ตอนที่ 24 กินกระต่าย (2)
แม่สื่อหวังเชิญให้ผู้เฒ่าเถียนนั่งลง ชงน้ำต้มน้ำตาลให้เขาด้วยตัวเอง แล้วนั่งลงตรงข้ามเขาพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามาพอดี ข้ากำลังจะไปหาเจ้าเพราะเรื่องนี้ ข้าเฟ้นหาบ้านดีๆ ให้บุตรสาวของเจ้าไว้บ้านหนึ่ง เป็นบ้านคหบดีจั่วที่อยู่ห่างจากบ้านเจ้าไปร้อยลี้ เจ้าน่าจะเคยได้ยินว่าบ้านเขามีนาดีพันฉิ่ง[1] คนงานในบ้านมีสิบกว่าคนได้ นับว่ามั่งคั่งฐานะดีในละแวกสิบชุมชนแปดหมู่บ้านนี้”
คหบดีจั่วเป็นครอบครัวเศรษฐีที่นับนิ้วได้ในละแวกนี้ วาจานี้ของแม่สื่อหวังไม่ได้โกหก ทำให้สีหน้าดำคล้ำของผู้เฒ่าเถียนกลายเป็นดีขึ้นมาทันใด “ขอบคุณเจ้ามากที่หาครอบครัวดีๆ เช่นนี้ให้บุตรสาวบ้านข้า หลังเสร็จเรื่องแล้วข้าจะขอบคุณเจ้าอย่างงาม ว่าแต่เจ้าจะพาบ้านตระกูลจั่วไปที่บ้านข้าตอนไหนกัน”
แม่สื่อหวังเอ่ย “เจ้าเห็นข้าเป็นคนทำงานชักช้ายืดยาดหรือ อีกอย่างวันนี้นัดกับเจ้าไว้แล้วว่ายามซื่อจะพาคนไปดูตัวที่บ้านเจ้าก็ต้องไปแน่นอน ตอนเช้าข้าพาจั่วฮูหยินไปบ้านเจ้ารอบหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นบ้านเจ้ากำลังวุ่นวายพอดี จั่วฮูหยินไม่อยากแสดงตัวก็เลยแอบดูเงียบๆ พักหนึ่ง” พูดถึงตรงนี้ นางก็หยุดปากชั่วคราว
ผู้เฒ่าเถียนคิดถึงเรื่องน่าอายเมื่อตอนสายก็อดหน้าแดงไม่ได้ เขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น...จั่วฮูหยินพูดว่าอย่างไร”
แม่สื่อหวังกลอกตา “บุตรสาวบ้านเจ้าขโมยของกิน ทั้งยังบอกว่าจะขายสะใภ้รองสามแม่ลูกบ้านเจ้าเข้าหอคณิกาอีก จั่วฮูหยินได้ยินวาจาที่เด็กสาวไม่ควรเอ่ยเช่นนี้อย่างชัดเจน เจ้าจะให้จั่วฮูหยินว่าอย่างไร”
ผู้เฒ่าเถียนเอ่ยอย่างเศร้าใจนัก “เรื่องนี้ก็พลาดไปเช่นนี้หรือ”
แม่สื่อหวังยกยิ้มเจิดจ้า “ไม่นับว่าพลาดเสียทีเดียว”
ผู้เฒ่าเถียนที่หูลู่คอตกได้ยินดังนั้นก็รอฟังอย่างใจจดใจจ่อขึ้นมาทันที “สุดท้ายจั่วฮูหยินยังต้องตาบุตรสาวบ้านข้าอยู่หรือ”
เขาอดยิ้มร่าขึ้นมาไม่ได้ พลางเอ่ยอย่างได้ใจ “จั่วฮูหยินช่างคิดอ่านได้เท่าทันสถานการณ์ เจ้ารองบ้านข้าทำงานอยู่ในจวนที่ว่าการอำเภอ เป็นคนของทางการ หากบ้านนางมีเรื่องอะไรก็ต้องไปศาลาว่าการ เจ้ารองบ้านข้าย่อมจัดการให้นางได้ อีกอย่างบ้านข้ามีมรดกทรัพย์สินเพียบพร้อม หากนางไม่เลือกบุตรสาวบ้านข้าเป็นสะใภ้แล้วจะเลือกใคร”
แม่สื่อหวังเปลี่ยนเป็นเอ่ยเย้ยหยัน “ตระกูลจั่วมีญาติเป็นขุนนางใหญ่อยู่ข้างนอก แต่ละปีนายอำเภอยังต้องไปเยี่ยมเยียนที่บ้านเขา ไหนเลยต้องให้บุตรคนรองของเจ้าออกแรงให้บ้านนั้น หากบอกว่าสนใจมรดกทรัพย์สินบ้านเจ้าก็คงไม่มีเหตุผล เพราะเขาไม่ขาดเงิน ที่สำคัญคือต้องการสตรีที่มีกิริยามารยาทและรู้ความ”
ผู้เฒ่าเถียนได้ยินดังนั้นก็มึนงงอยู่บ้าง สรุปแล้วจั่วฮูหยินไม่มีทางต้องตานิสัยและกิริยาของบุตรสาวตน เขารู้ข้อบกพร่องตรงนี้ของตัวเองดี
“แล้วนางต้องตาจุดไหนของบุตรสาวข้าล่ะ” เขาอดถามข้อสงสัยในใจไม่ได้
แม่สื่อหวังหมดความอดทน “ทำไมเจ้าต้องเอาแต่นึกถึงบุตรสาวบ้านเจ้าด้วย บ้านเจ้าไม่ได้มีเด็กผู้หญิงแค่บุตรสาวของเจ้าคนเดียวเสียหน่อย”
ผู้เฒ่าเถียนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “เจ้าหมายความว่า จั่วฮูหยินต้องตาเด็กผู้หญิงคนอื่นในบ้านข้า”
แม่สื่อหวังถึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว”
“เป็นใครกัน”
“ก็เป็นไฉ่เวยบ้านเจ้าอย่างไรเล่า”
“นางน่ะหรือ!” ผู้เฒ่าเถียนได้ยินดังนั้นก็บื้อใบ้ไปแล้ว
เพียงพริบตาฟ้าก็มืด อาจเพราะหลินซื่อแม่ลูกกินเนื้อกระต่ายไปไม่น้อยจึงมีแรงทำงานเก็บฝ้ายได้มากมาย แต่แน่นอนว่าห่างจากที่ผู้เฒ่าเถียนกะเกณฑ์อยู่ไกลโข
ไฉ่เวยลากเกวียนอยู่ด้านหน้า หลินซื่อและเสี่ยวหม่านช่วยเข็นเกวียนอยู่ด้านหลัง บนเกวียนวางตะกร้าฝ้ายอยู่หลายใบ แต่ก็ยังมีอีกหลายใบที่ว่างเปล่า
ตลอดทางสามแม่ลูกไม่ได้เอ่ยวาจา
เดินมาได้ครึ่งทาง เถียนไฉ่เวยก็หยุดฝีเท้าลง เอ่ยกับหลินซื่อและเสี่ยวหม่าน “พวกเรากลับไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้”
หลินซื่อกับเสี่ยวหม่านถามอย่างงุนงง “ทำไมล่ะ”
“วันนี้พวกเราไม่ได้ทำงานเสร็จตามที่ท่านปู่บอก กลับไปย่อมไม่พ้นการโต้เถียง คิดแล้วก็หงุดหงิดนัก มิสู้พวกเราไปหาผู้ใหญ่บ้านตอนนี้ แล้วให้เขาส่งพวกเรากลับบ้านเถอะ” ไฉ่เวยเสนอแนะ
เชิงอรรถ
^ 1 ฉิ่ง เท่ากับ 100 หมู่