ตอนที่ 4: ชาหลงจิ่งและ่เวลาแห่งความสงบ
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก ทอแสงสีทองอมส้มฉาบทาบไปทั่วลานสมุนไพริญญา งานรดน้ำและพรวนดินประจำวันเสร็จสิ้นลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอดินชื้นๆ และความสดชื่นของพรรณไม้ที่กำลังเบ่งบาน
หลินเทียนวางอุปกรณ์ทำสวนลงในโรงเก็บของ ก่อนจะเดินตามมู่หรงเสวี่ยไปยังศาลาพักผ่อนหลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมผา เงา ของหลังคาศาลาทอดตัวยาวไปตามพื้นหญ้า บังเกิดเป็พื้นที่ร่มรื่นที่เหมาะแก่การเอนกายพักเหนื่อยยิ่งนัก
บนโต๊ะหินอ่อนกลางศาลา ศิษย์พี่หญิงได้เตรียมป้านชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเคลือบเอาไว้ล่วงหน้า นางค่อยๆ รินน้ำชาสีอำพันก้อนลงในถ้วย ควันบางเบาลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมละมุนที่ทำให้จิตใจสงบลงในพริบตา
"ดื่มชาหลงจิ่ง์สักหน่อยเถิด นี่เป็ใบชาที่อาจารย์ลุงมอบให้ข้าเมื่อเดือนก่อน มันช่วยฟื้นฟูลมปราณและคลายความเหนื่อยล้าได้ดีนัก" มู่หรงเสวี่ยเลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าชายหนุ่ม รอยยิ้มของนางดูอ่อนโยนและปราศจากการเสแสร้ง
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิง" หลินเทียนรับถ้วยชามาประคองไว้ในมือด้วยความระมัดระวัง เขาต้องควบคุมแรงบีบของปลายนิ้วอย่างละเอียดอ่อน เพื่อไม่ให้ถ้วยกระเบื้องบางๆ ใบนี้แหลกละเอียดคามือ
ชายหนุ่มเป่าควันชาเบาๆ ก่อนจะจิบน้ำสีอำพันเข้าไป รสชาติฝาดเฝื่อนเล็กน้อยแต่นุ่มลึกแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ตามมาด้วยความรู้สึกอุ่นวาบที่ไหลลงสู่ช่องท้อง
[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบพลังปราณบริสุทธิ์จากชาหลงจิ่ง์... ทำการดูดซับเพื่อผสานเข้ากับม่านพลังพยุงกาย ระดับพลังงานฟื้นฟูเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน]
เสียงกระดิ่งใสในหัวดังขึ้นแ่เบา หลินเทียนเพียงแค่หลับตาพริ้ม ซึมซับบรรยากาศที่หาได้ยากยิ่งในโลกแห่งการฝึกตนที่มักจะมีแต่การแก่งแย่งชิงดี
"เ้าดูเป็คนเงียบขรึมนะ หลินเทียน ั้แ่เข้าสำนักมา ข้าแทบไม่เคยเห็นเ้าไปสุงสิงกับใครหรือแสดงความทะเยอทะยานอยากจะเลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในเลย" หญิงสาวเอ่ยถามพลางทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า ทิวทัศน์ของทะเลหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบยอดเขาดูงดงามราวกับภาพวาด
"ข้าเพียงแค่ชื่นชอบความสงบขอรับ" ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความจริงใจ "การได้ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของตน ได้มองดูต้นไม้เติบโต และได้ดื่มชาดีๆ สักถ้วยเช่นนี้ สำหรับข้าแล้ว มันมีค่ามากกว่าการได้สมบัติวิเศษหรือเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งเสียอีก"
มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น แววตาของนางปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจระคนชื่นชม ท่ามกลางศิษย์นับพันที่มุ่งมั่นจะปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด ชายหนุ่มตรงหน้ากลับมีความคิดที่เรียบง่ายและปล่อยวางได้อย่างน่าประหลาด
"นั่นสินะ... บางครั้งข้าเองก็เหนื่อยล้ากับการฝึกฝนจนลืมมองดูความงดงามรอบตัวไปเหมือนกัน" นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะยกถ้วยชาของตนขึ้นดื่มบ้าง
สายลมเย็นพัดโชยมา หอบเอาใบไม้แห้งให้ปลิวไสวไปตามลานหิน ทั้งสองคนนั่งเคียงข้างกันในศาลา ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าโดยไม่ต้องมีบทสนทนาใดๆ เพิ่มเติม ความเงียบสงบในยามเย็นนี้ กลายเป็สะพานเชื่อมความรู้สึกที่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยจากความวุ่นวายของโลกภายนอก