ลานประลองที่สอง จงหมิ่นกำลังเผชิญหน้าอวี้จาง
หลังจากที่อวี้จางรับการโจมตีการคลื่นดาบของจงหมิ่น ทำให้เขารับรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา จงหมิ่นสามารถใช้การโจมตีกระบวนท่าแรกเพื่อหาจุดอ่อนของลมปราณทมิฬจนพบ ตลอดมาเรื่องแบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นก็เพราะว่าตลอดมาคนที่ปะทะอวี้จางอย่างมากก็มีปราณธาตุเพียงไม่กี่ธาตุเท่านั้น แต่ว่าจงหมิ่นกลับมีพลังภายในถึงห้าธาตุ
"ข้ายอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่ง แต่หากคิดชนะข้ายังเร็วไป!"อวี้จางกล่าว ตัวของเอวี้จางย่อมต้องมีความมั่นใจภายในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น นั่นก็เพราะว่าอวี้จางก็เป็นประเภทพวกที่ชื่นชอบในการต่อสู้ ตั้งแต่เด็กๆ เขามักจะประลองกับผู้อื่นเป็นประจำ รวมถึงเคยปะทะกับคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว ตัวเขาที่มาจากทวีปหมื่นภูผายังเคยประลองกับแปดตระกูลใหญ่ของหอคอยวิญญาณ หรือแม้กระทั่งประลองกับอัจฉริยะแห่งแดนจ้าวสมุทรอย่างตงฟางชุน เขาก็ยังสามารถชนะได้ภายในสิบกระบวนท่า มีเพียงเนี่ยหลุนเท่านั้นที่เขาเคยประลองด้วยแล้วพ่ายแพ้ เป็นความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวในชีวิตของอวี้จาง
“ดูจากความสามารถของเจ้าแล้ว คงยังไม่อาจเอาชนะข้าภายในเก้ากระบวนท่า” จงหมิ่นกล่าว เพราะว่าอีกฝ่ายเคยกล่าวว่าข้าคงจะทนได้เพียงแค่เก้ากระบวนท่าเท่านั้น
“หือ? ประเมินความสามารถของตนเองสูงเสียจริง” อวี้จางกล่าว แม้ว่าเขาจะกล่าวด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย แต่ภายในใจเริ่มรู้สึกโมโหชายตรงหน้าขึ้นมาไม่น้อย
“ลมปราณทมิฬของเจ้าแม้ว่าจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ไร้เทียมทาน” จงหมิ่นกล่าว หลังจากการปะทะกันเพียงสองกระบวนท่า ในตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าจะสามารถใช้วิธีใดได้บ้างในการรับมืออีกฝ่าย
“ถ้าคิดแบบนั้นก็รับมือให้ได้แล้วกัน” อวี้จางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง คลื่นดาบซ่อนธาตุ
ตัวดาบที่ยังไม่ถูกนำออกมาจากฝักดาบทั้งหมด ได้มีคลื่นพลังสีดำผนึกไว้ยังตัวดาบ ฟาดฟันคลื่นดาบสีดำทมิฬส่งตรงไปยังตัวของจงหมิ่น คลื่นพลังที่สามารถสัมผัสจากคลื่นดาบสีดำได้นั้นมีความรู้สึกที่เย็นยะเยือกและสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่รุนแรงภายในคลื่นดาบนั้น
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง คลื่นดาบซ่อนธาตุ
จงหมิ่นฟาดฟันคลื่นดาบไร้สีฟาดฟันกลับไปเช่นเดียวกัน แต่ความรู้สึกของคลื่นดาบไร้สีที่สามารถสัมผัสได้คือความสงบนิ่ง ที่ไร้ความรุนแรงภายในคลื่นดาบ คลื่นดาบทั้งสองแฝงไว้ด้วยพลังของครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งดาบเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือพลังธาตุที่อยู่ภายในคลื่นดาบทั้งสอง การที่จะหาผู้แพ้ชนะได้ย่อมต้องหาจากความเหนือกว่าของพลังธาตุ
ตูม!!! เพียงแค่การปะทะกันสองคลื่นดาบทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น
‘เกิดการระเบิด? ได้ยังไงกัน? แม้ว่าจะไม่สามารถดูดกลืนพลังของอีกฝ่ายได้ทั้งหมด แต่ก็ควรดูดกลืนพลังธาตุภายในนั้นได้มากกว่าครึ่ง เหตุใดจึงเกิดการระเบิดได้’ อวี้จางคิดอย่างไม่เข้าใจ หากจะเกิดการระเบิดได้ย่อมต้องหมายความว่าลมปราณทมิฬของเขาไม่สามารถที่จะดูดกลืนพลังของอีกฝ่ายได้
นั่นก็เพราะว่าภายในคลื่นดาบไร้ลักษณ์ แม้ว่าจะมีพลังของธาตุเพลิงและธาตุอัสนี แต่ก็ยังมีพลังของปราณไร้ธาตุไว้ด้วย ปราณไร้ธาตุลมปราณแห่งความเป็นกลางที่สามารถประสานเข้าได้ทุกธาตุ
การทำงานของลมปราณทมิฬ ก็คือ การสลายธาตุแล้วค่อยดูดกลืนเข้าไปภายใน แต่ว่าลมปราณไร้ธาตุนอกจากจะช่วยการประสานของธาตุที่ต่างกันได้แล้ว ยังสามารถที่จะทำให้ธาตุอื่นๆ เกิดคุณสมบัติที่กลายเป็นกลาง ไม่แสดงคุณสมบัติของลมปราณธาตุออกมา ปราณทมิฬของอวี้จางจึงไม่สามารถสลายลมปราณไร้ธาตุได้ เพราะแบบนั้นเมื่อคลื่นดาบทั้งสองปะทะกันจึงเกิดการระเบิดแทนที่จะเกิดการดูดกลืนของปราณทมิฬ
ในตอนนี้ทั้งจงหมิ่นและอวี้จางต่างจ้องหน้ากันโดยไม่กะพริบตา อวี้จางรับรู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่อาจจัดการได้โดยง่าย การที่อีกฝ่ายสามารถบรรลุถึงครึ่งก้าวแห่งดาบเช่นเดียวกับเขาก็สามารถบอกได้แล้วว่าอีกฝ่ายมีความสามารถมากเพียงใด เพียงแต่เพราะว่าเขาคือผู้ที่สามารถบรรลุครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงได้ถึงสองอย่างคือ ครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงแห่งดาบและครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงแห่งความมืด จึงไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดลมปราณธาตุของเขาจึงไม่สามารถดูดกลืนพลังของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์ เพราะว่าพลังที่เขาสามารถสัมผัสได้จากพลังธาตุของอีกฝ่ายคือพลังแห่งแก่นแท้ ไม่สมควรที่จะต่อต้านพลังของครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงได้อย่างที่เขาเห็น
'หรือว่า..เจ้านั้นจะมีพลัง คล้ายๆกับของเนี่ยหลุน'อวี้จางคิดไปถึงชายเพียงคนเดียวที่เขาเคยผ่ายแพ้ เพราะว่าปราณทมิฬของเขาก็ไม่อาจกลืนกินพลังของอาคมดาราได้อย่างสมบูรณ์
‘เหมือนว่าเจ้านั่นจะยังสัมผัสไม่ได้ ว่าสิ่งที่ข้าบรรลุคือเจตจำนงแห่งการประสาน’ ตั้งแต่ภายในนิยายที่ลุคเคยอ่าน จงหมิ่นจะบรรลุแก่นแท้แห่งการประสานในขณะที่พลังธาตุจะอยู่เพียงระดับชำนาญเท่านั้น เพราะภายในนิยายนั้นเขาจะเน้นเพียงแค่การประสานลมปราณธาตุให้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้ฝึกพื้นฐานความเข้าใจของพลังธาตุ
แต่ในตอนนี้เขาฝึกพื้นฐานของแต่ละธาตุอย่างช่ำชองจนสามารถบรรลุ แก่นแท้แห่งธาตุของเพลิง วายุ วารี ปฐพี อัสนี ได้ทั้งหมด ส่วนพลังแห่งการประสานนั้นในตอนนี้เขาสามารถบรรลุถึงขั้นเจตจำนงได้แล้ว จงหมิ่นคืออีกคนในกลุ่มนอกจากเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่สามารถบรรลุถึงขั้นเจตจำนงได้ เพียงแต่เจตจำนงแห่งการประสานนั้นสามารถที่จะสัมผัสได้ยาก ต่อให้จงหมิ่นใช้ออกมาตรงหน้า ก็แทบจะไม่มีใครสามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้เลยว่านั่นคือเจตจำนงแห่งการประสาน เพราะว่าเจตจำนงแห่งการประสานจะช่วยเพียงแค่ให้สามารถประสานธาตุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเพียงเท่านั้น อาจจะเป็นเจตจำนงที่ไร้ประโยชน์กับผู้อื่น แต่เป็นเจตจำนงที่แข็งแกร่งยิ่งนักเมื่ออยู่ภายในมือของจงหมิ่น
“กระบวนท่าที่สามแล้วนะ” จงหมิ่นกล่าว
“ชิ” อวี้จางส่งเสียงผ่านลำคออย่างขัดใจ “ถ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งขนาดนั้นก็ลองรับมือกระบวนท่านี้ดู”
ลมปราณทมิฬ อาณาเขตอนันตกาล
อวี้จางปลดปล่อยพลังลมปราณของตัวเองออกมาอย่างรุนแรง แทรกแซงลมปราณทมิฬของตนเองเข้าสู่อากาศ แสงสว่างภายในลานประลองค่อยๆ หายไปทีละน้อย จนกระทั่งภายในลานประลองมืดสนิท เมื่อลานประลองทั้งหมดมืดสนิทลงใบดาบของจงหมิ่นที่ถูกสร้างขึ้นจากลมปราณก็ค่อยๆ เกิดความไม่เสถียรแล้วจางหายไปทีละน้อย
‘แทรกแซงความมืดของตัวเอง สร้างเป็นอาณาเขตเพื่อดูดกลืนพลังของศัตรู ขนาดใบดาบนี้มีคุณสมบัติของปราณเพลิงและปราณอัสนี ยังถูกทำให้สลายไปอย่างรวดเร็ว เป็นอาณาเขตที่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่ใช้ปราณธาตุยิ่งนัก’ จงหมิ่นยอมรับว่าอีกฝ่ายมีความสามารถจริงๆ หากเป็นผู้ที่ใช้พลังปราณธาตุคนอื่นย่อมต้องลนลานอย่างแน่นอน เพราะว่าภายในอาณาเขตที่มืดมิดแห่งนี้ หากใช้ลมปราณธาตุออกมาลมปราณธาตุจะถูกดูดกลืนอย่างรวดเร็ว
อวี้จางจ้องมองจงหมิ่นผ่านความมืด เขาคิดว่าตนเองเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถมองเห็นภายในความมืดแห่งนี้ได้ นั่นก็เพราะว่าภายในอาณาเขตแห่งนี้นอกจากจะดูดกลืนลมปราณธาตุแล้ว ยังปิดบังการรับรู้ผ่านสัมผัสปราณ อีกฝ่ายย่อมไม่สามารถที่จะสัมผัสถึงตัวตนเขาได้อย่างแน่นอน อวี้จางจึงค่อยๆ เดินเข้าหาจงหมิ่นอย่างช้าๆ คิดจะให้จงหมิ่นกดดันอยู่ภายในความมืดเพราะไม่อาจรับรู้ได้ว่าจะโดนโจมตีเมื่อไหร่
‘เสวี่ยหานเอ๋อร์ มองเห็นอีกฝ่ายหรือไม่’ จงหมิ่นถามเสวี่ยหานเอ๋อร์ผ่านยันต์สื่อสาร ตั้งแต่ที่พลังของเสวี่ยหานเอ๋อร์ตื่นขึ้นนอกจากจะทำให้เสวี่ยหานเอ๋อร์ใช้ได้ทั้งพลังปราณ พลังจิต พลังวิญญาณ ยังทำให้นางสามารถเห็นพลังชีวิตภายในสิ่งมีชีวิตได้ นั่นคือความสามารถของร่างพฤกษาพิสุทธิ์ เสวี่ยหานเอ๋อร์จึงสามารถของเห็นพลังชีวิตของอวี้จางได้อย่างชัดเจนแม้ว่าโดนรอบจะมือขนาดไหนก็ตาม
‘เห็นเจ้าค่ะ หลับตาซ้ายลงสิเจ้าคะ’ เสวี่ยหานเอ๋อร์ตอบจากนั้นควบคุมยันต์สื่อสารของอูหลินเฟิง เพราะว่านางเองก็สามารถใช้พลังทั้งสามสายได้ จึงสามารถควบคุมพลังยันต์สื่อสารของอูหลินเฟิงได้ดีกว่าผู้อื่น จึงแบ่งปันการมองเห็นของนางให้จงหมิ่น
จงหมิ่นเลือกที่จะเปลี่ยนดาบในมือเก็บดาบไร้ลักษณ์ ในเมื่ออาณาเขตแห่งนี้สามารถดูดกลืนลมปราณธาตุได้อย่างรุนแรง จึงนำดาบอีกเล่มออกมาแทน เป็นดาบที่มีใบดาบที่ยาวกว่าดาบทั่วไป จงหมิ่นโคจรลมปราณผนึกไปยังเท้าของตนเอง ออกท่าเท้าของตนพุ่งเข้าหาอวี้จางทันที
‘อะไรกัน!! เหตุใดมันถึงโจมตีมายังตำแหน่งของข้า เดาสุ่มงั้นหรือ?’ อวี้จางเลือกที่จะไม่นำดาบของตนเองเข้าปะทะ เพราะว่าถึงแม้จะแย่งชิงสัมผัสปราณของจงหมิ่นได้ แต่ว่าอาณาเขตแห่งนี้ไม่ได้ปิดกั้นเสียงย่อมต้องสามารถได้ยินอย่างชัดเจนเช่นเดิม หากเกิดการปะทะกันของดาบอีกฝ่ายจะต้องรับรู้ตำแหน่งและโจมตีอย่างต่อเนื่องแน่นอน อวี้จางเลือกที่จะใช้ท่าเท้าของตนเองหลบหลีกดาบนั้น แต่ว่าจงหมิ่นก็ได้ฟาดฟันดาบที่สองโจมตีไปยังตำแหน่งของอวี้จางอย่างแม่นยำ
‘เห็นงั้นเหรอ! ได้ยังไงกัน?’ อวี้จางที่สนใจเพียงแต่จงหมิ่น ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าทั้งเสวี่ยหานเอ๋อร์และจงหมิ่นว่าทั้งสองต่างปิดตาข้างเดียวกัน หลังจากนั้นอวี้จางจึงเลือกที่จะหลบหลีกต่อไปแต่ผลปรากฏว่าจงหมิ่นยังคงสามารถโจมตีฟาดฟันไล่ตามร่างของอวี้จางได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาภายในอาณาเขตแห่งนี้ เขาจึงเลือกที่จะใช้ดาบของเขาปะทะกับอีก
เช้ง!! เสียงของดาบสองเล่มปะทะกันภายในความมืด ดาบทั้งสองเล่มต่างต้านกันภายในความมืดอย่างเท่าเทียม ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถผลักดันอีกฝ่ายออกไปได้
“ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถสัมผัสถึงตัวตนของข้าได้ภายในอาณาเขตแห่งนี้ แต่เจ้าไม่สามารถใช้ลมปราณธาตุได้ภายในอาณาเขตแห่งนี้ได้ อีกไม่เกินสองกระบวนท่าเจ้าได้พ่ายแพ้อย่างแน่นอน” อวี้จางกล่าว เพียงแค่การปะทะดาบเขาก็รู้แล้ว ในตอนนี้ดาบของอีกฝ่ายรวบรวมไว้เพียงแค่ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งดาบเท่านั้น แต่เขาในตอนนี้ยังสามารถใช้ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งความมืดได้อยู่ ที่ตัวดาบของอวี้จางค่อยๆ มีปราณทมิฬไหลเข้าไปผนึกไว้ภายใน ดาบที่เคยต่อต้านกันอย่างเท่าเทียมไม่ได้เท่าเทียมกันอีกต่อไป ดาบของอวี้จางค่อยๆ ดันดาบของจงหมิ่นออกไปเรื่อยๆ
“แน่ใจงั้นหรือว่า ข้าจะไม่สามารถใช้ลมปราณธาตุภายในที่แห่งนี้ได้” เมื่อกล่าวจบ จงหมิ่นโคจรลมปราณของตัวเองด้วย ใช้ปราณไร้ธาตุเป็นแกนหลักผนึกปราณไร้ธาตุลงไปในตัวดาบ การปะทะกันของทั้งสองจึงกลับมาเท่าเทียมอีกครั้ง
‘อีกแล้วเจ้านี่!! สามารถใช้ลมปราณภายในนี้ได้ ทำได้ยังไงกัน เหมือนกับเจ้านั่นเลย!!’ ภายในใจของอวี้จางตกตะลึงเป็นอย่างว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เขาเคยเจอมาก่อน เหมือนกับตอนที่เขาสู้กับเนี่ยหลุน อาณาเขตลมปราณทมิฬของเขาไม่สามารถที่จะกลืนกินอาคมดาราสิบแฉกของเนี่ยหลุนได้
เพลงดาบไร้ลักษณ์ กระบวนท่าที่หนึ่ง คลื่นดาบซ่อนธาตุ
ในครั้งนี้จงหมิ่นใช้เจตจำนงแห่งการประสาน ประสานปราณไร้ธาตุของตนเองไว้ภายในคลื่นดาบไร้ลักษณ์ และคลื่นดาบไร้ลักษณ์แต่ละอันยังมีคุณสมบัติของปราณธาตุที่แตกต่างกัน
วิชาดาบปราณทมิฬ กลืนกินท้องนภา
อวี้จางประสานลมปราณทมิฬลงยังดาบของตนเองออกกระบวนท่าเพื่อป้องกัน ยิ่งปะทะเพื่อป้องกันคลื่นดาบที่เข้ามาภายในใจยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเท่านั้น ‘คลื่นดาบแต่ละอัน มีพลังที่แฝงไว้แตกต่างกัน บางอันร้อน บางอันเย็น บางอันหนัก บางอันเบา บางอันเฉียบคม บ้าน่า ใช้คุณสมบัติธาตุภายในอาณาเขตอนันตกาลเนี่ยนะ’
“กระบวนการท่าที่สี่แล้วนะ” จงหมิ่นกล่าว พร้อมกับจ้องมองไปยังความมืด แต่ในด้านของอวี้จาง ดวงตาของจงหมิ่นจ้องมองมาที่อวี้จางอย่างแน่วแน่
“ลองรับการโจมตีของข้าบ้าง” จงหมิ่นนำดาบไร้ลักษณ์ที่เก็บลงไปออกมาอีกครั้ง โคจรลมปราณเพลิงและวารีของตนเองประสานลงไปในดาบไร้ลักษณ์
เคล็ดวิชาดาบเพลิงวารี ดาบทลายกฏเกณฑ์ จงหมิ่นประสานปราณเพลิงและวารีสร้างเป็นดาบสีม่วงที่สวยงามขึ้นมา แสงสีม่วงนั้นเปล่งประกายในความมืด
‘ดาบอะไรกัน!!’ อวี้จางเพียงแค่เห็นใบดาบสีม่วงนั้น สัญชาตญาณภายในร่างของเขาก็กู่ร้องถึงความอันตรายออกมา ทั้งๆ ที่ดาบสีม่วงนั้นไม่ได้มีคลื่นพลังที่รุนแรงและส่งพลังที่อันตรายออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่อวี้จางก็เลือกเชื่อสัญชาตญาณของตนเองกระโดดออกมาอย่างรวดเร็ว และยังทิ้งระยะห่างจากจงหมิ่นยิ่งกว่าเดิม จงหมิ่นทดลองแกว่งดาบสีม่วงในความมืด สิ่งที่ปรากฏก็คือบริเวณที่ดาบสีม่วงฟาดผ่าน ลมปราณทมิฬถูกลบล้างออกไปสามารถมองเห็นบริเวณนั้นได้อย่างชัดเจน
“คิดว่าเจ้าจะสามารถรับดาบนี้ของข้าได้หรือไม่” จงหมิ่นกล่าว พร้อมกับชี้ดาบสีม่วงไปยังอวี้จาง
ในครั้งนี้อวี้จางกลับไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณภายในร่างกายบอกเพียงอย่างเดียวว่าให้หนีจากดาบสีม่วงนั้นให้ไกลที่สุด แต่ว่าเขาคือลูกศิษย์อันดับหนึ่งของสถาบันเทพราชัน จะให้หนีการต่อสู้อย่างนั้นหรือ นั่นเป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันทำเป็นอันขาด
“คิดว่า เพียงแค่สามารถใช้ลมปราณธาตุภายในอาณาเขตอนันตกาลของข้าได้แล้วจะสามารถชนะได้งั้นหรือ น่าขัน” อวี้จางกล่าว ตอนนี้ขอรับรู้จากสัญชาตญาณภายในร่างกายแล้วว่าอีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งที่อาจจะเหนือยิ่งกว่าเนี่ยหลุน เพราะฉะนั้นเขาจะใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของตนเองเพื่อชนะ
ดาบปราณทมิฬ กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ลมปราณแห่งความมืดที่รุนแรงประสานเข้าไปยังดาบบนมือของอวี้จาง ความรุนแรงและพลังกดดันนั้นมากเสียยิ่งกว่าดาบไหนๆ ที่อวี้จางเคยใช้ออกมา ทุกคนที่อยู่บนเวทีสามารถสัมผัสได้ว่าลมปราณรอบๆดาบกำลังโดนดูดกลืนอย่างต่อเนื่อง และ ยังสามารถสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตและจิตสังหารที่รุนแรงได้อย่างชัดเจน อวี้จางตวัดดาบของตนเองส่งคลื่นดาบตรงหน้าหาจงหมิ่น คลื่นดาบสีดำกลืนกินอากาศและลมปราณรอบๆ ความรุนแรงของมันยิ่งระยะไกลยิ่งรุนแรง
จงหมิ่นทำเพียงแค่ยกดาบของตนเองให้สูงเหนือหัว จากนั้นฟาดฟันลงมาเป็นแนวตรง ควบคุมความยาวของดาบให้ยาวขึ้นฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง เข้าหากระบวนท่าที่โจมตีออกมา ในตอนที่จงหมิ่นต่อสู้ภายในตระกูลโอวหยาง ตอนนั้นเขามีพลังลมปราณชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นต้น เมื่อใช้กระบวนประสานของเพลิงและวารี สามารถสังหารราชันขั้นต้นอย่างง่ายดาย ในตอนนี้ที่เขาเป็นชนชั้นจอมยุทธขั้นสูง สามารถควบคุมวิชาทลายกฎเกณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์และประสานได้อย่างรวดเร็ว การฟาดฟันที่ไร้คลื่นพลังทำลายนั้น สามารถบดขยี้และทำลายความมืดของอวี้จางอย่างง่ายดาย
การฟาดฟันนี้ไม่ได้ทำลายเพียงความมืดเท่านั้น แต่ทำลายกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของอวี้จาง ทำลายความเชื่อมั่นและความหยิ่งยโสของลูกศิษย์อันดับหนึ่งสถาบันเทพราชันได้อย่างง่ายดาย อาณาเขตแห่งความมืดถูกทำลายลงพร้อมๆ กับกระบวนท่าของอวี้จาง
เพียงการฟาดฟันดาบลงครั้งเดียว อาณาเขตอนันตกาลและคลื่นดาบสีดำโดนผ่าทำลายลงไปอย่างง่ายดาย ด้วยดาบสีม่วงที่สงบนิ่งไร้คลื่นพลังอันรุนแรงไหลออกมา รวมถึงดาบของจงหมิ่นยังสามารถโจมตีไปยังร่างกายของอวี้จาง
"บ้าน่า..."อวี้จางมองไปยังภาพตรงหน้าอย่างตะลึง ไม่ว่าจะเป็นอาณาเขตอนันตกาล เพลงดาบอันแข็งแกร่ง รวมถึงเลือดที่กำลังไหลออกมาจากบาดแผล ร่างของอวี้จางค่อยทรุดตัวลงไปอย่างช้าๆ
ภาพที่ทุกคนเห็นผ่านหน้าจอของลานประลองคือจงหมิ่นและอวี้จาง ที่กำลังต่อสู้กันแล้วอวี้จางใช้อาณาเขตแห่งความมืดปิดบังจนไม่อาจมองเห็นภายในการประลองได้ แต่เมื่ออาณาเขตนั้นหายไปสิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือภาพการพ่ายแพ้ของอวี้จาง ร่างของอวี้จางที่ไม่อาจต้านทานพลังของจงหมิ่นได้ ถูกฟาดฟันจนบาดเจ็บสาหัสและสลบไสลอยู่กลางเวที
อันดับที่เจ็ดแห่งร้อยมังกรทะยาน สามารถชนะ อันดับที่สี่ของร้อนมังกรทะยาน
..
..
จบตอน