การต่อสู้ของหนิงเฟยหลงจบอย่างรวดเร็วต่างจากคู่อื่น ๆที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดโดยเฉพาะกาน่าซูเลที่ทุ่มแรงเต็มที่เพื่อสังหารพานูเต็น ทำให้สมรภูมิฝั่งนั้นดุเดือดเป็นพิเศษ
หนิงเฟยหลงละสายตาจากการต่อสู้ของกาน่าซูเลมุ่งหน้าไปช่วยทีข่าของเผ่าเขาแดงเมื่อครู่ทีข่าส่งข้อความขอความช่วยเหลือด้วยเวลานี้จวนตัวนักแล้วอีกฝ่ายมีพลังจิตที่แข็งกล้ามาก
เขารีบมุ่งหน้าไปช่วยทันที ระหว่างทางสังหารนักรบเพลิงกาฬไปอีกเจ็ดคนขุ่ยเองก็รัวหมัดเพื่อเขาสังหารไปได้อีกสาม หนึ่งพลังยุทธ์ปะทะด่านหน้าหนึ่งพลังจิตอยู่แนวหลังช่วยกันต้านรับไร้ผู้ต้านทาน !
ในที่สุดก็มาถึงการรบพลังจิตหนิงเฟยหลงให้ขุ่ยถอยออกไปหากขุ่ยยังอยู่คงไม่วายต้องตายลงเป็นแน่ เขาเรียกเสี่ยวลี่ออกมาช่วย
การต่อสู้สามผู้ก่อจิตกลางกับหนึ่งผู้ก่อจิตปลายจึงเริ่มขึ้น !
หนิงเฟยหลงส่งคลื่นพลังก่อกวนทันทีที่มาถึงจากนั้นก็พุ่งตัวเข้าใกล้ผู้บ่มเพาะพลังจิตแน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้อีกฝ่ายดูแคลนเขา
“เจ้าโง่ ! เจ้าไม่รู้รึว่า การเข้ามาโจมตีข้าผู้ฝึกฝนพลังจิตขั้นสูงเช่นนี้ด้วยการวิ่งเข้ามาอย่างไม่คนบ้าจะทำให้ข้าบาดเจ็บได้ สิ่งที่เจ้าทำเท่ากับรนหาที่ตาย!” พลังจิตขนานใหญ่กดทับลงมาที่หนิงเฟยหลงทันทีร่างกายหนักอึ้งจิตใจสั่นคลอน
“นี่นะหรือก่อจิตขั้นปลายก็ไม่เท่าไหร่นี่ !!” หนิงเฟยหลงฝืนรั้งยืดตัวยกชี้นิ้วจู่โจมพลังจิตของเขาปะทะเข้ากับชายผู้นั้นเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง ทีข่าและเสี่ยวลี่ได้โอกาสก็ประสานการโจมตีเกิดคลื่นระลอกจิตบีบรัดรอบกายของผู้บ่มเพาะจิตเพลิงกาฬ
“ข้าตูตูเปิ่นไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใคร เจ้ามดแมลงที่น่ารังเกียจ ตายไปซะ !!”
บึ้ม !!!!
ศีรษะของตูตูเปิ่นแผ่คลื่นพลังจิตราวกับเขื่อนแตกระเบิดทำลายพลังจิตกักขังรอบกายสะท้อนพวกมันกลับไป ทีข่ากับเสี่ยวลี่รีบกระโดดหนีพลางกระอักโลหิตออกมาหนิงเฟยหลงมิได้ถอยร่นออกกลับวิ่งตรงเข้าหาตูตูเปิ่นเขาฝืนภายใต้สภาวะกดดันอย่างรุนแรงของพลังจิตที่สูงกว่าหนึ่งขั้น
ใบหน้าหนิงเฟยหลงปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดมุมปากเปรอะเปื้อนด้วยโลหิตทว่าดวงตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่ตูตูเปิ่นไม่ถอยหนี หนิงเฟยหลงระเบิดพลังกายสูงสุดพร้อมกับปลดปล่อยพลังจิตที่สั่งสมไว้ทั้งหมดนำออกมาใช้ในครั้งเดียว ภาพในหัวสลักกระบี่ลงไป
กระบี่วิญญาณปรากฏ !
ทีข่าเผ่าเขาแดงก็ขนลุกซู่ นางมองกระบี่วิญญาณและชายหนุ่มอย่างหวาดหวั่นและเทิดทูน ความเคารพในใจนางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ กระบี่วิญญาณนี่น่ากลัวเกินไปสำหรับนางพลังมันมากเกินกว่าที่ก่อจิตขั้นกลางจะรับไว้ได้ต่อให้เป็นขั้นปลายก็ไม่แน่ว่าจะทนรับไหว “สมแล้วที่เป็นท่านทูต แม้ขั้นพลังจิตจะเทียบเท่าข้าแต่กลับเปล่งอานุภาพได้สูงล้ำ”
เสี่ยวลี่มองตาปริบ ๆ กระดิกหูไปมากระโดดลิงโลดด้วยความยินดี“นายท่านทำได้แล้ว ! นายท่านช่างสุดยอด !”
ตูตูเปิ่นดวงตาเบิกกว้างแผดเสียงร้องด้วยความตกใจ “นี่มัน...เป็นไปไม่ได้เจ้าเป็นใครกันแน่ !” มันไม่เคยเจอการโจมตีลักษณะนี้มาก่อน การโจมตีของก่อจิตไม่ละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้คลื่นพลังของกระบี่ที่ส่งมาถึงเขย่าคลอนจิตใจของมัน “เคลื่อนจิต...เคลื่อนจิตเจ้าอยู่เคลื่อนจิตแล้ว ! เจ้าเป็นคนของเผ่าฟ้าร้อง !!” ตูตูเปิ่นกรีดร้องอย่างโหยหวน มันหวาดกลัวเกินกว่ารับไหวถึงกับสงสัยว่าหนิงเฟยหลงคือคนเผ่าฟ้าร้อง
ต้องรู้ว่าการควบคุมพลังจิตให้มีรูปร่างลักษณะได้นั้นไม่ใช่ผู้บ่มเพาะก่อจิตจะทำได้หากยังไม่ถึงเคลื่อนจิตก็ไม่สามารถกำหนดลักษณะรูปทรง ความละเอียดอ่อนแห่งจิตได้และเคลื่อนจิตในเขตนี้มีเพียงเผ่าฟ้าร้องเผ่าขนาดกลางหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีผู้บ่มเพาะพลังจิตระดับนี้ !
“ไป !”กระบี่พุ่งพรวดราวกับดาวตกพุ่งชนปราการพลังจิตเสียงดังสนั่นตูตูเปิ่นไร้ทางเลือกเขาเสียสติไปแล้วถอนปราการพลังจิตออกทุ่มเทพลังจิตทั้งหมดโจมตีหนิงเฟยหลง เขาจะสู้ตาย !
ตูม !!!!
พลังจิตอันสับสนแหลกสลาย กระบี่วิญญาณพุ่งแทงตูตูเปิ่นเข้าอย่างจังมันกระเด็นไปไกลกว่าสิบจั้ง ใบหน้าไร้สีเลือดอาเจียนโลหิตออกมาหลายคำก่อนจะร่างระเบิดชิ้นส่วนกระจายเป็นการตายที่น่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
หลังการโจมตีหนิงเฟยหลงก็ล้มฟุบลง เสี่ยวลี่รีบเข้ามาปกป้องดูแลด้วยความเป็นห่วงเจ้านายนางวิ่งน้ำตาซึมเข้ามา ถึงแม้จะรู้ดีว่าหนิงเฟยหลงแค่ใช้พลังจิตจนหมดเกือบหมดจึงสลบไปก็ตาม
ฝูงชนนิ่งอึ้งการต่อสู้ที่ดุเดือดนี้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อผู้บ่มเพาะพลังจิตหนึ่งเดียวที่ติดตามมาด้วยของเผ่าเพลิงกาฬตายก็เท่ากับว่าเสาหลักสำคัญของการทำศึกในครั้งนี้สูญสิ้นไปด้วยพานูเต็นไร้ทางเลือกสุดท้ายก็จำต้องออกคำสั่งให้ถอยหนี
แต่ไหนเลยที่หัวหน้าเผ่าเขาแดงจะปล่อยพวกมันนักรบเผ่าเขาแดงไล่สังหารนักรบเผ่าเพลิงกาฬทั้งหมดส่วนทีข่าของเผ่าที่ยังพอมีพลังเหลือก็เข้าหยุดยั้งการหนีของพานูเต็นกาน่าซูเลมาถึงก็จัดการปลิดชีพทันที
ศึกครั้งนี้เผ่าเขาแดงเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ต้องสูญเสียนักรบไปเกือบสิบคนแม้จำนวนอาจดูไม่มากสำหรับเผ่าอื่นแต่นี่นับเป็นการสูญเสียที่มากสำหรับเผ่าเขาแดงแล้ว หากรวมนักรบทั้งเผ่าจริง ๆนักรบทั้งหมดมีเพียงสี่สิบคนเท่านั้น ต่างจากเผ่าเพลิงกาฬมากสี่สิบคนที่ยกมาในครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในสามของเผ่าเท่านั้น
แค่นี้ก็พอรู้ว่าเผ่าเพลิงกาฬแข็งแกร่งเพียงใดในบรรดาเผ่าต่าง ๆ
...
หนึ่งวันผ่านไปหนิงเฟยหลงลืมตาตื่นในบ้านหลังเดิมโดยที่มีจิ้งจอกน้อยคอยคลอเคลียอยู่ด้านข้างและการดูแลจากกาน่าอี่ดังแต่ก่อน
“นายท่านตื่นแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวลี่ทำให้หนิงเฟยหลงหันมามอง
“อืม ข้าตื่นแล้ว ผ่านมากี่วันแล้ว ? เกิดอะไรขึ้นหลังจาก...?”หนิงเฟยหลงยันตัวขึ้นสะบัดศีรษะอย่างมึนงง ส่วนเสี่ยวลี่ที่นั่งเฝ้าทั้งคืนจดจ่อในหน้าที่อารักขาก็ผล็อยหลับไป
กาน่าอี่รีบเข้ามาพยุงตัวหนิงเฟยหลงที่กำลังสับสน “หลังจากนั้นพ่อข้าก็จัดการพวกมันไปหมดแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นี่พึ่งผ่านมาหนึ่งวันพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ”หนิงเฟยหลงกล่าวกับกาน่าอี่แล้วก็เริ่มทำการฟื้นฟูพลังจิต
ผ่านไปสองชั่วยามพลังจิตก็ฟื้นฟูเสร็จสิ้น ห้วงพลังจิตของเขามีการเปลี่ยนแปลง!
“ก่อจิตขั้นปลาย !” เขาทะลวงมันตั้งเมื่อไหร่กัน ?
หนิงเฟยหลงนึกย้อนไปถึงการต่อสู้ เขาก็พลันเข้าใจเรื่องนี้ได้ในทันทีในการโจมตีครั้งสุดท้ายหนิงเฟยหลงได้ระเบิดพลังขั้นสูงสุดและเป็นการทะลวงขั้นอย่างไม่รู้ตัว หากไม่เช่นนั้นไหนเลยจะทำลายพลังที่ตูตูปิ่นทุ่มเททั้งหมดลงได้และสังหารภายใต้กระบี่เดียว
“มักมีเรื่องดีในความเลวร้ายเสมอ” หนิงเฟยหลงแย้มยิ้ม เขาดูมีความสุขมากในยามนี้เขามีพลังเทียบเคียงกับแก่นแท้พลังขั้นสูงสุดต่ำกว่าแดนพิภพไม่เป็นภัยสำหรับเขาแล้ว ความปลอดภัยก็ยังจะมากขึ้นอีกด้วยเผ่าเพลิงกาฬก็ไม่นับเป็นอะไรได้ภายใต้สายตาของเขา
“พลังจิตเพิ่มขั้นแล้ว พลังยุทธ์ยังใช้ไม่ได้ ที่น่าสนใจคือพลังกายแต่ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีการฝึกพลังกายมาก่อน ข้าต้องทำอย่างไร ?” เมื่อนึกไม่ออกก็คร้านจะนึกแล้วหนิงเฟยหลงยืนมองชาวเผ่าที่เดินไปมาหน้าบ้านทักทายเขาเขายิ้มให้แล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงแท่นพิธีกรรมทีข่าแห่งเผ่าก็รีบออกมาต้อนรับ
“ท่านมีคำสั่งใดรึถึงได้มาเยือนที่นี่ ?” หญิงชรากล่าวถามทว่าเวลานั้นเองนางก็อุทานขึ้น “นี่ท่านเลื่อนขั้นแล้ว !” นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีและตกตะลึงไปพร้อมกัน
หนิงเฟยผงกศีรษะเป็นเชิงตอบรับแล้วว่า “ท่านผู้เฒ่าข้าเข้าสู่ขั้นปลายแล้วท่านพอจะทราบหรือไม่ว่า ที่นี่คือทวีปอะไร ?”
ทีข่าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วจึงส่ายหน้า หน้าไม่เข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมา“ทวีปที่ท่านว่านี่คืออะไร ?”
หนิงเฟยหลงอึ้งกับคำถามนี้เขาเข้าใจแล้วว่าคนที่เผ่าไม่รับรู้ข่าวสารภายนอกมากนักความรู้อาจจมอยู่แค่ภายในเผ่า“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าที่นี่เรียกรวม ๆ ว่าอะไร ?”
“อ้อ เขตบารา ที่นี่คือเขตบาราปกครองโดยเผ่าฟ้าร้อง และเผ่าเล็กทั้งห้า”
‘เผ่าฟ้าร้องปกครองเขตนี้แล้วยังจะให้ข้าช่วยจัดการกับเผ่าฟ้าร้องเนี่ยนะ เหลือเชื่อจริงเชียวพวกเขาไปเอาความกล้านี้มาจากไหน ? อยากปลดแอกจนเอาชีวิตข้าไปด้วยนะหรือข้าไม่เอาด้วยหรอก’
หนิงเฟยหลงลอบสบถในใจ ถึงแม้เผ่าเขาแดงจะมีบุญคุณกับเขาอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับต้องสละชีวิตให้ ด้านหลังเขายังมีครอบครัว น้องสาวอันเป็นที่รักบิดา ท่านปู่ สหาย และผู้คนอีกมากมายที่รอให้เขากลับไปหาหากว่าเขาตายที่นี่จะไม่ผิดต่อพวกเขาหรอกหรือ ?
‘ข้าจะช่วยพวกเจ้าเท่าที่ช่วยได้ก็แล้วกัน’ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องทำบางสิ่งให้ก่อนจากไป
“เขตบารา ข้าเข้าใจแล้ว ท่านผู้เฒ่าไปพักผ่อนเถอะข้าจะตรวจดูแท่นพิธีกรรมเสียหน่อย”
“ได้ เชิญท่านตามสบาย”
หนิงเฟยหลงเดินวนรอบแท่นพิธีกรรมตรวจดูอย่างละเอียดถึงกับนำมุกราตรีพิภพออกมา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจนปัญญากับแท่นนี้แล้วในเมื่อกลับทางเดิมไม่ได้ เขาคงต้องหาทางใหม่ อย่างไรก็ต้องกลับไปให้ได้ !
ตกเย็นหนิงเฟยหลงกลับเข้าที่พักเสี่ยวลี่ที่นั่งเฝ้าหนิงเฟยหลงจนหลับก็ตื่นขึ้นมาพอดีมันกระโดดขี่ไหล่ซ้ายของเขาหนิงเฟยหลงก็ลูบหัวอย่างเบามือ “เสี่ยวลี่ขอบคุณเจ้ามาก”เสี่ยวลี่หัวเราะคิกคักแล้วส่ายหน้าไปมา
“ท่านทูตข้าหัวหน้าเผ่าขอเข้าพบ” เสียงด้านนอกที่พักดังขึ้นหนิงเฟยหลงเดินไปเปิดประตูด้วยตนเอง ต้อนรับกาน่าซูเล และกาน่าอี่เข้ามาเมื่อเปิดประตูแล้วก็เห็นอาหารมากมายส่วนใหญ่แล้วเป็นเนื้อมีผักผลไม้แซมมาบ้างนิดหน่อย
“นี่คืออาหารของท่าน หากไม่เพียงพอท่านเพียงบอกคำเดียว ข้าจะจัดหาให้เพิ่ม”กาน่าซูเลกล่าวพร้อมกับวางอาหารไว้บนโต๊ะเสร็จสรรพ
ไม่ทันที่หัวหน้าเผ่าจะได้ออกไปหนิงเฟยหลงก็กล่าวเชิญชวนอีกฝ่ายมาร่วมมื้อเย็น“หัวหน้าเผ่าท่านอยู่ร่วมกินกับเราจะดีกว่า”
“นั่นมันยอดเยี่ยมมากเป็นเกียรติของข้าอย่างยิ่ง” กาน่าซูเลกล่าวด้วยใจจริงใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บุตรสาวก็เช่นกันสองพ่อลูก เข้าร่วมโต๊ะ อาหารมื้อเย็นจึงเริ่มขึ้นนับแต่บัดนี้
ที่นี่มีสุราแรงให้ดื่มจนเมามาย หนิงเฟยหลงเองยังไม่กล้าที่จะดื่มมัน การสนทนาพาทีเป็นเรื่องเล่าการล่าสัตว์เสียส่วนใหญ่แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องสำคัญอย่างเผ่าเพลิงกาฬหัวหน้าเผ่ามีความคิดที่จะบุกเผ่าเพลิงกาฬเสียบ้างหากแต่กาน่าอี่คัดค้านไม่เห็นด้วย
ทั้งทีข่าก็ขอไม่ออกความคิดเห็นในเรื่อนี้ที่ประชุมของเผ่ายังไม่มีมติที่แน่ชัด กาน่าซูเลกล่าวเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังหนิงเฟยหลงก็เห็นว่าการที่มีเผ่าเพลิงกาฬอยู่เผ่าเขาแดงก็ไม่อาจย่างก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ได้เขาจึงออกความเห็นที่เห็นด้วย
“กาน่าซูเลท่านอย่าได้กังวลไปเราจะช่วยเหลือท่านในเรื่องนี้อย่างแน่นอนเรารับรองได้ว่าเผ่าเพลิงกาฬจะต้องล่มสลายเป็นที่แน่นอนหากแต่ท่านต้องทำตามที่เราบอก อย่าได้ลังเลที่จะทำแต่หลังจากเรื่องนี้เราจะออกจากเผ่าท่านจะว่าอย่างไร ?”
กล่าวจบทั้งห้องก็เงียบลงพ่อลูกทั้งสองมองหน้ากันสลับกับจ้องหน้าหนิงเฟยหลงพวกเขาสนใจแต่คำว่า ล่มสลาย และออกจากเผ่าถึงอย่างไรนี่ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เกินไปที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้โดยเฉพาะกาน่าซูเลนี่ถึงกับสร่างเมา
“เอ่อ...คือ ท่านทูตจะไม่ลองคิดดูใหม่หน่อยหรือพวกเราทำสิ่งใดให้ท่านไม่สบายใจกันถึงจะออกจากเผ่าของเรา ?”บรรยากาศภายในห้องเริ่มเคร่งเครียด
หนิงเฟยหลงถอนหายใจแล้วกล่าวตอบ “ที่จริงแล้วในเวลานี้ข้ายังไม่สมบูรณ์พร้อมเส้นลมปราณภายในร่างยังไม่ได้รับการแก้ไข หากปล่อยให้นานไปจะมีปัญหาเรื้อรังในอนาคตข้าจำต้องเสาะหาสมุนไพรสิ่งวิเศษที่ช่วยในการรักษาหากว่าสำเร็จดั่งใจปรารถนาจะกลับมาเยี่ยมเยียนใหม่...”
หนิงเฟยหลงร่ายยาวให้สองพ่อลูกฟังทั้งสองจึงเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งพากันไม่รั้งชายหนุ่มไว้อีกจะอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ แล้วก็ไม่กล้าที่จะทำจริง ๆ
นี่ทูตแห่งเทพเชียวนะ !
“ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้พวกข้าทั้งสองจะนำความจากท่านเข้าที่ประชุมหากว่าทุกคนเห็นด้วย วันพรุ่งนี้เราจะมาแจ้งท่านโดยทันที ลาก่อน”
“ไม่ส่งนะ” พ่อลูกกาน่ากลับไปหนิงเฟยหลงก็เข้าสู่ห้วงสมาธิฝึกฝนเก็บตกประสบการณ์จากการต่อสู้เมื่อวานให้ได้มากที่สุด
..........