


    “อวี้เหวิน! ตายเสียเถอะ!”


    ภายในจิตใจของอวี้เหวิน เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น


    “ระวัง! อันตราย!”


    เป็นเสียงของซ่งเหยียนเฟยในมิติสร้อยคอ


    อวี้เหวินพลันหมุนตัวหลบ สะบัดหมัดสวนกลับอย่างดุดัน


    เสียงกระแทกดังลั่น ร่างของหลี่หมิงถูกอัดกลับกลางอากาศ! อวี้เหวินไม่ยั้งมืออีกต่อไป เขาเร่งกระบวนหมัดซัดใส่หลี่หมิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอีกฝ่ายร่างแทบแหลกเละ!


    เสียงผู้ชมตะลึงงันไปทั่ว


    “เขา… เขาโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”


    อวี้เหวินยืนนิ่ง หอบหายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ พลังกายทั่วร่างพวยพุ่ง หมัดขวายกขึ้นอย่างเงียบเชียบ… พร้อมจะปลิดชีพ


    แต่ก่อนที่หมัดนั้นจะฟาดลง


    เสียงหนึ่งพลันดังก้องข้ามลานประลอง


    “…เจ้ากล้า?”


    เสียงนั้นหนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจ ทำให้ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียง พบชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมาจากอัฒจันทร์ด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาสวมชุดคลุมยาวปักลายวายุสีเงินอย่างวิจิตร สายตาแน่วนิ่งจ้องมองเวที ดวงตาเปล่งประกายแห่งความภูมิใจอย่างยากจะปิดบัง นี่คือหลี่เจิ้น เจ้าสำนักบูรพาวายุ และบิดาของหลี่หมิง


    หลี่เจิ้นเคลื่อนกายด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พุ่งเข้าสู่เวทีประลองในพริบตา เขายื่นมือออกไปด้วยพลังอันมหาศาล ต่อยสวนเข้าที่หมัดของอวี้เหวินก่อนที่มันจะถึงเป้าหมาย


     ตูม!


    หมัดของชายผู้นั้นปะทะเข้ากับหมัดอัคนีของอวี้เหวินอย่างจัง กลิ่นอายพลังพลังกายอันแข็งแกร่งระเบิดออกเป็นวงกว้าง อวี้เหวินกระเด็นไปหลายจั้ง ร่างหมุนคว้างในอากาศ ก่อนจะทรงตัวได้ในที่สุด เขาทรุดตัวลงกับพื้น กระอักโลหิตคำหนึ่ง ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสั่นไหวขณะพึมพำในใจ


    “ผู้บ่มเพาะ...หลอมรวมกายขั้นสมบูรณ์...”


    เขาเช็ดมุมปาก ดวงตาแม้เต็มไปด้วยเจ็บปวด แต่ยังคงเปล่งแสงแห่งการไม่ยอมแพ้


    หลี่เจิ้นไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง เขาคุกเข่าลงข้างร่างของบุตรชาย สำรวจบาดแผลด้วยความกังวล ใบหน้าของหลี่หมิงซีดเผือด ลมหายใจแผ่วเบา กระดูกหักหลายแห่ง สภาพบาดเจ็บสาหัสจนยากจะคาดเดาว่าจะพิการหรือไม่ ความโกรธแล่นพล่านทั่วร่าง ดั่งลมพายุโหมกระหน่ำหัวใจ เขาคิดสังหารอวี้เหวินในทันที ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยเพลิงแค้น


    “ใคร...ให้ความกล้าเช่นนี้แก่เจ้ากัน?!” เสียงเขาดุดัน ดังก้องราวฟ้าคำราม “วันนี้...หากข้าไม่ได้หักแขนหักขาเจ้า บดขยี้เจ้าจนกลายเป็นเนื้อบด ข้าคงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้อีก!”


     เขาค่อยๆ วางร่างบุตรชายลงกับพื้น ก่อนจะยืดกายขึ้น พลังอันน่าหวาดหวั่นแผ่ซ่านทั่วทั้งลาน ร่างเขาขยับเพียงน้อยก็เผยให้เห็นเจตจำนงสังหารอันมืดดำ แต่ในขณะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าหาอวี้เหวิน ซึ่งยังนั่งอยู่กับพื้นและมีโลหิตซึมออกจากมุมปาก พลังปราณสายหนึ่งพลันแผ่ลงมาจากเบื้องสูง ราวหมอกเมฆกลั่นจากฟ้าสวรรค์ กดร่างของเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ในทันที


    “บังอาจ!”


    เสียงเปี่ยมด้วนอำนาจเเละความน่าเกรงขามนั้นดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งเหยียบย่างลงมายังลานประลอง


    ชายผู้นี้มีร่างสูงผอม ไหล่เหยียดตรงแม้วัยจะล่วงเลยกว่าปีที่แปดสิบ หนวดเคราขาวดั่งเมฆขาวในฤดูใบไม้ผลิ แววตาลึกล้ำ สงบเยือกเย็น หากแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากผู้ใดขืนขัด เครื่องแต่งกายเป็นผ้าแพรย้อมฟ้าจาง ปักลายมังกรทะยานฟ้าด้วยด้ายทองคำ งดงามราวภาพวาด


    เขาคือผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตำหนักมังกรเมฆา ผู้ควบคุมการทดสอบในปีนี้


    เจ้าสำนักบูรพาวายุเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด พลันคุกเข่าลง ประสานมือด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโส...ข้าก็เพียง..”


    ยังไม่ทันเอ่ยจบ ผู้อาวุโสเจ็ดสะบัดแขนเบาๆ พลันมีพลังสายหนึ่งปัดร่างเขาออกจากลานประลองไปราวใบไม้ปลิว เขาจึงรีบคว้าหลี่หมิงติดมือออกไปด้วยกัน


    ผู้อาวุโสก้าวยืนกลางลาน เสียงของท่านดังขึ้นอีกครั้ง


    “บุตรของเจ้าพ่ายแพ้แล้ว ยังคิดฆ่าคู่ต่อสู้อย่างมิยุติธรรม ถือเป็นการทำผิดกฎอย่างร้ายแรง ไร้คุณสมบัติของผู้บ่มเพาะ ข้าขอตัดสิทธิ์หลี่หมิงจากการทดสอบในปีนี้!”


    เสียงนั้นหนักแน่นดุจค้อนทุบใจ ชายผู้เป็นบิดาเมื่อได้ยินถึงกับใบหน้าซีดเผือด ดวงตาสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะคุกเข่ากระเสือกกระสนเข้ามา "ผู้อาวุโส ได้โปรดเมตตา ให้โอกาสบุตรชายข้าอีกสักครั้งเถิด เขายังเยาว์วัย ยังมีโอกาสแก้ไขความผิดพลาด"


    แต่ผู้อาวุโสเจ็ดกลับแค่นเสียง “โอกาสหรือ? เจ้าทำลายโอกาสของเขาด้วยตัวเองแล้ว! ไสหัวออกไป!”


    เสียงนั้นเปี่ยมด้วยอำนาจจนผู้คนโดยรอบต่างสั่นสะท้าน เจ้าสำนักบูรพาวายุเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมรับความจริง ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น เขาเหลือบมองอวี้เหวินซึ่งยังบาดเจ็บอยู่ด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะอุ้มหลี่หมิงจากไปอย่างเงียบงัน


    ผู้ชมทั้งสนามตกอยู่ในภาวะช็อก ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเรื่องจะพลิกผันถึงเพียงนี้


    เสียงพูดคุยพลันดังขึ้นสนั่นทั่วลานประลอง


    “นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” “อวี้เหวิน...แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” “เทพกระบี่อัสนีแห่งสำนักบูรพาวายุ พ่ายแพ้ไม่พอ ยังถูกตัดสิทธิ์อีก...”


    ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ผู้อาวุโสเจ็ดหันไปยังอวี้เหวินอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอันหนักแน่น


    “อวี้เหวิน เป็นผู้ชนะของการประลองรอบนี้”


    จากนั้นเขากล่าวต่อ “และในรอบสุดท้าย...จะเป็นการประลองระหว่างอวี้เหวิน กับ เซี่ยชิงหลัว ส่วนอันดับของผู้แพ้จะจัดตามคะแนนรวมของทั้งสามด่าน จากเดิมอันดับที่ 4 ถึง 6 จะกลายเป็น 3 ถึง 5 แทน ทั้งนี้จะใช้คะแนนรวมทั้งหมดเพื่อสรุปอันดับศิษย์ใหม่ทั้ง 17 คนในปีนี้”


    ขณะกล่าวยังไม่ทันจบ ร่างหนึ่งก็เดินเข้าสู่ลานประลองอย่างเงียบงัน


    เซี่ยชิงหลัว ในชุดขาวบางเบาดั่งหมอกเหนือหุบหิมะ ดวงหน้างามล้ำ ผิวพรรณราวหิมะแรกแห่งปี สายตาของนางสงบนิ่งราวสระน้ำในฤดูหนาว นางเหลือบมองอวี้เหวินเพียงแวบ ก่อนจะหันไปประสานมือกับผู้อาวุโส


    “ข้าขอยอมแพ้” เสียงของนางนุ่มนวลดั่งสายลม ลึกซึ้งแต่แน่วแน่


    ทั่วทั้งลานประลองพลันเงียบงันราวต้องมนต์ ก่อนเสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง


    “นางขอยอมแพ้?!” “เพราะไม่อยากสู้กับอวี้เหวินที่บาดเจ็บ...หรือเพราะเกรงกลัว?”


    ผู้อาวุโสเจ็ดมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า


    “อวี้เหวิน ชนะการประลองรอบสุดท้ายนี้ และเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งของการประลองศิษย์ใหม่ปีนี้”



    เสียงประกาศนั้นดังก้องสะท้อนอยู่ในใจของทุกผู้คน ราวเสียงมังกรคำรามในหุบเหว


    ผู้คนพากันครุ่นคิด ปีนี้...ตำหนักมังกรเมฆา เหตุการณ์กลับตาลปัตรยิ่งนัก อัจฉริยะทั้งห้า พ่ายแพ้ อัจฉริยะบางคนยอมแพ้ เด็กหนุ่มไร้นาม กลับขึ้นสู่จุดสูงสุด ท่ามกลางพายุแห่งเสียงวิจารณ์ ราวกับวันนี้วันเดียว...สวรรค์ช่างบรรจงแต่งแต้มให้พวกเขาได้ลิ้มรสทุกอารมณ์แห่งความเป็นมนุษย์


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน