“ในนี้มีโอสถมากมายมหาศาลงั้นหรือ?”
“นี่มัน...บ้าไปแล้ว บ้ากันไปใหญ่แล้ว!”
“เฉินเหวินไปเอาโอสถมากมายเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?”
สุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเริ่มดังขึ้น
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองไปยังกล่องหยกที่กองอยู่เต็มโถงอย่างเงียบ ๆ ภายในใจเริ่มสั่นระรัว ความขมขื่น ความโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ความเคียดแค้นของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวจู่ ๆ ก็มลายหายไป...
ที่แท้บิดาของนางหาได้ไม่แยแสนางไม่ เขาเตรียมทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรมากมายให้บุตรสาวสุดที่รักมากมายเพียงนี้ และฝากฝังนางเอาไว้กับญาติที่ตนเองเชื่อใจที่สุด
หากทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวต่อให้มีร่างกายที่อ่อนแอหรือต่อให้จะโง่เขลาเพียงใด ทว่าอาศัยแค่โอสถมากมายราวกับมหาสมุทรตรงหน้าก็สามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแดนสร้างแก่นได้แล้วกระมัง
ขอเพียงมีชีวิตที่ยืนยาวมากพอ พวกเขาสองคนพ่อลูกจะต้องมีวันได้พบกันอีกอย่างแน่นอน
แต่น่าเสียดาย ที่บิดาของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวไว้ใจคนผิด
ทำให้สองพ่อลูกต้องจากกันไปคนละโลกเช่นนี้
เมื่อรู้ว่าบิดารักตนมากเพียงนี้ เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวก็ไม่มีสิ่งใดติดค้างอีกแล้ว
‘ขอบคุณพี่หญิง...’
‘ลาก่อนเ้าค่ะ...’
‘อย่าเพิ่งไป!’ เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยเรียกในใจ ‘เ้าไม่อยากเห็นข้าแก้แค้นให้เ้าแล้วงั้นหรือ อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้รับโทษที่สมควรได้รับแล้ว!’
เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวหัวเราะน้อย ๆ ให้กับเฉินเหมียวเหมี่ยว
‘ไม่ต้องแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้ข้ามีความสุขมาก ขอบคุณท่านมากนะเ้าคะ
อีกอย่างนะเ้าคะ หากภายภาคหน้าท่านได้พบท่านพ่อและท่านแม่ของข้า ได้โปรดบอกพวกเขาด้วยว่า เหมียวเหมี่ยวดีใจมากที่ได้เกิดเป็ลูกของพวกเขา เหมียวเหมี่ยวรักพวกเขาเ้าค่ะ’
เอ่ยจบ เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวก็กลายเป็จิติญญาที่บริสุทธิ์ ผสานเข้ากับสมองของเฉินเหมียวเหมี่ยว
เสียง์ที่เนิบช้าดังก้องอยู่ในนั้น
กว้างใหญ่ไพศาล
ไร้ขอบเขต ไร้ที่สิ้นสุด
เวลานี้เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกเป็หนึ่งเดียวกับโลกใบนี้แล้ว
นับแต่นี้เป็ต้นไป นางก็คือเฉินเหมียวเหมี่ยวตัวจริง และเป็เฉินเหมียวเหมี่ยวที่มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
เฉินเหมียวเหมี่ยวน้ำตาคลอเบ้า ลายเปลวไฟบนข้อมือสว่างวาบและร้อนขึ้นมาราวกับมีชีวิต นางลูบที่หน้าอกตัวเองเบา ๆ หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมา
“ขอให้ชาติหน้าเ้ามีความสุขนะ เหมียวเหมี่ยว”
การเปลี่ยนแปลงของเฉินเหมียวเหมี่ยวเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น จึงไม่มีใครทันสังเกต เพราะเวลานี้สายตาของทุกคนยังคงจับจ้องไปทีู่เาโอสถตรงหน้า
เพราะจำนวนของโอสถยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุด อวี่ฟางเว่ยเพิ่งจะพูดความจริงที่ทำให้ทุกคนต่างตื่นตระหนกยิ่งกว่าออกมา
“ทุกคนต่างทราบดีว่าโอสถที่เกิดจากนักหลอมโอสถที่แข็งแกร่ง ล้วนมีตราประทับพิเศษของตัวเอง โอสถเหล่านี้ก็เช่นกัน บนโอสถทุกเม็ดล้วนมีตราประทับที่มีลักษณะคล้ายกับเปลวไฟอยู่”
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โอสถที่กองราวกับูเานี้หลอมมาจากคนเดียวกัน!
คนเดียวกัน!
บ้าไปแล้วกระมัง!
นักหลอมโอสถท่านนี้แข็งแกร่งเพียงใดกัน?
เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางลูบลายเปลวไฟบนข้อมือของตัวเองอย่างเงียบ ๆ คิดไม่ถึงว่าจะมีเื่น่ายินดีเช่นนี้ด้วย
ส่วนเหล่ายอดฝีมือ รวมถึงผู้าุโจากนิกายต่าง ๆ ที่เดิมตั้งใจเป็แค่ผู้ชม เวลานี้ก็เริ่มนั่งไม่ติด แต่ละคนต่างทยอยปรากฏตัวขึ้น เพียงพริบตาผู้แข็งแกร่งทั้งหมดที่อยู่ในโถงต่างก็มารวมตัวกัน
เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนอยากจะรู้ว่านักหลอมโอสถท่านนี้เป็ใคร หากสามารถดึงเขามาอยู่ในนิกายของตนได้ พวกเขาต้องกลายเป็เสือติดปีกอย่างแน่นอน!
เฉินเหวินที่ใกล้จะหมดลมหายใจถูกแม่ทัพเนี่ยยกขึ้นมาอีกครั้ง แต่เพราะถูกแม่ทัพเนี่ยฝืนเปิดถุงเฉียนคุนของเขาเมื่อครู่ จึงทำให้พลังจิติญญาของเขาได้รับาเ็สาหัส เพียงเคลื่อนไหวก็รู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก เวลานี้เขาจึงยอมตอบทุกคำถาม ไม่กล้าปิดบังใด ๆ อีก
“เฉินเหวิน โอสถเหล่านี้เ้าได้มาจากที่ใดกัน?”
“...ตระกูลเฉิน...”
“เฉินเหวิน ตอบคำถามข้ามา!”
“...มาจากตระกูลเฉินเมืองฟ่านเฉิงจริง ๆ...”
ทุกคนต่างไม่เชื่อ หากโอสถเหล่านี้มาจากตระกูลเฉินจริง ตระกูลเฉินคงผงาดขึ้นฟ้าไปนานแล้ว
เฉินหยวนร้อนรนจนเสียงสั่นเทา “ทูลองค์ชายสาม เฉินเหวินผู้นี้พูดจาเหลวไหล ขอองค์ชายสามพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉู่ชิงอวิ๋นมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “เฉินเหวิน นี่เป็โอกาสสุดท้ายที่เ้าจะใช้ความดีชดใช้ความผิด คงไม่ต้องให้กระบี่มาจ่ออยู่ที่คอถึงจะยอมตอบหรอกกระมัง”
แม่ทัพเนี่ยรู้ถึงนิสัยขององค์ชายสามดี เขาจึงกางกรงเล็บออกและตะปบไปที่ไหล่ของเฉินเหวินลึกจนถึงกระดูก แล้วกดลงไปอย่างแรง
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักดังขึ้น จากนั้นเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูโดนเชือดของเฉินเหวินก็ตามมา “โอ๊ยยยยย...ข้าไม่ได้โกหก เป็ของตระกูลเฉินเมืองฟ่านเฉิงจริง ๆ เป็ของเด็กกำพร้านั่น...เป็ของเด็กกำพร้าคนนั้น...”
เด็กกำพร้า?
ในหัวของทุกคนมีความคิดผุดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็ ตระกูลเฉินรังแกเด็กกำพร้า ยึดเอาสมบัติของเด็กกำพร้ามาเป็ของตนเอง ต่าง ๆ นานา
“เด็กกำพร้าอะไร?” เฉินหยวนเอ่ยอย่างลนลาน “เ้าอย่าคิดจะใส่ร้ายตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงนะ พวกเราใสสะอาดชื่อเสียงไม่เคยเสื่อมเสีย ที่ผ่านมาเราทำแต่เื่ที่มีมโนธรรม เ้าพูดเช่นนี้ ไม่กลัวบรรพบุรุษรู้เข้าแล้วจะลงโทษหรืออย่างไร!?”
“ลงโทษงั้นหรือ?” เฉินเหวินเวลานี้โกรธแค้นเฉินหยวนอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะบุตรสาวที่ไม่ได้เื่ของเ้านี่จะแต่งงาน และอยากมีชื่อเสียง เกียรติยศ จนต้องบังคับให้เขามาร่วมงานให้ได้ละก็ เวลานี้เขาก็ยังเป็าาอยู่ที่ตำบลอวิ๋นหลัว!
“เฉินหยวน หากบรรพบุรุษที่อยู่ยมโลกรับรู้ คนแรกที่พวกเขาจะลากลงนรกคือใครเ้ารู้หรือไม่ ก็เ้าอย่างไรล่ะ! เพราะเด็กกำพร้าคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็หลานสาวแท้ ๆ ของเ้า เฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างไรล่ะ!”
ทันใดนั้นเสียงกระซิบกระซาบก็ดังมาจากผู้คนในงาน
“เฉินเหมียวเหมี่ยว?”
“ใครกัน?”
“ไม่รู้จัก...”
เฉินเหวินแสยะยิ้มออกมา ฝืนความเ็ปแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังลั่น ้าให้แขกทุกคนในงานได้รับรู้ถึงการกระทำอันชั่วช้าของตระกูลเฉินที่สกปรกนี้
“เฉินเหมียวเหมี่ยว ทุกท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่หากข้าเอ่ยถึงเฉินปู้เมี่ย ทุกคนคงจำได้กระมัง เด็กกำพร้าคนนั้นก็คือบุตรสาวของเฉินปู้เมี่ย”
หากเอ่ยถึงเฉินปู้เมี่ยแล้ว ตระกูลต่าง ๆ ในเมืองฟ่านเฉิงย่อมจำได้ดี เขาเป็อัจฉริยะที่เก่งกาจแต่กลับดื้อรั้นและหยาบคาย แต่ทุกครั้งที่ออกจากตระกูลเฉินไป เมื่อกลับมาก็มักจะนำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ตระกูลเสมอ
และครั้งสุดท้าย เขาก็ได้พาทารกตัวเล็ก ๆ กลับมาด้วย
เื่นี้ไม่ใช่ความลับของคนในเมืองฟ่านเฉิง
ที่แท้โอสถเหล่านี้ ล้วนเป็ของที่เฉินปู้เมี่ยทิ้งเอาไว้ให้เฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างนั้นหรือ?
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เฉินเหวินมองเฉินหยวนด้วยความสะใจ ที่สามารถเปิดเผยความสกปรกและความผิดของเฉินหยวนออกมา พวกเขาถือเป็ครอบครัวเดียวกัน ถ้าจะตายก็ต้องตายด้วยกัน ถ้าจะตกนรกก็ต้องตกนรกด้วยกัน!
“สิบเก้าปีก่อนเฉินปู้เมี่ยได้พาเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับมายังตระกูลเฉินแห่งเมืองฟ่านเฉิง ได้นำประโยชน์และความมั่งคั่งนับไม่ถ้วนมาให้แก่ตระกูลเฉิน คำขอร้องเดียวของเขาก็คือ ให้ดูแลเฉินเหมียวเหมี่ยวให้ดีจนกว่านางจะถึงวัยปักปิ่น เพราะการแต่งงานของเฉินเหมียวเหมี่ยวเขาได้เตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อนางถึงวัยปักปิ่น ตระกูลเซิ่งแห่งเมืองฉางอันก็จะมาขอนางแต่งงาน…ถูกต้อง ตอนแรกคนที่หมั้นหมายกับอัจฉริยะเซิ่งเฟิงแห่งตระกูลเซิ่งไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็เฉินเหมียวเหมี่ยวนั่นเอง!”
เมื่อเื่ที่น่าใเช่นนี้ถูกเปิดเผยในงานแต่งงานของตน เซิ่งเฟิงก็ไม่สามารถทำตัวเป็คนนอกได้อีกต่อไป เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “เป็เฉินเหมียวเหมี่ยวก็จริง แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ชอบพอผู้น้อย จึงได้หนีตามคนรักของนางไป ตระกูลเซิ่งของเราสำนึกในบุญคุณที่เฉินปู้เมี่ยเคยช่วยเหลือ จึงตัดสินใจจัดงานต่อไปตามที่ได้หมั้นหมายเอาไว้ ไม่ว่าด้วยไมตรีหรือด้วยเหตุผลใด ตระกูลเซิ่งของเราก็ได้ทำตามคำสัญญาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ต้องละอาย”
ประโยคนี้ฟังดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก ทำให้ตระกูลเซิ่งและเขากลายเป็ผู้ถูกกระทำไปโดยปริยาย
เฉินเหมียวเหมี่ยวเลิกคิ้วขณะมองเซิ่งเฟิง รอยยิ้มที่มุมปากพลันกดลึกขึ้น