วันที่ 9 เดือนเอนมูว์ทัวร์
วัตถุลึกลับสีเทาจำนวนสิบคันกำลังวิ่งผ่านป่าสีแดงขนาดใหญ่
มันมีรูปทรงคล้ายหัวจรวดท้องแบนราบ มีผิวโค้งมนเหมือนหัวปลาวาฬ และมีประกายแสงส่องจากผิวรอบ จนดูคล้ายกับเป็นประกายแสงจากดวงตาของสัตว์ร้าย
บรรดาสัตว์ป่าที่เห็นแสงนั้น ต่างพากันหลีกหนีถอยห่างเพราะความหวาดกลัวต่อประกายแสงดวงตาจำลองอันน่าหวาดหวั่น
ใต้ท้องผิวเรียบของมันมีช่องแสงสีฟ้าคับแคบวิ่งเป็นเส้นขนานยาวปรากฏให้เห็น
ลมไอออนสีฟ้าที่แผ่กระจายออกมาจากช่องเหล่านั้น กำลังทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการบินและการทรงตัวของยานเหาะเลียบพื้นลำนี้
หากยืนรับลมอยู่ในระยะใกล้ ก็จะได้ยินเพียงแค่เสียงวิ่งตัดอากาศเบาบางอันไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์รบกวนให้หนวกหู
มันวิ่งแทรกผ่านกลางป่า ผ่านแมกไม้สีแดงที่สั่นไหว วิ่งผ่านผืนป่าทึบอย่างอ่อนโยนด้วยความเงียบของมัน
แม้แต่ใบไม้เปลี่ยนสีพลัดใบที่พร้อมจะร่วงโรยหากมีสายลมพัดมากระแทก ก็ยังแทบจะไม่ขยับในตอนที่วัตถุแปลกปลอมนี้วิ่งผ่าน
วัตถุแปลกปลอมทั้งสิบคันนั้น กำลังขนนักเรียนแผนกการทหารกับจำนวนสามร้อยชีวิต กับนักเรียนแลกเปลี่ยนจำนวนหนึ่งร้อยชีวิตเอาไว้
โดยมีเป้าหมายคือการมาศึกษาป่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป
หรือก็คือส่วนปากทางเข้าของดินแดน [ป่าเส้นดายดำ] นั่นเอง
***วีรสตรีรุ่นสิบ [พรุน]
“ปี้~”
“อย่าซนสิค่ะลี่จัง”
สัตว์รูปร่างคล้ายงูตัวยาวขนาดสองเมตรกำลังโผล่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีเทา แล้วเลื้อยไต่ขึ้นมาตามแขนสีเขียว
เกล็ดอ่อนสีฟ้าของมันกำลังสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับ ประดุจเป็นอัญมณีเลอค่าอยู่บนแขนข้างขวาของฉัน
มีเกล็ดขึ้นตามตัวแล้วหรือ เจ้าหนูลี่ไปแอบลอกคราบมาตอนไหนกันจ๊ะ~
“เรียกฉันหรือดอง? ”
“ปี้? ”
ลี่กับหนูลี่หันมาทางฉันพร้อมกัน
“กรี๊ด!? นั่นมันเจ้ามังกรตัวแสบเมื่อตอนนั้นนี่ดอง! ”
“ปี้~”
“ปุฮิ!?!! @#%%$&%^*%”
หนูลี่กระโจนออกจากอ้อมแขนของฉันแล้วงับหัวของลี่
ไม่สิ เนื่องจากตัวใหญ่ขึ้นแล้ว รอบนี้เลยกลืนลงไปครึ่งตัวได้ภายในการอ้าปากเพียงครั้งเดียวค่ะ
แต่เจ้าหนูลี่เป็นเด็กฉลาด ดังนั้นที่มันทำจึงเป็นแค่การหยอกเล่นเท่านั้นค่ะ
“นั่นเธอทำอะไรนะพรุน เขาไม่ให้เอาสัตว์เลี้ยงเข้ามาร่วมคาบเรียนนะ”
“แอบนิดแอบหน่อยไม่เป็นไรหรอกค่ะดิวซ์ อีกอย่าง พวกอาจารย์ประจำอยู่ชั้นล่างของรถ ดังนั้นไม่มีทางความแตกได้หรอกค่ะ”
“…ถ้าโดนอาจารย์จับได้ ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยนะ”
สตรีเผ่ามนุษย์ที่สวมชุดรัดกุมสีดำใต้ผ้าคลุมสีขาวที่คุยกับฉันเมื่อกี้มีชื่อว่า [ดิวซ์]
เธอเป็นเพื่อนสมัยเด็กของลี่ เป็นเผ่ามนุษย์ที่สวยสง่างาม มีผิวสีเทน ตัวสูงใหญ่ และยังมีรูปร่างหน้าตาดี
ถึงจะพึ่งทำความรู้จักกับเธอเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนว่าเคยเจอเธอเมื่อนานมาแล้ว
ดิวซ์หันไปมองร่างของลี่ที่ดิ้นรนอยู่บนเก้าอี้เพราะถูกกลืนลงไปครึ่งร่าง
ไม่สิ ตอนนี้ถูกกลืนจมมิดไปถึงต้นขาแล้วค่ะ
"ว่าแต่เป็นลูกมังกรวารีที่น่ารักน่าเอ็นดูจัง"
"ใช่มั้ยละคะ"
ดิวซ์ชมสัตว์เลี้ยงของฉันไปพร้อมกับลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน
ฉันรู้สึกมีความสุขมากทีเดียวที่มีคนชมมัน
เป็นความรู้สึกเดียวกับพ่อแม่ที่มีคนมาชมลูกนั่นละ
"..."
พอพูดถึงท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว ฉันก็มานั่งคิด
ที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้มันถูกต้องหรือเปล่านะ?
ทำตัวออกห่างจากเงาของพ่อแม่ หนีออกมาพึ่งตัวเองเพื่อล่าตามความฝันที่จะเป็นจอมเวทมนตร์ โดยไม่สนใจความต้องการของพ่อกับแม่เลยสักนิด
พวกท่านมักย้ำเสมอว่าฉันควรก้าวไปในพรสวรรค์ของตัวเองจะดีกว่า แต่… มาถึงขนาดนี้แล้วจะให้หันหลังกลับก็กระไรอยู่
ดื้อนิดดื้อหน่อยคงไม่เป็นการผิดต่อคำสอนพระแม่ไกอาหรอกใช่ไหมคะ?
"อุเกียก! "
"ปี้! "
ในตอนนั้นเองที่เบาะนั่งสีครีมด้านข้างเกิดความวุ่นวายขึ้น
ร่างของภูติตัวน้อยกำลังดิ้นอยู่ค่ะ
แถมดิ้นต่อต้านแรงมาก จนดูเหมือนกับเด็กที่กำลังฟาดงวงฟาดงาเลยค่ะ
แต่กลายเป็นว่าพอทำแบบนี้ เลยไปกระตุ้นต่อมเจ้าหนูลี่ให้เข้าใจผิด ว่าเธอกำลังเล่นกับมัน มันเลยยิ่งกลืนลึกลงท้องมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
"เฮ้ย!? ลี่กำลังโดนมังกรวารีของพรุนแดรกอยู่ฟะ! "
"รีบช่วยเธอกันเร็ว ปิว! "
"เอา พวกเราลุย! "
โฮป เยลโล่ ไฮเจน พวกผู้ชายในกลุ่มต่างพูดออกมาพร้อมกันเช่นนั้น
พวกเขาเริ่มรุมจับเจ้าหนู่ลี่แยกออกมาจากลี่ด้วยการพยายามง้างปากของเจ้าหนูลี่ออกกว้าง
ตลกดีแฮะ
"ชื่อพรุน… ใช่ไหม? "
มีคนทักฉันท่ามกลางความวุ่นวายนี้ค่ะ
ใครกันนะ?
"มีอะไรหรือคะ… คุณวานาดิไนต์? "
ชายที่ทักฉันคือบุรุษที่มีหูหมีนุ่มนิ่มน่าสัมผัส [วานาดิไนต์]
เขาสูงสองเมตร มีขนสีแดงขึ้นเล็กน้อยตามแขนและขา ไหลกว้างเต็มไปด้วยกล้ามพอดีรูป ผมยาวสีแดงหวีเรียบปะบ่า และมีใบหน้าดูคมดุดันคล้ายผู้หญิง
นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดตั้งแต่มาอยู่กลุ่มของเรา
แถมยังใช้ภาษาของเราคล่องแคล่วชัดเจนอีกด้วย
"เธอเป็น… ลูกสาวของ [บานา] ใช่ไหม? "
"..."
หืมมมม!?
***หมีกินแห้ว [วานาดิไนต์]
ที่ตัวข้าถูกนำเสนอมาเป็นตัวประกันของพวกอสูรกายในชื่อของ [นักเรียนแลกเปลี่ยน] นั้น มันเป็นความคิดของท่านแม่เอง
มารดาของข้าคือผู้กล้าของชนเผ่าหมี [รูบี้]
ท่านแม่ถูกพวกอสูรกายที่รุกรานจับเป็นเชลย ดังนั้นจึงมีความรู้สึกหวาดกลัวพวกมันมาก และไม่กล้าที่จะขัดขืนพวกมัน
พอเห็นว่าสู้ไม่ได้ ท่านแม่จึงมีความคิดสุดประเสริฐที่น่าถีบขึ้นมา
นั่นคือการสร้างสายเลือดผสมระหว่างเผ่าสัตว์อันทรงเกียรติ์กับเผ่าอสูรที่ชั่วร้ายนั่นเอง
ให้ตายสิ ท่านแม่นี่ก็ช่างคิดดีเหมือนกันนะ
แต่ว่าจะให้สายเลือดอันทรงเกียรติ์ซึ่งเป็นลูกหลานของท่านเทพโนอาร์ มาแปดเปื้อนด้วยเลือดโสมมของพวกอสูรกายเนี่ยนะ?
นี่เลยเป็นสาเหตุที่ท่านแม่ส่งข้ามาเป็นตัวประกันอย่างไม่ลังเล แล้วสั่งให้ข้าหาลูกสาวของ [บานา] ให้เจอซะ
ส่วนตัวท่านแม่นะหรือ?
เห็นท่านบอกว่าขอไปเรียนวิชามารยาหญิงจากผู้กล้าเผ่าแรคคูน [ออโทเครส] ก่อน แล้วเดียวจะตามมาทีหลังเพื่อหาทางจับกดชายที่ชื่อว่า [บานา] ให้ได้ด้วยตัวเอง
ข้าไม่รู้จักบานาหรอก แต่เห็นท่านแม่ว่าเขาเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แถมดูแล้วมีอำนาจมากในกลุ่มของพวกอสูรกาย ดังนั้นจึงต้องการให้ข้าเข้ามาจับสายเลือดของเขาให้ได้
ที่ท่านแม่รู้ว่ามันมีลูกสาว เห็นว่ารู้จากข่าววงเหล้าตอนที่ถูกจับเป็นเชลยศึกนี่แหละ
แอบสงสัยเล็กน้อยอยู่เหมือนกันว่าเชลยเชี่ยอะไร ทำไมถึงมีการเลี้ยงเหล้าให้ด้วย
ส่วนพ่อนะหรือ? เนื่องจากพ่อข้าแยกทางกับท่านแม่ไปตั้งแต่ที่ข้ายังเด็ก ดังนั้นเลยไม่มีความผูกพันธ์อะไรกับพ่อมาตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ว่า… จะให้ข้ามามีพ่อใหม่ตอนอายุ 19 เนี่ยนะท่านแม่?
เอาเถอะ ถึงตอนแรกจะทำใจไม่ได้ แต่พอมาเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างกับตาตัวเอง ก็เริ่มเข้าใจความจริงบ้างแล้วเหมือนกัน
ข้ารู้แล้วว่าพวกอสูรกายไม่ใช่จะเลวร้ายนัก
พวกเขาเศร้าเป็น เจ็บแค้นเป็น และรักพวกพ้องไม่ต่างจากพวกเรา
แต่ใช้ว่าอสูรกายทุกคนจะเป็นเหมือนกับเจ้าพวกติ๊งต๊องตรงหน้า
ข้าเห็นมาแล้วว่าพวกมันถางป่าของพวกเรายังไง เห็นกับตาว่าพวกมันรุนรากธรรมชาติของพวกเรา ขุดดิน สร้างเมือง และขยับขยายตามอำเถอใจ ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของพวกมัน
แถมพวกเราไม่มีอะไรที่จะไปต่อกรกับพวกมันได้สักอย่าง…
เมื่อตระหนักว่าสู้ไม่ได้ การยอมก้มหัวแล้วยอมเป็นพวกมันนั้น อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ฉลาดกว่า
เพราะแบบนั้นข้าเลยเริ่มทำตามที่ท่านแม่สั่ง นั่นคือการตามหาตัวลูกสาวของชายที่ชื่อบานา ซึ่งเธอคนนั้นอาจจะอยู่ในหมู่นักเรียนตรงหน้า ณ ตอนนี้
ว่าแต่ใครคือลูกสาวของบานากัน? ที่ได้รับข้อมูลมาจากท่านแม่นั้น เห็นว่าเป็นอสูรเขาคู่เท่านั้นเอง
ดังนั้นวิธีเดียวที่ข้าจะใช้ได้ คือการไล่ถามทีละคนไปเลยตรง ๆ เลยว่าใช่ลูกของบานาคนนั้นหรือเปล่า
เริ่มจากยัยพรุนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกเลยแล้วกัน
"ชื่อพรุน… ใช่ไหม? "
"มีอะไรหรือคะ… วานาดิไนต์"
เผ่าอสูรเขาคู่หันมาตอบข้าด้วยใบหน้าตายด้านไร้รอยยิ้ม
"เธอเป็น… ลูกสาวของ [บานา] ใช่ไหม? "
"..."
ทำไมทำสีหน้าตกใจแบบนั้นละ?
*ปึ่ง! *
ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของข้าถูกพลังอันรุนแรงพลักจนจมมิดลงไปในเก้าอี้สีครีมด้านหลัง
เสียงอันดังก้องนั้นทำให้ผู้คนโดยรอบหันมาจ้องมองตรงนี้เป็นสายตาเดียวกัน
“ทำไมถึงรู้ได้ละคะ!? ”
เธอพูดเช่นนั้นด้วยเสียงที่ร้อนรน
เออ… เดียวนะ
นี่จะบอกว่าข้าเดาถูกตั้งแต่คนแรกเลยเรอะ!
ข้าหันไปทางร่างจำแลงของท่านเทพ [โนอาร์] ที่นั่งติดกับชายที่ถูกเลือกโดยพระเจ้า [ไพไรน์]
ท่านเทพเอียงคอเป็นสัญญาณให้ผมทีหนึ่ง พร้อมกับใบหูแมวที่กระดิกไปมาอย่างร่าเริงน่ารัก
หรือว่านี่จะเป็นการชี้นำของท่านเทพ!?
ใช่แน่ ๆ ท่านต้องรู้ถึงความต้องการของข้า เลยชักนำข้าให้มาอยู่ร่วมกลุ่มกับเธอคนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
ขอบคุณครับท่านเทพโนอาร์!
“ตอบหน่อยค่ะว่าทำไมถึงรู้ได้? ฉันว่าฉันไม่เคยพูด [ชื่อเต็ม] ออกมาสักครั้งเลยนะคะ”
“...”
เอายังไงดีเนี่ย
สถานการณ์เริ่มวุ่นวายเสียแล้วสิ…
ถ้าเสียงดังมากกว่านี้ เดียวพวกผู้คุมที่อยู่ชั้นล่างของยานพาหนะได้ยกโขยงกันขึ้นมาแน่
งั้นพูดความต้องการของเราออกไปเลยแล้วกัน
“ได้โปรดกรุณาคบกับผมด้วยครับ”
เกิดความเงียบสงบราวกับป่าช้าขึ้นในชั่วอึดใจนั้น
ใบหน้าของสตรีไร้อารมณ์ตรงหน้าเริ่มมีสีแดงระบายอ่อน ๆ ขึ้นบนผิวแก้มสีเขียว
ไอร้อนจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากทางใบหู
เขาคู่สีเลือดหมูได้กลายเป็นสีแดงฉานเหมือนเหล็กร้อนที่โยนเข้าเตาเผา
“โอ๊ววววววววว! ”
พร้อมกับเกิดเสียงระเบิดของผู้คนดังลั่นตามมาเพื่อทำลายความสงบนั้นลง
ชิบหายแล้วไงตรู
ดันลืมไปซะสนิทเลย ว่ากำลังอยู่ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากนะ...