“คุณหนู…คุณหนูเ้าคะ” เสียงเรียกแ่เบาดังขึ้นข้างหูข้า เป็น้ำเสียงที่เร่งรีบกระวนกระวายราวกับลอยมาจากที่ที่ไกลแสนไกล เสียงนี้ค่อยๆ เพิ่มระดับความดังขึ้น จนข้าค่อยๆ ได้สติ ข้าพยายามลืมตาขึ้น กลับพบใบหน้าของสาวใช้คนสนิทข้านามว่าอวี๋เอ๋อ พร้อมกันนั้นข้ากลับได้กลิ่นกำยานจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เปลวควันของกำยานกระทบกับแสงแดดและสะท้อนผ่านม่านโปร่งแสงสีอ่อนที่พลิ้วไหวตามแรงลมของต้นวสันต์พร้อมด้วยกลิ่นดอกเหมยจางๆ ลอยปะปนเข้ามา
ยามที่ข้าได้สติกลับมา ภาพตรงหน้าที่ข้ามองเห็นคือแสงแดดยามสายของต้นฤดูวสันต์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ แ่บางราวหมอก บรรยากาศในเรือนเงียบสงบเกินไป ไม่มีเสียงดาบ ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีแม้แต่กลิ่นเื แต่กลับกันข้าััได้ถึงกลิ่นยาสมุนไพรที่ลอยผ่านช่องประตูเรือนเข้ามาในเรือนพักของข้า ผสมกับกลิ่นกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ข้าชื่นชอบ พร้อมกันนั้นข้าได้ยินเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้นอกเรือนดังกังวาลยามที่ลมต้นวสันต์พัดผ่าน ผสมกับเสียงน้ำไหลจากธารน้ำตกที่ประดับอยู่ตรงกลางเรือนข้า
ทันใดนั้นหัวใจของข้ากระตุกแรง ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบราวตกลงสู่ห้วงน้ำแข็ง สติที่ล่องลอยกลับมาพร้อมทั้งอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่ข้าจะได้สตินั้นประทับแน่นอยู่ในความทรงจำข้าไม่มีวันจางหาย ข้าหายใจถี่ ก่อนจะค่อยๆ ก้มมองมือของตนเอง กลับพบนิ้วเรียวเล็ก บอบบางเรียวยาวดังหยก ผิวขาวละเอียดราวผงไข่มุก ร่างกายไร้าแ ไม่ใช่มือของสตรีวัยยี่สิบที่ผ่านความตายมาแล้ว แต่เป็มือของเด็กสาววัยแรกแย้ม ข้านิ่งงันอยู่เช่นนั้น ราวกับแม้แต่ลมหายใจก็ถูก่ชิงไป
“คุณหนู…ท่านเป็อะไรหรือไม่เ้าคะ?” สาวใช้นามว่าอวี๋เอ๋อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนระคนเป็ห่วง
“วันนี้ท่านต้องไปเรียนกับอาจารย์หลี่ที่เรือนตำรา แต่ตอนที่บ่าวเดินเข้ามาเพื่อจะเปลี่ยนชุดให้ท่าน กลับพบว่าคุณหนูหมดสติอยู่หน้าภาพวาดดอกเหมยที่คุณหนูกำลังวาดเพื่อที่จะนำไปเป็ของขวัญวันเกิดนายท่าน ข้าใ รีบร้อนให้พ่อบ้านเหลียงรีบตามหมอเ้าค่ะ” อวี๋เอ๋อไล่ลำดับเหตุการณ์อย่างร้อนรน
“เกิดอะไรขึ้น…” ข้าถามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย
“สาเหตุที่คุณหนูหมดสติมาจากไม้ค้ำบานหน้าต่างของห้องหนังสือเ้าค่ะ ลมวสันต์ปีนี้รุนแรงนัก พัดพาไม้ค้ำหน้าต่างกระเด็นมาตกใส่โต๊ะหนังสือของท่าน ทำให้แท่นหมึกที่วางอยู่บนโต๊ะกระเด็นมาโดนศีรษะท่านพอดี หากบ่าวมาสายกว่านี้…” อวี๋เอ๋อเอ่ยพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น
“หมดสติรึ” ข้าพยายามนึกตามที่อวี๋เอ๋อเล่า ไม่ใช่ข้าตายด้วยคมดาบรึ แต่กลับมีชื่อหนึ่งมี่อวี๋เอ๋อกล่าวถึงกระตุกใจข้าอย่างรุนแรง อาจารย์หลี่ชื่อนั้นทำให้ปลายนิ้วของข้าค่อยๆ กำแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว ข้าจำได้ จำได้ดีเกินไป ชื่อนี้คือต้นเหตุที่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย ในคืนเืนั่น ก่อนที่จวนสกุลหลินจะกลายเป็สุสาน ในเหตุการณ์นั้นข้าทำได้เพียงแค่ยืนมองภาพท่านพ่อถูกสังหารด้วยตาตนเอง
ข้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ พบว่าภาพที่สะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองกลับเป็ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหญิงสาววัยแรกแย้มวัยปักปิ่น ดวงตากระจ่างใสงดงามราวหงส์ จมูกโด่งเรียวสวย พร้อมกับริมฝีปากเรียวบางที่เข้ากับโครงหน้าของใบหน้านี้แต่ซีดเซียวเนื่องจากหมดสติไป
แต่ลึกลงไปในใบหน้านั้น ข้ากลับรู้ดี ไม่มีเด็กสาวผู้นั้นหลงเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่อยู่ในดวงตากระจ่างใสงดงามราวหงส์คู่นี้ คือคนที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มุมปากของข้าค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบาเยือกเย็นราวกับหิมะกลางเหมันต์เสียจนแม้แต่ตัวข้าเองยังรู้สึกใ
“ดี…” เสียงของข้าแ่เบาราวกับเสียงกระซิบของภูตผีในราตรี ในเมื่อ์ยังไม่้าให้ข้าตายครั้งนี้ข้าจะเป็คนกำหนดเอง ว่าใครควรมีชีวิตอยู่ และผู้ใดสมควรถูกฝังอยู่ใต้ซากของราชวงศ์นี้
**************************************************************
ขออภัยที่นักเขียนหายไปหลายวันนะคะ เนื่องจากติดภารกิจ แต่จะพยายามอัพตอนต่อไปเร็วๆ นี้ค่ะ นักเขียนเป็นักเขียนหน้าใหม่ขออนุญาตฝากผลงานเื่แรก ผู้อ่านสามารถคอมเมนต์ติชมได้เลยค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ…ขวัญวิสุทธิ์ :)