นับแต่ตอนนั้นเอง สายตาที่เมื่อครู่ยังกวาดมองไปทั่ว ก็จ้องเขม็งอยู่ที่เด็กหนุ่มหัวหน้ากองโจรเฟยอวิ๋นตาไม่กะพริบ แม้อวิ๋นฟานไห่จะถูกกลุ่มคนโถมซัดจนเซไปแล้วก็เซมา สายตานิ่งสงบคู่นั้นก็ยังคงไล่ตามไม่ผละออกสักขณะ
ไม่นาน แม่นางน้อยชุดแดงผู้งดงามอ่อนหวาน อายุสักสิบเจ็ดสิบแปดปี ออกมายืนบนชั้นสามของหอแดง แม้จะอยู่ไกลจนมองเห็นไม่ชัดนัก แต่อวิ๋นฟานไห่ก็มองออกว่าดรุณีผู้นี้ค่อนข้างงดงามอยู่หลายส่วน
ในมือของแม่นางน้อยชุดแดงกำลังถือลูกไหมกลวงเปล่าลูกหนึ่ง ทอดตามองกลุ่มคนเบื้องล่างไม่หยุด
กระทั่งนางออกมา ผู้คนด้านล่างหอที่เดิมทีก็เบียดกันไปมาอยู่แล้ว พลันยิ่งเบียดเสียดรุนแรงขึ้น ราวกับคลื่นสมุทรเผชิญลมพายุ อีกทั้งเสียงโห่ร้องอย่างตื่นเต้นก็ยิ่งโหวกเหวกวุ่นวายมากขึ้นไปด้วย
เวลานี้อวิ๋นฟานไห่ก็พบว่า แม้ตนเองจะเป็วรยุทธ์ สองแขนสองขามีกำลังวังชา ทว่ายามนี้กลับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ยังคงถูกกลุ่มคนเบียดจนโซซัดโซเซ
ไม่เพียงร่างกายที่ไม่มั่นคง เสียงะโโห่ร้องดังสนั่นก็แทบจะทำให้แก้วหูแหลกละเอียด กลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยววูบหนึ่งตีเข้าหน้า แม้อวิ๋นฟานไห่จะเติบโตในกองโจรก็ยังแทบต้านไม่อยู่
สิ่งที่ยังทำให้เขายืนหยัดรั้งอยู่ในกลุ่มคนในยามนี้ก็คือความคิดที่ว่า “ถ้าหากโชคดีได้ลูกไหมที่โยนลงมา ข้าจะปรึกษากับเ้าบ้านได้หรือไม่ว่าไม่ต้องแต่งงาน วาสนานี้ขอลดทอนเป็ให้เงินทองข้าสักก้อนก็พอแล้ว”
ขณะที่มีความคิดเช่นนี้ในใจ หางตาของเขาก็มองเห็นว่า แม่นางน้อยชุดแดงบนหอผู้นั้น ในที่สุดก็ยกลูกไหมขึ้นสูง เตรียมจะโยนลงมาเบื้องล่าง
“โยนให้ข้า โยนให้ข้า โยนให้ข้า!” ทุกคนในกลุ่มต่างะโออกมา สถานการณ์พาไป แม้แต่อวิ๋นฟานไห่ก็ยังะโขึ้นด้วยอย่างอดไม่ได้
แต่ยังะโได้ไม่ถึงสองคำ จู่ ๆ ก็มีใครบางคนลอบยื่นมือเข้ามาดึงเขาเอาไว้
อวิ๋นฟานไห่พลันใ ความคิดแรกก็คือเจอโจรมาขโมยของเสียแล้ว
ทันใดนั้นเขาไม่โกรธหากแต่ยิ้ม ลอบคิดในใจว่า “เ้าหัวขโมยไม่มีตา กล้ามาขโมยนายท่านแห่งเขาเฟยอวิ๋นได้... เ้าไม่รู้หรือไรว่าบิดาหางานไม่ได้สักที่ ไม่มีเงินติดตัวสักแดง ถึงได้มาขโมยของข้า?!”
แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่า คนผู้นี้ไม่ใช่ขโมย เพราะด้วยประสบการณ์ในวงการอันโชกโชนของเขา หัวขโมยคนใดก็ไม่อยากให้เ้าของรู้ตัว จะเหมือนอย่างคนผู้นี้หรือที่ดึงสาบเสื้อของเขาอย่างแรงจนเขาแทบสะดุดล้ม
“ปล่อยมือ! ปล่อยมือ!” อวิ๋นฟานไห่ใหนักจนหน้าถอดสีทันที ะโว่า “มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน อย่าดึงเสื้อผ้าดี ๆ ของข้าขาด”
ขณะที่เอ่ยคำ เขาก็พลิกมือคว้าจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
กระทั่งเขากำลังจะออกแรง กลับได้ยินเสียงคนตรงหน้าร้องว่า “ยั้งมือก่อน! สหายท่านนี้ ข้ามีเื่ดี ๆ มาเสนอให้เ้า!”
“เื่ดี ๆ?” อวิ๋นฟานไห่พลันชะงัก “ไอหยา หรือว่าการโยนลูกไหมเลือกคู่ครั้งนี้มีเบื้องลึกเื้ั เฮ้อ สมกับที่เป็เมืองหลวงจริง ๆ ซับซ้อนยิ่งนัก”
ทอดถอนใจกับตนเองแล้ว เขาก็รำพึงรำพันขึ้นอีกว่า “เฮ้อ หรือว่าข้าจะต้องพึ่งพานารีจริง ๆ แต่ข้ายังคิดไม่ตกเลยว่าจะอุทิศตนแต่งเข้า เสียสละความสุขทั้งชีวิตของตนเอง แล้วใช้สินเดิมเ้าสาวมาแก้ไขวิกฤตทางการเงินของเขาเฟยอวิ๋นดีหรือไม่!”
ขณะที่ลังเลอยู่นี้ อวิ๋นฟานไห่ก็หันหน้าไปมอง เห็นแม่นางน้อยชุดแดงผู้นั้นยังทำท่าทำทางเตรียมจะโยนลูกไหม
กระทั่งไปถึงภายในตรอก อวิ๋นฟานไห่ไม่ทันได้มองคนที่มาหาตนให้ชัด ๆ ก็ร้องว่า “เป็ชายอกสามศอก ขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง...”
ไม่รอให้เขาเอ่ยประโยคถัดไปว่า “แต่ถ้าราคาเหมาะสมก็พิจารณาดูได้” คนเบื้องหน้าก็หัวเราะคิก แล้วเอ่ยว่า “ขายศิลป์ขายเรือนร่างอะไรกัน? พูดจาไร้สาระ จะบอกเ้าให้นะ ไม่ใช่ขายศิลป์ แล้วก็ไม่ใช่ขายเรือนร่างด้วย แต่มาเป็ตัวแทนให้ข้าต่างหาก!”
“ตัวแทน?” อวิ๋นฟานไห่ชะงัก เวลานี้ถึงค่อยได้สติ พินิจพิจารณาคนตรงหน้า
เขามองเห็นว่า คนที่จู่ ๆ ก็ดึงเขาออกมาจากกลุ่มคนนี้ มีรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าขาวซีด แม้เครื่องหน้าจะหล่อเหลา อายุยังไม่มาก แต่กลับทำให้คนรู้สึกว่าเขาขาดชีวิตชีวา เ็าบอบบางอยู่เสมอ
อย่างไรอวิ๋นฟานไห่ก็เป็หัวหน้ากองโจรแห่งหนึ่ง แม้จะมีอายุยี่สิบกว่าปี แต่ความสามารถในการมองคนก็ไม่อาจดูเบาได้
พอเห็นลักษณะเช่นนี้ของคนตรงหน้า เขาก็มั่นใจว่าคนผู้นี้ยุ่มย่ามด้วยไม่ได้เด็ดขาด
แม้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาจะสวมชุดบัณฑิตสีเขียวอ่อน มือยังถือพัดจีบ แต่อวิ๋นฟานไห่ก็รู้ดี ถ้าบอกว่าคนผู้นี้เป็บัณฑิต ไม่สู้คิดว่าเขาเป็นักฆ่าหรือว่าคนขายเนื้อ ยังจะใกล้เคียงความเป็จริงมากกว่า
ครั้นตระหนักถึงจุดนี้ได้ อวิ๋นฟานไห่ก็พลันหนาวเยือกไปทั้งตัว
ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา หากแต่หัวเราะเริงร่า แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ท่านจำคนผิดแล้วละ” หันหลังกำลังจะออกเดิน
ผู้ใดจะรู้ว่าเขาเพิ่งหันหลัง คนผู้นั้นก็ปราดมาดักหน้าราวกับภูติพราย พัดในมือเล่มนั้นทาบมาบนไหล่ของอวิ๋นฟานไห่ ทั้งที่มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเขาลงมือเช่นไร
อวิ๋นฟานไห่รู้สึกว่าพัดที่ทาบแตะอยู่บนไหล่เป็ดั่งแผ่นเหล็กร้อนฉ่าในบัดดล ความแผดร้อนที่กดทับลงมา ทั้งยังหนักแสนหนัก ราวกับน้ำหนักสักพันจวิน*กดให้ตนอยู่กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
อันที่จริงด้วยฝีมือและพลังของอวิ๋นฟานไห่ ยามนี้จะชักบ่ากลับ ก้าวไถล แล้วสลัดแรงกดออกก็ใช่จะเป็ไปไม่ได้ แต่พริบตาที่เขากำลังจะโต้กลับ กลับต้องกรีดร้องโหยหวนด้วยความเ็ปไม่หยุด โดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็ต้องใช้พลังวิเศษใด ๆ
“เหอะ เปิ่นจั้ว**จะจำคนผิดได้อย่างไร?” เห็นเขาเป็เช่นนี้ บุรุษหนุ่มบอบบางก็แค่นหัวเราะ เอ่ยเสียงเรียบเรื่อยว่า “ข้าตามหาคน ซึ่งนั่นก็คือเ้า!”
“จบสิ้นแล้ว ข้าทำผิดไปแล้ว!” อวิ๋นฟานไห่พลันร้องโหยหวน “เฮ้อ! ‘คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร’ จริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของครอบครัวพี่น้องที่กองโจร ข้าไหนเลยจะมาที่เมืองหลวง ใครบ้างไม่รู้ว่าเมืองหลวงอยู่ใต้พระบาทโอรส์ คนอย่างพวกข้าก่อเื่ได้ง่ายดายนักหรือ
“เฮ้อ แม้ว่าจนถึงตอนนี้ข้าจะยังไม่ได้ทำเื่เลวทรามอะไร ปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจนมาตลอด ทั้งยังเลี้ยงเด็กสตรีคนชรา แต่มาถึงหยาเหมิน (ที่ทำการของขุนนาง) ในเมืองหลวง พูดอย่างไรถึงจะชัดเจน?
“ส่วนพวกคนของทางการก็น่าชังเหลือเกิน ไม่ผิดก็ต้องถูกทรมานให้รับสารภาพ เพื่อให้พวกเขาได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ตอนนี้จับหัวหน้ากองโจรมีชื่อในยุทธภพอย่างข้าได้ จะไม่กล่าวหายัดโทษตายให้ข้าหรอกหรือ
“จบแล้ว จบสิ้นแล้ว อวิ๋นฟานไห่เอ๋ยอวิ๋นฟานไห่ ชีวิตยี่สิบเอ็ดปีของเ้า ต้องมาเจอขุนนางกังฉินข่มเหง ตายั้แ่ยังหนุ่มเสียแล้ว!”
ขณะที่ใจนึกคร่ำครวญ กำลังขบคิดแผนการหลบหนีอยู่นั้น ชายหนุ่มบอบบางมองสีหน้าโศกเศร้าหดหู่ของเขาแล้วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ “น้องชาย อย่าเพิ่งตื่นใไป ไม่ใช่เื่ร้ายอะไร ไม่แน่ว่ายังจะช่วยแก้ปัญหาหนักอกเ้าอยู่ก็ได้นะ”
“จริงหรือ” อวิ๋นฟานไห่หลุดปากตอบรับ เอ่ยในใจว่า “หรือคนผู้นี้จะมีหนทางอภัยโทษอะไร ถ้าข้าติดสินบนเปิดทางสักหน่อย? แต่บิดาเื่อื่นล้วนต่อรองกันได้ เพียงแต่ไม่มีเงินเท่านั้น”
“ก่อนอื่นให้ข้าแนะนำตัวเองสักหน่อย” ชายหนุ่มบอบบางทำเป็มองไม่เห็นสายตาเปล่งประกายของอวิ๋นฟานไห่ เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าแซ่อวี้ นามโฉวกุย”
“อ้อ” อวิ๋นฟานไห่ฟังแล้วก็คิด “เหตุใดถึงมีคนชื่อแซ่เช่นนี้กัน? แค้นเต่า เกลียดเต่า?*** ตอนเด็กถูกเต่ากัดไอ้จ้อนหรือไร”
ขณะที่ครุ่นคิดวุ่นวาย ก็ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยต่อว่า “ข้าไร้ความสามารถ เป็เพียงผู้บัญชาการใหญ่ขององครักษ์เทพยุทธ์ หรือรู้จักกันในนามหัวหน้าใหญ่ขององครักษ์เทพยุทธ์”
“หา?!” โจรหนุ่มที่เมื่อครู่ยังฟังอย่างไม่ใส่ใจ ได้ยินถึงตรงนี้ พลันรู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่งยวด!
แม้เขาเฟยอวิ๋นของพวกเขาจะเป็รังโจรที่เปิดโรงทาน แต่อย่างไรก็อยู่ในวงการ จะไม่รู้ถึงพลังอำนาจของราชสำนักแคว้นตงหัวได้อย่างไร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหลายปีมานี้ นาม “เทพยุทธ์แห่งแสง” นั้นะเืฟ้าดิน เรียกได้ว่าลือชื่อไปทั่วหล้าจริง ๆ ซึ่งไม่อาจนำมาเทียบกับพวกพ้องโจรป่าเ่าั้ที่ประกาศตนว่า “ชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้า” ได้
พอจะอนุมานได้ว่า พออวิ๋นฟานไห่ได้ยินว่าคนเบื้องหน้านี้เป็ถึงหัวหน้าใหญ่ขององครักษ์เทพยุทธ์ ในใจเขาจะตกตะลึงสักเพียงไร
ถึงตอนนี้ เขาก็ไม่กล้าคิดถึงเื่ดี ๆ อะไรแล้ว ถึงขนาดไม่กล้าคิดหลบหนี หนำซ้ำยังขบคิดอย่างจริงจังว่าวันนี้จะรักษาชีวิตไว้อย่างไร
ทว่าขณะที่ตื่นตระหนกนั้น กลับได้ยินอวี้โฉวกุยเอ่ยต่ออีกว่า “สหายไม่ต้องกลัว วันนี้ถือวิสาสะเชิญเ้ามา เพราะมีเื่ดี ๆ มาเสนอให้เ้าจริง ๆ”
“โอ้ เื่ดีอันใด” อวิ๋นฟานไห่ที่สีหน้าหม่นหมอง หลุดปากเอ่ยถามอย่างไร้ซึ่งความหวังใด
“จะว่าไปแล้ว ก็ขอความช่วยเหลือจากเ้านั่นละ” อวี้โฉวกุยเอ่ยด้วยเสียงที่เบาลง “และว่ากับเ้าตามตรง เ้าน่าจะรู้จักเทพยุทธ์แห่งแสงสินะ
“่นี้เขามีเหตุต้องเดินทางไกล กลับมาไม่ได้สักระยะ แต่ทางเมืองตงหัว ยังมีเื่ใหญ่อีกมากมายที่รอให้เขาออกหน้า ดังนั้น่เวลาคับขันเช่นนี้ ข้าจึงอยากให้สหายเป็ตัวแทนของเทพยุทธ์แห่งแสงสักครั้ง”
--------------------
เชิงอรรถ
*1 จวิน เท่ากับ 30 ชั่ง หรือเท่ากับ 15 กิโลกรัม
**เปิ่นจั้ว คือ สรรพนามเรียกตัวเองของผู้สูงศักดิ์
***เสียงโฉว พ้องเสียงกับคำที่หมายถึงศัตรู ความโกรธแค้น ส่วนกุย พ้องเสียงกับคำที่หมายถึงเต่า