“ท่านแม่ได้ยินข้างนอกพูดกันหรือไม่เ้าคะ?”
“ข่าวอะไรหรือ?” หลีอิ้งเย่วถามสะใภ้คนโปรดหลีฮ่วนผิง
“ข้าได้ยินว่า่นี้ผู้หญิงคนนั้นเข้าออกจวนเ้าเมืองทุก 5-6 วันเลยเ้าค่ะ”ไม่ต้องเอ่ยชื่อหลีอิ้งเย่วก็รู้ว่าลูกสะใภ้หมายถึงใคร
“มันไปทำอะไรที่จวนเ้าเมือง?”
“คนชั้นต่ำเช่นนั้นทำอย่างอื่นเป็ด้วยหรือนอกจากหาทางให้ตัวเองสบาย”
“ร่านหย่าไม่ทันไรกลับคิดปีนเตียงท่านเ้าเมือง” หลีอิ้งเย่วเบ้หน้าพูดด้วยแววตารังเกียจแต่กลับไม่นึกถึงสิ่งที่ลูกสะใภ้คนโปรดกับลูกชายตัวเองทำสักนิด
“ข้าได้ยินว่าวันแต่งงานไป๋ฮูหยินไม่มาร่วมงานแต่งข้าเพราะไปที่บ้านนางมาด้วยเ้าค่ะ ฮือ ๆ ท่านแม่..ข้าทำอะไรผิดหรือเ้าคะทำไมนางถึงทำกับช้าเช่นนี้ ฮือ ๆ ต้องเป็เพราะนางแน่ ๆ ที่บอกไป๋ฮูหยินไม่ให้มาร่วมงานข้าท่านแม่ก็รู้งานแต่งนี้ส่งเทียบเชิญไปให้คนสำคัญในเมืองมากมายแบบนี้เหมือนนางกลั่นแกล้งให้ข้าเสียหน้าไม่ใช่หรือเ้าคะ ฮือ ๆ”
“อะไรนะ! ผิงเอ๋อร์ลูกไปได้ยินมาจากไหน?”
“ข้าเห็นเ้าค่ะวันนั้นข้าเห็นนางนั่งรถม้าไปทางจวนเ้าเมืองด้วย ฮือ ๆ” หลีฮ่วนผิงยกผ้าเช็ดน้ำซับน้ำตาหลุบตาลง เหลือบมองท่าทางแม่สามี
“พวกมันไปเอาเงินจากไหนมาซื้อรถม้าหรือว่าขโมยไปจากตระกูลหลี” หลีฮ่วนผิงชักสีหน้าพอเห็นหลีอิ้งเย่วหันมานางรีบปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสร้อยทันที
“ท่านแม่ท่านแม่ต้องให้ความยุติธรรมกับข้านะเ้าค่ะ”
“ผิงเอ๋อร์ไม่ต้องห่วงนะแม่จะทวงความยุติธรรมมาให้เ้าเอง” หลีอิ้งเย่วจับมือลูกสะใภ้ปลอบใจนาง หากสวีเหมยฮวาได้ยินคงหัวเราะกับความคิดไร้สาระเช่นนี้แน่ทว่าคนที่ได้ยินกลับไม่ใช่นาง
หลีอี๋เฉินหันกายเดินหนีจากตรงนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมมารดาและพี่สะใภ้คนใหม่ถึงได้พยายามหาเื่สวีเหมยฮวานักนางจะรู้จักหรือไม่รู้จักกับจวนเ้าเมืองมันไม่ได้เกี่ยวและไม่ได้ทำให้พวกเขาเดือดร้อนเสียหน่อย
“เสี่ยวเซ่อ”หลีอี้เซ่อหยุดเท้าหันมามองพี่ชายตน
“นั่นเ้าจะไปไหน?”
“ข้าจะออกไปเล่นข้างนอก”
“วันๆ เอาแต่วิ่งเล่น เ้าไม่มีตำราให้ท่องหรืออย่างไร”
“พี่รองไม่ใช่อาจารย์ข้าไม่ต้องมาสอนข้า!” หลีอี้เซ่อหันกายเดินนอกประตูบ้าน หลีอี๋เฉินเดินตามหลัง พอพ้นประตูเห็นแค่ร่างน้องชายวิ่งหายเข้าไปในทางตลาดกับคนติดตาม
“เตรียมรถม้าข้าจะไปหาท่านพ่อ”
“ขอรับ”
หลีอี๋เฉินมาถึงร้านสายตาสอดส่องมองหาหลีอี๋เจ๋อ ทว่ากลับไม่พบเขาเดินเข้าทางหลังร้านเพื่อหาบิดาในห้องทำงาน
“ท่านพ่อพี่ใหญ่ไม่อยู่หรือขอรับ”
“อี๋เจ๋อไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือ?” หลีห่าวอี้ถาม
“ข้าเพิ่งมาจากบ้านพี่ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นั่นขอรับ” หลีห่าวอี้ยกมือนวดขมับแบบนี้เขาจะวางใจยกร้านให้ลูกชายคนโตดูแลได้อย่างไร
“ท่านพ่อ...”หลีห่าวอี้เงยหน้าขึ้น
“ท่านรู้เื่ที่พี่เหมยฮวาไปจวนเ้าเมืองบ่อยๆ หรือไม่ขอรับ”
“มีอะไรงั้นหรือ?”
“ข้าได้ยินท่านแม่กับพี่...สะใภ้พูดถึงพี่เหมยฮวาไม่ค่อยดีเท่าไหร่”คิ้วห่าวอี้ขมวดชนกันทันที
“เหมยฮวาไปจวนเ้าเมืองมันเกี่ยวอะไรกับพวกเขา?”
“พี่...สะใภ้บอกว่าที่จวนเ้าเมืองไม่มาร่วมงานแต่งเป็เพราะพี่เหมยฮวาบอกไป๋ฮูหยินไม่ให้มาขอรับ”หลีอี๋เฉินไม่อาจเรียกพี่สะใภ้คนใหม่ได้อย่างสนิทใจ สาเหตุมาจากอะไรเขารู้ดี
“เอาความคิดไร้สาระบ้าๆ พวกนั้นมาจากไหน! ตัวเองเป็ใคร ไป๋ฮูหยินถึงต้องให้ความสำคัญมาร่วมงาน แค่จวนเ้าเมืองส่งของขวัญมาให้มันดีมากแค่ไหนแล้ว”
“ข้าคิดว่าทางตระกูลจิวส่งเทียบเชิญให้ไป๋ฮูหยินคงอยากให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาสนิทสนมกับจวนเ้าเมืองมั้งขอรับ”
“แค่ลูกค้าประจำไม่ได้มีความสนิทสนมกันขนาดนั้นเสียหน่อยร้านผ้าในเมืองมีตั้งหลายร้าน พวกเขาไม่ได้สั่งผ้าจากตระกูลจิวร้านเดียวเสียเมื่อไหร่”
“เกิดว่า...ท่านแม่ไปหาเื่พี่เหมยฮวาอีก...”
“ก่อนหน้านี้พี่ชายเ้าเกือบทำการค้าเสียเื่ครั้งนี้พวกเขายังดันทุรังสร้างปัญหา คงต้องปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ความผิดตัวเองเสียบ้าง”
“ข้าไม่เข้าใจพี่เหมยฮวาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เราเสียหน่อย ทำไมต่างคนต่างอยู่ไม่ได้”
“คนบางคนชื่นชอบที่จะทำลายสิ่งที่ตัวเองเกลียด”
“มันไม่เกินไปหน่อยหรือขอรับ”
“อี๋เฉิน...ลูกจำท่าทางเหมยฮวาที่หน้าร้านหลี่ฟู่ได้ไหม”หลีอี๋เฉินนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ได้ขอรับ”
“คิดว่าตอนนี้นางเหมือนคนที่จะยอมให้คนอื่นรังแกง่ายๆ หรือไม่?” สายตาท่าทางสวีเหมยฮวาในวันนั้น หลีอี๋เฉินจำได้ดี นางไม่ใช่สะใภ้หลีที่ยินยอมให้มารดาเขาโขกสับได้อีกแล้ว
“นางเตือนแล้วหากพวกเขาไม่ฟังคำเตือนนาง ก็ปล่อยให้พวกเขารับผลกระทำของตัวเองเถอะ”
“ขอรับ”
มีคำพูดหนึ่งมักพูดเอาไว้ว่า‘ปากคนยาวกว่าปากกา’ หลังวันที่หลีฮ่วนผิงคุยกับหลีอิ้งเย่วไม่กี่วันต่อมาข่าวลือเสียหายว่าร้ายสวีเหมยฮวาแพร่กระจายจนถึงหูเ้าตัว
บ้างก็ว่าที่นางมีเงินซื้อรถม้าซื้อที่สร้างบ้านเพราะนางทำเื่น่าอายในจวนเ้าเมืองบ้างก็ว่านางกับหลงจู้กงแอบมีสัมพันธ์ลับ ๆ ไปไกลขนาดที่ว่านางแอบเป็อนุคหบดีมีเงินจนร่ำรวย
“ท่านพี่คิดจะซื้อของจากคนประเภทนี้ด้วยหรือเ้าคะไม่รู้ว่าสมุนไพรพวกนี้ใช้อะไรแลกมา” หญิงเลยวัยกลางคนเดินนวยนาดออกมาจากด้านหลังมองสวีเหมยฮวาและฉงฉงด้วยสายตาดูถูก
“ฮูหยิน!” เถ้าแก่มู่ซื่ออี้เรียกฮูหยินตัวเองเสียงดัง
“ท่านพี่จะมาตวาดข้าทำไมหรือท่านไม่รู้ว่านางทำตัวเยี่ยงไรถึงได้สมุนไพรพวกนี้มาขายให้เรา” มู่หรูลี่ไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าสมุนไพรตรงหน้าคืออะไรนางเป็สหายกับจิวอิ่งเยี่ยนกับหลีอิ้งเย่วข่าวที่ได้ยินจากปากสหายพลอยทำให้นางไม่ชอบหน้าสวีเหมยฮวาไปด้วย
“ในเมื่อมู่ฮูหยินไม่ยินดีรับซื้อสมุนไพรจากข้าเช่นนั้นเถ้าแก่อย่ารับซื้อเลย” สวีเหมยฮวาปิดกล่องไม้ลงเถ้าแก่มู่ซื่ออี้รีบคว้าเอาไว้แต่ไม่ทัน
“ข้ายินดีรับซื้อเท่าไหร่ข้าก็ซื้อ”
“ท่านพี่!”
“เ้าเงียบไปเลย! เ้าไม่รู้หรืออย่างไรโสมคราวก่อนที่ขายได้กำไรมากมายก็ได้มาจากนางทั้งนั้น!”
“ท่านจะโกหกอะไรก็ให้มันมีเหตุผลหน่อยคนอย่างนางจะมีโสมล้ำค่าได้อย่างไร! นางต้องไปขโมยจากใครมาแน่บางทีนางคงขโมยมาจากตระกูลหลีนั่นแหละ!” มู่หรูลี่เบ้หน้ามองสวีเหมยฮวาเหยียดๆ
“พวกเรากลับกันเถอะ”สวีเหมยฮวาบอกฉงฉง เถ้าแก่มู่ซื่ออี้รีบวิ่งตามไม่สนใจมู่หรูลี่กระทืบเท้าไม่พอใจอยู่ด้านหลัง
“ช้าก่อนแม่นางสวี!”
“เห็ดหลินจือแดงนี้ข้าคงขายให้เถ้าแก่ไม่ได้ข้าไม่อยากสร้างปัญหาให้เถ้าแก่กับฮูหยิน ข้าขอตัว”
เห็ดหลินจือแดง? มู่หรูลี่หันขวับเถ้าแก่มู่ซื่ออี้ได้แต่มองเงินหลายร้อยตำลึงหายวับไปกลับตา
“ท่านพี่นางเอาเห็ดหลินจือแดงมาจากไหน?” มู่หรูลี่รีบเดินเข้ามาถาม
“อยากรู้เ้าก็ไปถามนางเอาเองเพราะนางคงไม่มาเหยียบร้านเราอีก!” มู่หรูลี่เชิดหน้าขึ้น
“ข้าไม่สนหรอกข้าไม่อยากให้ร้านเราเสื่อมเสียเพราะรับซื้อสมุนไพรที่นางใช้อะไรไม่รู้แลกมาเหมือนกัน”
“โง่!”
“ท่านพี่!” มู่หรูลี่ะโตามหลังสามีเถ้าแก่มู่ซื่ออี้หัวเสียที่เห็นสมุนไพรล้ำค่าหายไปต่อหน้าต่อตา
“คุณหนู...”ฉงฉงเรียกสวีเหมยฮวาเสียงเบา ตลอดสองทางมีแต่คนมองคุณหนูของนางด้วยสายตาดูถูก
“เราไม่ได้ทำอะไรผิดอย่าไปสนใจเลย”
“พวกเขาว่าร้ายคุณหนูขนาดนี้ท่านไม่โกรธหรือเ้าคะ?”
“ที่ข้าไม่ตอบโต้ไม่ใช่ข้าไม่โกรธพอเราพูด พวกเขาจะมองว่าเราแก้ตัว เอาเราไปพูดให้เสียหายยิ่งกว่าเดิม”
“พวกเขาไม่รู้ความจริงด้วยซ้ำ...”สวีเหมยฮวาหันมายิ้มให้ฉงฉง
“เวลาเ้าเดินไปเจอแอ่งน้ำเสียกลางทางเ้าจะเดินเลี่ยงหรือว่าเดินลุยแอ่งน้ำ?”
“เดินเลี่ยงสิเ้าค่ะ”
“นั้นคือเื่ปกติที่คนคิดได้จะทำแต่สำหรับบางคนยินดีที่จะเดินลุยแอ่งน้ำให้กลิ่นน้ำเสียติดเสื้อผ้า มันเหมือนกับคำนินทาพวกนั้นเราเลี่ยงไม่ตอบโต้ ไม่นานมันก็ผ่านไป แต่ถ้าเราพยายามอธิบายพวกเขาจะหาว่าเราแก้ตัวเหมือนน้ำเน่าที่ติดเสื้อผ้าพยายามล้างแค่ไหนกลิ่นมันยังติดอยู่แบบนั้นกว่าจะหายเหม็นต้องใช้เวลาซักหลายครั้งทางที่ดีคือไม่เอาตัวลงไปเกลือกกลั้วั้แ่แรก”
“แบบนี้นี่เอง...เราจะไปไหนกันต่อหรือเ้าคะ?”
“ร้านหลี่ฟู่” สวีเหมยฮวาเข้าร้านหลี่ฟู่จากประตูข้างหลงจู้กงรีบมาหานางทันที
“หลงจู้กงข้ามีเื่ไหว้วานท่านสักหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ”
“ว่ามาเลยอยากให้ข้าช่วยอะไร”สวีเหมยฮวาวางกล่องไม้ตรงหน้า
“ข้าฝากให้ท่านหลี่ขายของสิ่งนี้ที่เมืองหลวงให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ?”
“อะไรหรือ...เห็ด..เห็ดหลินจือแดง!”หลงจู้กงรับมาเปิดดู เขาเบิกตากว้าง เห็ดหลินจือแดง 5 ดอกไม่มีตำหนินี่เขาฝันไปหรือไม่ หลงจู้กงมองหน้าสวีเหมยฮวาสลับกับเห็ดหลินจือแดงในมือไปมา
ข้าไม่ได้ฝัน...
──────???? ──────
สวีฝูหรงแหงนหน้ามองท้องฟ้าแดดคิมหัตฤดูปีนี้ร้อนแรงยิ่งกว่าปีที่ผ่านมา หน้าดินแห้งผาก ต้นกล้าในนาเหี่ยวเฉาเหลืองแห้งความกังวลใจมีมากขึ้น
“ท่านแม่”
“ฮวาเอ๋อร์ว่ายังไงบ้าง”
“พี่ใหญ่บอกว่ารอให้สร้างกำแพงเสร็จก่อนขอรับ”สวีฝูหรงหันไปมองกำแพงที่สร้างใกล้เสร็จทางเดินใหม่ที่ทุบกำแพงกั้นกลางลงบางส่วนเพื่อทำทางเดินระหว่างบ้านสองหลัง
“ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้”สวีฝูหรงมองบ้านหลังใหญ่ด้วยความภูมิใจกับความสำเร็จของครอบครัว
“ท่านแม่ไม่ย้ายมาอยู่ด้วยกันหรือขอรับ”
“อยู่ใกล้กันแค่นี้เองเดินไม่กี่สิบก้าวก็ถึงแล้ว”
“ข้ารู้ขอรับ”
“ฮวาเอ๋อร์บอกหรือยังว่าจะซื้อทาสวันไหน?”
“คิดว่าหลังสร้างบ้านเสร็จสักพักขอรับพี่ใหญ่อยากทำอะไรให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนนำคนนอกมาอยู่ขอรับ”สวีฝูหรงพยักหน้าเข้าใจ ความสามารถลูกสาวไม่สมควรให้คนนอกรู้จริง ๆ นั่นแหละ ส่วนสวีเหมยฮวาในเวลานี้อยู่ที่จวนเ้าเมือง
“อาจารย์!”สวีเหมยฮวาหันกลับมาช้า ๆ
“คุณชายรองข้าแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น ท่านไม่สมควรเรียกข้าว่าอาจารย์ท่านมีท่านอู่เป็อาจารย์อยู่แล้ว”
“ข้าไม่ถือสาถ้าลูกศิษย์ข้าจะกราบไหว้อาจารย์เพิ่ม”
“ข้ามีความรู้เพียงเล็กน้อยไม่ได้มีความสามารถเป็อาจารย์ใคร”
“ตำราที่ให้มาสำนักหมอหลวงรับรองแล้วนะ น่าเสียดายที่ไม่อาจวาดภาพสีเหมือนต้นฉบับได้” อู่จุนเหลียนเปลี่ยนเื่
ไม่ฟังกันเลยเฮ้อ....
“ภาพสีข้าพอมีทางช่วยได้ หากท่าน้า”
“จริงหรือ!?” สวีเหมยฮวาพยักหน้า หันมาทางไป๋หลิน
“เมื่อครู่คุณชายรองเรียกข้าเอาไว้ ้าอะไรหรือไม่?”
“อาจารย์มีตำราปรุงยาอย่างอื่นด้วยใช่หรือไม่ขอรับ?”สวีเหมยฮวาพยักหน้า ี้เีจะแก้ไขคำเรียกขาน ส่งสัญญาณให้เขาเดินไปด้วยคุยไปด้วย
“ยาหลายอย่างสามารถปรุงออกมาในรูปแบบลูกกลอนล่วงหน้าได้ประสิทธิ์ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา”
“แบบนี้สมุนไพรจะไม่ลดประสิทธิ์สมุนไพรลงหรือ?” อู่จุนเหลียนถาม
“เช่นนั้นสมุนไพรที่เก็บเอาไว้นานๆ ประสิทธิภาพลดลงเหมือนกันไม่ใช่หรือเ้าค่ะ”
“แปลว่านอกจากยาในกล่องสามัญประจำบ้านยาอย่างอื่นสามารถปรุงสำเร็จล่วงหน้าได้”
“ถูกต้อง”
“น่าสนใจมากจริงๆ”
“อาจารย์ข้าไปหาอาจารย์ที่บ้านเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้หรือไม่ขอรับ?”
“คุณชายรองอยากให้ข้าสอนจริงจังงั้นหรือ?” ดวงตาเมล็ดชิ่งเป็ประกายยืนยันความ้า
“ข้าอยากได้คำแนะนำด้วย”อู่จุนเหลียนเอ่ยขึ้น เขาคิดว่าตัวเองมีความรู้มากมายพอมาได้ยินเช่นนี้ความรู้ที่มีกลับรู้สึกว่าน้อยนิดเหลือเกิน
“อีกสิบวันค่อยไปหาข้าที่บ้าน”สิบวันจากนี้นางคงจัดการทุกอย่างในบ้านเรียบร้อยหมดแล้ว
“ไปหาที่บ้านทำไมหรือ?”ไป๋อวี๋ได้ยินเข้าพอดี
“ข้าจะคารวะอาจารย์สวีเป็อาจารย์หญิงข้า”
“ข้าด้วย”
“หา!? ท่านอู่...ข้าอายุน้อยกว่าท่านนะ”
“ข้าไม่ถือ”
“ข้าถือ”
“อาจารย์อู่ไม่ว่าเ้าจะกังวลทำไม” ไป๋อวี๋ถามนาง
“พวกท่านเป็อะไรกันหมด..เข้าห้องเถอะข้าจะรีบกลับบ้าน”
“ที่บ้านยุ่งงั้นหรือ?”
“ข้าต้องรีบไปลงต้นกล้าต้นไม้”
“ลงต้นกล้าต้นไม้ตอนนี้จะไม่ตายหรือฝนแทบไม่ตกเลย” ไป๋อวี๋นั่งลง ไป๋หลิน อู่จุนเหลียนเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆมองการฝังเข็ม
“พอมีน้ำในสระให้รดได้บ้าง”
“ปีนี้คงแล้งจริงๆ แล้วล่ะ ร้อนขนาดนี้ข้าวในนาคงตายหมดแน่” อู่จุนเหลียนพูดขึ้น
“อีกครึ่งเดือนฝนไม่ตกคงส่งผลกระทบยาวถึงฤดูหนาวแน่”
“ฝ่าาเรียกขุนนางหัวเมืองต่างๆ เข้าประชุมคงเพื่อหารือเื่นี้” ไป๋อวี๋พูดขึ้น สวีเหมยฮวาเพิ่งรู้ว่าเ้าเมืองไป๋และไป๋ฮูหยินเดินเข้าเมืองหลวงเมื่อ3 วันก่อน พร้อมกับคุณชายสามไป๋ฉี
ไป๋เฟินเย่วมาหานางที่บ้านเพื่อขอซื้อครีมบำรุงผิวและเครื่องสำอางไปฝากญาติฝ่ายหญิงสวีเหมยฮวาได้กำหนดราคาอ้างอิงจากใบราคาที่ได้มา
ราคามีสองแบบคือขายแยกชิ้นและขายเป็ชุดราคาที่นางขายให้ไป๋เฟินเย่วคือราคาขายที่ได้รับส่วนลดและมีของแถม ส่วนไป๋ฉีมาขอให้นางทำขนมให้เพื่อนำไปทานระหว่างทางและเป็ของฝาก
“ซื่อจื่อจะไปไหนเ้าคะ?”สวีเหมยฮวาถามไป๋อวี๋หลังเห็นเขาเดินตามหลังมาพร้อมซีหยาง
“เ้าไม่ได้เอารถม้ามา...หรือข้าไปส่งไม่ได้?”พอเห็นนางแสดงสีหน้าสงสัย ไป๋อวี๋เลยถามต่อ
“ไม่กลัวคนเขาเอาไปลือในทางผิดๆ หรือเ้าคะ?”
“เ้ากลัวมีข่าวลือกับข้า?”
“หรือซื่อจื่อไม่กลัว?”
“คำพูดคนอื่นข้าไม่จำเป็ต้องเก็บเอามาใส่ใจ”
“หือ...”สวีเหมยฮวาทำเสียงในลำคอ มองอีกฝ่ายนิ่ง
“ทำไม?” ไป๋อวี๋พยายามอ่านแววตาดอกท้อให้ออกทว่าพยายามแค่ไหนเขามองไม่ออกว่านางคิดอะไรอยู่
“ท่านรู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่?”
“ข้ารู้”
“สมแล้วที่เคยเป็รองแม่ทัพ”สวีเหมยฮวาหันกายเดินนำหน้าไปก่อน สองชายหนุ่มด้านหลังมองหน้ากันไม่เข้าใจคำพูดของนาง
สวีเหมยฮวาก้าวขึ้นรถม้าจวนเ้าเมืองไป๋อวี๋เดินขึ้นตามหลัง ซีหยางขึ้นนั่งบังคับม้าวิ่งผ่านหน้าหลีอี๋เฉินที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
“สวีเหมยฮวาอย่าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เ้าสุขสบาย”
“ท่านพี่!ไหนท่านบอกจะไปที่ร้าน มาทำอะไรที่นี่!”
“เ้าตามข้ามางั้นหรือ?”หลีอี๋เจ๋อพูดด้วยความรำคาญ
“ข้าไม่ตามมาจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านมาที่นี่! นั่นท่านจะไปไหน!?”
“ไปไหนมันก็เื่ของข้าไม่ต้องตามมา!” หลีอี๋เจ๋อเดินออกจากตรอกหลีฮ่วนผิงกำลังจะะโ
“อย่าเ้าค่ะ”เสี่ยวเอินดึงแขนเอาไว้ก่อน
“ข้าไม่ยอมให้ท่านทำกับข้าเช่นนี้แน่”หลีฮ่วนผิงมองตามหลังสามีด้วยความโกรธ นางอุตส่าห์ได้เขามาไม่มีทางปล่อยหลุดมือหรือให้ใครหน้ามาแย่งไปเด็ดขาด
่เวลาสองเดือนกว่าในการสร้างบ้านไม่ช้าไม่เร็วด้วยจำนวนช่างที่มากทำให้งานเดินหน้าไม่ติดขัด ที่เสียเวลามากหน่อยคือการขุดสระ และสร้างกำแพงสูงสองเมตร
เหตุผลที่สวีเหมยฮวาสร้างกำแพงสูงขนาดนี้เพื่อป้องกันสายตาคนภายนอกไม่ให้สอดรู้มากเกินไปทั้งยังสามารถป้องกันสัตว์อันตรายในเวลากลางคืนได้ด้วย
ที่ดิน10 ไร่เศษ ๆ จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็กเมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกและสิ่งก่อสร้างบ้านหนึ่งหลังตั้งอยู่กึ่งกลางไร่ ด้านซ้ายปลูกบ้านหลังเล็กใช้สำหรับปรุงยาที่เพิ่มเติมมาใหม่โกดังเก็บของอยู่ข้างห้องครัว คอกสัตว์ ศาลาพักผ่อนข้างสระใหญ่ ปลูกบ้านไว้ท้ายสวนสำหรับคนงานทุกทางเดินหลักปูด้วยอิฐ