10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 35: ตัวตนที่แท้จริง

            

            ไม่ใช่เพียงจางเหว่ายเท่านั้นที่งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฮันเตอร์กับลี่กันก็สับสนไม่แพ้กัน สองบุรุษที่เมื่อครู่จับคู่กันโรมรันปลิดชีพศัตรูได้อย่างลงตัว เหตุใดยามนี้กลับคล้ายจะฟาดฟันกันเอง 


            ยังไม่ทันที่จางเหว่ยจะได้เอ่ยถาม อเล็กซ์ก็ชิงกล่าวตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน “ข้าไม่ตามเจ้าไปไหนทั้งนั้น จนกว่าเจ้าจะเผยตัวตนที่แท้จริงให้ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ และหากเจ้ายังเฉไฉ ดาบยักษ์นี่จะบั่นคอเจ้าให้ขาดอย่างไม่ลังเลเลย”


            แม้น้ำเสียงและท่าทางของอเล็กซ์จะบ่งบอกชัดเจนว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ทว่าจางเหว่ยก็ยังคงรักษาความสงบดุจสายลมไว้ได้ ไร้ซึ่งวี่แววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยักไหล่หนึ่งครั้ง ฉีกยิ้มกว้าง ทำประหนึ่งกว่าอเล็กซ์กำลังเล่นมุกตลกอยู่ จากนั้นกล่าวตอบเสียงไม่ทุกข์ร้อน


            “นี่เจ้าโดนเข่อซิงตบตาจนเสียสติไปแล้วหรือไง แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาล้อเล่นเช่นนี้ อีกไม่กี่นาทีกองทัพทหารทั้งเมืองไคชุนจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว”


            “เช่นนั้นก็ตอบมาว่าเจ้าเป็นใคร?” หนึ่งคำโกหกของจางเหว่ยไร้ผลโดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม อเล็กซ์ขยับคมดาบยักษ์เข้าประชิดคอบุรุษหนุ่มยิ่งขึ้นกว่าเดิม พลางเอ่ยถาม คาดคั้นความจริงอย่างไม่ลดละ


            “ข้าก็บอกเจ้าไปตั้งแต่วันแรกที่เจอแล้ว ว่านามของข้าคือจางเหว่ย เป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรไร้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่ง” 


            “อย่าดูถูกข้าให้มากนัก! คำโกหกเช่นนั้นใช้กับข้าไม่ได้ผลแล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมา แม้เจ้าจะคอยช่วยเหลือข้าดุจมิตรสหายผู้หนึ่ง แต่ก็ยังมีบางสิ่งคลางแคลงใจข้า ข้าจึงคอยจับตาดูเจ้ามาโดยตลอด และยิ่งข้ารู้จักโลกยุทธภพเซี่ยงชาน รวมถึงจักวรรดิเหลียนหยางมากขึ้นเท่าไร เจ้าก็ยิ่งดูน่าสงสัยยิ่งขึ้นเท่านั้น” 


            ยิ่งอีกฝ่าปากหนัก ยืนกรานกระต่ายขาเดียวเท่าไร โทสะของอเล็กซ์ก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นเท่านั้น จนน้ำเสียงเริ่มกลายเป็นตะคอก ส่วนจางเหว่ย ที่ขณะนี้รู้ตัวแล้วว่าการโกหกไม่ได้ผลอีกต่อไป ริมฝีปากที่เคยยิ้มกว้างพลันหุบลง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ความเงียบเป็นคำตอบ ราวกับว่ารอให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ


            “ในตอนแรกที่พบกัน ทั้ง ๆ ที่ข้ามีเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ที่นับเป็นสิ่งแปลกประหลาดอัศจรรย์สำหรับจักรวรรดิเหลียนหยาง ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของข้าก็นับว่าประหลาดไม่แพ้กัน ข้าไม่รู้จักจักรวรรดิเหลียนหยาง หรือยุทธภพเซี่ยงชาน แต่เจ้ากลับมิได้แสดงท่าทีเคลือบแคลงสงสัยในตัวข้าแม้แต่น้อย ถึงขนาดยอมลงทุนปลิดชีพหน่วยลาดตระเวนทั้งหน่วยเพื่อช่วยปกป้องตัวตนข้า ราวกับเจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นคนที่ทะลุมิติมาจากโลกอีกใบ และความประหลาดของตัวข้าเป็นสิ่งที่เจ้าคาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว”


            อเล็กซ์กล่าวถึงตรงนี้ จางเหว่ยยังคงเงียบไม่ตอบคำ อีกทั้งยังผายมือเป็นเชิงว่า ‘ว่าต่อเลยสหาย’ และแน่นอนว่าฝ่ายที่กำลังคาดคั้นก็ไม่ขัดศรัทธา “ความน่าสงสัยอีกหนึ่งประการ จากที่ข้าเห็น ฝีมือเจ้าเหนือยิ่งกว่าเจ้าเมืองไคชุน ผู้ที่ถือได้ว่ามีฐานะสูงศักดิ์ในจักรวรรดิเหลียนหยาง ฝีมือระดับเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่จะรอดพ้นการคัดเลือกเข้าร่วมกองทัพจักรวรรดิของจักรพรรดิเฟยหลง แต่เจ้ากลับบอกข้าว่าเป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า แล้วจะให้ข้าเชื่อคำเจ้าลงได้อย่างไร ประการสุดท้าย ข้าทดสอบเจ้าด้วยการเอ่ยปากชวนให้แอบซุ่ม ตามสะกดรอยตามนักหมัดมวยผู้นี้มา เจ้าก็ตกปากรับคำ ยอมร่วมหัวจมท้าย เสี่ยงตายมาถึงตอนนี้โดยไม่คัดค้านแม้แต่คำเดียว ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักนิด หรือแท้จริงแล้วว่าเป็นเพราะเจ้าทราบดีอยู่แล้วว่านักหมัดมวยผู้นั้นเป็นมนุษย์จากต่างโลกเช่นเดียวกับข้า ข้าไม่รู้ว่าเหตุผลใดเจ้าถึงทำเช่นนี้ แต่หนึ่งสิ่งที่ข้ารู้คือเจ้าพยายามทำตัวข้องเกี่ยวกับมนุษย์ที่ทะลุมิติมาจากต่างโลก ทั้งข้า ทั้งนักหมัดมวยผู้นี้ ยามนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องถอดหน้ากากออก และเผยความจริงได้แล้ว”


            หากเปรียบเป็นศึกต่อสู้ สถานการณ์ตอนนี้อเล็กซ์เป็นฝ่ายไล่ต้อนจางเหว่ยอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้ายจากวาจาร่ายยาวเมื่อครู่ จางเหว่ยก็เข้าประชิดติดมุม ไม่มีที่ให้หลบหนีอีกต่อไป 


            นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จางเหว่ยค่อย ๆ เชิดศีรษะขึ้น สบตากับอเล็กซ์ที่อยู่สูงขึ้นไปหลายเมตรผ่านกระจกห้องควบคุมหุ่น จากนั้นชูมือสองข้างขึ้น เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่าตัวเขายอมจำนนแล้ว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยตอบอย่างจนใจ “สมกับที่เป็นผู้กล้าตามคำทำนายอย่างแท้จริง มองออกทะลุปรุโปร่ง ถูกต้องแล้วอเล็กซ์ สิ่งที่เจ้ากล่าวมาไม่มีแม้คำเดียวที่ผิดเพี้ยน เรื่องราวทั้งหมดข้าจะอธิบายให้ฟังในภายหลัง ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว สิ่งเดียวที่ควรทำคือไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”


            “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้คำอธิบายที่กระจ่างกว่านี้ จะให้ข้าเชื่อใจแล้วตามเจ้าไปได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าปิดบังความจริงไว้มากมาย เจ้าอาจจะหลอกพาข้าไปสังหารก็ย่อมได้” แม้จางเหว่ยจะยอมหงายไพ่มาแล้วหนึ่งใบ แต่อเล็กซ์ยังคงไม่พอใจกับคำตอบ เขาต้องการรู้ไพ่ในมืออีกฝ่ายทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถร่วมหัวจมท้ายไปกับชายผู้นี้ในโลกแสนพิศวงได้ ด้วยเหตุนี้ดาบใหญ่จึงยังคงจ่อที่คอจางเหว่ยอย่างไม่ลดราวาศอก 


            ถึงตรงนี้ สถานการณ์คล้ายทวีความเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อโสตประสาทของทุกคนต่างได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของมนุษย์จำนวนมากโดยพร้อมเพรียง เสียงยิ่งมายิ่งใกล้ แม้ไม่เห็นด้วยตา แต่ก็มั่นใจได้ว่าคือเสียงยกพลกองทัพทหารเมืองไคชุนไม่ผิดเพี้ยน 


            แม้เสียงใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่อเล็กซ์กลับปราศจากวี่แววสะทกสะท้าน ราวกับว่าหากไม่ได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ก็พร้อมยอมเสี่ยงตายอยู่ตรงนี้ บรรยากาศการตาต่อตาฟันต่อฟันระหว่างสองบุรุษจึงยิ่งทวีความตึงเครียด 


            สุดท้ายสงครามจิตวิทยาครั้งนี้ ผู้ที่โบกธงยอมแพ้ก่อนคือฝ่ายจางเหว่ย ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครา จากนั้นเริ่มเอ่ย น้ำเสียงฟังดูจนใจยิ่งกว่าครั้งก่อน


            “อเล็กซ์ ถ้าข้าต้องการฆ่าเจ้าจริง เจ้าไม่มีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้หรอก ทุกครั้งที่เจ้าเผลอ ข้าสามารถสังหารเจ้าได้ทุกเมื่อ และแท้จริงแล้วข้าก็พอรับรู้อยู่บ้างว่าเจ้าสงสัยในตัวข้า ข้าจึงพยายามมอบมิตรภาพที่ดีกับเจ้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เจ้าเชื่อใจว่าข้าไม่ได้มีประสงค์ร้ายอันใด  และข้าตั้งใจว่าจะเล่าความจริงทุกอย่างให้เจ้าฟังเมื่อถึงเมืองฉางโจว คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงไม่มีทางเลือก ตั้งใจรับฟังให้ดีล่ะ ข้าจะเล่าให้ฟังเพียงรอบเดียว เวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว”


            “ว่ามาได้เลย ข้าตั้งใจฟังอยู่” 


            “จางเหว่ยคือนามที่แท้จริง เรื่องนี้ข้าไม่ได้โกหก และในสายตาคนทั่วไปข้าก็เป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรไร้หัวนอนปลายเท้าดังที่กล่าว ทว่าอีกหนึ่งฐานะที่น้อยคนจะล่วงรู้คือข้าเป็นหัวหน้า ‘กลุ่มกบฏวิหคล่องนภา’ ข้าก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเมื่อราวสี่ปีก่อน เป้าหมายคือโค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลง ปลดแอกจักวรรดิเหลียนหยางจากเงื้อมมือทรราชและความอยุติธรรมทั้งปวง แม้ตอนนี้จะยังไม่ใกล้เคียงที่จะบรรลุ แต่ก็มีสมาชิกเข้าร่วมอุดมการณ์หลายพันคนแล้ว รายละเอียดอื่น ๆ ของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาข้าจะเล่าให้ฟังโดยละเอียดในภายหลัง 


            ส่วนเรื่องที่เจ้าสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงรู้ตัวตนเจ้าตั้งแต่แรกว่าเป็นคนมาจากต่างโลก เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นราวสองปีก่อน เมื่อท่านโหรอาวุโสแห่งกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาได้ให้คำทำนายไว้ว่าจะมีเหล่าผู้กล้าสิบคนจากดินแดนห่างไกลที่ยากจะหยั่งถึง เดินทางมายังจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ และพวกเขาคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ภารกิจของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาสำเร็จลุล่วง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกภารกิจของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาจึงหยุดลงชั่วคราว ข้าได้ออกคำสั่งให้เหล่าสมาชิกพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ตามหาสิบผู้กล้าในคำทำนายได้พบ ทว่าจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ผู้กล้าเหล่านั้นก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นแม้เพียงเงา อีกทั้งแผ่นดินจักรวรรดิเหลียนหยางก็กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณา การตามหาคนสิบคนท่ามกลางคนนับล้านจึงเป็นเรื่องยากประหนึ่งล่าขุมทรัพย์ในผืนสมุทร จนตัวข้าเองก็แทบจะถอดใจยอมแพ้เสียแล้ว 


            ทว่าไม่รู้สิ่งใดดลใจให้วันนั้นข้าเข้าไปเตร็ดเตร่ในป่าไผ่เมืองไคชุน และในที่สุด หลังจากตามหามาเนิ่นนาน ข้าก็ได้พบกับเจ้า วินาทีแรกที่เห็นเจ้าใช้หุ่นยักษ์พิสดารปราบเหล่าโจรภูเขา ข้าก็มั่นใจทันทีว่าเจ้าคือหนึ่งในผู้กล้าตามคำทำนาย  รู้เช่นนั้น หลายวันที่ผ่านมาข้าจึงพยายามสร้างมิตรภาพที่ดีต่อเจ้า เพราะถ้าเจ้าคือผู้กล้าในคำทำนาย ก็เท่ากับในอนาคตอันใกล้ พวกเราต้องเป็นสหายร่วมสมรภูมิเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า เหตุใดจึงต้องร่วมหัวจมท้ายเผชิญหน้าท้าความตายไปกับพวกข้าด้วย ทว่าอเล็กซ์ รวมถึงนักหมัดมวยที่ยืนฟังอยู่ตรงนั้น ข้าพูดด้วยความสัตย์จริง หนทางเดียวที่พวกเจ้าจะสามารถกลับบ้านได้ คือต้องร่วมมือกันโค่นล้มจักรพรรดิเฟยหลงให้สำเร็จ 


            นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เจ้าอยากรู้ ข้าเผยทุกอย่างหมดเปลือกแล้ว และขอสาบานด้วยเกียรติยศทั้งหมดของข้า จางเหว่ย หัวหน้ากลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ว่าทุกคำที่กล่าวไปไม่มีโป้ปดแม้เพียงหนึ่ง อยู่ที่เจ้าแล้วว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่รีบตัดสินใจหน่อยก็ดี เวลาไม่มีแล้ว”


            สิ้นสุดการอธิบายที่ใช้เวลาร่วมสามนาที จางเหว่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาจางเหว่ยจับจ้องอเล็กซ์อย่างแน่วแน่ไม่ไหวติง เป็นการยืนหนักความหนักแน่นในสิ่งที่ตนพูด ด้านอเล็กซ์ที่ยามนี้สมองกำลังครุ่นคิดวิเคราะห์ ในแววตาเจือแววลังเลอยู่หลายส่วน


            ยามนี้สถานการณ์เรียกได้ว่าวิกฤติถึงที่สุด เสียงฝีเท้ามนุษย์และเกือกอาชานับพัน ใกล้เข้ามาทุกขณะ คะเนจากที่ได้ยินคาดว่าห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว หนึ่งบุรุษสะพายกระบี่รูปจันทรา กับอีกหนึ่งบุรุษในหุ่นเหล็กขนาดยักษ์ ต่างฝ่ายต่างยังนิ่งไม่ไหวติง  ทว่าสุดท้ายดาบยักษ์ที่จ่อประชิดจางเหว่ยก็ถอยห่างออกไป และเป็นฝ่ายอเล็กซ์ที่เอ่ยขึ้นว่า “แม้ยังมีหลายรายละเอียดที่ข้าสงสัย แต่เอาเป็นว่าข้าพอใจในคำตอบเจ้า เช่นนั้นแล้ว ตอนนี้เราต้องช่วยกันเอาตัวรอดจากที่ให้ได้ก่อน แล้วข้าจะตามเจ้าไปเมืองฉางโจวด้วย” 


            หากเป็นในสถานการณ์ปกติ ไม่มีทหารนับพันคอยตามล่า จางเหว่ยคงลิงโลดดีใจสุดเหวี่ยง เนื่องเพราะหลายวันที่ผ่านมา การชักจูงผู้กกล้าในคำทำนายอย่างอเล็กซ์ให้ยอมติดตามเขาไปยังเมืองฉางโจว โดยที่ความลับไม่แตกนับเป็นเรื่องยากเย็น สร้างความลำบากใจแก่เขาไม่น้อย มีหลายครั้งที่เกือบพลั้งปากเล่า แต่ก็กังวลว่าหากอเล็กซ์ได้ยินแล้วจะหนีหายไป ดังนั้นถ้าพาตัวเขาไปถึงเมืองฉางโจวที่มี ‘ห้องประชุมลับ’ ของกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาตั้งอยู่ การมัดมือชกน่าจะทำได้ง่ายดายกว่า


            อย่างไรก็ตาม แม้จะผิดจากแผนที่วางไว้ แต่ก็นับว่าส่วนที่ยากที่สุดของภารกิจนี้คลี่คลายลงแล้ว จากนี้เพียงหนีให้พ้นเงื้อมมือกองทหารเมืองไคชุนที่ปิดเกาะไล่ล่าพวกเขาให้สำเร็จ ภารกิจแรกก็เป็นอันเสร็จสิ้น พร้อมได้ผู้กล้าในคำทำนายถึงสองคนกลับไปด้วย นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ


            ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้ลิงโลดดีใจ เพราะจากเสียงที่ได้ยิน รวมถึงประสาทที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณของกลุ่มคนมหาศาล บ่งบอกโดยพร้อมเพรียงกันว่า ตอนนี้กองทหารเคลื่อนพลมาถึงทางเข้าป่าด้านที่ติดกับชายหาดทมิฬเป็นที่เรียบร้อย 


            คล้อยหลังจากนั้นไม่กี่วินาที เสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนเหยียบย่ำใบไม้ ก็ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาทุกที



    คล้ายกับเรื่อง10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน ที่คุณอ่าน