Pioneer Era

    ตอนที่ 41 ทัศนศึกษาแสนสนุก (1)

    วันที่ 9 เดือนเอนมูว์ทัวร์

    วัตถุลึกลับสีเทาจำนวนสิบคันกำลังวิ่งผ่านป่าสีแดงขนาดใหญ่

    มันมีรูปทรงคล้ายหัวจรวดท้องแบนราบ มีผิวโค้งมนเหมือนหัวปลาวาฬ และมีประกายแสงส่องจากผิวรอบ จนดูคล้ายกับเป็นประกายแสงจากดวงตาของสัตว์ร้าย

    บรรดาสัตว์ป่าที่เห็นแสงนั้น ต่างพากันหลีกหนีถอยห่างเพราะความหวาดกลัวต่อประกายแสงดวงตาจำลองอันน่าหวาดหวั่น

    ใต้ท้องผิวเรียบของมันมีช่องแสงสีฟ้าคับแคบวิ่งเป็นเส้นขนานยาวปรากฏให้เห็น

    ลมไอออนสีฟ้าที่แผ่กระจายออกมาจากช่องเหล่านั้น กำลังทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการบินและการทรงตัวของยานเหาะเลียบพื้นลำนี้

    หากยืนรับลมอยู่ในระยะใกล้ ก็จะได้ยินเพียงแค่เสียงวิ่งตัดอากาศเบาบางอันไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์รบกวนให้หนวกหู

    มันวิ่งแทรกผ่านกลางป่า ผ่านแมกไม้สีแดงที่สั่นไหว วิ่งผ่านผืนป่าทึบอย่างอ่อนโยนด้วยความเงียบของมัน

    แม้แต่ใบไม้เปลี่ยนสีพลัดใบที่พร้อมจะร่วงโรยหากมีสายลมพัดมากระแทก ก็ยังแทบจะไม่ขยับในตอนที่วัตถุแปลกปลอมนี้วิ่งผ่าน

    วัตถุแปลกปลอมทั้งสิบคันนั้น กำลังขนนักเรียนแผนกการทหารกับจำนวนสามร้อยชีวิต กับนักเรียนแลกเปลี่ยนจำนวนหนึ่งร้อยชีวิตเอาไว้

    โดยมีเป้าหมายคือการมาศึกษาป่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป

    หรือก็คือส่วนปากทางเข้าของดินแดน [ป่าเส้นดายดำ] นั่นเอง



    ***วีรสตรีรุ่นสิบ [พรุน]

    “ปี้~”

    “อย่าซนสิค่ะลี่จัง”

    สัตว์รูปร่างคล้ายงูตัวยาวขนาดสองเมตรกำลังโผล่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีเทา แล้วเลื้อยไต่ขึ้นมาตามแขนสีเขียว

    เกล็ดอ่อนสีฟ้าของมันกำลังสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับ ประดุจเป็นอัญมณีเลอค่าอยู่บนแขนข้างขวาของฉัน

    มีเกล็ดขึ้นตามตัวแล้วหรือ เจ้าหนูลี่ไปแอบลอกคราบมาตอนไหนกันจ๊ะ~

    “เรียกฉันหรือดอง? ”

    “ปี้? ”

    ลี่กับหนูลี่หันมาทางฉันพร้อมกัน

    “กรี๊ด!? นั่นมันเจ้ามังกรตัวแสบเมื่อตอนนั้นนี่ดอง! ”

    “ปี้~”

    “ปุฮิ!?!! @#%%$&%^*%”

    หนูลี่กระโจนออกจากอ้อมแขนของฉันแล้วงับหัวของลี่

    ไม่สิ เนื่องจากตัวใหญ่ขึ้นแล้ว รอบนี้เลยกลืนลงไปครึ่งตัวได้ภายในการอ้าปากเพียงครั้งเดียวค่ะ

    แต่เจ้าหนูลี่เป็นเด็กฉลาด ดังนั้นที่มันทำจึงเป็นแค่การหยอกเล่นเท่านั้นค่ะ

    “นั่นเธอทำอะไรนะพรุน เขาไม่ให้เอาสัตว์เลี้ยงเข้ามาร่วมคาบเรียนนะ”

    “แอบนิดแอบหน่อยไม่เป็นไรหรอกค่ะดิวซ์ อีกอย่าง พวกอาจารย์ประจำอยู่ชั้นล่างของรถ ดังนั้นไม่มีทางความแตกได้หรอกค่ะ”

    “…ถ้าโดนอาจารย์จับได้ ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยนะ”

    สตรีเผ่ามนุษย์ที่สวมชุดรัดกุมสีดำใต้ผ้าคลุมสีขาวที่คุยกับฉันเมื่อกี้มีชื่อว่า [ดิวซ์]

    เธอเป็นเพื่อนสมัยเด็กของลี่ เป็นเผ่ามนุษย์ที่สวยสง่างาม มีผิวสีเทน ตัวสูงใหญ่ และยังมีรูปร่างหน้าตาดี

    ถึงจะพึ่งทำความรู้จักกับเธอเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนว่าเคยเจอเธอเมื่อนานมาแล้ว

    ดิวซ์หันไปมองร่างของลี่ที่ดิ้นรนอยู่บนเก้าอี้เพราะถูกกลืนลงไปครึ่งร่าง

    ไม่สิ ตอนนี้ถูกกลืนจมมิดไปถึงต้นขาแล้วค่ะ

    "ว่าแต่เป็นลูกมังกรวารีที่น่ารักน่าเอ็นดูจัง"

    "ใช่มั้ยละคะ"

    ดิวซ์ชมสัตว์เลี้ยงของฉันไปพร้อมกับลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน

    ฉันรู้สึกมีความสุขมากทีเดียวที่มีคนชมมัน

    เป็นความรู้สึกเดียวกับพ่อแม่ที่มีคนมาชมลูกนั่นละ

    "..."

    พอพูดถึงท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว ฉันก็มานั่งคิด

    ที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้มันถูกต้องหรือเปล่านะ?

    ทำตัวออกห่างจากเงาของพ่อแม่ หนีออกมาพึ่งตัวเองเพื่อล่าตามความฝันที่จะเป็นจอมเวทมนตร์ โดยไม่สนใจความต้องการของพ่อกับแม่เลยสักนิด

    พวกท่านมักย้ำเสมอว่าฉันควรก้าวไปในพรสวรรค์ของตัวเองจะดีกว่า แต่… มาถึงขนาดนี้แล้วจะให้หันหลังกลับก็กระไรอยู่

    ดื้อนิดดื้อหน่อยคงไม่เป็นการผิดต่อคำสอนพระแม่ไกอาหรอกใช่ไหมคะ?



    "อุเกียก! "

    "ปี้! "

    ในตอนนั้นเองที่เบาะนั่งสีครีมด้านข้างเกิดความวุ่นวายขึ้น

    ร่างของภูติตัวน้อยกำลังดิ้นอยู่ค่ะ

    แถมดิ้นต่อต้านแรงมาก จนดูเหมือนกับเด็กที่กำลังฟาดงวงฟาดงาเลยค่ะ

    แต่กลายเป็นว่าพอทำแบบนี้ เลยไปกระตุ้นต่อมเจ้าหนูลี่ให้เข้าใจผิด ว่าเธอกำลังเล่นกับมัน มันเลยยิ่งกลืนลึกลงท้องมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

    "เฮ้ย!? ลี่กำลังโดนมังกรวารีของพรุนแดรกอยู่ฟะ! "

    "รีบช่วยเธอกันเร็ว ปิว! "

    "เอา พวกเราลุย! "

    โฮป เยลโล่ ไฮเจน พวกผู้ชายในกลุ่มต่างพูดออกมาพร้อมกันเช่นนั้น

    พวกเขาเริ่มรุมจับเจ้าหนู่ลี่แยกออกมาจากลี่ด้วยการพยายามง้างปากของเจ้าหนูลี่ออกกว้าง

    ตลกดีแฮะ

    "ชื่อพรุน… ใช่ไหม? "

    มีคนทักฉันท่ามกลางความวุ่นวายนี้ค่ะ

    ใครกันนะ?

    "มีอะไรหรือคะ… คุณวานาดิไนต์? "

    ชายที่ทักฉันคือบุรุษที่มีหูหมีนุ่มนิ่มน่าสัมผัส [วานาดิไนต์]

    เขาสูงสองเมตร มีขนสีแดงขึ้นเล็กน้อยตามแขนและขา ไหลกว้างเต็มไปด้วยกล้ามพอดีรูป ผมยาวสีแดงหวีเรียบปะบ่า และมีใบหน้าดูคมดุดันคล้ายผู้หญิง

    นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดตั้งแต่มาอยู่กลุ่มของเรา

    แถมยังใช้ภาษาของเราคล่องแคล่วชัดเจนอีกด้วย

    "เธอเป็น… ลูกสาวของ [บานา] ใช่ไหม? "

    "..."

    หืมมมม!?



    ***หมีกินแห้ว [วานาดิไนต์]

    ที่ตัวข้าถูกนำเสนอมาเป็นตัวประกันของพวกอสูรกายในชื่อของ [นักเรียนแลกเปลี่ยน] นั้น มันเป็นความคิดของท่านแม่เอง

    มารดาของข้าคือผู้กล้าของชนเผ่าหมี [รูบี้]

    ท่านแม่ถูกพวกอสูรกายที่รุกรานจับเป็นเชลย ดังนั้นจึงมีความรู้สึกหวาดกลัวพวกมันมาก และไม่กล้าที่จะขัดขืนพวกมัน

    พอเห็นว่าสู้ไม่ได้ ท่านแม่จึงมีความคิดสุดประเสริฐที่น่าถีบขึ้นมา

    นั่นคือการสร้างสายเลือดผสมระหว่างเผ่าสัตว์อันทรงเกียรติ์กับเผ่าอสูรที่ชั่วร้ายนั่นเอง

    ให้ตายสิ ท่านแม่นี่ก็ช่างคิดดีเหมือนกันนะ

    แต่ว่าจะให้สายเลือดอันทรงเกียรติ์ซึ่งเป็นลูกหลานของท่านเทพโนอาร์ มาแปดเปื้อนด้วยเลือดโสมมของพวกอสูรกายเนี่ยนะ?

    นี่เลยเป็นสาเหตุที่ท่านแม่ส่งข้ามาเป็นตัวประกันอย่างไม่ลังเล แล้วสั่งให้ข้าหาลูกสาวของ [บานา] ให้เจอซะ

    ส่วนตัวท่านแม่นะหรือ?

    เห็นท่านบอกว่าขอไปเรียนวิชามารยาหญิงจากผู้กล้าเผ่าแรคคูน [ออโทเครส] ก่อน แล้วเดียวจะตามมาทีหลังเพื่อหาทางจับกดชายที่ชื่อว่า [บานา] ให้ได้ด้วยตัวเอง

    ข้าไม่รู้จักบานาหรอก แต่เห็นท่านแม่ว่าเขาเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แถมดูแล้วมีอำนาจมากในกลุ่มของพวกอสูรกาย ดังนั้นจึงต้องการให้ข้าเข้ามาจับสายเลือดของเขาให้ได้

    ที่ท่านแม่รู้ว่ามันมีลูกสาว เห็นว่ารู้จากข่าววงเหล้าตอนที่ถูกจับเป็นเชลยศึกนี่แหละ

    แอบสงสัยเล็กน้อยอยู่เหมือนกันว่าเชลยเชี่ยอะไร ทำไมถึงมีการเลี้ยงเหล้าให้ด้วย

    ส่วนพ่อนะหรือ? เนื่องจากพ่อข้าแยกทางกับท่านแม่ไปตั้งแต่ที่ข้ายังเด็ก ดังนั้นเลยไม่มีความผูกพันธ์อะไรกับพ่อมาตั้งแต่แรกแล้ว

    แต่ว่า… จะให้ข้ามามีพ่อใหม่ตอนอายุ 19 เนี่ยนะท่านแม่?

    เอาเถอะ ถึงตอนแรกจะทำใจไม่ได้ แต่พอมาเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างกับตาตัวเอง ก็เริ่มเข้าใจความจริงบ้างแล้วเหมือนกัน

    ข้ารู้แล้วว่าพวกอสูรกายไม่ใช่จะเลวร้ายนัก

    พวกเขาเศร้าเป็น เจ็บแค้นเป็น และรักพวกพ้องไม่ต่างจากพวกเรา

    แต่ใช้ว่าอสูรกายทุกคนจะเป็นเหมือนกับเจ้าพวกติ๊งต๊องตรงหน้า

    ข้าเห็นมาแล้วว่าพวกมันถางป่าของพวกเรายังไง เห็นกับตาว่าพวกมันรุนรากธรรมชาติของพวกเรา ขุดดิน สร้างเมือง และขยับขยายตามอำเถอใจ ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของพวกมัน

    แถมพวกเราไม่มีอะไรที่จะไปต่อกรกับพวกมันได้สักอย่าง…

    เมื่อตระหนักว่าสู้ไม่ได้ การยอมก้มหัวแล้วยอมเป็นพวกมันนั้น อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ฉลาดกว่า

    เพราะแบบนั้นข้าเลยเริ่มทำตามที่ท่านแม่สั่ง นั่นคือการตามหาตัวลูกสาวของชายที่ชื่อบานา ซึ่งเธอคนนั้นอาจจะอยู่ในหมู่นักเรียนตรงหน้า ณ ตอนนี้

    ว่าแต่ใครคือลูกสาวของบานากัน? ที่ได้รับข้อมูลมาจากท่านแม่นั้น เห็นว่าเป็นอสูรเขาคู่เท่านั้นเอง

    ดังนั้นวิธีเดียวที่ข้าจะใช้ได้ คือการไล่ถามทีละคนไปเลยตรง ๆ เลยว่าใช่ลูกของบานาคนนั้นหรือเปล่า

    เริ่มจากยัยพรุนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกเลยแล้วกัน

    "ชื่อพรุน… ใช่ไหม? "

    "มีอะไรหรือคะ… วานาดิไนต์"

    เผ่าอสูรเขาคู่หันมาตอบข้าด้วยใบหน้าตายด้านไร้รอยยิ้ม

    "เธอเป็น… ลูกสาวของ [บานา] ใช่ไหม? "

    "..."

    ทำไมทำสีหน้าตกใจแบบนั้นละ?

    *ปึ่ง! *

    ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของข้าถูกพลังอันรุนแรงพลักจนจมมิดลงไปในเก้าอี้สีครีมด้านหลัง

    เสียงอันดังก้องนั้นทำให้ผู้คนโดยรอบหันมาจ้องมองตรงนี้เป็นสายตาเดียวกัน

    “ทำไมถึงรู้ได้ละคะ!? ”

    เธอพูดเช่นนั้นด้วยเสียงที่ร้อนรน

    เออ… เดียวนะ

    นี่จะบอกว่าข้าเดาถูกตั้งแต่คนแรกเลยเรอะ!

    ข้าหันไปทางร่างจำแลงของท่านเทพ [โนอาร์] ที่นั่งติดกับชายที่ถูกเลือกโดยพระเจ้า [ไพไรน์]

    ท่านเทพเอียงคอเป็นสัญญาณให้ผมทีหนึ่ง พร้อมกับใบหูแมวที่กระดิกไปมาอย่างร่าเริงน่ารัก

    หรือว่านี่จะเป็นการชี้นำของท่านเทพ!?

    ใช่แน่ ๆ ท่านต้องรู้ถึงความต้องการของข้า เลยชักนำข้าให้มาอยู่ร่วมกลุ่มกับเธอคนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

    ขอบคุณครับท่านเทพโนอาร์!

    “ตอบหน่อยค่ะว่าทำไมถึงรู้ได้? ฉันว่าฉันไม่เคยพูด [ชื่อเต็ม] ออกมาสักครั้งเลยนะคะ”

    “...”

    เอายังไงดีเนี่ย

    สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเสียแล้วสิ…

    ถ้าเสียงดังมากกว่านี้ เดียวพวกผู้คุมที่อยู่ชั้นล่างของยานพาหนะได้ยกโขยงกันขึ้นมาแน่

    งั้นพูดความต้องการของเราออกไปเลยแล้วกัน

    “ได้โปรดกรุณาคบกับผมด้วยครับ”

    เกิดความเงียบสงบราวกับป่าช้าขึ้นในชั่วอึดใจนั้น

    ใบหน้าของสตรีไร้อารมณ์ตรงหน้าเริ่มมีสีแดงระบายอ่อน ๆ ขึ้นบนผิวแก้มสีเขียว

    ไอร้อนจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากทางใบหู

    เขาคู่สีเลือดหมูได้กลายเป็นสีแดงฉานเหมือนเหล็กร้อนที่โยนเข้าเตาเผา

    “โอ๊ววววววววว! ”

    พร้อมกับเกิดเสียงระเบิดของผู้คนดังลั่นตามมาเพื่อทำลายความสงบนั้นลง

    ชิบหายแล้วไงตรู

    ดันลืมไปซะสนิทเลย ว่ากำลังอยู่ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากนะ...