ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๒๕ มาช้ายังดีกว่าไม่มา

            อนันต์ยืนโดดเด่นเป็นที่สนใจของยอดยุทธ์ทั้งวิหาร มันเป็นบุรุษหนุ่มแต่งกายเรียบหรูท่าทางกรุ้มกริ่มเจ้าสำอาง เท่าที่มองดูเพียงอายุยี่สิบปลายๆ แต่กลับมีพลังปราณลึกล้ำสุดหยั่ง

            ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งร้องอุทาน .. “อาาา .. อย่าบอกนะว่า .. นั่นคือ องค์ชายอนันตราช”

            ยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งกล่าว “มิผิด .. ชายผู้นี้คือ กระบี่เทพประจิม แห่งแคว้นมหาการีย์”

            ฮืออออ .. เสียงเซ็งแซ่ดังไปทั่ว “.. กระบี่เทพประจิม .. สุดยอดปรมาจารย์ลำดับแปดแห่งทำเนียบยอดยุทธ์”

            องค์ชายอนันตราชกล่าวกับทั้งหมด “งานชุมนุมช่างคึกคักอะไรเช่นนี้”

            แล้วจึงหันไปยกมือคารวะมังกรเรืองโรจน์ กล่าวขึ้นว่า “ผู้เยาว์มาสาย ต้องขอขมาท่านผู้เฒ่าแล้ว”

            อื่มมม .. มังกรเรืองโรจน์รับคารวะแต่ยังมิทันได้กล่าววาจา เป็นองค์ชายวรราชกล่าวแทรกขึ้นว่า “นับเป็นเกียรติที่องค์ชายใหญ่ แห่งแคว้นมหาการีย์ .. มาเป็นสักขีพยานในครานี้”

            องค์ชายอนันตราชทำท่าแปลกใจ กล่าวว่า “ได้ยินมาว่า .. แคว้นโอริสาแต่งตั้งรัชทายาทแล้วหรือ ..”

            เทวีจินเยว่เสนอหน้า กล่าวขึ้นว่า “มิใช่เพียงแต่งตั้งรัชทายาท แต่เป็นการผลัดแผ่นดินของราชันองค์ใหม่”

            อาา .. องค์ชายอนันตราชอุทาน กลุ่มบุคคลเหล่านี้ช่างเปิดเผย มันกล่าวว่า “เช่นนั้นหรือ .. ช่างน่ายินดี .. ช่างน่ายินดี”

            ฮา .. องค์ชายวรราชหัวเราะ กล่าวว่า “ท่านก็ยินดี สนับสนุนด้วย”

            องค์ชายอนันตราชกล่าว “มิได้ .. มิได้ .. นั่นเป็นเรื่องภายในของโอริสา ข้าเป็นบุคคลภายนอกไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้”

            “ฮา .. กล่าวได้ดี” นักพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะกล่าว “นี่เป็นการเริ่มต้น แห่งยุคสมัยของคนหนุ่มสาวโดยแท้ ..”

            องค์ชายอนันตราชหันไปคารวะต่อนักพรตสัมผัสฟ้า กล่าวว่า “คารวะท่านนักพรตผู้เฒ่า .. นี่ท่านก็เห็นดีเห็นงามด้วย ..”

            นักพรตสัมผัสฟ้านำมือลูบเคราขาวกล่าวว่า “เรื่องราวล้วนถูกลิขิตไว้แล้ว มิมีใครสามารถแปรเปลี่ยนได้ ..”

            “ว่าแต่ ..” องค์ชายอนันตราชหันไปกล่าว “นี่องค์ราชาจะเกษียณแล้วหรือ ช่างน่ายินดีที่มีลูกหลานมากความสามารถมาดูแลแว่นแคว้นแทน”

            แต่กลับไม่พบเจอราชาชรา เนื่องด้วยมันถูกอารักขาไปนอกวิหารอันวุ่นวายนี่เสียแล้ว

            แล้วจึงค่อยๆ ก้าวเดินไปยังมังกรเรืองโรจน์ เมื่อไปถึงก็ประคองพาก้าวเดินไปยังด้านบน .. มังกรเรืองโรจน์หามีท่าทีขัดขืนอันใดไม่

            ปากองค์ชายอนันตราชพล่ามกล่าว “ท่านราชาผู้เฒ่าชรามากแล้ว สมควรวางมือเสียที”

            มันนำมังกรเรืองโรจน์เดินเลยที่นั่งเดิมไป แล้วจึงเชื้อเชิญให้นั่งลงที่นั่งประธาน ซึ่งเคยเป็นที่ประทับขององค์ราชาเฒ่าองค์ปัจจุบัน

            องค์ชายอนันตราชกล่าวต่อ “งานราชการมีแต่เรื่องยุ่งยากวุ่นวาย .. เห็นทีท่านอาผู้เฒ่า คงไม่มีเวลาเดินหมากกับหลานแล้ว ฮา ฮา”

            .. การกระทำเช่นนี้ ทำฝ่ายยึดอำนาจลอบตื่นตระหนก

            องค์ชายวรราช “...”

            เทวีจินเยว่ “...”

            นักพรตสัมผัสฟ้าอุทานกล่าว “นี่ .. นี่ .. ท่าน ทำอันใด ..”

            องค์ชายอนันตราชหาให้คำตอบไม่ มันหันไปยืนมองกระบี่วิญญาณมังกรเล่มมหึมาที่ส่งแสงเรืองรอง กล่าวชื่นชมว่า “.. วิเศษ .. เป็นกระบี่วิเศษ สมคำร่ำลือนัก"

            มังกรเรืองโรจน์หันมากล่าวด้วยว่า “ขอบน้ำใจหลานชาย”

            องค์ชายอนันตราชตอบ “มิได้ .. มิได้ .. หากท่านตามาเอง ท่านก็จะกระทำเช่นนี้”

            .. ไม่มีใครล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมังกรโรจน์ และมหาเวทดาวดึงส์ ผู้เป็นตาขององค์ชายอนันตราช มังกรเรืองโรจน์นั่งเด่นอยู่บนที่นั่งประธานภายในวิหาร มีองค์ชายอนันตราชยืนอยู่ด้านข้าง ... ไม่ต้องบอกก็รู้เจตนาของการกระทำนี้

            องค์ชายวรราชกัดฟันกรอด คำรามว่า “นี่เจ้า ..”

            เทวีจินเยว่ออกมาห้ามปรามองค์ชายวรราช นางกล่าวถามขึ้นว่า “นี่ท่าน .. กล้าเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในแคว้นโอริสา หรือ ..”

            องค์ชายอนันตราชยังยืนชื่นชมกระบี่วิเศษ มันกล่าวอย่างไม่นำพา “ข้าเข้าใจผิดอันใด .. หรือผู้ที่จะขึ้นเป็นราชา หาใช่สมเด็จชัยอดิราช ผู้เป็นมหาอุปราชแห่งแคว้นโอริสา .. ผู้นี้ไม่”

            องค์ชายอนันตราชกล่าวต่อ “.. หากแม้นไม่เป็นตามนี้ สมควรมีการก่อกบฏแล้ว”

            .. วาจานี้ทำผู้คนทั้งวิหารเงียบกริบ

            “บัดซบ!” เสียงสบถของเจ้าณฤทธิ์แห่งแคว้นมัธยะปุรา ระหว่างสองแคว้นนี้ผูกความแค้นกันอย่างลึกล้ำ

            เจ้าณฤทธิ์กล่าวต่อ “เจ้าพวกมหาการีย์ ที่นี่มิใช่ที่ที่เจ้าจะมาวางอำนาจ” .. น้ำเสียงของมันชิงชังองค์ชายอนันตราชผู้นี้เป็นที่สุด

            องค์ชายอนันตราชตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า “ที่แท้ ก็บุตรชายของเจ้านพฤทธิ์ .. นี่ท่านก็ร่วมรู้เห็นด้วย ..”

            “นี่เจ้า!” เจ้าณฤทธิ์ถูกโยนเผือกร้อนเข้าใส่มือถึงกลับสะดุ้งโหยง มันเปลี่ยนท่าทีเป็นกล่าวว่า “ล้วนเป็นเรื่องภายในแคว้นโอริสา .. ผู้ใดจะขึ้นเป็นราชา .. แคว้นของข้ายินดีผูกสัมพันธ์ด้วยเสมอ”

            เจ้าโกสุมชัยก้าวออกมา กล่าวขึ้นว่า “.. อย่าถือดีเกินไป .. ชาวมหาการีย์วางอำนาจเกินไปแล้ว”

            องค์ชายอนันตราชหันกลับมา “อ่า .. ท่าน คือ” .. มันทำท่าครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “อ่อ .. องค์รัชทายาทแคว้นโกษิยะ .. สินะ”

            เจ้าโกสุมชัยหน้าเจื่อนเล็กน้อย กล่าวต่อ “ใช่ .. ข้า .. องค์ชายรัชทายาท แคว้นโกษิยะ .. ทำไมเกิดความกริ่งเกรงขึ้นมาหล่ะสิ”

            องค์ชายอนันตราชกล่าว “นับถือ .. นับถือ .. ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้เจอตัวจริง .. ต้องขอคารวะแล้ว ..”

            ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ ทำทั้งหมดต้องหันกลับมามอง

            ผู้มาคือกระบี่ทลายนภา ปรมาจารย์เฒ่าในชุดยาวขาวสะอาด กำลังก้าวเดินออกมาด้วยท่าทางสุขุม

            เจ้าโกสุมชัยกล่าวอย่างยำเกรงว่า “ทะ .. ท่านมหาราชครู ..” แล้วจึงหลบไปยืนด้านข้าง

            นอกจากจะเป็นเจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ อีกฐานะหนึ่งของกระบี่ทลายนภา คือมหาราชครูแห่งแคว้นโกษิยะ นับว่าเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มากบารมีแห่งยุทธภพโดยแท้

            กระบี่ทลายนภามือหนึ่งไพล่หลังอีกมือหนึ่งลูบเคราสีดอกเลาบางเบาที่ยาวถึงกลางอก แล้วกล่าวกับองค์ชายอนันตราชว่า “สมกับเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นลำดับท้ายสุดในทำเนียบยอดยุทธ์”

            .. คำกล่าวคล้ายยกย่อง .. แต่ฟังอีกครากลับไม่เป็นเช่นนั้น .. เนื่องเพราะมันถูกจัดอยู่ลำดับหก ซึ่งเป็นลำดับที่สูงกว่า

            กระบี่ทลายนภากล่าวต่อ “ทั้งกำลังทหารแคว้นมหาการีย์ ทั้งปราณยุทธ์ดาวดึงส์อันเลิศภพ ทำท่านเจิดจรัสเช่นดาวประกายพรึก .. ช่างน่ายกย่องนัก”

            .. อาาา .. ผู้คนในวิหารอุทาน .. คำกล่าวนี้แผงความหมายใด .. หรือที่กระบี่เทพประจิมโดดเด่นขึ้นมาเป็นเพราะปูมหลังของมัน ที่เป็นองค์ชายแคว้นมหาการีย์ ทั้งยังเป็นหลานของมหาเวทดาวดึงส์อีก

            องค์ชายอนันตราชกล่าวตอบว่า “ลำดับในทำเนียบยอดยุทธ์ ล้วนเป็นผู้คนว่างงานจัดสรรกันขึ้นมา .. ข้าหาให้ความสนใจไม่” มันยิ้มแล้วกล่าวต่อ “แต่ที่แน่ๆ คงมิใช่เหตุบังเอิญ ที่ข้าติดอยู่ในทำเนียบยอดยุทธ์แห่งแผ่นดินกระมัง”

            ฮึ ฮึ .. องค์ชายอนันตราชหัวเราะในลำคอ แล้วล้วงหยิบพัดพับออกมากางดัง .. พรึบบบบ .. พัดทำด้วยไม้และกระดาษชั้นเลิศ ภายในเป็นรูปวาดทิวทัศน์ป่าไม้ทิวเขาอันวิจิตร

            มือกระพือพัดเบาๆ องค์ชายอนันตราชหลี่ตามองกระบี่ทลายนภากล่าวว่า “จะกล่าวไปลำดับแปด กับลำดับหก ก็มิได้ห่างกันนัก .. ท่านคิดเห็นเช่นไร”

            .. องค์ชายอนันตราชก็ไม่ยอมให้ถูกปรามาสอยู่ฝ่ายเดียว สีหน้าแววตาของมันช่างท้าทายต่อบุรุษเฒ่าที่ได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งยุค

            ฮา ฮา ฮา .. กระบี่ทลายนภาหัวเราะ กล่าวว่า “วาจาช่างแหลมคม อยากจะรู้นักว่า ปราณดาวดึงส์ของบุคคลรุ่นหลัง .. ใช่ยังน่ายำเกรงอยู่หรือไม่”

            มังกรเรืองโรจน์นั่งพิจารณาสถานการณ์ ทั้งการชิงอำนาจภายในโอริสาและชาวยุทธจักร ล้วนเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ตอนนี้มีกลุ่มที่แสดงตัวตนอย่างชัดเจน

            กลุ่มหนึ่งนำโดยองค์ชายวรราช เทวีจินเยว่ นักพรตสัมผัสฟ้า แสงสูรย์วิหารเทพสุริยะที่มีสมาพันธ์ปักษาเทวาอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งยังมีกระบี่ทลายนภาแคว้นโกษิยะอีก

            หนึ่งคือกลุ่มอำนาจเดิมของโอริสา องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม และองค์ชายอนันตราชที่เข้ามาสอดแทรก

            อีกหนึ่งคือกลุ่มชาวยุทธ์ที่ถือสัตย์คุณธรรม .. สำนักบุปผาเหมันห์ เรือนจิตจำรัส ทั้งวิหารเทวีจันทราด้วย

            ตัวแทนแคว้นอื่นๆ ยังมองผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก .. ในส่วนชาวยุทธ์ บุคคลที่แข็งขืนก็ถูกกำจัดไปเสียแล้ว ที่ยังอยู่ก็ถูกแพร่พิษและพร้อมโอนอ่อนเพื่อรักษาชีวิตของตน

            กระบี่ทลายนภาชุดขาวกระพือพลิ้ว ปราณนภาลัยขาวบริสุทธิ์ห่อหุ้มร่างกาย ทุกย่างก้าวราวเทพเซียนเหาะเหินมาจากสวรรค์

            องค์ชายอนันตราชกระบี่เทพประจิมหรี่ตามอง ปราณดาวดึงส์ม่วงกระจายออกรอบข้าง ค่อยๆ ก้าวเดินลงมาอย่างไม่เกรงกลัว

            ยอดยุทธ์ภายในวิหารหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน ต่างบรรลุขอบเขตจิตตยุทธ์ พลังฝีมือเพลงกระบี่เป็นที่ลือลั่นไปทั่วยุทธภพ

            .. เห็นทีการประมือของยอดยุทธ์ระดับปรมาจารย์ทั้งสองกำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

            กระบี่ทลายนภายิ้มเยาะกล่าว “วันนี้ขอตบตีผู้เยาว์สักครั้ง .. ฮา ฮา” แล้วจึงพุ่งกายเนิบนาบ มือทั้งสองยืดนิ้วชี้กลางออก

            .. ดัชนีวายุ !

            กระบี่เทพประจิมกล่าว “.. ขอรับการสั่งสอน” .. คนตั้งรับร่ายรำพัดในมือ

            .. เคลื่อนดาวดึงส์ !

            ปราณสีม่วงรอบกายกระบี่เทพประจิมเกิดแสงระยิบระยับคล้ายภาพหลอนของดวงดาวบนท้องฟ้า

            กระบี่ทลายนภากลายเป็นเส้นแสงสีขาวใสวูบไหวแหวกพุ่งเข้าไปกลุ่มดวงดาวม่วงนั้น วิชาดัชนีปะทะถูกพัดจีบอย่างจัง

            .. เปรี้ยง ! .. พลังปราณสองสายสาดกระจาย ทำมิติรอบข้างยุบย่น

            ฮึ .. กระบี่ทลายนภาเยาะยิ้มอีก .. มันทะลวงรุกต่อ ก่อเกิดดัชนีนับร้อยเป็นลำแสงพุ่งเข้าหา .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ !

            กระบี่เทพประจิมร่ายรำพัดจีบในมือรับดัชนีอย่างแน่นหนา .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง !

            กระบี่ทลายนภาพลิกกายวนออก ร่างไหววูบวาบกลายไปเงาปราณนับสิบร่างห้อมล้อมกระบี่เทพประจิม แล้วส่งพลังดัชนีพุ่งโจมตีจากทุกซอกมุม .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ ! .. ซี่ !

            ฮา .. กระบี่เทพประจิมหัวเราะเบาๆ .. พัดจีบนับร้อยปัดป้องเต็มผืนฟ้า .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง !

            .. ยอดยุทธ์ในวิหารต่างปากอ้าตาค้าง พลังยุทธ์ระดับนี้ทำพวกมันสำนึกตัวเป็นเพียงแค่มดปลวก .. เพียงช่วงกะพริบตา ทั้งสองปะทะกันกว่าพันครั้งแล้ว

            กระบี่ทลายนภากล่าว “ทารกน้อย .. บิดาเอาจริงละนะ ..” แล้วจึงยื่นดัชนีออก

            ดัชนีเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าคล้ายเชื่องช้าเนิบนาบ ทุกๆ หุนที่เคลื่อนผ่านได้ชักนำพลังธรรมชาติของโลกหล้ามาสะสมที่ปลายดัชนีนั้น

            .. ดัชนีนภาลัย !!!

            กระบี่เทพประจิมหรี่ตามอง วิชายุทธ์ปรมาจารย์เฒ่าสูงส่งสมคำร่ำลือ .. ทั้งโลกเปลี่ยนเป็นมืดมิด มีเพียงแสงเจิดจ้าที่ปลายดัชนี แสงนั้นค่อยๆ ทวีความบริสุทธิ์เข้มข้น

            พลังดัชนีเคลื่อนเข้าหาอย่างช้าๆ .. เกิดความรู้สึกไม่สามารถหลบหนี บังคับให้กระบี่เทพประจิมต้องรับดัชนีนั้น

            กระบี่เทพประจิมหุบพัดจีบ โคจรปราณดาวดึงส์นำส่วนปลายพัดเข้าต้านรับ .. พลังดัชนียังไม่มาถึง พัดจีบกลับไม่สามารถทนทาน ค่อยๆ ถูกย่อยสลายกลายเป็นเศษไม้เศษกระดาษลอยหลุดร่อน

            พัดจีบที่เหลืออีกครึ่งถูกดีดใส่พลังดัชนี .. พัดนั้นสลายวาบหายไปราวมันไม่เคยมีอยู่ในโลก ..

            มือของกระบี่เทพประจิมแปรเปลี่ยนเป็นหมัด ปราณดาวดึงส์ม่วงเคลื่อนหมุน ก่อเกิดกลุ่มดาวระยิบวิ่งวนมาที่หมัดนั้น

            .. หมัดมหารุทระ !!!

            เปรี๊ยงงง !!! .. ปราณนภาลัยกลืนกินทุกสิ่ง .. ปราณดาวดึงส์ม่วงสาดกระจาย ดวงดาวที่มีแหลกสลายไป

            ร่างกระบี่เทพประจิมถูกกระแทกถอยมาด้านหลัง .. ถึงแม้ดูเหมือนเพลี่ยงพล้ำ แต่พลังดัชนีของกระบี่ทลายนภาก็ถูกสลายด้วยหมัดเดียวหมัดนั้น

            ชิ ชิ .. กระบี่ทลายนภาสบถ ดูออกว่าคู่ต่อสู้เลี่ยงการปะทะโดยตรง จงใจจำกัดการทำลายของพลังดัชนีและผ่อนแรงถอยเพื่อลดความสูญเสีย มันกล่าว “.. กระบวนท่าเช่นนี้ .. หลานเฒ่าดาวดึงส์อันใด .. เห็นทีทำเนียบยอดยุทธ์บรรจุบุคคลผิดแล้ว .. ฮา”

            กระบี่เทพประจิมยิ้มให้อย่างไม่นำพา การปะทะหักหาญกับปรมาจารย์เฒ่าผู้มือพลังฝีมือลึกล้ำ .. ไม่ว่าแพ้หรือชนะยังต้องตอบแทนด้วยอาการบาดเจ็บ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับมันแน่นอน

            กระบี่เทพประจิมกล่าว “ลำดับหกที่ท่านอยู่ .. เห็นทีไม่ถูกต้องแล้ว ..”

            ฮา ฮา .. กระบี่ทลายนภาหัวเราะถูกใจ กล่าวขึ้นว่า “ลำดับสองของทำเนียบยอดยุทธ์ .. สำหรับข้า .. ไม่นับว่าน้อยไป ฮา ฮา”

            ฮิ กระบี่เทพประจิมกล่าว “เช่นนั้น .. ลองรับวิชาดาวดึงส์ของท่านตาหน่อยเป็นไร ..” แล้วจึงสะบัดฟาดฟันฝ่ามือออกกลางอากาศ

            .. ดาวดึงส์ม่วงพิฆาต !

            ปราณพิฆาตพุ่งกระจายออกจากสันมือ เป็นเส้นปราณสีม่วงยาวคมกริบจำนวนกว่าสิบเส้นพุ่งเข้าใส่กระบี่ทลายนภา

            กระบี่ทลายนภาปรับเปลี่ยนท่าร่างในทันใด คนงุ้มตัวไหว้แขนที่หน้าอก แล้วจึงดีดร่างสะบัดสองแขนออกเกิดเป็นปราการปราณใสบริสุทธิ์ครอบกายอยู่โดยรอบ

            .. นภาเจิดจรัส !

            .. บรึม ! .. บรึม ! .. บรึม ! .. บรึม ! .. บรึม ! .. ปราณดวงดึงส์สังหารถูกสกัดกั้นด้วยปราการปราณนั้น

            ฮา ฮา .. กระบี่ทลายนภาหัวเราะกล่าวเย้ยขึ้นว่า “.. ยังหนุ่มยังแน่น .. มีพลังเพียงเท่านี้หรอกหรือ”

            ฮิ ฮิ .. กระบี่เทพประจิมหัวเราะอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า “.. สมควรได้ลำดับสองจริงๆ”

            .. ทันใดนั้น

            ภายในวิหารเกิดแสงสีม่วงระยิบระยับแปลกประหลาดดังภาพหลอน ทุกที่เวิ้งว้างว่างเปล่าราวล่องลอยอยู่นอกพื้นพิภพ ก่อเกิดดวงดาวระยิบระยับ มิติรอบตัวกระเพื่อมไหว ประหนึ่งกระบี่เทพประจิมกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

            “เข้ามา!” .. กระบี่ทลายนภาผนึกพลังปราณเตรียมพร้อม ปราการปราณที่ครอบกายเพิ่มกำลังเข้มข้นส่องประกายวูบวาบ

            กระบี่เทพประจิมพุ่งกายเข้าหาดุจดาวตก .. ปราณฝ่ามือเป็นพลังปราณสีม่วงมีประกายดวงดาวนับร้อยโคจรหมุนวน

            .. รุทระล้างโลกา !

            .. แสงม่วงสว่างวาบดังการระเบิดของกลุ่มดาว

            .. พลังอันมหาศาลถูกส่งผ่านจากฝ่ามือบุรุษหนุ่มไปยังเบื้องหน้า

            .. วาบบบบ !!! ปราณนภาลัยใสบริสุทธิ์ของปรมาจารย์เฒ่าแปร่งประกายวูบหนึ่ง แต่พลังปราณนั้นถูกปราณดาวดึงส์ม่วงกลืนกินไป

            .. เปรี๊ยงงงงง !!! เสียงดังสนั่น .. พื้นที่ในระยะสิบก้าวถูกกวาดทำลายจนหมดสิ้น พลังปราณยังกระจายออกด้านข้างทำชาวยุทธ์ฝีมืออ่อนด้อยปลิวกระเด็น

            .. ชั่วครู่จึงสงบลง

            “.. รุนแรง .. พอสมใจท่านหรือไม่” กระบี่เทพประจิมกล่าวยืนมือไพล่หลัง มันอมยิ้มกล่าวเยาะว่า “.. อู้ววว .. กระบี่ดีนี่”

            “.. เจ้าเด็กเมื่อวานซืน” เสียงกัดฟันกล่าวของกระบี่ทลายนภา ในมือขวางกระบี่อยู่ในท่าตั้งรับ

            พลังทำลายล้างจากปราณดาวดึงส์สุดรุนแรง ในช่วงฉุกละหุกกระบี่ทลายนภาจึงต้องนำกระบี่วิเศษออกมา ถึงกระนั้นยังถูกกระแทกถอยไปกว่าสิบก้าว

            แต่กระนั้น .. พลังจากองค์ชายอนันตราชที่แสดงออก มีความรุนแรงเพียงหนึ่งในสิบส่วนของมหาเวทดาวดึงส์ผู้เป็นตาของมันเท่านั้น

            .. ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องอยู่กับการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างกระบี่ทลายนภาและกระบี่เทพประจิม

            .. ด้านหลังกระบี่วิญญาณมังกรที่ส่งแสงเจิดจ้า ปรากฏช่องมิติช่องหนึ่งเปิดขึ้น .. ว๊าบบบ !!!

            .. โอ่งดินเผาใบเขื่องหลุดทะลุออกมา .. บุ๊งงงงง !!!

            โอ่งปากกว้างใบอ้วน สูงเกือบมิดหัวชายโตเต็มวัย ค่อยๆ ถูกวางลงอย่างบรรจง .. กึ๊ก .. กึ๊กกก

            พบเห็นชายหนุ่มหัวโล้นร่างเกรอะกรังสะบักสะบอม เดินโซเซได้สองก้าว แล้วจึงเปลี่ยนเป็นคลานสี่ขา

            มันนั่งลงลิ้นห้อยหอบแฮ่กๆ แล้วทิ้งร่างนอนแผ่หลา .. ที่หน้าอกมีผ้าพันไว้ ภายในมีลูกวานรสภาพเกรอะกรังไม่แพ้กันนอนอยู่ภายใน

            แสงสว่างทำโลกทั้งโลกขาวโพลน สายตาของมันพร่าเลือน สองหูอื้ออึง สมองงุนงง .. ตอนนี้ไม่รู้ตนเองอยู่ที่ใด .. อุทัยกลับมาแล้ว .. มันหาหนทางกลับมาโลกมนุษย์จนได้ .. แต่มันนำสิ่งใดมาด้วยนะ

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน