ข้อเสนอที่ชายชราจินเกอได้มอบให้นั้น มันเป็นสิ่งที่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งไม่เคยนึกฝันถึงมาก่อนเลยในชีวิต
สำหรับผู้ที่เกิดมาในครอบครัวธรรมดา ไร้ภูมิหลัง ไร้สายเลือดอันสูงส่ง หรือแม้แต่การศึกษาในสำนักใหญ่
วิหารแห่งการลงทัณฑ์ก็ถือเป็นสถานที่สูงส่งและอยู่ไกลเกินเอื้อม เป็นแหล่งรวมของจอมเวทย์ผู้เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง และเป็นศูนย์กลางแห่งการลงโทษ ปราบปราม และพิพากษาความชั่วร้าย พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนทั้งหลายต่างเงยหน้ามองด้วยความเคารพบูชา
สำหรับหญิงสาวที่มีเพียงแว่นหนาๆ และชุดสีเรียบเชยติดกายมาตลอดชีวิตแล้ว โอกาสเช่นนี้เปรียบดั่งฟ้าประทาน
แน่นอนว่าใครๆก็ย่อมต้องการให้ตนเองและครอบครัวได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ซึ่งมันก็เป็นจุดหมายปลายทางอันสูงค่าของเหล่าผู้วิวัฒน์ที่มีภูมิหลังธรรมดาทุกคน
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงไม่ลังเลที่จะตอบรับคำเชิญนั้นด้วยความมุ่งมั่นและตื่นเต้นผสมความกล้า
“หะ.. หนูอยากจะเข้าร่วมวิหารแห่งการลงทัณฑ์เจ้าค่ะ หนูจะเป็นจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์อย่างแน่นอน!”
เมื่อหญิงสาวตอบรับอย่างหนักแน่น ใบหน้าและท่าทางของผู้อาวุโสจินเกอก็เปลี่ยนไปเป็นความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
ชายชราก้าวเข้าไปใกล้พร้อมยกมือขึ้นตบไหล่ของเธอเบาๆ
แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คิ้วดกหนานั้นเปล่งประกายออกมาราวกับได้รับขุมทรัพย์ที่มีค่าเกินประมาณ
“ดีมาก! เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลย!”
“ไว้รอให้พิธีกรรมปลุกพลังผู้วิวัฒน์ของทุกคนเสร็จสิ้นก่อน ข้าจะพากลับไปยังวิหารจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์เพื่อหาท่านผู้นำสาขาทันที!”
คำพูดของชายชราเปล่งออกมาดังชัดเจนต่อหน้าผู้คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ในห้องโถงแห่งพิธี
ทำให้หลายสายตาพลันหันไปมองหญิงสาวแว่นด้วยความตกตะลึง
บางคนเบ้หน้า บางคนกำมือแน่นด้วยความอิจฉา บางคนกัดฟันกรอดโดยไม่รู้ตัว
เพราะโอกาสเช่นนี้ไม่มีใครอยากให้คนอื่นคว้าไปก่อนหน้าตน และเมื่อสายตาเหล่านั้นหันกลับไปยังอีกสองคนที่ยืนอยู่มุมด้านข้างของลานพิธี หนึ่งคือชายวัยกลางคนอู่หมิงซื่อ อีกหนึ่งคือหญิงสาวร่างเพรียวใบหน้านิ่งเย็นนามเยว่ฉาน
ทั้งสองต่างเป็นตัวแทนจากวิหารสายอื่น โดยอู่หมิงซื่อสังกัดวิหารแห่งการสังหาร ส่วนเยว่ฉานมาจากวิหารแห่งนักฆ่า
พวกเขาไม่อาจปิดบังสีหน้าที่ตกตะลึงของตนได้เลย
แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่สายตาที่ชายชราจินเกอมองมาก็เข้าใจได้ทันทีว่า เขากำลังใช้อำนาจในฐานะรองผู้นำวิหารจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์สาขาเมืองหยางหมิง กดดัน และแสดงแสนยานุภาพของตนอย่างเปิดเผย
การฉวยโอกาสเช่นนี้มีจุดมุ่งหมายเดียว
คือการแย่งชิงผู้มีพรสวรรค์ระดับจักรพรรดิที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะโผล่มาจากหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด
หากเป็นแบบนี้ต่อให้วิหารแห่งการสังหาร หรือวิหารนักฆ่าจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่อาจแย่งชิงเธอกลับมาได้อีกต่อไป
“วันนี้ช่างโชคดีจริงๆ เอาละพวกเจ้าก็เริ่มกันต่อเลยเถอะ!”
จากนั้นเสียงของจินเกอก็ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อเร่งให้พิธีกรรมดำเนินต่อ
ชายหนุ่มหญิงสาวที่เหลืออีกสิบกว่าคนก็ได้เริ่มทยอยขึ้นไปบนแท่นพิธีกรรมตามลำดับ
เมื่อแสงวงเวทค่อยๆสว่างขึ้นทีละดวง เงาร่างของอาณาจักรต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์ของแต่ละคนก็ได้แสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วงศักดิ์สิทธิ์นิลกาฬ ศักยภาพระดับสูง ร่างของแมลงขนาดใหญ่ปีกแข็งสีดำสนิทปรากฏออกมาพร้อมเสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง
แมงมุมเพลิงโลกันต์ ศักยภาพระดับกลาง สิ่งมีชีวิตแปดขาเปลวเพลิงลุกท่วมปะทุความร้อนออกมาจากลวดลายวงเวท
ตะขาบน้ำแข็ง ศักยภาพระดับกลาง เงาของสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกน้ำแข็งปกคลุมไปทั้งตัวเคลื่อนช้าๆใต้ผิวหิน
ผีเสื้อพายุ ศักยภาพระดับกลาง เงาร่างของปีกสีเงินปลิวสยายกลางสายลมหมุนแรงแสดงถึงความเร็วและพลังควบคุมอากาศ
ภูตแห่งเปลวเพลิง ศักยภาพระดับราชา ลูกไฟสีทองแดงหมุนวนรวบรวมเป็นรูปร่างของภูติน้อยเปล่งแสงอัคคีวูบไหว
ซอมบี้นักรบ ศักยภาพระดับแรกเริ่ม ร่างอันเปื่อยยุ่ยแต่ถือดาบสนิมขนาดใหญ่ปรากฏในท่าถือดาบแนวตั้งอย่างช้าๆ
พรายหมอก ศักยภาพระดับกลาง หมอกสีฟ้าอมเขียวหมุนวนเกิดเป็นเงาร่างเลือนรางแฝงตัวอยู่ในม่านพลัง
ทุกคนที่ได้รับการปลุกพลังของตนเองต่างก็แสดงอารมณ์ออกมาอย่างแตกต่างกัน
บางคนแหงนหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ บางคนทรุดตัวลงร้องไห้โดยไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง บ้างก็กำหมัดแน่นแสดงความตั้งใจว่าจะต้องฝ่าฟันและไขว่คว้าอนาคตที่อยู่เบื้องหน้าแม้ศักยภาพจะต่ำต้อยก็ตาม
กระทั่งมาถึงสองคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ปลุกพลัง
ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือครึ่งโอเกอร์อย่างไคจิน และฮาฟเอลฟ์อย่างโอดินที่ยืนมองสถานการณ์ทั้งหมดอย่างสงบนิ่ง
ร่างสูงใหญ่ของไคจินที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและพลังชีวิตดูจะมีความตื่นเต้นแฝงอยู่ในแววตาเล็กน้อย
ขณะที่โอดินผู้มีใบหน้าเรียบนิ่งเสมอไม่ว่าจะเกิดเรื่องใด กำลังยืนมองวงเวทด้วยแววตาลึกซึ้ง
“โอดิน.. เจ้าจะปลุกพลังก่อนเลยหรือไม่?”
ไคจินถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและมุ่งมั่น ร่างใหญ่ของเขาแฝงความมาดมั่นของนักรบไว้ในทุกท่วงท่า
โอดินเองก็ส่ายหัวเบาๆ แล้วผายมือออกอย่างสุภาพ
“เชิญเจ้าไปก่อนเลย ข้าขอเป็นคนสุดท้ายดีกว่า!”
ในตอนนั้นเอง ทุกสายตาภายในห้องโถงก็พุ่งเป้ามายังทั้งสองคนราวกับถูกดูดเข้าไปในสนามพลังบางอย่าง
เพราะพวกเขาทั้งคู่คือลูกผสมแห่งสายเลือดที่ครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์ แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่
ซึ่งความพิเศษนี้เองทำให้พวกเขาต่างจากคนทั่วไป และแน่นอนว่าศักยภาพของเผ่าพันธุ์โอเกอร์รวมถึงเอลฟ์ปกติแล้วย่อมสูงกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างมากอยู่แล้ว ดังนั้นความคาดหวังของผู้คนจึงพุ่งสูงเป็นเท่าทวี
“มาเลยเจ้าหนูร่างใหญ่ การปลุกพลังนี้จะตัดสินศักยภาพและพรสวรรค์ของเจ้าอย่างชัดเจน”
“เจ้าคือโอเกอร์สายเลือดบริสุทธิ์ที่มีมนุษย์อยู่ครึ่งหนึ่งในตัว แต่นี่คือคุณสมบัติพิเศษที่มีแค่เผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้นที่จะได้รับ!”
“ความสามารถในการสุ่มศักยภาพจากเผ่าพันธุ์อื่นๆที่มีอยู่ในดินแดนทรินิตี้เซเว่น”
“ถ้าไม่ผิดคาด.. เจ้าก็อาจจะได้รับพลังของโอเกอร์บริสุทธิ์ หรืออาจทะลุทะลวงไปถึงโอเกอร์โบราณในตำนานเลยก็ได้”
“แต่ในทางกลับกัน หากโชคไม่ดี เจ้าก็อาจได้รับพลังจากเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่ามาก ทว่าหากโชคดีถึงขีดสุด เจ้าอาจจะได้พลังอำนาจแห่งเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่โบราณผสานกับสายเลือดของโอเกอร์และมนุษย์ เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตลูกผสมที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ก็เป็นไปได้!”
ชายชราจินเกอและทั้งสองคนที่รู้ดีถึงคุณค่าของสายเลือดลูกครึ่งต่างก็ให้ความคาดหวังกับพวกเขาอย่างสูง
ตัวของไคจินเองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งกำหมัดแน่น กระแทกเข้าที่อกของตนเองหนึ่งครั้งพร้อมกับคำรามออกมาด้วยความมุ่งมั่น
“เข้าใจแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เส้นทางของข้า จะต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น!!”