“หมายความว่ายังไงเหรอเซียที่ว่าจะสอนสิ่งที่ข้าจำเป็ต้องเรียนรู้ทั้งหมดน่ะ” ข้าถามอย่างสงสัย
“ก็หมายความว่าแบบนั้นแหละ!พวกพื้นฐานการประกอบอาชีพหรือพื้นฐานการดำรงชีวิต ข้าจะเป็คนสอนให้เอง!” อลีเซียพูดอย่างมั่นใจ
“อ...เอ๊ะ!?จะดีเหรอเซีย?” ข้าถามด้วยความกังวลคนที่ดูก็รู้ว่าอายุพอๆกันกับข้า จะสามารถสอนอะไรใครได้อย่างไร พูดเป็เล่นไป
“ทำไมเหรอ?”อลีเซียทำหน้าสงสัยก่อนจะตอบกลับมาด้วยความมั่นใจว่า“ลูชกลัวว่าข้าจะสอนไม่ได้ใช่ไหม ที่ข้าบอกไปว่าเป็ลูกขุนนางน่ะไม่ใช่ว่าข้าจะโกหกไปลอยๆ หรอกนะ คนเราน่ะจะโกหกอะไรก็ต้องดูด้วยว่าเราจะมีความสามารถพอที่จะทำให้เขาหลงเชื่อคำโกหกเราได้หรือเปล่าสิ่งที่ขุนนางควรจะรู้และแสดงออกน่ะ ข้าเรียนมาแล้ว ข้าสอนได้แน่นอน!”
“ข้าไม่ได้...” ข้าพยายามปฏิเสธแต่ด้วยไม่อยากให้อลีเซียเสียน้ำใจจึงยอมรับสิ่งที่นางจะทำ
“ถ้า...ถ้าเซียจะสอนล่ะก็เอาตามนั้นแล้วกัน”ถ้ามันไม่ได้เื่อย่างมากก็แค่เสียเวลาเทียบกับการรักษาความสัมพันธ์แล้วยอมรับมันดีกว่าเป็ไหนๆ ข้าคิด
“อื้อ!ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้นะ! เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมาหาอีก่สายๆแล้วเจอกันที่ที่เราพบกันครั้งแรกนะ!” อลีเซียพูดอย่างร่าเริงและวิ่งจากไปในป่าซึ่งข้าคาดว่าคงมีหมู่บ้านของนางอยู่ที่อีกฟากข้าที่คิดว่าควรบอกลาเสียหน่อยจึงะโกลับไป
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะเซีย!”
หวังว่าอลีเซียจะมาตามสัญญานะข้าคิดในใจแล้วเดินกลับไปในตรอกและหาพื้นที่ว่างที่จะไม่ถูกรบกวนในคืนนี้เพื่อเอนหลังนอนให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป
ตอนแรกข้าว่าจะนอนในป่าแต่คิดดูแล้วการนอนในป่านั้นแม้จะฟังดูดีแต่ทว่ามันอันตรายเกินไป่กลางคืนเป็่หากินของสัตว์ร้าย คนที่ไม่ชินและไม่สามารถป้องกันตัวได้อย่างข้าคงไม่สามารถเอาตัวรอดได้กลับมานอนในตรอกเหมือนเดิมแหละดีแล้ว แม้จะเสี่ยงถูกเตะเพราะขวางทางแต่ถ้ารู้ที่ทางและโชคดียังไงก็สามารถหลับได้สบายยันเช้า
ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจากนั้นก็หลับไปด้วยใจที่คาดหวังถึงวันพรุ่งนี้เป็ครั้งแรกในรอบหลายปี
“ฮึบ อื้อออ”
ข้าตื่นและบิดตัวไปมาด้วยความเมื่อยขบแม้จะชินชากับการนอนบนพื้นที่สกปรกมาบ้างแต่บางครั้งข้าก็อดคิดถึงฟูกนุ่มๆหรือผ้าชั้นดีที่คอยห่มไม่ให้ตัวข้าเผชิญกับความหนาวในยามค่ำคืนไม่ได้
อาจจะเพราะได้เจอกับอลีเซียเด็กสาวที่ดูสดใสราวกับไม่เคยเผชิญความยากลำบากอะไรในชีวิตจึงทำให้ข้านึกถึงเื่ในอดีตที่เคยมีความสุขขึ้นมาข้ายิ้มขณะคิดถึงมัน แม้จะยังเศร้าอยู่ แต่อดีตก็คืออดีตเราไม่สามารถหวนกลับไปได้แต่มันยังสามารถเป็รากฐานให้ข้าได้ก้าวต่อไปในอนาคตได้ข้าเชื่อว่ามันต้องมีซักวันที่สิ่งที่ข้าเรียนรู้มาจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยเหมือนที่ข้ารู้มาจากท่านพ่อและท่านแม่ว่าป่าในกลางคืนนั้นอันตรายกว่าที่คิด
หวนคิดถึงมันได้ไม่นานข้าก็เดินไปยังสถานที่ที่นัดพบกับอลีเซียทันทีเนื่องจากอลีเซียไม่ได้บอกเวลาไว้ข้าจึงมารอแถวที่เราพบกันครั้งแรกั้แ่เช้าในครั้งนี้ข้าไม่ได้ไปขโมยอาหารมากินอย่างทุกทีแต่เลือกที่จะรออลีเซียอย่างมีความหวังมากกว่าเพราะเขาคิดว่าคนที่ดูจริงใจและใสซื่ออย่างนางคงจะเอาของกินมาฝากเขาที่ดูยากจนไร้เรี่ยวแรงแน่ๆวันนี้เขาจึงไม่ควรเปลืองแรงไปหาอาหารมากิน
“ลูช!” ขณะที่ข้ากำลังคิดอย่างเพลินๆก็มีเสียงะโขึ้นมาจากด้านหลัง
“!!!” ข้าเบิกตากว้างอย่างใหันหน้าไปหาเ้าของรอยยิ้มสดใสที่ะโแกล้งเขา
“ไง”
“โธ่!ใหมดเลยนะเซีย!” ข้าแกล้งโวยวายใส่อลีเซีย ที่ดูจะชอบปฏิกิริยาของข้าที่ดูเป็เด็กน้อยแบบนี้มาก
“ก็ลูชดูกระวนกระวายจนน่าแกล้งนี่นาหิวไหม? มากินข้าวกันเถอะวันนี้ท่านแม่ของข้าทำอาหารมาเผื่อเ้าด้วยนะ!” อลีเซียยิ้มและชูตะกร้าในมือขึ้นมา
“C'estun baiser après un coup de pied! (นี่มันจูบหลังเตะนี่!) ว่าแต่...มีอะไรบ้างนะเซีย"ข้างอแงใส่อลีเซียด้วยสำนวนที่มาจากประเทศของพ่อข้าด้วยภาษาของแม่ข้าที่เป็ประเทศที่เราอยู่ด้วยตอนนี้เพื่อก่อกวนนาง
“ลูชเมื่อกี้...เ้าพูดว่าอะไรนะ?” นางดูประหลาดใจที่ข้ารู้จักพวกสำนวนที่ตามปกติแล้วเด็กไม่น่ารู้
“หือ?ข้าพูดว่ามีอะไรบ้างน่ะทำไมเหรอ?” แต่ด้วยความอยากแกล้งข้าจึงทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ไป
“ไม่ ไม่ใช่ข้าหมายถึงก่อนหน้าประโยคนี้น่ะ ลูชพูดว่าอะไรนะ”
“ข้าพูดว่าจูบหลังเตะ*น่ะทำไมเหรอ?” แม้สุดท้ายจะต้องยอมนางอยู่ดีก็ตาม
“นี่ลูชเรียนคำนั้นมาจากใครเหรอ? คำว่าจูบหลังเตะน่ะ”อลีเซียถาม ดูเหมือนนางจะรู้ถึงความผิดปกตินี้นะเพราะสำนวนนี้ไม่ใช่สำนวนปกติของประเทศนี้นี่ดูท่านางคงมีความรู้มากกว่าที่ข้าเคยคิดไว้
“ข้าเรียนมาจากพ่อของข้าก่อนที่เขาจะเสียน่ะข้าบังเอิญได้ยินมา เลยพอจะจำได้บ้างบางคำ มันแปลกเหรอ?”ข้าแกล้งทำเป็ใสซื่อเพื่อไม่ให้นางจำผิดอะไรได้มากนัก
“ไม่หรอกข้าแค่แปลกใจนิดหน่อยน่ะ ที่ลูชรู้จักคำนี้ด้วย เอาเถอะเราคุยยืดเยื้อกันมานานแล้วลูชคงจะหิวแล้วสินะ” อลีเซียเปลี่ยนเื่
“ก็...ไม่ขนาดนั้น...”ข้าหลบตานางมือไม้รู้สึกเหมือนอยู่ไม่สุขที่ถูกจับได้ว่าแอบสนใจอาหารที่นางพกมา
“ฮ่าๆๆๆๆมากินกันเถอะนะลูช วันนี้ท่านแม่ของข้าเอาแอปเปิลมาเผื่อเป็ของหวานด้วยแล้วก็แน่นอน ขนมปังแซนวิชที่คราวนี้มีไส้อื่นเพิ่มขึ้นมาจากเดิมด้วยน่ากินใช่ไหมล่าาา” อลีเซียเปิดตะกร้าออกมาให้ข้าเห็น แซนวิชหน้าตาไม่เลว(แต่ไม่รู้ทำไมถึงแทบไม่มีผักเลย)และแอปเปิลที่ถูกตัดแบ่งเพื่อประหยัดพื้นที่ทำให้ข้าน้ำลายไหลวันนี้ก็จะได้กินของดีอีกแล้วสินะ
“อื้อ!ขอบใจมากเลยนะเซียแล้วก็ฝากของคุณท่านแม่ของเ้าด้วยที่เอามาเผื่อข้านี่น่าจะเป็มื้อแรกที่ข้าได้กินจนอิ่มท้องในรอบหลายปีเลยนะ!” ซึ่งอันนี้ข้าไม่ได้โกหกที่ผ่านมาข้าขโมยอาหารทุกวันก็จริงแต่ใช่ว่ามันจะอิ่มท้องและมีความสุขเหมือนที่กินกับอลีเซีย
“กินให้เต็มที่เลยนะเมื่อถึงคราวกินก็ควรจะกินให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะได้มีกำลังไปสู้ในคราวต่อไปไม่ต้องเสียดายหรือเกรงใจอะไรกินเข้าไปให้เต็มที่เลยนะลูช” อลีเซียแอบแทรกคำสอนไว้ให้ในคำพูด
“อื้อ!ข้าไม่เกรงใจละนะเซีย แล้วก็...” ข้าที่ได้ยินแบบนั้นจึงตอบรับนาง
“หือ?”
“ข้าเข้าใจที่เซียบอกนะแต่ต้องเป็ยามที่ข้าแน่ใจจริงๆแล้วว่าอาหารที่ข้ามีและสามารถหาได้จะสามารถช่วยให้ข้าอยู่ไปได้โดยไม่ขัดสนข้าถึงจะกินให้เต็มที่ที่สุดเหมือนอย่างตอนนี้ที่เซียให้ข้ากินให้เต็มที่เพื่อที่ข้าจะได้มีแรงต่อนั่นแหละ ไม่ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อเซียนะ แต่ข้าแค่คิดว่าแบบนี้มันจะดีต่อตัวข้ามากกว่า” ว่าข้าเข้าใจสิ่งที่นางจะสื่อแต่ข้าจะไม่เชื่อทั้งหมด ให้อลีเซียได้รู้ว่าข้าไม่ได้ใสซื่อมากขนาดจะไม่ทันโลกก็แน่สิ คนใสซื่อไม่ทันโลกที่ไหนจะมีชีวิตรอดด้วยตัวคนเดียวได้มาจนถึงแบบนี้กันขืนแสดงมากเกินไปซักวันอลีเซียได้รู้และข้าคงตบตานางได้ยากขึ้นแน่ๆ
“ไม่เห็นเป็อะไรเลยนี่ข้าแค่ช่วยสอนและแนะนำลูช นอกจากนั้นลูชจะเอาไปทำอะไรต่อมันก็เื่ของลูชไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะมาบังคับได้ กินกันต่อเถอะ ขืนคุยกันมากกว่านี้กว่าเราจะได้กินแล้วเรียนกันคงอีกนาน” อลีเซียตอบกลับ
“อ...อื้อ” แต่ไม่รู้ทำไมข้าถึงรู้สึกขนลุกแปลกๆจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นหรือเปล่านะ
ข้าว่าข้าคงคิดไปเองนั่นแหละ
*จูบหลังเตะ (A kiss after a kick) สำนวนภาษาอังกฤษคล้ายคลึงกับสำนวนไทยที่ว่าตบหัวแล้วลูบหลังในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว เพราะสามารถพูดอธิบายเหตุการณ์ได้โดยตรง แทนที่จะใช้สำนวน
**ตบหัวแล้วลูบหลังสำนวนไทย แปลว่า ทำไม่ดีในตอนแรกแล้วมาปลอบใจทีหลัง