ตอนที่ 174 บอกความลับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“โอเค ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกนายถึงได้ตื่นเต้นกันแบบนี้” เมอร์ลินกล่าวด้วยท่าทางที่เรียบง่าย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับพวกเขาเท่าไหร่นัก
สำหรับเมอร์ลินแล้วความบันเทิงแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่นัก เพราะเขาสนใจเรื่องของโลกวิชาการมากกว่า
หากมีข่าวการประชุมวิชาการระดับโลกเกิดขึ้น เขาอาจจะตื่นเต้นมากกว่านี้
เคลบี้ที่เห็นท่าทางนี้แล้วก็อดที่จะส่ายศีรษะไปมาไม่ได้ ส่วนมาร์เทลก็มองเด็กน้อยอย่างจนใจ
“พวกอัจฉริยะนี่ช่างมีความคิดที่ต่างจากคนธรรมดาอย่างพวกเราจริงๆ” เคลบี้หันไปพูดกับมาร์เทล ส่วนมาร์เทลก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เมอร์ลินกรอกตาขึ้นบนให้กับคำพูดของเคลบี้และเอ่ยว่า “ที่นายตื่นเต้นขนาดนี้ ให้ฉันเดาคงเพราะต้องการลงแข่งด้วยสินะ”
“แน่นอน ฉันเป็นถึงนักเวทชั้นกลางเชียวนะ จะปฏิเสธการแข่งขันนี้ได้ยังไง ต่อให้ไม่สมัครไปพวกศาสตราจารย์ต้องขยั้นขยอให้ฉันลงสมัครอยู่แล้ว” เคลบี้พูดยกหางให้ตัวเอง
โอลิมปิกเวทมนตร์นั้นมีกฎเกณฑ์การเข้าร่วมอยู่ นั่นคือผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี และมีการบ่มเพาะไม่เกิน 4 วงเวท ทั้งนี้เพื่อความยุติธรรมและวัดศักยภาพของประชากรรุ่นเยาว์อย่างแท้จริง
หากปล่อยให้เหล่าจอมเวทมาแสดงฝีมือกัน คาดว่าผู้จัดงานคงจะไม่สามารถควบคุมความเสียหายได้
แม้การต่อสู้ของนักเวทชั้นสูงอาจจะมีความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้การบาดเจ็บเหล่านั้นยังอยู่ในขอบเขตที่จะฟื้นฟูเพื่อต่อสู้ในรอบถัดไปได้
จุดประสงค์ของงานนี้คือการกระชับมิตร ไม่ใช่ทำสงครามดังนั้นทางสภาเวทมนตร์จึงเห็นว่านักเวทสี่วงเวทคือขีดจำกัดที่เหมาะสม
โอลิมปิกเวทมนตร์จะจัดขึ้นในปีหน้า ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการคัดเลือกตัวแทนเพื่อไปแข่งขันในนามของประเทศนั้นๆ
“ตกลงนายต้องการอะไร?” เมอร์ลินกล่าวเข้าประเด็น
คำพูดของเมอร์ลินทำให้เคลบี้แทบจะพูดอะไรไม่ออก นี่เขาไม่รู้จริงๆ หรอ?
ได้! อัจฉริยะแบบนี้หากเขาไม่พูดอะไรไปตรงๆ คงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
“นายเป็นเพื่อนฉัน ฉันก็ต้องการให้นายไปเชียร์ฉันนะสิ”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง อาทิตย์หน้าใช่ไหม? ฉันจะไปเชียร์นายแน่นอน” เมอร์ลินตอบด้วยท่าทางที่สบายๆ เช่นเคย
พวกเขาพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่เคลบี้จะขอตัวกลับบ้าน
เมื่อเหลือกันอยู่สองคนแล้ว เมอร์ลินจึงต้องการจะบอกเรื่องพลังจิตให้กับมาร์เทล
แต่มาร์เทลกลับถามเขาขึ้นมาเสียก่อน
“คุณเมอร์ลินไม่สนใจโอลิมปิกเวทมนตร์จริงๆ หรอครับ?”
“ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ได้สนใจ แต่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันเท่านั้น อีกอย่างฉันเป็นนักเวทหนึ่งวงเวท เรื่องนี้ยังไกลตัวฉันมาก มันจึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับฉัน”
ทันทีที่เมอร์ลินกล่าวจบเขาก็โบกมือเบาๆ
ตอนนั้นเองข้าวของในห้องพลันเคลื่อนไหว พวกมันถูกจัดให้เข้าที่เข้าทางในคราเดียว ท่ามสายตาที่ตื่นตะลึงของมาร์เทล
“นะ ... นี่ ...” มาร์เทลถึงกับพูดออกมาไม่เป็นคำ
แม้การยกสิ่งของจะไม่ได้ยากสำหรับคนที่ใช้เวทแรงโน้มถ่วง แต่การบังคับข้าวของมากมายขนาดนี้จำเป็นจะต้องใช้พลังจิตระดับสูงและเวทแรงโน้มถ่วงระดับสูงเช่นกัน
จากการคาดคะเนทางสายตา การควบคุมข้าวของทั้งห้องนี้ได้จำเป็นจะต้องใช้เวทแรงโน้มถ่วงระดับสามเป็นอย่างน้อย แม้แต่มาร์เทลที่เป็นนักเวทสองวงเวทในตอนนี้ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้
แต่เมอร์ลินทำมันได้ยังไง?
ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่นี้เขาพึ่งบอกว่าตนเองเป็นเพียงนักเวทหนึ่งวงเวทหรอกหรอ?
“นี่คุณเมอร์ลินยกระดับถึงวงเวทที่สามแล้วอย่างนั้นหรอ?” มาร์เทลรีบถามออกมา
หากกล่าวตามตรงการควบคุมข้าวของนับสิบให้ลอยขึ้นและจัดวางพวกมันได้อย่างแม่นยำอย่างนี้ แม้แต่นักเวทสามวงเวทบางคนก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มและส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ใช่ว่าผมพึ่งบอกว่ายังเป็นนักเวทหนึ่งวงเวทหรอกหรอ? ถ้าผมยกระดับพลังเวทจริงทำไมคุณจะไม่รู้”
เด็กน้อยประสานมือทั้งสองเข้าหากันแล้ววางคางของตนเองลงไป
“อยากรู้ไหมว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ได้?” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มาร์เทลพยักหน้าอย่างระวัง
เมอร์ลินไม่ได้ขยับตัว แต่ทันใดนั้นกาน้ำชาก็ลอยขึ้นพร้อมกับถ้วยน้ำชาที่รองรับน้ำชาที่ไหลรินลงมาเอาไว้ น้ำชานั้นถูกเลื่อนเข้าไปวางตรงหน้าของมาร์เทลอย่างนิ่มนวล
กระบวนการทุกอย่างถูกควบคุมราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาจัดการทุกอย่าง
มาร์เทลสูดลมหายใจเข้าลึกมองภาพเบื้องหน้านี้อย่างระคนใจ
“มันคือพลังจิตยังไงล่ะ ...”
ดวงตาของมาร์เทลเบิกกว้างขึ้นหลังจากได้ฟังคำตอบของเด็กน้อย
“พะ พลังจิตหรอครับ?”
“ใช่ ... พลังจิต”
มาร์เทลนั้นแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง หากเขาไม่ได้เห็นกับตาเขาคงไม่เชื่อแน่ๆ ว่าทั้งหมดนี้คือพลังจิต
“คุณได้มันมาได้ยังไง?” มาร์เทลเอ่ยถาม
“เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ระหว่างที่ผมทำงานจู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นแล้วผมก็ฝึกฝนมันมาเป็นเดือนนึงแล้ว”
เมอร์ลินบอกความจริงกับมาร์เทลไปแค่ครึ่งเดียว เพราะพลังจิตของเขาได้มาจากความบังเอิญจริงๆ แต่เขาโกหกว่าไม่รู้ที่มาของมัน
“ทำไมคุณถึงบอกมันกับผม?” มาร์เทลถามอย่างไม่แน่ใจ
อย่างไรเขาก็เป็นผู้ที่เคยเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ ในวิชาประวัติศาสตร์เขาย่อมเคยได้ยินผู้ใช้พลังลี้ลับที่เรียกว่านักพลังจิตอยู่บ้าง อีกทั้งในนิยายที่เขาเคยอ่านมาก็เคยเล่าว่านักพลังจิตนั้นมักจะทำงานให้กับรัฐบาลเพื่อใช้สืบสวนค้นหาความจริง แม้แต่ในโรงพยาบาลก็ยังมีนักพลังจิตคอยให้การรักษาโรคจิตให้กับผู้ป่วยอีกด้วย
มาร์เทลไม่คิดว่าเด็กน้อยจะบอกเรื่องนี้กับตนเองเพราะเขาสามารถปิดซ่อนได้ ยังไงพลังลี้ลับประเภทนี้ก็สามารถปิดซ่อนและสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ครอบครองได้
เมอร์ลินยิ้มและเอ่ย “เพราะคุณคือคนดูแลของผมยังไงล่ะ และอีกอย่างผมเองก็ต้องการให้คุณทำอะไรบางอย่างด้วย”
“ทำอะไรครับ?”
“ผมต้องการให้คุณช่วยมาเป็นคู่ซ้อมในการต่อสู้ให้กับผมหน่อย”