เสียงปะทะของทั้งสองดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้ กลับเป็ร่างของเฟยซิ่ว ที่ลอยกระเด็นออกมาด้วยความรวดเร็วกระแทกเข้ากับกำแพงสวนที่พักของเฟยหรง แตกเป็รูทะลุออกไปถึง 30จั้ง
ส่วนจูเยว่กลับถูกผลักให้ถอยกลับเพียงเล็กน้อยซึ่งไม่ได้ทำให้เขาาเ็แต่อย่างใด
เมื่อจูเยว่ตั้งหลักได้มั่นคงจึงสะบัดแขนข้างที่ปะทะ ไพล่ไปด้านหลัง พร้อมกับครุ่นคิดขึ้นมา
"พลังหมัดเมื่อครู่ที่ข้ารับใช้ผู้นั้นใช้ออกมา หากข้าไม่ร่ายเวทย์กายาทองคำออกมารับมือร่างที่กระเด็นออกไปคงเป็ข้า หาใช่มัน!"
ตอนนี้เฟยซิ่วค่อยๆพยายามชันกายขึ้นมาสภาพของมันเรียกได้ว่า ไม่แตกต่างจากขอทานแม้แต่น้อยเพราะเสื้อผ้าที่ฉีกขาดทั่วทั้งตัว อันเกิดจากการที่กระแทกเข้ากับกำแพงและพื้นดินพร้อมทั้งเศษฝุ่นที่เกาะอยู่ตามตัว อีกทั้งยังมีเืที่ไหลออกจากมุมปากราวกับาเ็ภายใน มันได้จ้องมองไปยังนายน้อยด้วยดวงตาที่เบิกกว้างราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิด พร้อมกล่าวออกมา
“นะนายน้อย...ท่านช่าง..อัจฉริยะยิ่งนัก!”
ตอนนี้เฟยซิ่วอดไม่ได้ที่จะมองไปยังนายน้อยด้วยแววตานับถือ หาใช่สายตาที่เคยมองอย่างที่ผ่านมาในอดีตที่เสมือนมองไปยังน้องชายที่เอาแต่ใจ
“นายน้อย...หากท่านมีความสามารถถึงเพียงนี้...ฉไนเอาเวลาไปทำแต่เื่บัดซบมากมายเช่นนั้นเล่า?!หากท่านตั้งใจฝึกฝนั้แ่ 8 ปีที่แล้ว มิใช่ว่าระดับขั้นลมปราณของท่าน อาจถึงระดับ... ที่ข้าไม่สามารถจินตนาการได้หรอกรึ?!!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวชื่นชมของเฟยซิ่วจูเยว่หาได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะตัวเขาได้คาดไว้อยู่ก่อนแล้วว่าเมื่อร่ายเวทย์สนับสนุนลงไป ย่อมทำให้พลังโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
จูเยว่พยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวรับคำข้ารับใช้ออกมา
“เพียงเื่เล็กน้อย...อย่าได้ใส่ใจ”
ตอนนี้จูเยว่พอจะทราบระดับพลังของผู้คนในโลกใบนี้บ้างแล้ว หากตัวเขาใช้เพียงลมปราณเวทย์สามารถที่จะต่อสู้กับผู้ที่อยู่ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 5 ระดับสูงสุด ถึงขั้นที่ 6 ระดับต่ำได้ แต่หากคู่ต่อสู้ใช้ทักษะยุทธออกมาอาจทำให้ตัวเขาได้รับาเ็ได้เช่นกัน และการที่ตนใช้เวทย์ผสานเข้าไปในการโจมตีกลับสามารถเพิ่มพลังได้อีกถึง 2 ระดับ!
ดวงตาจูเยว่เป็ประกายขึ้นมาเพราะนั้นหมายความว่า แม้แต่ผู้ฝึกฝนระดับรวบรวมปราณขั้นที่ 7 ระดับสูงสุด หากตนโจมตียามที่คนผู้นั้นไม่ระวังตัวก็สามารถทำให้าเ็ได้!!
แต่จูเยว่ก็เก็บอารมณ์ดีใจลงไปอย่างรวดเร็วเพราะการประลองกับเฟยซิ่วนั้น หาได้มีเจตนาสังหารเป็เพียงการประลองพละกำลังอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากลูกเล่นหรือเล่ห์กลแต่อย่างใด หากในสถานการต่อสู้จริงอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งทำให้สิ่งที่เขาคาดคิดอาจไม่ถูกต้อง
เมื่อเสร็จสิ้นการประลองจูเยว่จึงหันไปกล่าวกับบิดา
“ท่านพ่อ...ข้าสามารถไปยังป่าลมหวน ได้แล้วใช่หรือไม่?”
ซึ่งตอนนี้บิดาของจูเยว่ได้แต่อ้าปากค้างด้วยสีหน้าตกตะลึง จนไม่รู้จะตกตะลึงเช่นไรแล้วเฟยหรงได้แต่คิดว่า นี่เป็บุตรชายตนที่ผู้คนภายในเมืองต่างว่ากล่าว ว่าไม่เอาไหนจริงๆเช่นนั้นรึ? หรือว่าตัวมันกำลังฝันไป?
แต่เมื่อเฟยหรงได้ยินเสียงบุตรชายกล่าวถามลอยเข้ามาทำให้ตัวมันหลุดออกจากภวังค์เมื่อรู้สึกตัวจึงรีบสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็วแล้วกล่าวตอบออกไป
“แน่นอน...ในเมื่อเ้ามีความสามารถ บิดาผู้นี่ย่อมไม่ปฏิเสธ! แต่เ้าควรทะลวงไปยังรวมลมปราณขั้นที่4 เสียก่อน ที่จะออกเดินทางไปยังป่าลมหวน” แม้เฟยหรงยังคงเป็ห่วงแต่ไม่้าขัดขวางความก้าวหน้าของบุตรชาย
เมื่อกล่าวจบเฟยหรงจึงหยิบของบางอย่างออกมาแล้วมอบให้แก่บุตร
“นี่เป็แหวนที่มีช่องว่างมิติอยู่ภายในมันจะสะดวกสำหรับเ้าในยามออกเดินทาง ข้างในแหวนมีเงินอยู่จำนวนหนึ่งน่าจะเพียงพอให้เ้าได้จับจ่ายใช้สอย...”
เมื่อจูเยว่ได้รับแหวนมิติมาเฟยหรงก็กล่าวแนะนำวิธีใช้ให้ทราบทันที
“จูเอ๋อร์...เ้าจงหยดเืทำสัญญาเป็เ้าของกับมันเสียก่อน แล้วจึงใช้พลังลมปราณถ่ายทอดลงไปภายในยามใช้งาน... แม้ในเมืองใหญ่ๆ มันจะไม่ได้หาได้ยากมากนักแต่สำหรับเมืองเล็กๆที่ห่างไกลของเรา มันมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น”
จูเยว่หันไปมองหน้าบิดาด้วยความซาบซึ้ง
แม้จะรู้สึกประหลาดใจกับแหวนมิติอยู่บ้างแต่โลกที่ตนจากมา ตัวเขาสามารถใช้เวทย์มิติ สร้างช่องว่างเพื่อเก็บของด้วยตนเองได้แต่ก็ต้องมีระดับพลังเวทย์ที่เพียงพอเสียก่อน การที่ได้แหวนมิติวงนี้มาจึงนับว่าเป็ประโยชน์กับตัวเขาเป็อย่างมาก
เมื่อเืถูกหยดลงไป แหวนได้มีปฏิกริยาตอบรับการเป็เ้าของทันทีจูเยว่ได้ลองถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าไป และเริ่มตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในก็พบกองเงินจำนวนหนึ่ง เป็เหรียญทองจำนวน 100 เหรียญ อีกทั้งยังมีตำราทักษะยุทธอีก 1 เล่มถูกวางอยู่
เมื่อจูเยว่คิดจะนำตำราออกมาเพื่อเปิดดูเสียงของบิดากลับดังแทรกขึ้นมาก่อน
“อ๊ะ!! พ่อพึ่งนึกขึ้นได้ว่าเื่ที่เ้าขอร้อง ให้ข้าไปสู่ขอแม่หนูตระกูลหลี่... เ้าจะให้พ่อไปพูดคุยเพื่อกำหนดวันแต่งเลยหรือไม่?” ตัวมันพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเรียกบุตรชายมาด้วยเื่อันใด จึงกล่าวถามออกไป
เพราะบุตรชายของตน เคยรบเร้าให้มันไปสู่ขอแม่หนูตระกูลหลี่อยู่หลายครั้งหลังจากที่ได้เห็นความงดงามของนางเพียงครั้งเดียวจากงานประลองฝีมือรุ่นเยาว์ภายในเมืองแสงอรุณ
แต่เมื่อจูเยว่ได้ยินในสิ่งที่บิดากล่าวถามความรู้สึกโมโหก็ปะทุขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้
“เ้า..จิติญญาบัดซบตัณหากลับ!!”
เขากัดฟันกล่าวกับตนเองอยู่ภายในทำให้ใบหน้าที่อารมณ์ดีเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนไปเป็เกรี้ยวโกรธขึ้นมา
“อะเอ่อ...หรือเ้าไม่้าที่จะแต่งงาน กับแม่หนูตระกูลหลี่ผู้นั้นแล้ว?”เฟยหรงรับรู้ถึงอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของบุตรชายที่คล้ายกับไม่พอใจในเื่งานแต่ง จึงได้กล่าวถามออกไป
จูเยว่ได้ยินคำถามของบิดาจึงรีบระงับอารมณ์ของตนเองให้สงบลง แล้วกล่าวตอบออกไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ... ข้ายังเยาว์นักและยัง้าฝึกฝนตนเองอีกมาก... จึงยังไม่้า ที่จะแต่งงานตอนนี้แต่อย่างใด”เขาเกรงว่าหากไม่ตอบออกไปให้ชัดเจน จะต้องถูกจับแต่งงานโดยที่ตนไม่เต็มใจอย่างแน่นอน
เมื่อเฟยหรงด้ยินคำตอบของบุตรชายก็รู้สึกอึ้งไม่น้อย แต่ก็รู้สึกว่าเป็เื่ที่ดี จึงไม่ได้กล่าวขัดออกไป
“เมื่อเป็เช่นนั้นก็ตามใจเ้า... ข้าก็เห็นด้วยกับเ้าในเื่นี้เช่นเดียวกันแม้ข้าจะเคยส่งจดหมายไปยังตระกูลหลี่เมื่อเดือนก่อนแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด จึงคิดจะไปกล่าวถามด้วยตนเองในวันพรุ่งนี้ถึงได้เรียกเ้ามาเพื่อสอบถามเสียก่อน”
เขายิ้มให้บุตรชายพร้อมกล่าวออกมาอีกว่า
“หากเป็เช่นนั้น...ก็ปล่อยให้เลยตามเลยก็แล้วกัน”