อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 78 เฟิงอี้จุน

    ตอนที่ 78


    สำนักสายลมประจิม ณ เมืองหลวง...

     

    แน่นอนว่าเขตสำนักภายในเมืองหลวงนั้น จะไม่ได้ถูกสร้างเพื่อเป็นมุ่งเน้นสถานที่ฝึกศิษย์แต่จะเอนเอียงไปในด้านที่พักและสถานที่สำหรับรับรองแขกเหรื่อของสำนักเสียมากกว่าประดับประดาทั้งแสดงความเลิศหรูยิ่งใหญ่ให้เด่นประจักษ์จึงไม่แปลกที่จะมีคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือน...

     

    ยามบ่ายคล้อย มีบุรุษใบหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับหญิงสาวงามผู้หนึ่งแสดงแผ่นป้ายทรงอำนาจขอพบรองเจ้าสำนักเตียมู่หยง... เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก มู่เจี้ยน และ ฉีลู่ชิงซึ่งทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลในการที่ ซุน ถูกชิงตัวไปทั้งยังเป็นต่อหน้าต่อตาโดยที่ มู่เจี้ยน ทำได้เพียงมองตามคนร้ายเท่านั้น...

     

    เตียมู่หยง ออกมาพบทั้งสองคนที่เรือนรับรองสีหน้าและท่าทีของชายชราเปี่ยมไปด้วยความมืดดำเคร่งขรึม... “ซุนถูกคนร้ายจับตัวไปงั้นสินะ... มู่เจี้ยน ฝีมือระดับเจ้าใยจึงพลาดท่าได้...”

    มือปราบหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะประสานมือขึ้น...

    “ขออภัยผู้อาวุโส แต่คนร้ายแข็งแกร่งเกินกำลังข้าไปมากโขทั้งยังลงมือในชั่วพริบตา ล่วงรู้เส้นทางหลบหนี กลบเกลื่อนร่องรอย ทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบจนน่ากลัวคิดว่าคงไปยอดฝีมือภายในเมืองหลวงนี้เป็นแน่ ถึงได้รู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี...”

     

    เตียมู่หยง กดหัวคิ้วต่ำลง...

    “มีผู้ต้องสงสัยแล้วหรือไม่?!”

     

    มือปราบหนุ่ม ประสานสายตาเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆ

    “ยังขอรับ... ผู้น้อยมิอาจปรักปรำใครโดยไร้หลักฐาน”

     

    ชายชราพยักหน้าตอบรับ พลางแสดงสีหน้ากังวลเล็กน้อย...

    “งั้นหรอกหรือ... เช่นนั้นไว้ข้าจะลองสืบค้นดูตัวข้าก็พอจะมีเส้นสายยอดฝีมืออยู่บ้างในเมืองนี้ เจ้าก็วางมือจากเรื่องนี้เสียเถอะถือว่าหมดหน้าที่เจ้าแล้วในฐานะมือปราบองครักษ์”

     

    มู่เจี้ยน ส่ายหน้าเบา ๆ ทันที...

    “แบบนั้นคงมิได้ ผู้อาวุโสเตีย... เพราะข้าได้เอาแบกเอาความรับผิดชอบบางอย่างที่รับปากกับองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 เอาไว้ ว่าจะให้ ซุน ผ่านเข้ารอบในงานประลองในอีก4 เดือนจนกว่าจะได้ขึ้นประลองกับองค์รัชทายาท... ดังนั้นหาก ซุน เป็นอะไรไปขึ้นมาข้าย่อมต้องได้รับโทษเช่นกัน...”

     

    เตียมู่หยง อึ้งไปชั่วครู่ขณะ ไม่คิดว่า ซุน จะถึงขั้นมีความเกี่ยวพันธ์กับองค์รัชทายาทลำดับที่9 ไป๋หู่จิวหรง บุตรีผู้เป็นที่รักยิ่งขององค์จักรพรรดิ หากผิดใจกับนางไหนเลยจะเป็นเรื่องดี...

    “เช่นนั้นก็คงช่วยไม่ได้ เจ้าก็ระวังตัวไว้ด้วยแล้วกัน... หากแต่ยังมีเรื่องที่ข้าสงสัยอีกเรื่องหนึ่ง...”

     

    สายตาของ เตียมู่หยง เพ่งมองไปยังหญิงสาว...

    “ฉีลู่ชิง... ดูเจ้าจะเป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องของ ซุน มิน้อยไปกว่าพวกเราเลยทั้งข้ายังประหลาดใจยิ่งนัก ที่เจ้ายอมเข้าสำนักบุปผาประจิมในเมืองหลวง...เรื่องหนุ่มสาวข้ามิอาจเข้าไปยุ่มย่าม ทว่าเจ้าอย่าลืมสถานะของตนเองด้วย ซุน เป็นเพียงคนเถื่อนผู้หนึ่งแต่เจ้าเป็นถึงคุณหนูจากตระกูลชนชั้นพิเศษ ต่อให้คนในตระกูลเจ้ายอมรับก็ใช่ว่าคนอื่น ๆ จะสามารถยอมรับ...”

     

    หญิงสาวได้ยินเช่นนั้น ก็กระอักกระอ่วนขึ้นมาแต่สุดท้ายนางก็มิกล่าวโต้ตอบอันใด... ชายชราจึงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวกับนางต่ออีกครั้ง...

    “เจ้ารีบกลับไปที่สำนักบุปผาประจิมเถอะ...หลานสาวข้าเองก็เพิ่งเข้าสำนักบุปผาประจิมได้ไม่นานหวังว่าเจ้าจะเป็นเพื่อนเล่นให้กับนางได้ เพราะ ซวงซวงออกจะแปลกไปจากหญิงสาวคนอื่น ๆ อยู่บ้าง...”

     

    “เจ้าค่ะ ผู้อาวุโสเตีย...” นางก้มหน้าต่ำพลางถอนหายใจ

     

    ไม่นานทั้ง มู่เจี้ยน และ ฉีลู่ชิง ก็ขอตัวลากลับ...ระหว่างที่ออกจากสำนักสีหน้าของ มู่เจี้ยน ก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย...

    “ข้ามั่นใจกว่า 7 ใน 10 ส่วน... ว่าคนร้ายที่ชิงตัว ซุนไปคือผู้อาวุโสเตีย นี่แหละ”

     

    “!!!!!!!!!” ฉีลู่ชิง แสดงสีหน้าตกตะลึง

    “หมายความว่ายังไงกัน”

     

    “อย่าลืมว่าในพวกเราทั้งหมดคนที่จะเป็นเดือดเป็นร้อนกับการหายตัวไปของ ซุนมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผู้อาวุโสเตีย เนื่องด้วยท่านเป็นคนที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับซุน แตกต่างไปจากพวกเราที่บังเอิญเกี่ยวข้องในภายหลัง

     

    แต่ท่าทีของท่านผู้อาวุโส ดูจะสงบเงียบเกินไป... ทั้งยังพยายามสร้างเงื่อนไขกีดกันพวกเราให้เว้นระยะออกห่างจากซุน ประหนึ่งว่าต้องการลบล้างผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ซุน ออกไปให้มากที่สุด ข้าจึงค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ลงมือน่าจะเป็นผู้อาวุโสเตีย...

     

    เหตุผลที่ท่านชิงตัว ซุนก็น่าจะเป็นเพราะไม่ไว้วางใจพวกเราในการปกป้อง ซุน จากศัตรูและหลอกล่อศัตรูให้สับสนไปพร้อม ๆ กับพวกเราด้วย ช่างเป็นแผนที่ร้ายกาจยิ่งนัก...”มู่เจี้ยน ทอดถอนหายใจหนัก

     

    “หากเป็นดังท่านว่า เช่นนั้น ซุน ก็ยังปลอดภัยดีงั้นสินะ”หญิงสาวแววตามีประกาย

     

    มู่เจี้ยน พยักหน้าเบา ๆ

    “แต่ก็เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้นยังมีโอกาสที่จะไม่ใช่อยู่ด้วย ดังนั้นพวกเราไม่ควรไว้วางใจสมบูรณ์...เอาเป็นว่าคุณหนูรีบกลับไปที่สำนักบุปผาประจิมก่อนเถอะ ส่วนข้าจะกลับเข้าวังในฐานะหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ขอให้ ท่านปุโรหิต ใช้การพยากรณ์ช่วยเหลืออีกแรงหากมั่นใจว่า ซุน ยังปลอดภัย ข้าจะรีบแจ้งข่าวไปในทันที...”

     

    นางแน่นิ่งไปชั่วครู่ แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ...

     

    .....................................

     

    ณ ถ้ำอัคคี...

     

    เหยาซาน หลังขับไล่ ต้วนไห่ทั้งยังแผ่รัศมีกดดันเหล่าศิษย์สายในระดับต่ำที่หน้าปากถ้ำแน่นอนว่ามันได้สร้างรัศมีความน่ายำเกรงขึ้นไปอีกมากโขแต่ทว่า...นั่นเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้นเอง

     

    จากที่ เหยาซาน ทราบข้อมูลอธิบายมาจาก ตงเหยียน ดูเหมือนว่า ถ้ำนี้จะถูกแบ่งออกเป็น5 ระยะตามความลึก จุดที่ เหยาซาน ผ่านเข้ามานั้นคือระยะที่ 1 เป็นจุดร่วมตัวของศิษย์สายในระดับต่ำโดยมากจะเป็นผู้ที่เลื่อนเป็นศิษย์สายในได้ไม่ถึงปี...

     

    ระยะที่ 2 จะเป็นศิษย์สายในระดับกลาง โชคดีที่ยามนี้กลุ่มศิษย์เหล่านั้นออกไปปฏิบัติภารกิจที่ด้านนอกสำนัก ระยะที่ 3 เป็นพื้นที่ของศิษย์สายในระดับสูงและระยะที่ 4 เป็นพื้นที่ของเหล่าศิษย์หลัก ส่วนระยะที่ 5 นั้นมีความร้อนสูงเกินไปอยู่ในระดับที่เป็นภัยมากกว่าช่วยเหลือในการฝึก

     

    กล่าวกันว่าไม่มีชนชั้นศิษย์สามารถเข้าไปในระยะที่ 5 นั้นได้แต่หากฝืนเข้าไปจนสุดปลายทาง ก็จะพบน้ำพุหินหนืดที่ร้อนระอุ เพียงเศษเสี้ยวสะเก็ดที่กระเด็นออกมายังสามารถสังหารชนชั้นยอดฝีมือ

     

    ในทุก ๆ การแบ่งระยะจะมีม่านพลังสีขุ่น คอยลดทอนความร้อนเช่นเดียวกับปากถ้ำ...

     

    ทางด้านเด็กหนุ่มเมื่อผ่านระยะที่ 1 ก้าวเดินลึกผ่านม่านพลังเข้ามาในระยะที่2 ของถ้ำอัคคี สิ่งแรกที่แน่ชัดคือความร้อนเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆก้าวย่างที่เดินเข้ามา ประหนึ่งว่าเคลื่อนขยับมือเข้าใกล้กองไฟมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ยังอยู่ในขอบเขตที่ เหยาซาน ยังทนรับได้…

     

    แม้สองฝากฝั่งของเส้นทางเดินเป็นที่นั่งว่างเปล่า เพราะศิษย์สายในระดับกลางออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสำนักหากแต่มีป้ายชื่อวางจับจองเอาไว้ตลอดฝั่งซ้ายและขวา ไม่มีศิษย์สายในระดับต่ำกล้ากล้าเข้ามาเหยียบที่นี่แม้แต่คนเดียวเป็นการยำเกรงต่อชนชั้นที่ต่างกัน... แน่นอนว่า เหยาซาน มิได้สนใจเรื่องชนชั้นหรือป้ายจับจองเหล่านั้นหากตนเห็นว่ามาถึงขีดสุดที่จะเข้าไปก็พร้อมจะโยนป้ายจับจองเหล่านี้ทิ้งขวางและนั่งฝึกฝนแทนที่...

     

    ไม่นานนัก เหยาซาน ก็ก้าวเดิมมา สู่พื้นที่ระยะที่ 3 ความร้อนลุกท่วมขึ้นเป็นทวีหากฝีมือต่ำต้อยคงมิอาจทานทน หรือประคองสมาธิอยู่ภายในความร้อนระดับนี้ได้... หางคิ้วของเหยาซาน กระตุกเบา ๆ เริ่มรู้สึกถึงความร้อนที่แผดเผาผิวกาย แต่ยังอยู่ในจุดที่ตนยังไม่ถึงกับเป็นอันตราย

     

    เบื้องหน้ายังพบเจอกับกลุ่มศิษย์สายในอีกกลุ่มหนึ่ง จำนวน 8 คน...ซึ่งพื้นฐานนั้นแตกต่างไปจากกลุ่มหน้าปากถ้ำอย่างชัดเจนคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มศิษย์สายในระดับสูงที่ ตงเหยียน ได้เคยย้ำเตือนเอาไว้รัศมีลมปราณของแต่ละคนจะอยู่ในช่วงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง(4-6)และยังปรากฏชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 ให้เห็นด้วยอีกผู้หนึ่งเชื่อว่าคนผู้นี้คงใกล้จะเลื่อนชั้นเป็นระดับศิษย์หลักในอีกไม่นานนัก...

     

    เสียงก้าวเดินของ เหยาซาน แม้จะแผ่วเบามิต่างฝีเท้าพยัคฆ์กระนั้นก็ยังมีกลิ่นอายที่แผ่ล้นออกมาจนทำให้เหล่าศิษย์สายในระดับสูงลืมตาตื่นจากภวังค์สมาธิที่กำลังฝึกฝนเหลือบมองหันมาเป็นศูนย์รวมสายตา ก่อนที่ทุกคนจะหรี่ตาแคบแทบจะพร้อมเพรียง...

     

    ในระยะที่ 3 ดูจะมีจำนวนที่นั่งฝึกฝนน้อยกว่า ระยะอื่น ๆ ที่ผ่านมาและสิ่งหนึ่งที่ เหยาซาน ประหลาดใจคงเป็นกลุ่มศิษย์สายในระดับสูงทั้ง 8 คน ล้วนแล้วแต่นั่งเรียงรายอยู่ฝั่งด้านซ้ายมือทั้งสิ้น...ส่วนด้านขวาจะมีเพียงแผ่นป้ายชื่อจับจองตำแหน่ง จำนวน 9 แผ่นป้ายเรียงต่อกัน...

     

    “ศิษย์สายนอก?!ใยจึงเข้ามาถึงที่นี่ได้”

    “ที่ปากทางเข้าถ้ำ มีกลุ่มของ ต้วนไห่ที่ชอบรังแกศิษย์สายนอกเฝ้าอยู่มิใช่หรือ?!”

    “นั่นสิ!!เจ้าพวกนั้นไม่มีทางปล่อยศิษย์สายนอกเข้ามาเพ่นพ่านแน่นอน กระทั่งพวกของ ต้วนไห่เอง ยังไม่กล้ามาถึงจุดนี้...”

     

    เหล่าศิษย์สายในระดับสูง เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ในระหว่างที่ เหยาซานยังก้าวเดินมาไม่ถึง... จวนจนกระทั่งมีเสียงหนึ่งกระแอมขึ้น ทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไปมันคือเสียงของ ศิษย์สายใน ที่นั่งอยู่ด้านในสุด ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 เป็นชายหน้าหยกที่หล่อเหล่าจนน่าริษยาจากบุรุษด้วยกัน...

     

    “พวกเจ้าสัมผัสไม่ได้ถึงออร่านั่นหรือ?! ความเข้มข้นของลมปราณระดับนั้น ไม่มีทางที่ ต้วนไห่และพรรคพวกจะสามารถหยุดศิษย์น้องผู้นี้ได้... อีกทั้งหากเป็นคนอ่อนแอก็ไม่มีทางแสดงนิ่งสงบร่างกายเมื่อเข้ามาในระยะที่3 ของถ้ำอัคคีเช่นนี้” ชายหน้าหยก เค้นเสียงขึ้นทั้งที่ยังไม่ลืมตามองด้วยซ้ำบ่งบอกถึงสัมผัสลมปราณที่น่ากลัวโดยไม่อาศัยสัมผัสดวงตา...

     

    เหยาซาน ชายตามองมายังเหล่าศิษย์สายในกลุ่มนี้...

    ก่อนจะก้าวเดินผ่านหน้าโดยไม่เอ่ยทักทายอันใด...

     

    “ช้าก่อนศิษย์น้อง...” ชายหน้าหยกโพล่งเสียงขึ้นพร้อมลืมตา

    “ข้าจะไม่เอ่ยโทษที่เจ้าล่วงล้ำเข้ามาถึงจุดนี้แต่ขอให้เจ้าจงกลับออกไปโดยดี...ตำแหน่งที่ลึกไปกว่านี้เป็นอาณาเขตของศิษย์หลักเท่านั้น และข้า เฟิงอี้จุนได้รับมอบหมายจากเหล่าศิษย์พี่ให้เป็นผู้ดูแลมิให้ศิษย์สายในคนใดก้าวล่วงเข้าไป...”

     

    เหยาซาน ใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะกล่าวสวนขึ้น...

    “ในเมื่อคำสั่งที่ศิษย์พี่เฟิง ได้รับคือการป้องกันมิให้ศิษย์สายในเข้าไปใยจะเกี่ยวกับตัวข้าที่เป็นศิษย์สายนอก?!”

     

    ได้ยินเช่นนั้น เฟิงอี้จุน ก็แผ่รัศมีคุกคามออกมาในท่านั่ง...ทำเอา เหยาซาน หรี่ตาแคบลง พลังของ เฟิงอี้จุน ไม่ด้อยไปกว่า ฉีลู่ชิงทั้งยังดูคล้ายจะมีประสบการณ์มากยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป... ครานี้แตกต่างไปจากด้านหน้าถ้ำอัคคีที่เป็นกลุ่มด้อยฝีมือแม้ เหยาซาน จะมั่นใจว่าหากเผชิญหน้าคงไม่แพ้ เฟิงอี้จุน แน่นอนแต่ไม่ได้หมายความว่า เหยาซาน จะสามารถรับมือกับศิษย์สายในระดับสูงทั้ง 8 คน พร้อมกันได้ในสถานที่คับแคบเช่นนี้...

     

    สำคัญกว่านั้น... เหยาซาน รู้สึกว่าระยะที่ 4 อาณาเขตของศิษย์หลักที่ เฟิงอี้จุน ย้ำเตือนนั้น จะมีไอความร้อนที่เกินกำลังตนเองอยู่ไม่น้อย ระยะที่3 อาจเป็นขีดสุดของ เหยาซาน ในเวลานี้... เหตุก็เพราะ เหยาซาน ยังไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาสายอัคคีแม้แต่นิดเดียวจู่ ๆ จะให้ทนต่อความร้อนมหาศาลเฉกเช่นศิษย์หลักที่ฝึกฝนมาอย่างชำนาญก็คงเป็นไปไม่ได้...

     

    เหยาซาน กวาดมองไปรอบ ๆ มองเห็น สังเกตเห็นว่าศิษย์สายในระดับสูงที่อยู่บริเวณล้วนแล้วแต่นั่งทางฝั่งซ้ายของเส้นทางเดินคับแคบ โดยมี เฟิงอี้จุนนั่งอยู่หัวแถวในส่วนลึกสุดติดกับม่านพลังสีขุ่นของระยะที่ 4

     

    แต่ที่นั่งฝั่งขวาล้วนถูกวางเว้นมีเพียงป้ายชื่อจับจองที่วางเรียงราย... หัวแถวฝั่งขวามือทิศตรงข้ามกับ เฟิงอี้จุนเป็นตำแหน่งที่ใกล้กับระยะที่ 4 มากที่สุดอีกตำแหน่ง มีป้ายชื่อ เปียวเฟยฟงถูกวางเอาไว้... เหยาซาน จึงตัดสินใจเดินไปยังตำแหน่งนั้น ก่อนจะโยนป้ายชื่อดังกล่าวทิ้งไปและนั่งลงแทนที่ในตำแหน่งที่ประจันหน้ากับ เฟิงอี้จุน เลยก็ว่าได้...

     

    “เช่นนั้นข้าจะนั่งตรงนี้... ศิษย์พี่เฟิง คงไม่มีปัญหาอะไรนะ...”เหยาซาน กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย

     

    ……………………………….

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน